บทที่ 571: เตรียมพร้อมสู่เมืองหลวง
วันรุ่งขึ้น โจวเฉิงเหล่ยได้บอกกับแม่ของเขาเรื่องที่เจียงเซี่ยตั้งใจจะพาลูกแฝดสามคนไปปักกิ่งด้วย
แม่โจวเอ่ยถามขึ้นทันที “ที่ปักกิ่งอากาศคงจะหนาวมากเลยใช่ไหม”
“ครับ ข้างนอกหนาว แต่ในบ้านไม่หนาว เด็กๆ ยังเดินไม่เป็น ส่วนใหญ่ก็คงอยู่ในบ้านอยู่แล้ว ไม่น่าต้องกลัวหนาวหรอกครับ”
“ก็จริง” ในใจของแม่โจวนั้นไม่อยากให้หลานทั้งสามต้องเดินทางไปไกลถึงปักกิ่งเลยสักนิด แต่ก็ไม่อาจก้าวก่ายการตัดสินใจของลูกชายกับลูกสะใภ้ได้
ยิ่งไปกว่านั้น ขนาดหมอเกายังแนะนำมาแบบนั้น ใครๆ ก็อยากให้ลูกหลานของตัวเองแข็งแรงขึ้นทั้งนั้น
แม่โจวเองก็อยากจะตามไปช่วยดูแลหลานๆ ที่ปักกิ่งใจจะขาด แต่ที่บ้านก็มีเรื่องมากมายให้ต้องจัดการจนปลีกตัวไปไหนไม่ได้ ทั้งหลานสาวอีกสองคนที่ต้องดูแล ไหนจะโรงงานของเจียงเซี่ยที่ต้องคอยสอดส่อง เรือประมงของที่บ้านกลับเข้าฝั่งก็ต้องไปรับของ แถมยังมีที่ดินที่ต้องเพาะปลูกอีก เรียกได้ว่างานของเธอเองก็ล้นมือไม่แพ้กัน
โจวเฉิงเหล่ยจึงเดินทางไปที่ทำการคอมมูนเพื่อโทรศัพท์ไปถามป้าสะใภ้ใหญ่และป้าสะใภ้รองว่าพวกเธอสะดวกเดินทางไปช่วยดูแลเด็กๆ ที่ปักกิ่งหรือไม่ แม้ว่าก่อนหน้านี้พวกเธอจะตอบตกลงว่าจะมาช่วยแล้ว แต่การต้องย้ายไปไกลถึงปักกิ่งก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
กว่าที่พวกเธอจะโทรกลับมาก็เป็นตอนเที่ยงวันพอดี โจวเฉิงเหล่ยที่กำลังทานข้าวอยู่ต้องรีบวางชามข้าวลงแล้ววิ่งไปรับโทรศัพท์
เมื่อเขากลับมาถึงบ้าน เจียงเซี่ยก็เอ่ยถามขึ้น “ป้าสะใภ้ใหญ่กับป้าสะใภ้รองว่ายังไงบ้างคะ ยอมไปไหม”
“ป้าสะใภ้ใหญ่ไม่ไปครับ เขาว่ามันไกลเกินไปแล้วก็กลัวหนาว กลัวจะไม่ชินกับอากาศที่นั่น ส่วนป้าสะใภ้รองกับลูกสาวของป้าจะไปกันสองคนแม่ลูกครับ”
เจียงเซี่ยทวนความจำ “ลูกสาวของป้าสะใภ้รองนี่ยังอายุไม่ถึงยี่สิบไม่ใช่เหรอคะ”
โจวเฉิงเหล่ยพยักหน้า “สิบแปดแล้วครับ ป้าสะใภ้รองบอกว่าให้ลูกสาวไปช่วยดูแลเด็กๆ ที่ปักกิ่งสักสองสามเดือน ถือเป็นการไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกบ้าง ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร คุณตากับคุณยายก็จะไปช่วยด้วย ท่านบอกว่าไม่ต้องให้เงินเดือน แค่ขอตามไปช่วยพวกเราดูแลหลานๆ ก็พอ”
คุณตาคุณยายของโจวเฉิงเหล่ยรู้ดีว่าทั้งคู่มีงานยุ่ง จึงกลัวว่าป้าสะใภ้รองกับลูกสาวจะดูแลเด็กสามคนไม่ไหว เลยอาสาตามไปด้วย แม้ทั้งสองจะอายุมากแล้ว แต่ร่างกายยังคงแข็งแรงดี การลงนาทำไร่ในแต่ละวันก็ไม่เป็นปัญหา ท่านจึงบอกว่าจะช่วยงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ได้
ผู้เฒ่าทั้งสองรักและเอ็นดูโจวเฉิงเหล่ยผู้เป็นหลานชายคนนี้มากที่สุด เฝ้ารอคอยวันแล้ววันเล่าจนในที่สุดก็ได้เห็นเขาแต่งงานมีลูกมีเต้าเสียที
“ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงตามนี้ค่ะ แล้วคุณบอกเจียงตงให้จองตั๋วเครื่องบินเพิ่มอีกสี่ใบหรือยังคะ”
“บอกไปแล้วครับ”
ในช่วงสองวันถัดมา เจียงเซี่ยและโจวเฉิงเหล่ยต่างก็วุ่นอยู่กับการจัดเตรียมสัมภาระของเด็กๆ รวมถึงจัดการสั่งเสียเรื่องต่างๆ ที่ฟาร์มปลา โรงงาน และโรงงานแปรรูป เพื่อเตรียมตัวสำหรับการเดินทางไปปักกิ่ง
สำหรับสัมภาระส่วนตัวของเจียงเซี่ยน่ะหรือ เธอจัดเตรียมเสร็จไว้นานแล้ว แถมครั้งก่อนเจียงตงยังช่วยขนสัมภาระกล่องใหญ่ล่วงหน้าไปให้ที่ปักกิ่งแล้วด้วย หลังจากจัดของเสร็จ เจียงเซี่ยก็ถือโอกาสสอนเหอซิ่วฮุ่ยกับป้าเฟินทำยำแมงกะพรุนน้ำมันงา เพราะเถ้าแก่โหวบอกว่าจะส่งแมงกะพรุนมาให้ล็อตหนึ่ง
ทางด้านแม่โจวก็กำลังสาละวนอยู่กับการจัดเตรียมของแห้ง ไม่ว่าจะเป็นปลาแห้ง กระเพาะปลาแห้ง ปลิงทะเล ปลาหมึกแห้ง กังป๋วย กุ้งแห้ง หรือหอยเป๋าฮื้อแห้ง บรรจุหีบห่ออย่างดีเพื่อให้โจวเฉิงเหล่ยและเจียงเซี่ยนนำไปทานที่ปักกิ่ง เธออยากจะจับไก่ที่เลี้ยงไว้ทั้งเล้ายัดใส่ห่อให้เจียงเซี่ยเอาไปด้วยเสียให้ได้
เมื่อเห็นว่ากังป๋วยกับกุ้งแห้งที่บ้านมีน้อยไปหน่อย แม่โจวก็รู้สึกว่ามันยังไม่พอ จึงตั้งใจจะออกไปหาซื้อจากชาวบ้านเพิ่มเติม แม้โจวเฉิงเหล่ยจะบอกว่าไม่ต้องซื้อแล้ว แต่เธอก็หาได้ฟังไม่
แม่โจวเดินไปหาชาวบ้านหลายต่อหลายบ้าน จนในที่สุดก็ได้กังป๋วยมาห้าจินและเนื้อกุ้งอีกเจ็ดจิน
ช่วงเวลานั้นเป็นตอนบ่ายโมงบ่ายสองพอดี เหล่าชาวบ้านกำลังนั่งพักผ่อนรับลมเย็นอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ เมื่อเห็นแม่โจวซื้อกังป๋วยกับเนื้อกุ้งมามากมายขนาดนั้นจึงเอ่ยปากถาม “นี่เธอจะซื้อไปทำอะไรเยอะแยะ”
แม่โจวยิ้มกว้างพลางตอบ “เอาไปให้เสี่ยวเซี่ยพกไปกินที่ปักกิ่งน่ะสิ ได้ยินว่าที่นั่นอะไรๆ ก็แพงไปหมด ฉันเลยซื้อไปให้เธอเยอะๆ หน่อย”
“เสี่ยวเซี่ยไปปักกิ่งไม่ได้พักอยู่หอพักของมหาวิทยาลัยหรอกเหรอ อยู่ในนั้นจะทำกับข้าวได้ยังไงกัน”
แม่โจวตอบกลับไปว่า “ไม่ได้อยู่มหาลัยหรอก น้าชายของแฝดสามเขาซื้อบ้านเรือนสี่ประสานให้หลังหนึ่งที่ปักกิ่ง พวกเขาจะไปอยู่ที่นั่นกัน เสี่ยวเซี่ยต้องพาลูกแฝดสามไปด้วยจะไปอยู่หอพักได้ยังไงล่ะ”
กลุ่มชาวบ้านที่ได้ฟังถึงกับนิ่งอึ้งไปตามๆ กัน ไม่มีใครปริปากพูดอะไรออกมา
น้องชายแท้ๆ ของเจียงเซี่ยซื้อรถให้แล้วยังจะซื้อบ้านเรือนสี่ประสานให้อีกเหรอ แล้วทำไมหลานชายของพวกเธอถึงไม่มีคุณน้าที่ใจป้ำขนาดนี้บ้าง
“แล้วเสี่ยวเซี่ยพาลูกๆ ไปเรียนที่ปักกิ่งด้วยแบบนี้ เธอก็ต้องตามไปช่วยเลี้ยงหลานที่นั่นด้วยสินะ”
แม่โจวส่ายหน้า “ฉันไม่ได้ไปหรอก ที่บ้านมีงานให้ต้องดูแลตั้งเยอะแยะ จะไปได้ยังไงกัน”
“อ้าว แล้วใครจะช่วยเลี้ยงเด็กล่ะ อาเหล่ยตามไปด้วยเหรอ แล้วเขาคนเดียวจะดูแลเด็กสามคนไหวได้ยังไง”
“อาเหล่ยเขาไปหาป้าสะใภ้กับลูกสาวเธอที่บ้านแม่ฉันมาช่วยดูแลแล้ว พ่อกับแม่ฉันก็จะตามไปช่วยด้วย” แม่โจวตอบ
ทุกคนต่างพากันเงียบกริบ
เพื่อหลีกเลี่ยงคำครหานินทา แม่โจวจึงไม่กล้าพูดว่าเป็นการ ‘จ้าง’ แต่บอกว่าเป็นเพียงการ ‘ขอให้ญาติมาช่วย’ ทว่าในใจทุกคนต่างรู้ดีว่านั่นคือการจ้างงาน ถ้าไม่มีเงินให้ ใครจะมีเวลาว่างไปช่วยคนอื่นเลี้ยงลูกกันเล่า
“เออจริงสิ แล้วเสี่ยวเซี่ยจะเดินทางเมื่อไหร่เหรอ เห็นว่าเมียของกั๋วหัวออกเดินทางไปตั้งสองวันแล้วนะ”
แม่โจวเล่าต่ออย่างภาคภูมิใจ “เมียของกั๋วหัวเขานั่งรถไฟไปปักกิ่ง ต้องใช้เวลาตั้งสี่ห้าวันกว่าจะถึง แต่เสี่ยวเซี่ยนั่งเครื่องบินไป น้องชายเธอจองตั๋วเครื่องบินไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ได้ยินว่านั่งเครื่องบินแค่สี่ห้าชั่วโมงก็ถึงแล้ว ไม่ต้องรีบร้อนอะไรหรอก พวกเขาจะออกเดินทางกันวันที่ 29 นู่น ตอนที่เสี่ยวเซี่ยไปถึง เผลอๆ เมียของกั๋วหัวอาจจะยังไปไม่ถึงเลยด้วยซ้ำ!”
กลุ่มชาวบ้านทำได้เพียงแต่ยืนนิ่ง พูดอะไรไม่ออก
หลังจากที่ได้อวดเรื่องราวให้คนอื่นฟังจนเป็นที่พอใจแล้ว แม่โจวก็รีบเดินกลับบ้านไปอย่างอารมณ์ดี
ในช่วงสองวันนี้ โจวเฉิงเหล่ยได้ออกทะเลไปหนึ่งครั้งและแวะเข้าไปที่โรงงานอีกหนึ่งครั้งเพื่อจัดการเรื่องต่างๆ ที่ฟาร์มปลาและโรงงานให้เรียบร้อย
ที่ฟาร์มปลานั้น โดยปกติแล้วแทบจะไม่มีอะไรให้ทำมากนัก นอกจากให้อาหารปลาทุกวัน และจะมีการเตรียมการล่วงหน้าเมื่อมีพายุไต้ฝุ่นเข้า รวมถึงเปลี่ยนอวนเดือนละครั้งเท่านั้น ที่ฟาร์มมีโจวเฉิงซินคอยดูแลจัดการอยู่แล้ว โจวเฉิงเหล่ยจึงวางใจได้
ส่วนเรื่องที่โรงงานก็สามารถติดต่อผ่านทางโทรศัพท์ได้เสมอ ทีมก่อสร้างที่รับผิดชอบก็เป็นทีมย่อยที่ทางบริษัทก่อสร้างที่พวกเขาเคยลงทุนส่งมาให้โดยเฉพาะ ซึ่งมีความเป็นมืออาชีพสูงมาก นอกจากนี้ โจวเฉิงเซินก็จะคอยช่วยดูแลโรงงานให้อีกแรงหนึ่ง
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว โจวเฉิงเหล่ยจึงนำสัมภาระทั้งหมดไปส่งที่สถานีรถไฟเพื่อทำการขนส่งล่วงหน้าไปก่อน เพราะเขารู้ดีว่าต่อให้พวกเขาเดินทางไปถึงปักกิ่งแล้ว สัมภาระเหล่านี้ก็คงยังไปไม่ถึงอยู่ดี
เมื่อโจวโจวและโจวอิ๋งรู้ว่าอาสะใภ้เล็กจะพาน้องแฝดสามไปเรียนต่อที่ปักกิ่งด้วย ก็รู้สึกใจหายเล็กน้อย “คุณอาสะใภ้เล็กคะ แล้วจะกลับมาเมื่อไหร่คะ”
เจียงเซี่ยยิ้มพลางลูบศีรษะของเด็กทั้งสองเบาๆ “เดี๋ยวพอถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์หรือวันชาติ อาสะใภ้ก็จะกลับมาแล้วล่ะจ้ะ แต่ถ้าอาสะใภ้ไม่ได้กลับมา พวกหนูก็นั่งเครื่องบินไปหาเหล่าน้องๆ ที่ปักกิ่งได้นะ ให้คุณพ่อของโจวอิ๋งพาไปก็ได้ เดี๋ยวอาสะใภ้ซื้อตั๋วเครื่องบินให้ แล้วปกติพวกหนูก็เขียนจดหมายมาหาอาสะใภ้กับน้องๆ ได้นะ เดี๋ยวอาสะใภ้จะเขียนตอบกลับไป”
แม้ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับจะแพง แต่ก็ไม่ใช่ว่าเจียงเซี่ยจะจ่ายไม่ไหว หากมีวันหยุด เธอก็ตั้งใจว่าจะกลับมาบ่อยๆ อยู่แล้ว
เจียงเซี่ยเองก็เคยคิดที่จะย้ายโจวโจวไปเรียนที่ปักกิ่งเหมือนกัน แต่เป้าหมายของเธอคือการคว้าใบปริญญาให้ได้ภายในสองหรือสามปีเหมือนกับเจียงตง แล้วค่อยกลับมาพัฒนาธุรกิจที่นี่ ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องย้ายโรงเรียนให้โจวโจว
ปักกิ่งเป็นเมืองที่ดีมากก็จริง แต่ในชาติที่แล้วเธอเคยใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นมาแล้ว สำหรับหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ แห่งนี้ เธอก็รักและชอบมันมากเช่นกัน
ดวงตาของโจวโจวและโจวอิ๋งเปล่งประกายขึ้นมาทันที!
พวกเธออยากลองนั่งเครื่องบิน!
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเธอยังไม่เคยมีประสบการณ์เขียนจดหมายหาใครมาก่อนเลย คิดมาตลอดว่าการเขียนจดหมายเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าตัวเองจะมีคนให้เขียนจดหมายหาด้วย
เด็กทั้งสองจึงรู้สึกตื่นเต้นและตั้งตารอเป็นอย่างมาก
เจียงเซี่ยจึงลงมือสอนพวกเธอเขียนจดหมาย สอนตั้งแต่การขึ้นต้น การลงท้าย ไปจนถึงวิธีการจ่าหน้าซอง เธอเขียนตัวอย่างซองจดหมายไว้ให้หนึ่งฉบับ เพื่อให้พวกเธอใช้ดูเป็นแบบในการเขียนที่อยู่ผู้รับ ที่อยู่ผู้ส่ง และรหัสไปรษณีย์ในครั้งต่อไป
“คำไหนที่เขียนไม่เป็นก็ใช้พินอินแทน หรือไม่ก็ไปถามคุณพ่อของโจวอิ๋งเอานะจ๊ะ พอเขียนเสร็จแล้ว โจวอิ๋งก็ให้คุณพ่อช่วยส่งให้ก็ได้”
“ที่อยู่บนซองจดหมายต้องเขียนให้เรียบร้อยนะ แล้วก็ห้ามเขียนผิดเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นคุณบุรุษไปรษณีย์จะอ่านที่อยู่ไม่ออกแล้วจะส่งไปที่อื่น อาอาจจะรับจดหมายไม่ได้นะ พวกหนูจะเขียนที่อยู่ด้วยดินสอก่อน แล้วค่อยใช้ปากกาลูกลื่นเขียนทับอีกทีก็ได้ เพราะเวลาคุณบุรุษไปรษณีย์ส่งจดหมาย เขาจะเอาจดหมายหลายๆ ฉบับมารวมกัน ถ้าซองจดหมายเสียดสีกันมากๆ ตัวหนังสือที่เขียนด้วยดินสอก็จะเลือนลาง อ่านไม่ชัด”
เด็กทั้งสองพยักหน้ารับอย่างตื่นเต้น ตอนนี้พวกเธออยากให้เจียงเซี่ยรีบไปปักกิ่งเสียเดี๋ยวนี้เลย จะได้เริ่มเขียนจดหมายหาอาสะใภ้ได้ทันที
บ่ายของวันที่ 28 ป้าสะใภ้รองและลูกพี่ลูกน้องคนเล็กก็เดินทางมาถึง
เจียงตงจองเที่ยวบินไว้ในวันที่ 29 เวลาเก้าโมงเช้า
เช้าตรู่ของวันที่ 29 เวลาหกโมงเช้า ทุกคนจึงออกเดินทางจากบ้านมุ่งหน้าสู่สนามบิน โดยมีโจวเฉิงเซินทำหน้าที่ขับรถไปส่งพวกเขา
(จบบท)