บทที่ 60: เปิดฉากทะเลาะวิวาท
เวินหว่านร้องเรียกเสียงดังจนทุกคนในลานบ้านต้องหันไปมองเป็นตาเดียว
โจวเฉิงเหล่ยยังคงกุมมือของเจียงเซี่ยไว้ไม่ปล่อย ทั้งคู่หันกลับมามองเธอพร้อมกัน
ใบหน้าของเวินหว่านร้อนผ่าวขึ้นมาทันที แต่เมื่อคิดว่ามีคนอยู่มากมายขนาดนี้ โจวเฉิงเหล่ยคงไม่กล้าปฏิเสธเธออย่างไร้เยื่อใย เธอจึงตัดสินใจเดินหน้าต่อ “พี่โจวคะ พรุ่งนี้ฉันขอติดเรือออกทะเลไปด้วยคนได้ไหมคะ”
เจียงเซี่ยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย พลางเหลือบมองไปยังโจวเฉิงเหล่ย
“พรุ่งนี้ผมไม่ออกทะเล” เขาตอบเรียบๆ
รอยยิ้มของเวินหว่านแข็งค้างไปชั่วขณะ “อย่างนั้นเหรอคะ แล้ววันมะรืนล่ะคะ”
“คุณจะไปทำไม” โจวเฉิงเหล่ยไม่ได้ตอบตกลงในทันที
การออกทะเลมันมีความเสี่ยง หากไม่ใช่เหตุผลที่จำเป็นจริงๆ เขาจะไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยใครพร่ำเพรื่อ
“ฉันยังหาค่าเทอมไม่พอเลยค่ะ เลยอยากจะออกทะเลไปตกปลาหาเงินเพิ่มอีกหน่อย พี่โจวคะ เงินที่ได้จากการขายปลาฉันจะแบ่งให้พี่ครึ่งหนึ่งเลย ฉันไม่ขอติดเรือไปฟรีๆ แน่นอนค่ะ”
โจวเฉิงเหล่ยปฏิเสธทันควัน “ไม่ได้หรอก ถ้าอยากตกปลาก็ไปตกตามโขดหินริมหาดก็ได้”
เหตุผลแค่นี้ยังไม่มากพอที่จะทำให้เขาต้องเสี่ยงพาเธอไปด้วย ท้องทะเลนั้นแปรปรวนได้ตลอดเวลา หากเกิดอะไรขึ้นก็แทบจะเอาชีวิตไม่รอด เขาไม่อยากเปลี่ยนจากผู้ช่วยเหลือไปเป็นผู้ที่ทำร้ายเธอ
ที่สำคัญ เธอจะไปตกปลาบนเรือของเขา หากเธอตกไม่ได้เลย เขาก็คงลำบากใจที่จะช่วย โจวเฉิงเหล่ยเป็นคนมีน้ำใจ แต่กรณีนี้ไม่ใช่การช่วยเหลือ แต่เป็นการหาความเดือดร้อนใส่ตัวชัดๆ
เวินหว่านพยายามฝืนยิ้มทั้งที่ขอบตาร้อนผ่าว “แต่ปลาแถวชายหาดมันตกยากนะคะ ได้มาก็ตัวเล็กนิดเดียว ขายไม่ได้ราคาเลย”
โจวเฉิงเหล่ยเงียบ นั่นไม่ใช่ธุระของเขา
“พี่โจวคะ ฉันขาดอีกแค่สิบหยวนเท่านั้น รบกวนพี่แค่ครั้งเดียวจริงๆ ปลาในทะเลตัวใหญ่กว่าเยอะ ฉันเห็นพี่เจียงเซี่ยยังตกได้ตั้งมากมาย”
“คุณก็ไม่ใช่เธอนี่” โจวเฉิงเหล่ยสวนกลับไปเรียบๆ ก่อนจะจูงมือเจียงเซี่ยหมุนตัวกลับเข้าห้องไปทันที เขาไม่อยากเสียเวลาพูดคุยเรื่องไร้สาระอีกต่อไป
เวินหว่านถึงกับนิ่งอึ้ง
เขาหมายความว่าอย่างไรกันแน่ ป้าสะใภ้ซึ่งเป็นญาติฝ่ายพ่อเอ่ยขึ้น “อาเหล่ย น้องหว่านเขาลำบากนะ ต้องหาเงินส่งตัวเองเรียน ช่วยน้องเขาหน่อยเถอะ!”
แม่โจวเองก็เอ็นดูเวินหว่านอยู่ไม่น้อย เด็กคนนี้ทั้งขยันขันแข็งและมีความมุ่งมั่นตั้งใจ จนเธอเคยคิดจะจับคู่ให้กับหลานชายฝั่งบ้านตัวเองด้วยซ้ำ “ใช่แล้วอาเหล่ย เรือบ้านเราก็ออกจะใหญ่โต พาน้องเขาไปด้วยสิลูก”
“ไม่สะดวกครับ” โจวเฉิงเหล่ยยังคงยืนกรานคำเดิม ก่อนจะดึงเจียงเซี่ยกลับเข้าห้องไป
ทันใดนั้นเจียงเซี่ยก็นึกถึงเนื้อเรื่องในนิยายขึ้นมาได้ฉากหนึ่ง ในเรื่องนั้นเวินหว่านต้องไปตระเวนขอให้คนช่วยพาออกทะเล เพราะพ่อของเธอปวดฟันอย่างหนักและอยากกินหอยแมลงภู่เพื่อบรรเทาอาการ แต่แม่เลี้ยงกลับบังคับให้เธอเอาเงินเก็บไปซื้อยา เธอเสียดายเงินจึงคิดจะไปหาหอยแมลงภู่ตามเกาะกลางทะเลด้วยตัวเอง
หอยแมลงภู่แถวชายฝั่งถูกชาวบ้านเก็บไปจนหมดแล้ว แต่ตามเกาะร้างกลางทะเลที่ไม่มีใครไปเยือนยังมีอยู่ชุกชุม ทว่าชาวบ้านในหมู่บ้านนี้กลับมีความเชื่อว่าการพาผู้หญิงลงเรือไปด้วยจะนำโชคร้ายมาให้ จึงไม่มีใครยอมช่วยเธอเลยสักคน
สุดท้ายเป็นพ่อโจวที่สงสารและยอมให้ความช่วยเหลือ จากนั้นเมื่อมีครั้งแรกก็ย่อมมีครั้งที่สอง ตลอดช่วงปิดเทอมนั้นเวินหว่านจึงได้ติดสอยห้อยตามเรือของบ้านพระเอกอยู่บ่อยครั้ง จนความสัมพันธ์ของทั้งคู่ค่อยๆ งอกเงยขึ้นมา
เจียงเซี่ยถูกโจวเฉิงเหล่ยดึงกลับเข้ามาในห้อง เธอครุ่นคิดถึงเรื่องราวในนิยายจนไม่ทันระวังและสะดุดเข้ากับธรณีประตูหิน
“คิดอะไรอยู่” โจวเฉิงเหล่ยรีบคว้าตัวเธอไว้ได้ทัน
เจียงเซี่ยส่ายหน้า “เปล่าค่ะ คุณลากฉันเข้ามามีเรื่องอะไรจะคุยด้วยเหรอคะ”
“พรุ่งนี้เราจะเข้าเมืองกัน” เขาพูดพลางเดินไปเปิดตู้ แล้วหยิบเงินปึกใหญ่ที่ได้จากการขายปลาในวันนี้ออกมา
เจียงเซี่ยไม่เข้าใจว่าทำไมต้องไปในเมืองกะทันหัน จึงลองหยั่งเชิง “จะไปหาพ่อกับแม่ฉันเหรอคะ”
พรุ่งนี้มันวันอะไรกัน หรือจะเป็นวันเกิดของพ่อแม่เจ้าของร่างคนก่อนกันนะ การไม่มีความทรงจำเก่าๆ นี่มันช่างลำบากเสียจริง
“ไม่ใช่เรื่องนั้นครับ เป็นเรื่องอื่น แต่ถ้าเวลาเหลือก็จะแวะไปหาท่านทั้งสอง” โจวเฉิงเหล่ยยื่นเงินปึกหนานั้นให้เจียงเซี่ย “นี่เงินค่าปลา คุณเก็บไว้ให้ดี”
“ทำไมเยอะขนาดนี้ล่ะคะ” เธอรับเงินมานับอย่างละเอียด “นี่มันพันกว่าหยวนเลยนะ จะให้ฉันเหรอคะ”
“อืม ของคุณ”
“ให้ฉันหมดเลยเหรอคะ ฉันขอแค่ส่วนของฉันในวันนี้ก็พอแล้ว นี่คุณเอาส่วนของคุณกับของพ่อจากสองวันก่อนมารวมให้ฉันด้วยใช่ไหม ไม่ต้องหรอกสองครั้งนั้นฉันไม่ได้ออกไปด้วย”
โจวเฉิงเหล่ยเพียงแค่อยากให้เธอเป็นคนเก็บเงินทั้งหมด แต่เมื่อเห็นเธอแยกแยะชัดเจนขนาดนี้ เขาจึงหาทางเลี่ยง “คุณก็เก็บไว้ก่อนเถอะ พรุ่งนี้เข้าเมืองไปจะได้มีเงินซื้อของฝากที่บ้าน”
“ถึงอย่างนั้นก็เยอะเกินไปอยู่ดีค่ะ”
“เก็บไว้ก่อนเถอะน่า” เขาตัดบท “เดี๋ยวผมไปตักน้ำมาให้คุณอาบก่อน จากนั้นต้องไปช่วยพ่อตัดไม้ไผ่ต่อ”
พ่อโจวไปตัดไม้ไผ่ เพราะปลาจาระเม็ดทองที่ได้มามากมายขนาดนี้ต้องใช้ไม้ไผ่เยอะมากในการทำราวตาก ซึ่งที่บ้านมีไม่พอ
โจวเฉิงเหล่ยเปิดประตูเดินออกไป แต่กลับต้องชะงักเมื่อเห็นเถียนไฉ่ฮวายืนอยู่หน้าห้องของเขา
เขาขมวดคิ้วมุ่น ถ้าไม่ใช่เพราะหูของเขาไม่ค่อยดี คงจะรู้ตัวไปนานแล้วว่ามีคนย่องมาใกล้ๆ
“พี่สะใภ้ใหญ่มีธุระอะไรรึเปล่าครับ” น้ำเสียงของเขาเย็นลงเล็กน้อย
เจียงเซี่ยรีบซ่อนเงินในลิ้นชักทันที ใบหน้าของเธอบึ้งตึงขณะหันไปจ้องหน้าพี่สะใภ้ใหญ่
นี่มันมารยาทแบบไหนกัน
เมื่อถูกจับได้ว่าแอบฟัง เถียนไฉ่ฮวากลับไม่มีท่าทีละอายใจแม้แต่น้อย เธอเชิดหน้าตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน “ฉันเพิ่งจะมาถึง เธอก็เปิดประตูออกมาพอดี ฉันมาคุยธุระด้วยเรื่องหนึ่ง วันมะรืนนี้ฉันกับพี่ชายเธอมีธุระเลยออกทะเลไม่ได้ เลยอยากจะมาขอสลับวันกับเธอ พรุ่งนี้เราออกแทน แล้วพวกเธอค่อยไปวันมะรืน ตกลงไหม”
แน่นอนว่าเรื่องธุระเป็นเพียงข้ออ้าง เธอแค่รู้สึกว่าวันพรุ่งนี้เป็นวันดี ส่วนวันมะรืนเป็นวันไม่ดี จึงอยากจะสลับวันกัน เธอมักจะสังเกตเห็นว่าวันที่ถึงคิวของโจวเฉิงเหล่ยออกทะเลมักจะเป็นวันดีเสมอ
“ได้ครับ” โจวเฉิงเหล่ยตอบตกลงง่ายๆ
จริงๆแล้วเขากำลังวางแผนจะพาเจียงเซี่ยไปหาหมอในเมืองเพื่อปรับสภาพร่างกายอยู่พอดี เธอมีประจำเดือนแค่สามวันก็หมดแล้ว เขาไม่แน่ใจว่ามันปกติหรือไม่ แต่จำได้ว่าเพื่อนทหารหญิงมักจะลาป่วยกันหลายวัน อีกทั้งช่วงสามวันที่ผ่านมาสีหน้าของเจียงเซี่ยก็ดูย่ำแย่มาก
โจวเฉิงเหล่ยคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น “พี่สะใภ้ใหญ่ครับ คราวหน้าถ้าจะมาหาผม รบกวนช่วยส่งเสียงหรือเคาะประตูก่อนได้ไหมครับ อย่ามายืนเงียบๆ อยู่หน้าห้องแบบนี้”
คำพูดนั้นทำให้เถียนไฉ่ฮวาไม่พอใจขึ้นมาทันที นี่หาว่าเธอแอบฟังรึไง เธอสวนกลับอย่างฉุนเฉียว “ก็บอกแล้วไงว่าเพิ่งมาถึง เธอก็เปิดประตูออกมาพอดี ยังจะมาหาว่าฉันแอบฟังอีกเหรอ”
“นอกจากเรื่องแอบฟังแล้ว” เจียงเซี่ยพูดแทรกขึ้นมาอย่างหมดความอดทน “ก็รบกวนพี่สะใภ้ใหญ่เลิกเอาเรื่องในบ้านของฉันไปป่าวประกาศให้คนอื่นรู้ด้วยนะคะ ครั้งที่แล้วเรื่องไข่มุกหอยสังข์ก็ทีหนึ่งแล้ว คุณไปบอกเพื่อนบ้านจนพวกเขายกโขยงมาปล้นถึงบ้าน!”
คราวนี้เถียนไฉ่ฮวาโกรธจนตัวสั่น ท่าทีของเจียงเซี่ยมันอะไรกัน นังเด็กนี่มันเป็นใคร ถึงกล้ามาทำอวดดีต่อหน้าเธอ เธอแค่นเสียงหัวเราะอย่างเหยียดหยาม “บ้านของเธอเหรอ? นี่มันใช่บ้านของเธอหรือไงกัน อย่าลืมสิว่าเธอกับอาเหล่ยตกลงกันแล้วว่าจะหย่า! เธอก็เป็นได้แค่คนที่มาอาศัยบ้านเขาอยู่เท่านั้นแหละ! ยังมีหน้ามาเกาะติดไม่ยอมไปอีก คิดว่าตัวเองเป็นใคร? ฉันจะไปพูดอะไรที่ไหนมันหนักหัวเธอรึไง หา! เธอยังนึกว่าตัวเองเป็นสะใภ้บ้านโจวจริงๆ หรือไง หรือว่าเป็นเพราะเห็นอาเหล่ยหาเงินได้เยอะเลยเอามาประเคนให้ ก็เลยเกิดเสียดายขึ้นมาล่ะสิ”
“พี่สะใภ้ใหญ่!” โจวเฉิงเหล่ยตะคอกเสียงกร้าว
เถียนไฉ่ฮวาตกใจจนตัวสะดุ้งแข็งทื่อเมื่อสบเข้ากับสายตาเย็นชาของน้องสามี
“เรายังไม่ได้หย่ากัน” น้ำเสียงของโจวเฉิงเหล่ยต่ำและเย็นยะเยือก “เจียงเซี่ยคือภรรยาของผม บ้านของผมก็คือบ้านของเธอ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ผมหามาก็เป็นของเธอ การที่ผมจะให้เงินเธอมันเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุดแล้ว รบกวนพี่ให้เกียรติเธอด้วย ไม่อย่างนั้นก็อย่าหาว่าผมไม่เห็นพี่เป็นพี่สะใภ้ใหญ่เหมือนกัน”
คำพูดของเขาหนักแน่นและไม่ไว้หน้าอย่างสิ้นเชิง เขาไม่อยากมีเรื่องกับพี่สะใภ้ แต่คำพูดของเธอมันทำร้ายจิตใจกันเกินไป
เถียนไฉ่ฮวาโกรธจนแทบคลั่ง แต่ละคนไม่เคยเห็นหัวเธอ ไม่เคยให้เกียรติเธอในฐานะพี่สะใภ้ใหญ่ แล้วยังจะมาสั่งให้เธอไปให้เกียรตินังเจียงเซี่ยอีกเหรอ
“ใช่สิ! มันเป็นเมียแก ฉันมันพูดผิดเอง พอใจรึยังล่ะ” เธอตวาดกลับอย่างเจ็บแสบ “มันไม่ได้หน้าด้านเกาะแกไม่ไปไหนหรอก เพราะมันไม่เคยอยากจะอยู่กับพ่อค้าปลาอย่างแกเลยสักนิด เมื่อกี้บนเรือยังถามหาเรื่องทะเบียนบ้านอยู่เลยว่าจะได้รีบๆ หย่า! ก็มีแต่แกนั่นแหละที่โง่เห็นมันเป็นของล้ำค่า เอาเงินไปประเคนให้มันหมด! แกวางใจได้เลย ต่อไปเรื่องของบ้านแกฉันจะไม่เสือกอีกเด็ดขาด!”
พูดจบเถียนไฉ่ฮวาก็สะบัดหน้าเดินออกไปอย่างหัวเสีย
โกรธจนจะบ้าตายอยู่แล้ว! แต่ละคนไม่เคยให้ความเคารพเธอเลย!
เธอเดินกระทืบเท้าออกมากลางลานบ้าน ไม่สนใจจะทำปลาอีกต่อไป ก่อนจะตะโกนเรียกสามีเสียงดังลั่น “โจวเฉิงซิน กลับบ้านไปทำงาน!”
ตะโกนจบเธอก็เดินกลับบ้านไปทันทีโดยไม่สนใจสายตางุนงงของทุกคนที่มองมา
บ้านที่มีลานกว้างก็ดีแบบนี้ ถึงแม้คนในห้องจะทะเลาะกัน แต่ก็ไม่มีใครข้างนอกได้ยิน กำแพงหินช่วยเก็บเสียงได้ดีพอสมควร ประกอบกับเสียงทะเลาะที่ไม่ได้ดังมากนัก
โจวเฉิงซินยืนงงเป็นไก่ตาแตก
แม่โจวขมวดคิ้วแล้วหันไปบอกลูกชายคนโต “กลับไปเถอะเผื่อจะมีเรื่องด่วนอะไรจริงๆ”
โจวเฉิงซินเองก็เริ่มเป็นห่วง จึงรีบล้างมือแล้ววิ่งตามภรรยาไป
เวินหว่านมองตามร่างของเถียนไฉ่ฮวาไปสลับกับมองเข้าไปในห้อง เธอมั่นใจว่าสองคนนั้นต้องมีเรื่องกันแน่ๆ เธอแสร้งทำเป็นกุมท้อง “โอ๊ย จู่ๆ ก็ปวดท้องขึ้นมา ขอไปเข้าห้องน้ำก่อนนะคะ”
พูดจบเธอก็ล้างมือแล้วเดินเลี่ยงออกไปอย่างรวดเร็ว
ภายในห้อง บัดนี้เหลือเพียงเจียงเซี่ยและโจวเฉิงเหล่ยอยู่ด้วยกันตามลำพังสองคน
(จบบท)