บทที่ 561: ใบตอบรับเข้าศึกษา
หัวใจของเหอซิ่วฮุ่ยเต้นระรัวราวกับจะทะลุออกมาจากอก เธอรีบคว้าแขนแม่ของตนไว้แน่น ขณะที่สายตาเหลือบมองไปทางบ้านของเจียงเซี่ยด้วยความหวาดหวั่น
“เปล่าจ้ะ ไม่ใช่ญาติที่ไหนหรอก” แม่ของเหอซิ่วฮุ่ยรีบเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ พลางหันไปยิ้มให้สวีจื้อไห่ “พอดีแม่ได้ยินมาว่าบ้านนี้เขากำลังจะเปิดโรงงานน่ะสิ แล้วตอนนี้อาฮุ่ยก็ยังไม่มีงานทำ แม่เลยลองให้แกมาดูเผื่อว่าเขาจะรับสมัครคนงาน”
สวีจื้อไห่ฟังแล้วก็ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร เพราะเหตุผลที่เหอซิ่วฮุ่ยใช้เพื่อกลับมาบ้านก็คือการมาหางานทำอยู่แล้ว เขาจึงเพียงแค่พยักหน้าแล้วถามต่อ “แล้วเขารับไหมล่ะ”
เหอซิ่วฮุ่ยใจคอไม่ดี กลัวว่าจะบังเอิญเจอเพื่อนบ้านคนอื่นเข้า โชคยังดีที่ช่วงเวลานี้คนส่วนใหญ่มักจะออกไปทำงานที่ท่าเรือหรือไม่ก็สวนผลไม้กันหมด เธอจึงรีบตอบปฏิเสธเสียงสั่น “ไม่รับจ้ะ เราไปกันเถอะ”
“โรงงานเขายังสร้างไม่เสร็จน่ะ เลยยังไม่เปิดรับคนงาน เดี๋ยวเราค่อยมาถามใหม่ทีหลังแล้วกัน ไปเถอะ คืนนี้กินข้าวเย็นเสร็จแล้วลูกค่อยกลับเข้าเมืองนะ เดี๋ยวแม่จะไปซื้อของทะเลสดๆ มาทำให้กิน” แม่ของเธอรีบเสริมขึ้นมาอย่างรวดเร็วเพื่อกลบเกลื่อนพิรุธ ก่อนจะจูงมือลูกสาวเดินจากไป
สวีจื้อไห่ละสายตาจากบ้านหลังนั้นแล้วก้าวเท้าเดินตามไปอย่างไม่เอะใจ
ทันใดนั้นเอง เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กหญิงสองคนก็ดังขึ้น พร้อมกับร่างเล็กๆ ที่วิ่งออกมาจากรั้วบ้าน “เร็วเข้าสิโจวโจว เดี๋ยวพี่ชายรอนานนะ”
เสียงนั้นทำให้สวีจื้อไห่ต้องหันกลับไปมองอีกครั้ง และภาพที่เห็นก็คือเด็กหญิงสองคนที่น่ารักราวกับดอกไม้คู่หนึ่งกำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน คนหนึ่งสวมชุดกระโปรงสีชมพูหวาน อีกคนสวมชุดสีฟ้าสดใสในแบบเดียวกัน ทั้งสองถักเปียเล็กๆ สองข้างอย่างงดงาม ดูแล้วช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง
หัวใจของเหอซิ่วฮุ่ยแทบจะหยุดเต้น เธอกลัวเหลือเกินว่าสวีจื้อไห่จะสังเกตเห็นความจริงบางอย่าง เพราะใบหน้าของโจวโจวนั้นถอดแบบมาจากเธอไม่ผิดเพี้ยน
ทว่าสวีจื้อไห่กลับไม่ได้สังเกตเห็นเค้าหน้าของโจวโจวอย่างละเอียดนัก ความสนใจของเขาไปหยุดอยู่ที่เสื้อผ้าหน้าผมที่ดูดีมีราคาของเด็กทั้งสอง เขาอดที่จะเอ่ยชมออกมาไม่ได้ “เด็กบ้านคนรวยนี่แต่งตัวสวยกว่าเด็กในเมืองเสียอีกนะ”
แม่ของเหอซิ่วฮุ่ยรีบฉวยโอกาสนี้เบี่ยงเบนความสนใจทันที “ก็พ่อของเด็กๆ เขามีบ้านทั้งในเมืองและในตัวอำเภอนี่นา เด็กผู้หญิงคนนั้นก็เรียนหนังสืออยู่ในเมืองด้วยนะ”
สวีจื้อไห่ไม่ได้สนใจว่าเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ จะเรียนที่ไหน เขาสนใจมากกว่าว่าครอบครัวนี้ทำมาหากินอะไรถึงได้ร่ำรวยจนสามารถสร้างโรงงานของตัวเองได้ แม่ของเหอซิ่วฮุ่ยจึงเล่าเรื่องราวของครอบครัวโจวให้ฟังเท่าที่รู้ โดยเลือกที่จะปิดบังบางส่วนเอาไว้เพื่อความปลอดภัยของลูกสาว
หลังจากที่โจวโจวและโจวอิ๋งวิ่งออกไปเล่นข้างนอกแล้ว เจียงเซี่ยก็เก็บกระดาษแผ่นนั้นซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญลงในลิ้นชักอย่างเรียบร้อย เธอคงต้องรอให้ถึงวันตลาดนัดเสียก่อนจึงจะหาโอกาสไปพบกับเหอซิ่วฮุ่ยได้
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาบนฝาผนัง ก่อนจะก้มลงมองลูกชายคนโตที่นอนอยู่ในรถเข็นเด็ก ดวงตากลมโตของหนูน้อยจับจ้องอยู่ที่กำปั้นเล็กๆ ของตัวเองที่กำลังถูกดูดจ๊วบๆ อย่างเอร็ดอร่อย
เจียงเซี่ยหัวเราะเบาๆ เธอค่อยๆ ดึงมือเล็กๆ นั้นออกจากปากของเขา แล้วใช้ผ้าอ้อมนุ่มๆ เช็ดน้ำลายที่เปรอะเปื้อนจนสะอาดหมดจด ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “กำปั้นน้อยๆ นี่อร่อยมากเลยเหรอจ๊ะคนเก่ง เดี๋ยวแม่พาไปหาน้องชายกับน้องสาวดีไหม”
เมื่อมือเล็กถูกดึงออกไป หนูน้อยผิวขาวราวกับน้ำนมก็เงยหน้าขึ้นมองมารดา ดวงตากลมใสแป๋วแหวว พร้อมกับส่งเสียงอืออาในลำคอราวกับจะตอบรับ
ความน่ารักน่าชังของลูกชายทำให้เจียงเซี่ยอดใจไม่ไหว ต้องก้มลงไปหอมแก้มยุ้ยๆ นั้นฟอดใหญ่ “ต้าเป่า นี่ลูกตอบตกลงใช่ไหมจ๊ะ งั้นเราออกไปหาน้องๆ กันเลยนะ”
เวลาผ่านไปเกือบสองเดือนแล้ว ผิวพรรณของทารกน้อยทั้งสามคนก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากที่เคยเหี่ยวย่นในวันแรกเกิด ตอนนี้กลับเปล่งปลั่งขาวเนียนราวกับไข่ปอกใหม่ แก้มอมชมพูดูมีเลือดฝาด เจียงเซี่ยเคยได้ยินคนเฒ่าคนแก่บอกว่ายิ่งเด็กแรกเกิดผิวเหี่ยวมากเท่าไหร่ โตขึ้นผิวจะยิ่งขาวสวยมากเท่านั้น ดูเหมือนว่าคำพูดนั้นจะเป็นความจริง เพราะผิวของลูกๆ ทั้งสามคนของเธอนั้นดีขึ้นทุกวันจริงๆ
“ไปกันเถอะ เราไปหาน้องๆ กันนะ ไปดูกันว่าวันนี้พ่อจะจับปลาอะไรมาให้แม่กินได้บ้าง ต้าเป่าของแม่อยากกินไหมเอ่ย”
เจียงเซี่ยอุ้มลูกชายคนโตขึ้นมาจากรถเข็นแล้วเดินออกจากตัวบ้าน พอเจ้าสุนัขตัวน้อยสีเหลืองที่โจวอิ๋งกับโจวโจวซื้อมาเห็นเข้า ก็รีบวิ่งกระดิกหางดุ๊กดิ๊กหมายจะตามออกมาด้วย เจียงเซี่ยจึงต้องใช้เท้าดันมันกลับเข้าไปเบาๆ “เสี่ยวเจาออกไปไม่ได้นะ หนูอยู่เฝ้าบ้านกับเสี่ยวไฉนะ อย่าให้คนไม่ดีเข้ามาในบ้านรู้ไหม”
เจ้าสัตว์เลี้ยงสองตัวนี้ ตัวหนึ่งชื่อ ‘เสี่ยวเจา’ อีกตัวชื่อ ‘เสี่ยวไฉ’ ซึ่งเป็นชื่อที่พ่อโจวเป็นคนตั้งให้ เจียงเซี่ยปิดประตูรั้วอย่างรวดเร็วแล้วเดินตรงไปยังท่าเรือของหมู่บ้าน
เมื่อมาถึงท่าเรือ เธอก็เห็นชาวบ้านกลุ่มใหญ่กำลังมุงดูอะไรบางอย่างอยู่ที่หน้าสำนักงานของหน่วยการผลิตด้วยความสนใจ
“โอ้โห ใบตอบรับเข้ามหาวิทยาลัยหน้าตาเป็นแบบนี้นี่เองเหรอ”
“นี่มันใบตอบรับของมหาวิทยาลัยครูแห่งปักกิ่งเลยนะ แล้วมหาวิทยาลัยปักกิ่งกับมหาวิทยาลัยครูปักกิ่งนี่มันต่างกันยังไงล่ะ”
สำหรับชาวประมงในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ห่างไกลความเจริญเช่นนี้ กรุงปักกิ่งนั้นช่างอยู่ไกลเกินเอื้อม พวกเขารู้จักเพียงชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยปักกิ่งและมหาวิทยาลัยชิงหัวอันโด่งดังเท่านั้น แต่ไม่เคยรู้เลยว่าในเมืองหลวงยังมีมหาวิทยาลัยอื่นๆ อีกมากมาย ยิ่งไปกว่านั้น หมู่บ้านของพวกเขาก็ไม่เคยมีใครสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปักกิ่งได้มาก่อนเลย คนเดียวที่พอจะเชิดหน้าชูตาได้ก็คือโจวเฉิงเซินที่เคยสอบติดมหาวิทยาลัยในตัวเมือง แต่ในสมัยนั้นยังเป็นระบบมหาวิทยาลัยแรงงาน-ชาวนา-ทหาร ซึ่งถึงจะเป็นเช่นนั้นก็ถือว่าเก่งกาจมากแล้ว
โจวลี่เอ่ยอธิบายด้วยความภาคภูมิใจ “มหาวิทยาลัยครูปักกิ่งก็คือวิทยาลัยครูของกรุงปักกิ่งน่ะสิ ส่วนมหาวิทยาลัยปักกิ่งเขามีหลายคณะมาก ทั้งคณะแพทยศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ และอื่นๆ อีกเยอะแยะ แต่วิทยาลัยครูเนี่ย เขาเน้นผลิตบุคลากรครูเพื่อประเทศชาติโดยเฉพาะเลยนะ”
แน่นอนว่านี่เป็นสิ่งที่เธอสรุปเอาเองจากที่เคยได้ยินเจียงเซี่ยพูดคุยกับเวินหว่าน เมื่อครู่เธอลองถามเวินหว่านเพื่อความแน่ใจแล้ว และเมื่ออีกฝ่ายไม่ได้ปฏิเสธ เธอก็ยิ่งมั่นใจว่าสิ่งที่ตนเข้าใจนั้นถูกต้อง
“แล้วแบบนี้พอน้องหว่านเรียนจบกลับมาก็จะได้เป็นครูโรงเรียนประถมใช่ไหม” ชาวบ้านคนหนึ่งถามขึ้น
“อะไรกัน เรียนจบมหาวิทยาลัยทั้งทีจะเป็นครูประถมได้ยังไง ต้องเป็นครูมัธยมสิ ดูอย่างครูโรงเรียนประถมสิ ส่วนใหญ่ก็จบแค่มัธยมต้นกันทั้งนั้น”
โจวลี่หัวเราะร่า “ถึงจะเป็นวิทยาลัยครู แต่ว่าน้องหว่านเขาเลือกเรียนเอกภาษาต่างประเทศนะ พอเรียนจบก็เป็นล่ามแปลภาษาได้เลย”
“ล่ามแปลภาษาอย่างนั้นเหรอ”
“ใช่แล้ว จะเป็นล่ามก็ได้ หรือจะทำงานในสำนักพิมพ์ หนังสือพิมพ์ก็ได้ มีงานอีกตั้งเยอะแยะที่ทำเงินได้มากกว่าการเป็นครูเสียอีก” โจวลี่สาธยายอย่างออกรส
“เก่งจริงๆ เลยนะ หมู่บ้านเรามีนักศึกษาหญิงคนแรกแล้ว อนาคตไกลแน่ๆ อาจจะได้เป็นล่ามใหญ่ล่ามโตเลยก็ได้”
“โจวกั๋วหัวนี่ตาแหลมจริงๆ ได้ภรรยาเป็นถึงบัณฑิตหญิงเลยนะ”
เมื่อได้ยินคำชื่นชมมากมาย เวินหว่านจึงเอ่ยขึ้นอย่างถ่อมตน “ไม่ใช่บัณฑิตอะไรหรอกค่ะ ฉันยังห่างไกลจากคำนั้นนัก ตอนสอบฉันเพิ่งคลอดลูกเสร็จใหม่ๆ เลยทำข้อสอบได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่”
โจวลี่รีบกล่าวเสริมทันที “ใช่แล้ว ตอนคลอดลูกน้องหว่านเสียเลือดไปเยอะมาก พักฟื้นได้ไม่กี่วันก็ต้องไปสอบแล้ว ตอนสอบเสร็จกลับมาบ้านนะ หน้าซีดเป็นกระดาษเลย ไม่อย่างนั้นคงสอบได้คะแนนดีกว่านี้อีกเยอะ”
“แค่สอบติดมหาวิทยาลัยในปักกิ่งได้ก็สุดยอดแล้ว”
“นั่นสิ ทั้งหน่วยการผลิตของเรามีนักศึกษากันไม่กี่คนเอง”
เจียงเซี่ยที่ยืนฟังอยู่ห่างๆ พอจะจับใจความได้ว่าเวินหว่านสอบติดมหาวิทยาลัยครูแห่งปักกิ่ง ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเธอ หญิงสาวจึงตัดสินใจเดินเลี่ยงไปยังท่าเรืออีกทางหนึ่ง
แต่แล้วโจวลี่ที่สายตาไวจับจ้องเธออยู่ตลอดก็เหลือบมาเห็นเข้าพอดี เธอจึงรีบตะโกนเรียกเสียงดังลั่น “เสี่ยวเซี่ย เธอก็ไปสอบมาเหมือนกันไม่ใช่เหรอ ได้รับใบตอบรับแล้วหรือยัง”
เพื่อที่จะคอยสอดส่องดูใบตอบรับของเวินหว่าน โจวลี่ถึงกับไปดักรอบุรุษไปรษณีย์ทุกวัน และทุกครั้งที่ไปรษณีย์มาถึง เธอก็จะเข้าไปถามไถ่ทันที แต่กลับไม่เคยเห็นวี่แววใบตอบรับของเจียงเซี่ยเลยแม้แต่ฉบับเดียว เธอยังอุตส่าห์ไปถามบุรุษไปรษณีย์เป็นการเฉพาะอีกด้วย ซึ่งเขาก็บอกอย่างชัดเจนว่าในบรรดาหมู่บ้านสิบกว่าแห่งในหน่วยการผลิตนี้ มีเพียงเวินหว่านคนเดียวเท่านั้นที่ได้รับใบตอบรับเข้ามหาวิทยาลัย
เวินหว่านเองก็หันไปมองเจียงเซี่ยเช่นกัน ทุกๆ วันเธอจะแวะเวียนไปที่ไปรษณีย์ในตัวอำเภอและที่สำนักงานของหน่วยการผลิตเพื่อดูว่ามีใบตอบรับมาถึงหรือยัง แต่ก็ไม่เคยเห็นชื่อของเจียงเซี่ยเลยสักครั้ง นี่คงหมายความว่าเจียงเซี่ยสอบตกเป็นครั้งที่สี่แล้วสินะ
ชาวบ้านคนอื่นๆ เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าเจียงเซี่ยก็เป็นอีกคนที่เข้าร่วมการสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยในครั้งนี้เช่นกัน พวกเขาจึงพากันหันมาถามไถ่ด้วยความอยากรู้
“เสี่ยวเซี่ย ใบตอบรับของเธอมาถึงแล้วหรือยังจ๊ะ”
“ใช่ๆ เสี่ยวเซี่ย เธอสอบติดมหาวิทยาลัยไหนเหรอ”
“เสี่ยวเซี่ยเก่งขนาดนี้ ต้องสอบติดแน่นอนอยู่แล้ว”
“ขนาดเวินหว่านยังสอบติดได้เลย เสี่ยวเซี่ยต้องสอบติดแน่ๆ”
“นั่นก็จริง เสี่ยวเซี่ย เธอสอบได้มหาวิทยาลัยอะไรล่ะ”
คำพูดของชาวบ้านประโยคสุดท้ายนั้นช่างบาดหูเวินหว่านยิ่งนัก “ขนาดเวินหว่านยังสอบติดได้เลย” อย่างนั้นหรือ หมายความว่าอย่างไรกัน หมายความว่าเธอด้อยกว่าเจียงเซี่ยงั้นเหรอ เธออาจจะยอมรับว่าภาษาอังกฤษของเธอไม่ดีเท่าเจียงเซี่ย แต่สำหรับวิชาอื่นๆ แล้ว เธอไม่คิดว่าตัวเองจะด้อยไปกว่าเจียงเซี่ยเลยแม้แต่น้อย พวกชาวบ้านนี่ช่างเห็นแก่เงิน เห็นว่าเจียงเซี่ยร่ำรวยมีอำนาจก็พากันประจบสอพลอ ช่างน่ารังเกียจสิ้นดี
ป่านนี้แล้วเจียงเซี่ยยังไม่ได้รับใบตอบรับเสียที หากว่าสอบติดจริงๆ ก็คงเป็นมหาวิทยาลัยห่างไกลความเจริญและไม่มีชื่อเสียงเป็นแน่ เพราะมหาวิทยาลัยดีๆ เขาประกาศผลกันไปหมดแล้ว
เถียนไฉ่ฮวาที่ยืนฟังโจวลี่โอ้อวดอยู่นานสองนาน ในที่สุดก็มีคนเปลี่ยนประเด็นมาที่น้องสะใภ้ของตนเสียที เธอจึงไม่รอให้เจียงเซี่ยได้เอ่ยตอบ แต่ชิงพูดขึ้นมาก่อนด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ “ใบตอบรับของเสี่ยวเซี่ยบ้านฉันมาถึงตั้งนานแล้ว”
โจวลี่ได้ยินดังนั้นก็รู้ได้ทันทีว่าเถียนไฉ่ฮวากำลังโกหก แต่ด้วยความที่เป็นคนพูดจาฉลาดหลักแหลม แม้จะต้องการเปิดโปงคำโกหกของอีกฝ่าย เธอก็ยังคงรักษามารยาทและพูดจาได้อย่างน่าฟัง “ตายจริง ได้รับตั้งนานแล้วเหรอจ๊ะ นี่มันเรื่องดีจริงๆ เลยนะ หมู่บ้านของเราปีนี้มีนักศึกษาถึงสองคน แบบนี้หมู่บ้านอื่นๆ ในหน่วยการผลิตเดียวกันคงไม่มีใครเทียบได้แล้วล่ะ ขอแสดงความยินดีด้วยนะจ๊ะเสี่ยวเซี่ย แล้วนี่เธอสอบติดมหาวิทยาลัยอะไรเหรอ”
ชาวบ้านคนอื่นๆ ก็พากันแสดงความยินดีด้วยเช่นกัน “ยินดีด้วยนะเสี่ยวเซี่ย เธอสอบได้มหาวิทยาลัยอะไรล่ะ” เสียงแสดงความยินดีและคำถามดังเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณนั้น สร้างแรงกดดันให้กับเจียงเซี่ยอย่างมหาศาล
(จบบท)