บทที่ 555: นัดตรวจร่างกาย
ณ แถวหน้าสุดของขบวนผู้คนที่ยืนรอส่งมอบธัญพืชให้แก่รัฐอย่างคึกคัก พ่อโจวค่อยๆ วางหลานชายสุดที่รักลงในรถเข็นเด็กอย่างนุ่มนวลที่สุด ก่อนจะเอื้อมมือไปขอรับกล้องถ่ายรูปมาจากเจียงเซี่ยผู้เป็นลูกสะใภ้ เขามีแผนการในใจที่ทำให้หัวใจพองฟูไปด้วยความสุข
ชายสูงวัยต้องการจะบันทึกภาพของครอบครัวในเช้าวันนี้ โดยเฉพาะภาพของหลานแฝดสามตัวน้อยๆ ท่ามกลางบรรยากาศอันเปี่ยมไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ของยุ้งฉางหลวงแห่งนี้ เขาตั้งใจจะนำภาพถ่ายเหล่านี้ติดตัวไปในการเดินทางล่องเรือครั้งใหม่ด้วย
จะมีฉากหลังใดที่ทรงพลังและเป็นมงคลไปกว่ายุ้งฉางของรัฐที่เต็มเปี่ยมไปด้วยธัญพืชเล่า สถานที่แห่งนี้คือสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและความมั่นคงของชาติอย่างแท้จริง การที่หลานๆ ตัวน้อยทั้งสามได้มาอยู่ที่นี่ ก็เปรียบเสมือนการมาซึมซับเอาพลังแห่งโภคทรัพย์และความเจริญรุ่งเรือง พ่อโจวเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่านี่คือการเริ่มต้นที่ดี
เขาอดชื่นชมวิสัยทัศน์ของเจียงเซี่ยในใจไม่ได้ ลูกสะใภ้คนนี้ช่างคิดได้หลักแหลมนักที่เสนอให้มาถ่ายรูปกันที่นี่ หากหลานแฝดสามได้สัมผัสกับบารมีของยุ้งฉางหลวงแห่งนี้ อนาคตข้างหน้าพวกเขาอาจจะร่ำรวยจนเทียบเท่าสมบัติของชาติก็เป็นได้
เมื่อความคิดตกผลึก พ่อโจวจึงหันไปออกคำสั่งกับลูกชายคนเล็กด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น “เฉิงเหล่ย แกอุ้มหลานคนละข้าง แล้วไปยืนตรงหน้าประตูยุ้งฉางนั่น พ่อจะถ่ายรูปให้”
ทว่าโจวเฉิงเหล่ยผู้ไม่เคยโปรดปรานการถูกถ่ายรูปเลยสักนิด ปฏิเสธกลับไปทันทีโดยไม่ต้องคิด “ไม่เอาครับ”
เมื่อสั่งลูกชายไม่ได้ผล พ่อโจวจึงเปลี่ยนเป้าหมายมาที่ลูกสะใภ้คนโปรดแทน “เสี่ยวเซี่ย ถ้าอย่างนั้นลูกอุ้มหลานสองคนนะ พ่อจะถ่ายรูปให้พวกหนูเอง”
“ได้เลยค่ะคุณพ่อ!” เจียงเซี่ยตอบรับด้วยความยินดี เธอรีบจัดการกับปาท่องโก๋ในมือจนหมด จากนั้นจึงหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กๆ ในรถเข็นขึ้นมาเช็ดคราบน้ำมันที่นิ้วจนสะอาดสะอ้าน แล้วจึงเดินเข้าไปหาเถียนไฉ่ฮวาเพื่อจะรับตัวลูกชายคนโตมาอุ้ม
แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้อุ้มลูก โจวเฉิงเหล่ยก็ลุกขึ้นยืนเสียก่อน เขาใช้แขนข้างเดียวช้อนอุ้มลูกสาวขึ้นมาอย่างง่ายดาย แล้วหันมาพูดกับภรรยาว่า “ส่งเจ้าใหญ่มาให้ผม”
เจียงเซี่ยจึงส่งลูกชายคนโตให้เขาอุ้ม ส่วนตัวเธอก็หันไปอุ้มลูกชายคนเล็กขึ้นมาแทน
พ่อโจวมองการกระทำของลูกชายแล้วแกล้งเอ่ยถามอย่างมีเลศนัย “ไหนว่าไม่ชอบถ่ายรูปไม่ใช่รึ”
โจวเฉิงเหล่ยไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขาเพียงแค่เม้มปากเล็กน้อย ความจริงแล้วเขาไม่ชอบถ่ายรูปจริงๆ นั่นแหละ แต่เขายินดีเสมอหากจะได้ถ่ายรูปร่วมกับเจียงเซี่ย
บัดนี้โจวเฉิงเหล่ยอุ้มลูกชายและลูกสาวไว้ในอ้อมแขนคนละข้าง ส่วนเจียงเซี่ยอุ้มลูกชายคนเล็กไว้แนบอก เธอมองสำรวจไปรอบๆ แล้วชี้ไปยังป้ายไม้ขนาดใหญ่ “ไปถ่ายตรงป้ายชื่อของยุ้งฉางตรงนั้นกันเถอะค่ะ”
ทั้งสองสามีภรรยาจึงเดินไปหยุดยืนเคียงข้างกันใต้ป้ายไม้แกะสลักของยุ้งฉาง พ่อโจวทำหน้าที่เป็นช่างภาพจำเป็น บรรจงกดชัตเตอร์เพื่อบันทึกภาพของครอบครัวห้าชีวิตเอาไว้
ในภาพนั้นเจียงเซี่ยเผยรอยยิ้มที่สดใสและเปี่ยมสุข ขณะที่โจวเฉิงเหล่ยก็มีรอยยิ้มบางๆ ประดับอยู่ที่มุมปาก เป็นภาพที่ดูอบอุ่นและลงตัวอย่างยิ่ง
เจียงเซี่ยยังคงมีไอเดียสำหรับการถ่ายภาพต่อไป “คุณพ่อคะ ถ่ายให้พวกเราอีกสักใบนะคะ ขอฉากถนนยาวๆ ด้านหลังนั่นเป็นพื้นหลังค่ะ”
พ่อโจวรู้สึกสนุกสนานกับการได้ถ่ายรูปให้ลูกชายและลูกสะใภ้คู่นี้เป็นอย่างมาก เขาจึงตอบตกลงอย่างไม่ลังเล “ได้เลยลูก”
เจียงเซี่ยจึงส่งสัญญาณให้โจวเฉิงเหล่ยเดินออกไปกลางถนน ครั้งนี้เธอเป็นฝ่ายอุ้มลูกสองคน ส่วนเขารับหน้าที่อุ้มลูกเพียงคนเดียว เธอบอกให้เขาลองหันข้าง แล้วมองมาที่เธอและลูกๆ ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความลึกซึ้ง
โจวเฉิงเหล่ยให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีโดยไม่มีท่าทีรำคาญใจแม้แต่น้อย เขาสามารถทำตามที่ภรรยาบอกได้อย่างเป็นธรรมชาติ
เพียงแค่ตรงฉากที่ถนนเป็นพื้นหลัง เจียงเซี่ยก็ให้พ่อสามีถ่ายให้หลายใบเลยทีเดียว และแน่นอนว่าต้องมีรูปถ่ายคู่ของเธอกับโจวเฉิงเหล่ยด้วย
เมื่อคู่ของเจียงเซี่ยถ่ายเสร็จ เถียนไฉ่ฮวาก็มองด้วยความสนใจ เธอจึงหันไปดึงแขนโจวเฉิงซินผู้เป็นสามี “คุณพ่อคะ ถ่ายให้ฉันกับอาซินบ้างสิคะ”
“ได้สิ!” พ่อโจวตอบรับอย่างยินดี
ทว่าโจวเฉิงซินกลับปฏิเสธเสียงแข็ง “ผมไม่ถ่าย”
พ่อโจวถึงกับต้องเอ็ดลูกชายคนโต “ให้ถ่ายก็ถ่ายเถอะน่า ฟังเมียแล้วจะเจริญ!”
เถียนไฉ่ฮวาได้ทีจึงรีบดึงแขนสามีให้ลุกขึ้นมา พร้อมกับพูดอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง “ใช่แล้วค่ะ รีบมานี่เลย!”
พ่อโจวจึงทำหน้าที่ช่างภาพจำเป็นอีกครั้ง ถ่ายรูปให้ลูกชายคนโตและสะใภ้ใหญ่อีกสองสามใบ จากนั้นเถียนไฉ่ฮวาก็ดึงเจียงเซี่ยมาถ่ายรูปคู่กันอีกหนึ่งใบด้วย
หลังจากนั้น เจียงเซี่ยก็ขอรับหน้าที่เป็นช่างภาพบ้าง เธอถ่ายรูปหมู่ให้กับพี่น้องสามคนและพ่อของพวกเขา ทั้งภาพหมู่ ภาพเดี่ยวแต่ละคน ภาพคู่กับพ่อโจว หรือแม้แต่ภาพที่แต่ละคนอุ้มหลานแฝดสามนั่งอยู่บนรถไถก็ถูกบันทึกไว้จนครบทุกอิริยาบถ
จนกระทั่งฟิล์มทั้งม้วนถูกใช้ไปจนหมด เจียงเซี่ยจึงเอ่ยชมด้วยรอยยิ้ม “พวกคุณพ่อลูกหน้าตาหล่อเหลากันทั้งบ้านเลยนะคะเนี่ย รูปที่ล้างออกมาต้องดูดีมากแน่ๆ ค่ะ”
พ่อโจวหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “ได้ยินกันไหมเล่า พวกแกเกิดมาหล่อเหลาได้ขนาดนี้ก็เพราะพ่อคนนี้ทั้งนั้น!”
โจวเฉิงเหล่ยสวนกลับมาเรียบๆ “พวกเราหน้าตาเหมือนแม่ต่างหากครับ”
โจวเฉิงเซินรีบเสริมทันที “ผมสิที่เหมือนแม่ที่สุด!”
โจวเฉิงซินลูกชายคนโตก็ผสมโรงด้วย “ใครๆ ก็บอกว่าผมไม่เหมือนพ่อเลยสักนิด!”
พ่อโจวถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ “...พูดจาเหลวไหล! ถ้าหน้าเหมือนแม่พวกแกจะหล่อได้ขนาดนี้เหรอ แม่ของพวกแกน่ะ...”
“แม่ของผมทำไมเหรอครับ พ่อ.. พ่อคิดว่าแม่ของผมไม่สวยเหรอครับ” โจวเฉิงเหล่ยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่แฝงไปด้วยความนัย ก่อนจะแสร้งทำเป็นมองไปทางด้านหลังของพ่อโจวอย่างมีเลศนัย
พ่อโจวสัมผัสได้ถึงสายตาของลูกชายคนเล็กจึงรีบเปลี่ยนคำพูดทันควัน “...แม่ของพวกแกน่ะสวยที่สุด! สวยที่สุดในคอมมูนของเราเลย!”
พูดจบเขาก็รีบหันขวับไปมองด้านหลังทันที แต่ก็ไม่พบวี่แววของภรรยาแม้แต่เงา
“เจ้าเด็กแสบ! กล้าหลอกพ่อเรอะ!”
สิ้นเสียงของพ่อโจว ทั้งครอบครัวก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกันอย่างครื้นเครง
หลี่ซิ่วเสียนที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักได้แต่มองภาพครอบครัวที่แสนสุขสันต์นั้นด้วยหัวใจที่บอบช้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นโจวเฉิงเซิน อดีตสามีของเธอกำลังหัวเราะอย่างมีความสุขแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ความคิดที่ว่าการหย่าร้างกับเธอไปทำให้เขามีความสุขได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือผุดขึ้นมาในใจ ทำให้เธอต้องเบือนหน้าหนีไปทางอื่นอย่างขมขื่น ไม่อาจทนมองภาพบาดตาบาดใจนั้นได้อีกต่อไป
ช่วงเวลาแห่งการรอคอยที่แสนยาวนานผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วด้วยเสียงหัวเราะและความสุข เมื่อประตูยุ้งฉางเปิดออก โจวเฉิงเซินก็กล่าวลาทุกคนแล้วกลับเข้าไปทำงานด้วยรอยยิ้ม ส่วนคนที่เหลือก็เริ่มช่วยกันขนย้ายกระสอบธัญพืชลงจากรถไถ
เจียงเซี่ยและเถียนไฉ่ฮวาจึงช่วยกันเข็นรถเข็นเด็กพาทั้งสามคนไปเดินเล่นในเมือง รอจนกว่าพวกผู้ชายจะทำธุระเสร็จแล้วค่อยนั่งรถไถกลับบ้านพร้อมกัน
ในค่ำคืนนั้นเอง ภายในห้องมืดที่ถูกจัดเตรียมขึ้นเป็นพิเศษ โจวเฉิงเหล่ยได้ลงมือล้างรูปถ่ายที่พวกเขาบันทึกไว้ในตอนกลางวันด้วยตัวเอง เขามีทักษะในด้านนี้อยู่แล้วเพราะเคยเรียนรู้มาจากเพื่อนทหารในกองทัพมาก่อนหน้านี้ รูปถ่ายทั้งหมดที่เจียงเซี่ยถ่ายไว้ในช่วงที่เธอตั้งครรภ์ก็ล้วนเป็นฝีมือการล้างของเขาทั้งสิ้น
ภาพถ่ายเหล่านั้นได้บันทึกการเปลี่ยนแปลงของขนาดครรภ์ของเจียงเซี่ยในแต่ละช่วงเวลาเอาไว้ เขาได้รวบรวมมันไว้ในอัลบั้มรูปอย่างดี แล้วนำไปเก็บไว้ในตู้พร้อมกับล็อคกุญแจอย่างแน่นหนา ตอนนี้ที่บ้านของพวกเขามีอัลบั้มรูปอยู่สองเล่ม ซึ่งเต็มไปด้วยภาพถ่ายฝีมือของเจียงเซี่ยที่เธอมักจะถ่ายเก็บไว้ในยามว่าง
โจวเฉิงเหล่ยค่อยๆ นำรูปถ่ายแต่ละใบมาหนีบไว้กับเชือกที่ขึงรอไว้ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เขาจึงเดินออกจากห้องมืดแล้วกลับเข้าไปในห้องนอนเพื่อพักผ่อน
วันรุ่งขึ้น โจวเฉิงเหล่ยและพ่อโจวได้นำเรือลำเล็กออกทะเลไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ และในเช้าตรู่ของวันถัดมา หลังจากที่ซื้อหาเนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้จนครบถ้วนแล้ว พ่อโจวก็ได้เวลาออกเดินทางไกลอีกครั้งหนึ่ง เขานำภาพถ่ายของหลานแฝดสามที่เพิ่งล้างเสร็จใหม่ๆ ติดตัวไป ด้วยหัวใจที่เปี่ยมล้นด้วยความหวังและความตื่นเต้น
การเดินทางครั้งนี้ เขาจะนำเรือลำที่ใหญ่กว่าเดิมไปยังท้องทะเลที่ไกลโพ้นกว่าทุกครั้ง เพื่อพบเจอกับทิวทัศน์ใหม่ๆ และเพื่อสร้างรายได้ให้มากขึ้นกว่าเดิม
หลังจากที่พ่อโจวออกเดินทางไปแล้ว เวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงวันที่สี่สิบสองหลังคลอดของเจียงเซี่ย ซึ่งเป็นวันที่เธอต้องไปตรวจร่างกายหลังคลอดตามนัด
โจวเฉิงเหล่ยจึงพาเจียงเซี่ยเดินทางเข้าไปในเมืองตั้งแต่เช้าตรู่ โดยฝากลูกแฝดทั้งสามไว้ให้แม่โจวเป็นผู้ดูแล ในวันนี้โจวเฉิงเซินเองก็มีธุระที่ต้องเข้าไปทำในเมืองเช่นกัน เขาจึงถือโอกาสนั่งรถไปพร้อมกันด้วย
ในช่วงฤดูร้อน ท้องฟ้าจะสว่างเร็วกว่าปกติ พวกเขาจึงออกเดินทางกันตั้งแต่เช้า ทำให้ไปถึงในเมืองก่อนเวลาแปดโมงเสียอีก
โจวเฉิงเหล่ยขับรถไปส่งพี่ชายที่อาคารที่ทำการของเทศบาลก่อนเป็นอันดับแรก
“พี่รองครับ ถ้าพี่ทำธุระเสร็จก่อนแล้วพวกผมยังมาไม่ถึง ก็รอสักครู่นะครับ” โจวเฉิงเหล่ยเอ่ยบอกพี่ชาย
โจวเฉิงเซินตอบกลับ “ธุระของพี่น่าจะเสร็จเร็วอยู่ เดี๋ยวพี่ไปหาพวกนายที่โรงพยาบาลแล้วกัน จะไปรออยู่ตรงหน้าประตูนะ”
“ก็ได้ครับ”
เมื่อนัดแนะกันเรียบร้อยแล้ว โจวเฉิงเหล่ยก็ขับรถมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่ทำการเทศบาลนัก ใช้เวลาเดินทางเพียงไม่กี่นาทีก็มาถึง
ทันทีที่รถของพวกเขามาถึงหน้าโรงพยาบาล ก็เห็นรถของพ่อเจียงจอดรออยู่ริมถนนพอดี
พ่อเจียงกำลังยกแตงโมลูกใหญ่สองลูกกับตะกร้าที่เต็มไปด้วยแคนตาลูปออกจากรถ แล้วเดินตรงมายังรถของลูกสาวและลูกเขย
โจวเฉิงเหล่ยจอดรถสนิทแล้ว เจียงเซี่ยจึงค่อยๆ เปิดประตูรถออกไป “คุณพ่อคะ มารอนานแล้วเหรอคะ”
พ่อเจียงยิ้มกว้างพร้อมกับช่วยประคองลูกสาวลงจากรถ “ไม่นานหรอกลูก พ่อเพิ่งมาถึงเหมือนกัน พ่อกะแล้วว่าพวกหนูต้องมากันแต่เช้าแน่ๆ เลยแวะมารอก่อนไปทำงาน แตงโมกับแคนตาลูปที่ปลูกไว้บนดาดฟ้าสุกแล้ว พ่อเลยเก็บมาให้เอาไปกินกันที่บ้าน เพิ่งเก็บมาสดๆ เมื่อเช้านี้เลย”
ความจริงแล้วแตงโมและแคนตาลูปเริ่มสุกมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมแล้ว แต่ตอนนั้นลูกสาวยังอยู่ในช่วงอยู่เดือนจึงไม่สามารถทานได้ โชคดีที่ยังมีสองลูกนี้สุกทันเวลาพอดี
พ่อเจียงคิดในใจว่าอีกไม่กี่วันก็น่าจะมีสุกอีกหลายลูก คงจะทันเวลาที่หลานแฝดสามจะมาตรวจร่างกายพอดี
เขาพิจารณาลูกสาวอย่างถี่ถ้วน เห็นว่าเธอมีสีหน้าสดใสเปล่งปลั่งดี แต่ก็ยังอดทักไม่ได้ “ผอมลงนะเนี่ย หน้าตอบไปเลย รีบเข้าไปตรวจร่างกายเถอะลูก”
ว่าแล้วพ่อเจียงก็ตัดสินใจเข้าไปเป็นเพื่อนลูกสาวด้วยตัวเอง
หมอเกาทำการตรวจชีพจรให้เจียงเซี่ย จากนั้นก็ให้เธอไปทำอัลตราซาวนด์ เมื่อได้เห็นผลการตรวจทั้งหมดแล้ว เธอก็ยิ้มอย่างพึงพอใจแล้วกล่าวว่า “ฟื้นตัวได้ดีมากเลยค่ะ ร่างกายกลับมาเป็นปกติทุกอย่างแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น พ่อเจียงก็หมดห่วง เขากล่าวลาทุกคนแล้วจึงเดินทางไปทำงาน
จากนั้นหมอเกาก็หันมาเสนอเจียงเซี่ยว่า “จะให้ป้าช่วยนวดฟื้นฟูอุ้งเชิงกรานให้ไหมจ๊ะ ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง การนวดจะช่วยลดอาการปวดหลังในอนาคตได้ แต่จะทำหรือไม่ทำก็ได้นะ เพราะร่างกายของเสี่ยวเซี่ยก็ฟื้นตัวได้ดีมากอยู่แล้ว”
ยังไม่ทันที่เจียงเซี่ยจะได้ตัดสินใจ โจวเฉิงเหล่ยก็ตอบแทนทันที “ทำครับ”
เมื่อเจียงเซี่ยได้ยินว่าต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง เธอก็นึกขึ้นได้ว่าโจวเฉิงเหล่ยเองก็ยังไม่ได้ไปตรวจร่างกายหลังการผ่าตัดเลย นี่จึงเป็นโอกาสอันดีที่เขาจะได้ไปตรวจเสียที ดีกว่าต้องมานั่งรอเธอเฉยๆ เป็นชั่วโมง
“คุณก็ไปตรวจร่างกายของคุณบ้างสิคะ”
โจวเฉิงเหล่ย “...”
(จบบท)