บทที่ 590: แล้วเธอมีดีอะไร?
เจิงจิ้งคือหัวหน้าห้องที่พึ่งพาได้เสมอ เธอจัดการทุกอย่างได้เรียบร้อยจนอาจารย์ที่ปรึกษาไม่ต้องเหนื่อยใจแม้แต่น้อย แถมเธอยังเสนอความคิดที่จะเชิญทหารมาช่วยฝึกซ้อมนักกีฬาของห้อง เพื่อหวังคว้าชัยชนะในงานกีฬาสีของมหาวิทยาลัยมาให้ได้
สาขาการออกแบบเสื้อผ้าที่พวกเขาเรียนกันอยู่นี่ก็เพิ่งเปิดใหม่ได้แค่สองปี แถมผู้หญิงก็เยอะกว่าผู้ชายลิบลับ ในห้องมีผู้ชายอยู่แค่สิบคนเท่านั้น เดิมทีอาจารย์ที่ปรึกษาเลยไม่ได้คาดหวังอะไรกับงานกีฬาสีครั้งนี้เลย แต่พอเห็นหัวหน้าห้องที่ขยันขันแข็งและมีความสามารถขนาดนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะสนับสนุนการทำงานของเจิงจิ้งอย่างเต็มที่
ดังนั้นพอเห็นเจียงเซี่ยทำท่าจะขอลา อาจารย์ที่ปรึกษาก็เลยพูดขึ้นมาทันที “ช่วงกีฬาสีจะมาขอลาส่งเดชไม่ได้นะ นักศึกษาเจียงเซี่ย คุณต้องให้ความร่วมมือกับเพื่อนๆ ในห้องด้วยสิ ไม่งั้นถ้าทุกคนคิดจะลาเพราะไม่อยากเข้าร่วมกิจกรรม แล้วใครจะลงแข่งให้ห้องเราล่ะ”
“งานกีฬาสีครั้งนี้ นอกจากเพื่อนๆ ที่ต้องไปร่วมแสดงในงานศิลปะและวงดุริยางค์ทหารในงานเลี้ยงฉลองวันชาติที่จัตุรัสเทียนอันเหมินแล้ว คนที่เหลือก็ลงชื่อเข้าร่วมการแข่งขันกันหมดแล้ว ทุกคนลงแข่งอย่างน้อยคนละหนึ่งรายการ ส่วนหัวหน้าห้องกับกรรมการกีฬาก็เป็นผู้นำลงแข่งกันไปคนละสองสามรายการแล้ว ในฐานะที่คุณก็เป็นส่วนหนึ่งของห้อง จะทำตัวแปลกแยกเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนแบบนี้ไม่ได้นะ ยิ่งไปกว่านั้น นี่คือกิจกรรมกลุ่มครั้งแรกของห้องเราในเทอมแรกเลยนะ”
เจียงเซี่ย “...”
โอ้โห สวมหมวกใบใหญ่ให้กันขนาดนี้เลยเหรอ!
แววตาเย้ยหยันฉายชัดในดวงตาของเจิงจิ้งตอนที่เธอแอบมองเจียงเซี่ยจากมุมที่อาจารย์ที่ปรึกษามองไม่เห็น เธอกำลังแอบหวังให้เจียงเซี่ยที่ขึ้นชื่อเรื่องนิสัยหุนหันพลันแล่นและชอบแสดงออก เปิดฉากโต้เถียงกับอาจารย์ที่ปรึกษาซะเดี๋ยวนี้เลย ชีวิตในมหาวิทยาลัยอีกหลายปีข้างหน้าของเจียงเซี่ยจะได้ไม่ราบรื่นนัก
เจียงเซี่ยเหลือบมองเจิงจิ้งแวบหนึ่ง
นึกว่าเธอเป็นลูกพลับนิ่มๆ ที่จะบีบก็ตายจะคลายก็รอดหรือไง?
เจียงเซี่ยทำท่าลังเลใจ ก่อนจะหันไปพูดกับเจิงจิ้งด้วยสีหน้าลำบากใจ “หัวหน้าห้องคะ ก่อนจะจัดการเรื่องนี้ทำไมไม่ถามฉันก่อนเลยล่ะคะ คือช่วงกีฬาสีฉันมีเรื่องสำคัญที่ต้องทำจริงๆ เลยต้องขอลาค่ะ”
เจิงจิ้งสวนกลับทันควัน “จะมีเรื่องอะไรสำคัญไปกว่าเกียรติยศของส่วนรวมอีกล่ะ ขนาดช่วงกีฬาสีตรงกับช่วงที่ฉันมีประจำเดือนพอดี ฉันยังลงแข่งตั้งสองรายการเลยนะ ตอนนี้เพื่อนๆ ทุกคนในห้องมีรายการแข่งกันหมดแล้ว แต่ถ้าสหายเจียงเซี่ยมีธุระด่วนจริงๆ คุณก็ลองไปถามเพื่อนในห้องดูสิว่ามีใครอยากจะลงแข่งแทนคุณไหม”
เจียงเซี่ยทำหน้าลำบากใจยิ่งกว่าเดิม “แต่เรื่องแบบนี้ฉันก็ไม่อยากรบกวนเพื่อนคนอื่นนี่คะ”
เจิงจิ้งยิ้มเยาะในใจ “ในเมื่อสหายเจียงเซี่ยมีความสำนึกต่อส่วนรวมสูงส่งขนาดนี้ งั้นคุณก็ลงแข่งเองเลยแล้วกัน! ตั้งแต่พรุ่งนี้เจ็ดโมงเช้าเป็นต้นไป เราจะไปรวมตัวกันที่สนามเพื่อเริ่มการฝึกพิเศษเป็นเวลาหนึ่งเดือน สหายเจียงเซี่ยต้องมาให้ตรงเวลานะคะ ระยะเวลาฝึกในแต่ละวันก็ไม่นานเท่าไหร่ แค่ชั่วโมงครึ่งเอง แต่ขั้นตอนการฝึกอาจจะหนักหนาสาหัสหน่อย พวกเราต้องรักษาคุณธรรมอันดีงามในการทำงานหนักและสู้ชีวิต! ไม่กลัวความลำบาก ไม่กลัวความเหนื่อย! พยายามสร้างชื่อเสียงให้ห้องเรียนของเรา ฉันเชื่อว่าสหายเจียงเซี่ยทำได้แน่นอนอยู่แล้ว”
เจียงเซี่ยพยักหน้าเห็นด้วย “หัวหน้าห้องพูดถูกค่ะ! งั้นแสดงว่าหัวหน้าห้องก็เป็นคนที่ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบากเหมือนกันใช่ไหมคะ? แล้วหัวหน้าห้องก็ทำได้เหมือนกันใช่ไหม?”
เจิงจิ้งเชิดหน้าตอบอย่างมั่นใจ “แน่นอน ฉันจะฝึกไปพร้อมกับพวกคุณทุกคน”
เจียงเซี่ยฉีกยิ้มกว้าง “งั้นคงต้องรบกวนหัวหน้าห้องให้ลำบากเพิ่มอีกหน่อยแล้วล่ะค่ะ ช่วยลงแข่งวิ่งข้ามรั้วสี่ร้อยเมตรแทนฉันด้วยนะคะ! พอดีว่าช่วงกีฬาสีฉันไม่ว่างจริงๆ เพราะฉันต้องเป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัยไปเข้าร่วมงานมหกรรมการค้ากวางเจา เพื่อสร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติและนำเกียรติยศมาสู่มหาวิทยาลัยของเรา ส่วนเรื่องการสร้างชื่อเสียงให้ห้องเรียน ก็คงต้องฝากความหวังไว้ที่คุณหัวหน้าห้องผู้มีความสามารถรอบด้านและไม่ย่อท้อต่อความยากลำบากแล้วล่ะค่ะ”
เจิงจิ้ง “...”
อาจารย์ที่ปรึกษาถึงกับตาโต “คุณจะไปเข้าร่วมงานมหกรรมการค้ากวางเจาเหรอ?”
ทำไมเธอถึงไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนเลย?
เจียงเซี่ยหันไปตอบอาจารย์ที่ปรึกษาด้วยความนอบน้อม “ใช่ค่ะอาจารย์ หนูเริ่มเข้ารับการฝึกอบรมตั้งแต่วันนี้แล้วค่ะ พอดีว่าช่วงเวลาของงานกีฬาสีกับงานมหกรรมการค้ากวางเจาทับซ้อนกันพอดี แถมเวลาฝึกซ้อมของทั้งสองกิจกรรมก็ชนกันด้วย แต่ถ้าหัวหน้าห้องไม่สะดวกจะลงแข่งวิ่งข้ามรั้วแทนหนูจริงๆ หนูก็สามารถยื่นเรื่องขอถอนตัวจากงานมหกรรมการค้ากวางเจาได้นะคะ หนูจะไม่ยอมให้เกียรติยศของส่วนรวมต้องมามัวหมองเพราะหนูเด็ดขาด!”
อาจารย์ที่ปรึกษาพิจารณาแล้วว่าเจียงเซี่ยคงไม่เอาเรื่องใหญ่ขนาดนี้มาล้อเล่นแน่ๆ จึงเชื่อสนิทใจ “ไม่ต้องๆ งานมหกรรมการค้ากวางเจาสำคัญกว่า จะถอนตัวได้ยังไง? หัวหน้าห้องเจิงจิ้งของเราเป็นคนที่ทุ่มเทให้กับส่วนรวม ทำงานหนักโดยไม่เคยปริปากบ่นอยู่แล้ว แค่คุณไม่ว่าง เธอก็ลงแข่งวิ่งข้ามรั้วแทนคุณได้สบายมากอยู่แล้ว จริงไหมจ๊ะนักศึกษาเจิงจิ้ง?”
“...”
จริงกับผีสิ!
เจิงจิ้งกัดฟันกรอด ก่อนจะฝืนยิ้มออกมา “...ใช่ค่ะ”
เจียงเซี่ยยิ้มหวาน “หัวหน้าห้องช่างเป็นผู้มีความสามารถรอบด้านจริงๆ เลยนะคะ คุณต้องแสดงจิตวิญญาณแห่งการทำงานหนักและสู้ชีวิต ไม่กลัวความลำบาก ไม่กลัวความเหนื่อย นำพาห้องของเราไปสู่ชัยชนะในงานกีฬาสีให้ได้นะคะ! ขอบคุณหัวหน้าห้องที่เสียสละเพื่อห้องของเราขนาดนี้นะคะ!”
เจิงจิ้งกัดฟันพูดลอดไรฟัน “เป็นเรื่องที่ควรทำอยู่แล้วค่ะ”
เจียงเซี่ยยังไม่ยอมหยุด “หัวหน้าห้องคะ คุณคงไม่กลัวความลำบากจนหาข้ออ้างโยนรายการวิ่งข้ามรั้วไปให้เพื่อนคนอื่นหรอกใช่ไหมคะ? ฉันว่าในเมื่อหัวหน้าห้องลงแข่งกระโดดสูงกับกระโดดไกล แสดงว่าต้องมีพลังกระโดดที่ยอดเยี่ยมมากแน่ๆ ต้องกระโดดข้ามรั้วพวกนั้นได้อย่างสบายๆ เหมาะสมที่จะลงแข่งวิ่งข้ามรั้วสี่ร้อยเมตรมากกว่าเพื่อนคนอื่นๆ แน่นอน แต่ก็นั่นแหละค่ะ สิ่งที่ตัวเองไม่ชอบก็อย่าไปยัดเยียดให้คนอื่น ถ้าหัวหน้าห้องคิดจะโยนรายการนี้ไปให้คนอื่นจริงๆ งั้นให้ฉันลงแข่งเองก็ได้ค่ะ! มหาวิทยาลัยของเรามีคนเก่งๆ มากมาย เปลี่ยนคนไปงานมหกรรมการค้ากวางเจาสักคนก็คงไม่เป็นไรหรอก”
อาจารย์ที่ปรึกษารีบพูดแทรกขึ้นมา “นักศึกษาเจิงจิ้งไม่ใช่คนแบบนั้นหรอก รายชื่อผู้เข้าแข่งขันอยู่ในมือฉันแล้ว เดี๋ยวตอนส่งฉันแก้ชื่อให้ก็เรียบร้อย”
เจียงเซี่ยทำท่าโล่งอก “งั้นฉันก็วางใจแล้วค่ะ การฝึกซ้อมกีฬาสีเริ่มเจ็ดโมงเช้าทุกวันใช่ไหมคะ? หัวหน้าห้อง ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ ฉันจะมาให้กำลังใจคุณทุกวันเลย!”
เจิงจิ้ง “...”
แทบจะโกรธจนคลั่งตายแล้ว!
เจิงจิ้งคิดไม่ถึงเลยว่าเจียงเซี่ยจะได้ไปเข้าร่วมงานมหกรรมการค้ากวางเจา
เป็นแค่นักศึกษาใหม่ที่เพิ่งเข้าเรียนแท้ๆ จะมีสิทธิ์ไปร่วมงานมหกรรมการค้ากวางเจาได้ยังไงกัน?
ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องโกหกกันแน่!
เจิงจิ้งไม่ค่อยอยากจะเชื่อเท่าไหร่นัก
ไม่ได้การ เดี๋ยวเธอต้องไปสืบดูให้รู้แน่ชัดว่ารายชื่อคนที่ได้ไปงานมหกรรมการค้ากวางเจาครั้งนี้มีชื่อของยัยนั่นอยู่จริงหรือเปล่า
ถ้ามีชื่ออยู่จริง เธอก็ใช่ว่าจะหาทางให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเปลี่ยนตัวเจียงเซี่ยออกไม่ได้ซะหน่อย
คอยดูเถอะว่าจะยังยโสโอหังได้อีกนานแค่ไหน
เมื่อพิธีปฐมนิเทศสิ้นสุดลง เจียงเซี่ยก็ยืมหนังสือจากห้องสมุดสองสามเล่มแล้วตรงกลับบ้านทันที
ส่วนเจิงจิ้งก็รีบมุ่งหน้าไปยังคณะอักษรศาสตร์เพื่อตามหาคนรู้จักที่พอจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาสาสมัครที่จะได้ไปงานมหกรรมการค้ากวางเจาในครั้งนี้ได้
บังเอิญว่าเพื่อนคนนั้นก็เข้ารับการฝึกอบรมสำหรับงานมหกรรมการค้ากวางเจาครั้งนี้ด้วย พอได้ยินชื่อของเจียงเซี่ย เธอก็ถึงกับอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ “เมื่อกี้เธอถามว่าในรายชื่อของทีมนักศึกษามีชื่อใครอยู่หรือเปล่านะ?”
“เจียงเซี่ย เจียงที่แปลว่าแม่น้ำ เซี่ยที่แปลว่าฤดูร้อน”
เพื่อนคนนั้นส่ายหน้าทันที “ในทีมนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเราไม่มีชื่อของเธอ”
เจิงจิ้งใจชื้นขึ้นมาทันที แต่เพื่อความแน่ใจ เธอเลยถามต่ออีกหน่อย “แล้วเธอพอจะรู้ไหมว่าในบรรดาล่ามที่โรงงานต่างๆ จ้างมาเอง มีใครชื่อเจียงเซี่ยบ้างหรือเปล่า”
เพื่อนคนนั้นส่ายหน้า “ไม่มี...เอ๊ะ เดี๋ยว”
เจิงจิ้งรีบตัดบททันที “ฉันว่าแล้ว! ยัยนั่นต้องโกหกแน่ๆ! บอกว่าจะไปงานมหกรรมการค้ากวางเจาเลยมาแข่งกีฬาสีไม่ได้! ฉันจะไปฟ้องอาจารย์ที่ปรึกษา”
พูดจบเจิงจิ้งก็หมุนตัวเตรียมจะเดินจากไป
เพื่อนคนนั้นรีบคว้าแขนเธอไว้ “แต่ที่เธอพูดก็ไม่ผิดนะ เธอได้ไปงานมหกรรมการค้ากวางเจาจริงๆ เพียงแต่เธอเป็นหัวหน้าทีมล่ามและอาจารย์ผู้ฝึกสอนของคณะผู้แทนจากปักกิ่งและกวางโจว”
“...”
เจิงจิ้งถึงกับยืนนิ่งเป็นหิน “เมื่อกี้...เมื่อกี้เธอว่าอะไรนะ?”
เธอไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม?
“เธอเป็นหัวหน้าทีมล่ามและอาจารย์ผู้ฝึกสอน”
เจิงจิ้ง “...”
“จะเป็นไปได้ยังไง? เธอมีดีอะไรถึงได้เป็นหัวหน้าทีม?”
ต้องใช้เส้นสายแน่ๆ!
เพื่อนคนนั้นส่ายหน้าแล้วพูดด้วยน้ำเสียงชื่นชม “ก็พึ่งพาความสามารถที่แท้จริงของเธอเองนั่นแหละ! เธอเก่งสุดยอดไปเลย...”
จากนั้น เพื่อนคนนั้นก็เริ่มสาธยายถึงความเก่งกาจของอาจารย์เจียงเซี่ยคนนี้วนไปล้านรอบ!
“...ขนาดอธิการบดีของมหาวิทยาลัยเรากับอธิการบดีของมหาวิทยาลัยปักกิ่งยังต้องยืนฟังอยู่ข้างนอกจนเคลิ้มเลยนะ! พอเลิกเรียน พวกเราถึงได้รู้ว่าข้างนอกห้องเรียนมีคนมายืนมุงดูกันเต็มไปหมดเลย!”
เจิงจิ้ง “...”
ถ้าเป็นแค่อาสาสมัครล่าม เธอก็พอจะหาทางเปลี่ยนตัวได้อยู่หรอก แต่ถ้าเป็นถึงระดับอาจารย์ผู้ฝึกสอน...จะไปเปลี่ยนตัวได้ยังไงกัน?
(จบบท)