บทที่ 565: ช่างฝันเสียจริง
รุ่งอรุณของวันใหม่มาเยือน โจวเฉิงเหล่ยผู้เป็นสามีก็ออกเรือไปหาปลาในทะเลไกลตามวิถีชีวิตปกติของเขา ส่วนเจียงเซี่ยกับเถียนไฉ่ฮวาก็มีแผนจะเข้าเมืองไปจ่ายตลาดด้วยกัน วันนี้เจียงเซี่ยตัดสินใจพาลูกสาวคนเล็กหรือเล่อเล่อที่กำลังอยู่ในวัยติดแม่แจไปด้วย ส่วนลูกชายคนโตและคนรองที่ค่อนข้างว่าง่าย เธอฝากให้แม่โจวช่วยดูแลอยู่ที่บ้าน
เนื่องจากน้ำมันและเมล็ดงาที่ใช้ในโรงงานใกล้จะหมดลงเต็มที เจียงเซี่ยจึงจำเป็นต้องขับรถเข้าไปซื้อหาด้วยตัวเอง ปัจจุบันโรงงานของเธอได้ขยับขยายพื้นที่เตาปรุงเพิ่มขึ้นอีกสองเตาเพื่อรองรับการผลิตสาหร่ายทะเลโดยเฉพาะ ทำให้ในแต่ละวันนอกจากการผลิตปลาเล็กหลากรสสองพันจินแล้ว ยังสามารถผลิตสาหร่ายทะเลได้อีกราวสองพันจิน
แม้ว่ากำไรจากการขายสาหร่ายทะเลจะน้อยกว่า โดยหนึ่งจินจะทำเงินได้เพียงสองเหมาสองเฟิน ทำให้มีรายรับต่อวันอยู่ที่ประมาณสี่ถึงห้าร้อยหยวน ซึ่งน้อยกว่ากำไรจากปลาเล็กหลากรสอย่างเห็นได้ชัด แต่ด้วยราคาที่ย่อมเยากว่ากันมาก ประกอบกับรสชาติที่อร่อยถูกปาก เถ้าแก่โหวจึงบอกว่ายอดขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ของที่ผลิตได้นั้นไม่เคยเพียงพอต่อความต้องการของตลาดเลยแม้แต่น้อย
เถ้าแก่โหวยังได้ลองหยั่งเชิงถามเธอว่าสนใจจะทำแมงกะพรุนเส้นด้วยหรือไม่ แน่นอนว่าเจียงเซี่ยมีความสนใจอย่างยิ่ง แต่ด้วยข้อจำกัดด้านสถานที่ ทำให้กำลังการผลิตที่สี่พันจินต่อวันนั้นถือเป็นขีดสุดแล้วในตอนนี้ สิ่งเดียวที่เธอทำได้คือเฝ้ารอให้โรงงานแห่งใหม่ก่อสร้างแล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด เพื่อที่จะได้ขยายกำลังการผลิตให้ทันต่อความต้องการของตลาดที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ในตอนนี้ ตลาดปลาเล็กหลากรสเริ่มมีผู้เล่นรายใหม่กระโดดเข้ามาแข่งขันหลายราย พวกเขานำเสนอสินค้าในราคาที่ถูกกว่าของเธอ ซึ่งส่งผลกระทบต่อยอดขายอยู่บ้างไม่มากก็น้อย อย่างไรก็ตาม เจียงเซี่ยได้ลองชิมผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งทุกเจ้าแล้ว และพบว่าไม่ว่าจะเป็นรสชาติหรือเนื้อสัมผัส ก็ยังห่างไกลจากคุณภาพที่เธอทำอยู่มากนัก
ด้วยเหตุนี้ เจียงเซี่ยจึงไม่ได้คิดที่จะลดราคาเพื่อลงไปแข่งขันในสงครามราคา เธอเชื่อมั่นว่าเมื่อเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาขึ้น ผู้คนจะมีกำลังซื้อมากขึ้นตามลำดับ หน้าที่ของเธอคือการรักษาคุณภาพของสินค้าให้ดีที่สุดก็เพียงพอแล้ว ส่วนกลยุทธ์ทางการตลาดอย่างการลดราคาเพื่อส่งเสริมการขายนั้น เหมาะสำหรับตลาดที่อิ่มตัวและการแข่งขันดุเดือด ซึ่งยังไม่ใช่สถานการณ์ในปัจจุบัน ตลาดยังคงมีขนาดใหญ่และมีโอกาสเติบโตอีกมาก และที่สำคัญที่สุดคือเธอคนเดียวคงไม่สามารถกอบโกยเงินทองทั้งหมดในโลกนี้ได้
เจียงเซี่ยครุ่นคิดถึงเรื่องราวต่างๆ ของโรงงานในใจ ขณะที่มือยังคงประคองพวงมาลัยรถไว้อย่างมั่นคง เถียนไฉ่ฮวานั่งอยู่บนเบาะข้างคนขับพร้อมกับอุ้มเล่อเล่อที่เพิ่งตื่นนอนและกินนมจนอิ่มแปล้ไว้ในอ้อมแขน เธอกระเซ้าเย้าแหย่หลานสาวตัวน้อยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "เรามานั่งรถปู๊นๆ ไปเที่ยวตลาดกันนะจ๊ะคนเก่งของป้า"
รถวิ่งมาได้ไม่นานก็เข้าสู่เขตตัวเมือง เจียงเซี่ยเลี้ยวรถเข้าไปจอดอย่างชำนาญที่บริเวณหน้าสหกรณ์ประจำตำบล ที่นั่นเธอเห็นแม่ของเหอซิ่วฮุ่ยและตัวเหอซิ่วฮุ่ยเองยืนรออยู่ก่อนแล้ว
"พี่สะใภ้ใหญ่ รออยู่บนรถสักครู่นะคะ เดี๋ยวฉันมา" เจียงเซี่ยหันไปบอกเถียนไฉ่ฮวา
"ได้เลยจ้ะ" เถียนไฉ่ฮวารับคำอย่างว่าง่าย เธอเองก็ไม่ได้รู้สึกอยากจะลงไปทักทายเหอซิ่วฮุ่ยสักเท่าไหร่นัก
ในอดีตนั้น เถียนไฉ่ฮวาและเหอซิ่วฮุ่ยเคยมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาก เหตุผลหลักก็เพราะเหอซิ่วฮุ่ยเป็นคนขยันขันแข็ง ทำงานเก่ง ทั้งยังมีนิสัยอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ว่าเถียนไฉ่ฮวาจะไหว้วานให้ทำอะไร เธอก็ไม่เคยปฏิเสธเลยสักครั้ง แต่หลังจากที่เหอซิ่วฮุ่ยแต่งงานใหม่ ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็เปลี่ยนไป ทุกครั้งที่เถียนไฉ่ฮวาเข้ามาจ่ายตลาดในเมืองและบังเอิญเจอหน้ากัน เหอซิ่วฮุ่ยกลับมีท่าทีหลบเลี่ยงราวกับหนูเห็นแมว ทำทีเป็นกลัวว่าเธอจะเข้าไปพัวพันด้วย
แน่นอนว่าเถียนไฉ่ฮวารู้สึกโกรธและน้อยใจเป็นอย่างมาก ในช่วงเวลานั้นที่ยังไม่ได้แยกบ้าน โจวโจวยังอยู่ในความดูแลของเธอเป็นหลัก เหอซิ่วฮุ่ยไม่เพียงแต่ไม่แสดงความขอบคุณ แต่ยังแสดงท่าทีรังเกียจเช่นนี้อีก หมายความว่าอย่างไรกัน ด้วยเหตุนี้เถียนไฉ่ฮวาจึงหมดความสนใจที่จะสานสัมพันธ์กับเหอซิ่วฮุ่ยอีกต่อไป
ทันทีที่เจียงเซี่ยก้าวลงจากรถจี๊ปคันโก้ สายตาของแม่เหอก็จับจ้องมาที่เธออย่างไม่วางตา ไม่ใช่เพียงแค่แม่เหอเท่านั้น แต่ผู้คนบนท้องถนนที่เดินผ่านไปมาต่างก็อดไม่ได้ที่จะหยุดมองรถยนต์คันงาม และเมื่อเจ้าของรถก้าวลงมา สายตาทุกคู่ก็พลันย้ายมาจับจ้องที่ร่างของเธอเป็นจุดเดียว
ในยุคสมัยนี้ ผู้ที่มีรถยนต์เป็นของตัวเองนั้นมีน้อยคนนัก คนที่ขับรถเป็นก็ยิ่งมีน้อยลงไปอีก และผู้หญิงที่สามารถขับรถได้นั้นแทบจะนับนิ้วได้เลยทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้น หากผู้หญิงคนนั้นทั้งขับรถเป็นและมีรูปโฉมงดงามราวกับนางฟ้ามาจุติ ก็ยิ่งหาได้ยากเปรียบดั่งขนหงส์และเขากิเลน
วันนี้เจียงเซี่ยสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตาเข้ากับกางเกงทหารสีเขียว อากาศที่ค่อนข้างร้อนทำให้เธอรวบผมหางม้าขึ้นสูง เผยให้เห็นลำคอระหง ดูอ่อนเยาว์ สดใส และแฝงไปด้วยความองอาจสง่างามในคราวเดียวกัน ท่วงท่าการเดินที่มุ่งตรงไปยังเหอซิ่วฮุ่ยนั้นช่างดูงดงามจับตา ราวกับมีลำแสงสาดส่องลงมาที่ร่างของเธอโดยเฉพาะ ดึงดูดทุกสายตาให้เผลอไผลมองตามไปอย่างไม่รู้ตัว
เมื่อมาถึงเบื้องหน้าของสองแม่ลูก เจียงเซี่ยก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลา เธอยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งส่งให้เหอซิ่วฮุ่ยพร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า "ฉันรีบอยู่ ช่วยเซ็นเอกสารนี้ให้หน่อยนะคะ"
เหอซิ่วฮุ่ยรับกระดาษแผ่นนั้นมาแล้วค่อยๆ คลี่ออกดู
ทันใดนั้น แม่เหอก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาก่อน "เรื่องรับโจวโจวไปเลี้ยงน่ะได้ แต่เรามีเงื่อนไข"
เจียงเซี่ยซึ่งสูงกว่าแม่เหออยู่ครึ่งศีรษะ ก้มลงมองอีกฝ่ายเล็กน้อยก่อนจะถามกลับไปว่า "เงื่อนไขอะไรคะ"
"โจวโจวเป็นลูกสาวของซิ่วฮุ่ย ต่อให้เธอเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ แต่เมื่อถึงเวลา โจวโจวก็ยังต้องกลับมาดูแลเลี้ยงดูซิ่วฮุ่ยในยามแก่เฒ่า และอีกข้อหนึ่งคือ เธอต้องช่วยหางานให้ซิ่วฮุ่ยทำด้วย ถ้าทำตามนี้ได้ เราก็จะยอมตกลงให้เธอรับโจวโจวไปเลี้ยงดู"
ช่างฝันเสียจริง เจียงเซี่ยอดที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ได้ ด้วยความสูงที่ได้เปรียบ เธอจึงใช้สายตาที่เหนือกว่ากวาดมองคนทั้งสองอย่างพิจารณา
เหอซิ่วฮุ่ยหน้าแดงก่ำ นี่ไม่ใช่เงื่อนไขที่เธอเป็นคนเรียกร้อง แต่เป็นแม่ของเธอต่างหากที่ยืนกรานเช่นนี้ โดยให้เหตุผลว่าในเมื่อโจวโจวเป็นลูกสาวที่เธออุ้มท้องคลอดมา การที่ลูกจะเลี้ยงดูแม่ในยามชราจึงเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว
"แล้วถ้าฉันไม่ตกลงล่ะคะ" เจียงเซี่ยถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"ถ้าเธอไม่ตกลง เราก็จะไม่เซ็นชื่อ เธอก็จะรับเลี้ยงโจวโจวไม่ได้" แม่เหอตอบกลับอย่างมั่นใจ
เจียงเซี่ยพยักหน้าพร้อมกับระบายยิ้มออกมาอย่างโล่งอก รอยยิ้มของเธอดูสดใสและเปี่ยมสุขอย่างเห็นได้ชัด "อย่างนั้นเหรอคะ ดีเลยค่ะ งั้นฉันก็ไม่รับเลี้ยงแล้ว พวกคุณก็รับโจวโจวกลับไปดูแลเองแล้วกันนะคะ เด็กได้อยู่กับพ่อแม่แท้ๆ ของตัวเองย่อมเป็นเรื่องที่ดีที่สุดอยู่แล้ว โจวโจวเป็นเด็กที่รู้ความมาก คุณเป็นแม่แท้ๆ ของแก แกต้องเลี้ยงดูคุณในยามแก่เฒ่าแน่นอนค่ะ พรุ่งนี้ฉันจะพาโจวโจวมาส่งให้ที่บ้านนะคะ"
พูดจบเจียงเซี่ยก็หันหลังกลับและเดินมุ่งหน้าไปยังรถของเธอทันที
สองแม่ลูกยืนนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
"เสี่ยวเซี่ย" เหอซิ่วฮุ่ยร้องเรียกด้วยความร้อนรน มันกะทันหันเกินไป ตอนนี้เธอจะรับโจวโจวกลับไปอยู่ด้วยได้อย่างไร ในเมื่อเธอยังไม่ได้พูดคุยปรึกษากับสามีและแม่สามีเลยแม้แต่น้อย และที่สำคัญ พวกเขาคงไม่มีทางยอมตกลงอย่างแน่นอน
แม่เหอเองก็รีบสาวเท้าเข้าไปดึงแขนเจียงเซี่ยไว้
เจียงเซี่ยขยับตัวหลบมือของหล่อนอย่างรวดเร็ว แล้วเดินอ้อมไปอีกทางเพื่อมุ่งหน้าไปยังรถของเธอ
แม่เหอรีบวิ่งไปขวางหน้าเธอไว้อีกครั้ง "เราไม่ได้จะรับโจวโจวกลับไปนะ"
เจียงเซี่ยหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับมามองอีกฝ่าย "ไม่ได้จะรับโจวโจวกลับไปเหรอคะ งั้นก็คงหมายความว่าอยากให้ฉันช่วยออกเงินออกแรงเลี้ยงดูลูกสาวให้ แล้วพอโตขึ้นลูกสาวก็กลับไปกตัญญูต่อพวกคุณอย่างนั้นสินะคะ ไม่เพียงเท่านั้น ฉันต้องช่วยพวกคุณเลี้ยงลูก แล้วยังต้องหางานให้ทำอีกด้วยเหรอคะ ขอโทษนะคะ บนโลกใบนี้มีเรื่องดีๆ แบบนั้นด้วยเหรอคะ ถ้ามี...ฉันก็อยากได้เหมือนกัน"
แม่เหอถึงกับพูดไม่ออก
"ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ซิ่วฮุ่ยเป็นแม่ผู้ให้กำเนิดของโจวโจว การที่โจวโจวจะกตัญญูต่อหล่อนเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมอยู่แล้ว แต่เธอก็เป็นอาสะใภ้เล็กของแก ทั้งยังมีบุญคุณที่เลี้ยงดูแกมา โตขึ้นโจวโจวต้องกตัญญูต่อเธอแน่นอน เราไม่ห้ามหรอก ส่วนเรื่องงาน ถ้าซิ่วฮุ่ยมีงานทำ มีเงินเดือน ก็จะได้มีเงินซื้อเสื้อผ้าให้โจวโจว จ่ายค่าเล่าเรียน ทำหน้าที่ของแม่ให้สมบูรณ์ แบบนี้ก็เท่ากับเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระของเธอไม่ใช่เหรอ"
"ขอบคุณมากนะคะที่เป็นห่วงฉันขนาดนี้ แต่ถ้าพวกคุณรับโจวโจวกลับไป ฉันจะสบายใจกว่านี้อีกค่ะ ที่ฉันอยากจะรับเลี้ยงโจวโจวก็เพียงเพราะต้องการจะย้ายทะเบียนบ้านของแกไปอยู่ที่ในเมือง เพื่อความสะดวกของพ่อแม่สามีในการดูแลเด็กๆ ในอนาคต เพราะลูกๆ ทั้งสามคนของฉันจะต้องไปเข้าโรงเรียนอนุบาลในเมือง พ่อแม่สามีของฉันก็ต้องตามไปดูแลพวกเขาที่นั่นด้วย จะทิ้งโจวโจวไว้ที่หมู่บ้านคนเดียวก็คงจะไม่ดี แต่ถ้าพวกคุณจะรับโจวโจวกลับไปดูแลเอง สำหรับฉันแล้วยิ่งสะดวกเข้าไปใหญ่เลยค่ะ บ้านในเมืองของเรามีแค่สามห้องนอน ฉันยังกังวลอยู่เลยว่าจะอยู่กันพอได้ยังไง ตอนนี้ในเมื่อพวกคุณไม่ยอมให้รับเลี้ยง งั้นก็รับโจวโจวกลับไปอยู่ด้วยเถอะค่ะ พรุ่งนี้ฉันจะพาแกมาส่งให้"
"เรารับโจวโจวกลับไปน่ะไม่มีปัญหาหรอก แต่พ่อแม่สามีของเธอจะยอมเหรอ ถ้ารับโจวโจวกลับไป ตระกูลของโจวเฉิงเยี่ยนก็เท่ากับสิ้นสุดเชื้อสายกันพอดี"
"คุณป้าไม่ต้องห่วงนะคะ ที่บ้านฉันเป็นคนตัดสินใจเองค่ะ แล้วจะสิ้นสุดเชื้อสายได้อย่างไรกัน โจวโจวไม่ว่าจะถูกเลี้ยงดูโดยใครก็ยังเป็นลูกของพี่สามอยู่ดี พี่น้องตระกูลโจวก็ไม่ได้ขาดแคลนลูกหลานสักหน่อย แค่ให้ใครสักคนเป็นลูกบุญธรรมก็สิ้นเรื่อง พรุ่งนี้...ไม่สิ บ่ายนี้เลยแล้วกันค่ะ เดี๋ยวฉันซื้อของเสร็จ กลับไปกินข้าวเที่ยงแล้วจะพาโจวโจวมาส่งให้ทันที"
เจียงเซี่ยกล่าวจบก็เดินอ้อมร่างของแม่เหอ กลับขึ้นไปบนรถแล้วขับออกไปทันที ท่าทางของเธอดูเหมือนรีบร้อนอยากจะไปจากที่นี่เต็มที
เมื่อกลับขึ้นมาบนรถ เถียนไฉ่ฮวาก็เอ่ยถามขึ้น "พวกเขาไม่ยอมเซ็นชื่อให้เหรอจ๊ะ"
"ไม่หรอกค่ะ พวกเขาบอกว่าจะเซ็นแล้วเอาไปส่งให้ที่บ้านเลย" เจียงเซี่ยตอบกลับไปโดยที่ไม่ได้หยิบเอกสารแผ่นนั้นคืนมาด้วย
เจียงเซี่ยมีความมั่นใจถึงเก้าส่วนว่าก่อนที่เธอจะกลับถึงบ้าน เอกสารฉบับนั้นจะไปถึงมือของแม่โจวเรียบร้อยแล้วอย่างแน่นอน
(จบบท)