บทที่ 601: พวกท่านสิยอดเยี่ยม
ขณะนั้นเอง เจียงเซี่ยก็เข็นจักรยานเข้ามาในลานบ้านพอดี พลางเอ่ยทักทายหลี่ชิวเฟิ่งที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว ระหว่างทางกลับบ้านนั้น เธอเหลือบไปเห็นคุณตาคุณยายกำลังพาลูกๆ เดินเล่นอยู่ด้านนอก
เมื่อได้ยินเสียงของเจียงเซี่ย โจวเฉิงเหล่ยที่นั่งอยู่ในห้องก็ลุกขึ้นยืน
จางรุ่ยรีบลุกขึ้นทันที “เดี๋ยวผมไปเรียกพี่สะใภ้เข้ามาเองครับ!”
อันที่จริงเขาไม่ได้สนใจเรื่องธุรกิจที่พวกพี่ๆ คุยกันอยู่เลยแม้แต่น้อย สู้หาโอกาสออกไปนั่งเล่นข้างนอกยังจะดีเสียกว่า
โจวเฉิงเหล่ยจึงนั่งลงตามเดิม “ฝากบอกพี่สะใภ้ของนายด้วยว่าฉันรออยู่ในนี้”
“ได้เลยครับ” จางรุ่ยรับคำ ก่อนจะยกถ้วยชาสองใบออกไปข้างนอก
“พี่สะใภ้!”
เจียงเซี่ยที่กำลังจอดจักรยานหันมายิ้มให้ “มาแล้วเหรอ? คืนนี้อยู่กินข้าวด้วยกันนะ พี่สี่ของเธอลงเรือไปจับปลามาด้วยตัวเองเลย”
จางรุ่ยยิ้มกว้าง “ถึงพี่สะใภ้ไม่ชวน ผมก็กะจะอยู่กินข้าวเย็นที่นี่อยู่แล้วครับ พี่หรงก็มาด้วยนะ ตอนนี้พี่สี่กำลังคุยเรื่องโรงงานกับเขาอยู่ ท่านเลยให้ผมมาเรียกพี่เข้าไปข้างใน”
เจียงเซี่ยฟังแล้วก็ยังไม่เข้าใจ “โรงงานอะไรเหรอ?”
“ก็พี่สะใภ้เลือกเรียนออกแบบเสื้อผ้านี่ครับ พี่สี่เลยคิดจะไปเซ้งโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้ามาให้พี่ได้แสดงฝีมือเต็มที่เลย!” จางรุ่ยอธิบาย
เจียงเซี่ย “…”
เรื่องนี้... เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลย
หลังจากล้างมือไม้จนสะอาดแล้ว เจียงเซี่ยก็เข้าไปในครัวเพื่อล้างองุ่นที่ซื้อกลับมา
จางรุ่ยยกถ้วยชาถ้วยหนึ่งไปวางบนโต๊ะหินข้างๆ หลี่ชิวเฟิ่ง “ดื่มชาก่อนสิครับ”
หลี่ชิวเฟิ่งที่กำลังง่วนอยู่กับการถักเสื้อไหมพรมเอ่ยขอบคุณเสียงเบา “ขอบคุณค่ะ”
จางรุ่ยนั่งลงบนเก้าอี้ข้างโต๊ะหินตัวนั้น
“ไม่เข้าไปนั่งข้างในเหรอ?” เจียงเซี่ยถือจานองุ่นที่ล้างเสร็จแล้วมาวางบนโต๊ะหิน ในมือยังมีอีกจานที่ตั้งใจจะเอาเข้าไปในห้องหนังสือ
“ตรงนี้เย็นสบายกว่าเยอะ พี่เข้าไปเถอะครับ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจียงเซี่ยก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไรต่อและเดินเข้าไปข้างใน
จางรุ่ยมองเสื้อไหมพรมที่หลี่ชิวเฟิ่งกำลังถักอยู่แล้วเอ่ยชม “น้องนี่มือฉมังจริงๆ! เสื้อตัวนี้ถักได้สวยมากเลย! ยอดเยี่ยมไปเลย!”
แก้มของหลี่ชิวเฟิ่งแดงระเรื่อขึ้นมาอีกครั้งอย่างไม่รู้ตัว “ฉันก็ทำเป็นแค่งานถักไหมพรมนี่แหละค่ะ จะยอดเยี่ยมอะไรกัน? พวกพี่ต่างหากที่ยอดเยี่ยม”
จางรุ่ยไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงชอบมองเวลาเธอหน้าแดงนัก เขาจึงแกล้งถามต่ออย่างขบขัน “พวกเรายอดเยี่ยมตรงไหนกันครับ?”
“พวกพี่ปกป้องบ้านเมืองนะสิคะ ยอดเยี่ยมจะตาย!”
จางรุ่ยอดหัวเราะออกมาไม่ได้ พอเห็นว่าหน้าของเธอแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม เขาจึงเลิกแหย่ “ผมไม่ได้ยอดเยี่ยมอะไรหรอก พี่สี่ของผมน่ะสิถึงจะยอดเยี่ยมของจริง”
จากนั้น จางรุ่ยก็เริ่มเล่าเรื่องราวสมัยที่เขากับโจวเฉิงเหล่ยออกปฏิบัติภารกิจให้หลี่ชิวเฟิ่งฟัง แน่นอนว่าเรื่องส่วนใหญ่เป็นการกล่าวชื่นชมวีรกรรมของโจวเฉิงเหล่ย แต่ก็ไม่ลืมที่จะสอดแทรกความเก่งกาจของตัวเองเข้าไปด้วยเป็นระยะ
หลี่ชิวเฟิ่งตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ
ขณะเดียวกัน ภายในห้องหนังสือ เจียงเซี่ยกำลังนั่งฟังจางหรงเล่าเรื่องโรงงานแห่งนั้น
“ในโกดังยังมีเสื้อผ้าที่ขายไม่ออกกองอยู่เต็มไปหมด ฉันได้ยินมาว่าเสื้อผ้าจากเมื่อหลายปีก่อนก็ยังกองอยู่ในนั้น คนงานก็ยังผลิตแต่แบบเก่าๆ ซึ่งมันตกยุคไปตั้งนานแล้ว เดี๋ยวนี้เสื้อผ้ามีแบบใหม่ๆ ออกมาเยอะแยะ คนที่มีเงินซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ ใครเขาจะไปซื้อของพวกนั้นกัน? หรือกลัวว่าที่บ้านจะมีเสื้อผ้าแบบนี้ไม่พอหรือไง? ถ้าพวกเธอคิดจะเซ้งโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าแห่งนั้นจริงๆ ก็ต้องรับผิดชอบเสื้อผ้ากว่าแสนตัวที่ค้างสต็อกอยู่ในโกดังไปด้วย แค่คิดว่าจะจัดการกับของพวกนี้ยังไงก็เป็นปัญหาใหญ่แล้ว การลงทุนด้วยเงินจำนวนมากขนาดนั้นฉันว่าความเสี่ยงมันสูงไปหน่อย สู้สร้างโรงงานเอง ซื้อเครื่องจักรใหม่ยังจะดีกว่า โรงงานแห่งนั้นเปิดมาได้ยี่สิบปีแล้ว อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือก็เก่าคร่ำคร่า แต่ในตัวเมืองตอนนี้ก็มีเพียงโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าแห่งนี้แห่งเดียวเท่านั้นที่ไปต่อไม่ไหวจริงๆ”
จางหรงแนะนำต่อ “พวกเธอมีเวลาเมื่อไหร่ก็ลองกลับไปดูก่อนค่อยตัดสินใจก็ได้ ยังไม่ต้องรีบร้อนอะไรหรอก ถึงตอนนั้นถ้ายังไม่มีใครเอา เผลอๆ ราคาอาจจะลดลงมาอีก หลายปีมานี้มีโรงงานที่ผลประกอบการย่ำแย่เยอะแยะไปหมด คาดว่าหลังจากโรงงานพวกนั้นต้องพึ่งพาตัวเองแล้ว จะต้องมีอีกหลายแห่งที่เสี่ยงต่อการเลิกจ้างและปิดตัวลง ไม่ต้องรีบ! ในเมื่อมันมีสัญญาณแบบนี้แล้ว ก็ต้องดูให้แน่ใจก่อนค่อยลงมือ”
โจวเฉิงเหล่ยเองก็มีความเห็นไม่ต่างกัน “สิ้นเดือนนี้เราจะกลับไปพอดี ถึงตอนนั้นค่อยไปดูกัน”
เจียงเซี่ยก็เห็นพ้องว่าควรไปดูให้เห็นกับตาก่อนตัดสินใจ
จางหรงหันไปถามโจวเฉิงเหล่ยต่อ “ที่ปักกิ่งก็มีโรงงานแม่เหล็กไฟฟ้าแห่งหนึ่งที่กำลังเสี่ยงจะไปไม่รอดเหมือนกัน มีคนชวนฉันไปร่วมหุ้นเซ้งกิจการ ฉันว่ามันน่าสนใจนะ แต่คนเดียวคงทำไม่ไหว เลยคิดว่านายก็น่าจะสนใจเรื่องโรงงานแม่เหล็กไฟฟ้าเหมือนกัน อยากจะลองร่วมวงด้วยไหม?”
โจวเฉิงเหล่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ไปดูก่อนก็ได้”
ช่วงที่อยู่ปักกิ่งเขามีเวลาว่างมากเกินไปจริงๆ ไหนจะลูกๆ ที่ส่วนใหญ่เอาแต่นอน เขาก็อยากจะหาอะไรทำแก้เบื่อเหมือนกัน
“พรุ่งนี้เช้าว่างไหม?” จางหรงถาม
โจวเฉิงเหล่ยหันไปมองหน้าเจียงเซี่ย
“พรุ่งนี้เช้าฉันมีเรียน พวกคุณไปกันเถอะ”
เธอได้ตกลงเรื่องตารางสอนกับท่านอธิการบดีไว้เรียบร้อยแล้ว โดยเช้าวันจันทร์และวันพุธเธอจะไม่มีคาบเรียนวิชาเอก ส่วนวิชาอื่นก็ไม่จำเป็นต้องเข้าเรียน จึงจัดตารางสอนพิเศษไว้ในสองวันนั้น
พรุ่งนี้ก็เป็นวันพุธพอดี เพิ่งจะตกลงกันไปหยกๆ จะให้ลาตั้งแต่คาบแรกก็ดูจะไม่เหมาะเท่าไร
อันที่จริง บ่ายวันศุกร์เจียงเซี่ยก็ไม่มีเรียนเลยสักคาบ แต่เธอไม่อยากจัดตารางสอนในวันนั้น เพราะรู้สึกว่าการที่บ่ายวันศุกร์ไม่มีเรียน ก็เหมือนได้หยุดยาวสองวันครึ่ง เพราะวันเสาร์เธอก็ไม่มีเรียนเช่นกัน
สมัยเรียนมหาวิทยาลัยชาติก่อน บ่ายวันศุกร์เธอก็ไม่มีเรียนเหมือนกัน ทำให้เพื่อนๆ ในชั้นของเธอมักจะได้กลับบ้านเร็วกว่าคนอื่นครึ่งวันเสมอ
ทันใดนั้น คุณยายและคนอื่นๆ ก็พาลูกๆ กลับเข้ามาในบ้าน เจียงเซี่ยจึงปลีกตัวออกไปปล่อยให้ชายหนุ่มทั้งสองคนปรึกษาหารือกันต่อ
เจียงเซี่ยคิดว่าการที่โจวเฉิงเหล่ยจะร่วมหุ้นกับเพื่อนเปิดโรงงานแม่เหล็กไฟฟ้าที่ปักกิ่งก็เป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน การปล่อยให้เขาอุดอู้อยู่แต่ในบ้านเพื่อเลี้ยงลูกกับทำงานแปลเอกสารทุกวันมันดูจะไม่ยุติธรรมกับเขาสักเท่าไหร่
ตอนนี้ลูกๆ ก็เริ่มคุ้นเคยกับคุณตาคุณยายแล้ว คงไม่ติดสองสามีภรรยาแจเหมือนเคย
นับจากนั้นเป็นต้นมา ทั้งเจียงเซี่ยและโจวเฉิงเหล่ยต่างก็ยุ่งวุ่นวายกับภารกิจของตนเอง
เจียงเซี่ยต้องเข้าชั้นเรียน เตรียมการสอน วางแผนงานให้กับโรงงานหลายแห่ง ทั้งยังต้องศึกษาข้อมูลของโรงงานแต่ละที่อย่างละเอียด
ส่วนโจวเฉิงเหล่ย เมื่อมีเวลาว่างก็จะออกไปเจรจาและตรวจสอบเรื่องโรงงานแม่เหล็กไฟฟ้า
การจะเซ้งโรงงานสักแห่งก็ไม่ต่างอะไรกับการเข้าซื้อกิจการบริษัท อย่างน้อยก็ต้องมีการตรวจสอบประวัติ หรือที่เรียกว่าทำ Due diligence ที่สำคัญที่สุดคือต้องดูว่ามีหนี้สินค้างชำระหรือมีข้อพิพาททางกฎหมายอะไรหรือไม่
หากเซ้งมาแล้วเพิ่งจะมาพบว่าโรงงานมีหนี้สินท่วมหัว ก็เท่ากับหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวเปล่าๆ
ดังนั้นจึงมีเรื่องอีกมากมายที่ต้องตรวจสอบและยืนยันข้อมูล ซึ่งเรื่องพวกนี้เจียงเซี่ยมีความเชี่ยวชาญเป็นอย่างดีจากประสบการณ์การทำงานด้านการลงทุนในชาติก่อน เธอจึงให้คำแนะนำแก่พวกเขาไปลงมือทำกันเอง
แต่โจวเฉิงเหล่ยก็ยังต้องดูแลลูกๆ เป็นส่วนใหญ่ ไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ทุกวัน ภาระส่วนใหญ่จึงตกอยู่ที่จางหรง
ท่ามกลางความวุ่นวาย เวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงปลายเดือนกันยายนโดยไม่รู้ตัว
เรื่องโรงงานแม่เหล็กไฟฟ้ายังไม่ลงตัวนัก เพราะตรวจสอบพบว่ามีค่าสินค้าค้างชำระกับซัพพลายเออร์อยู่หลายรายการ แต่ในขณะเดียวกันก็มีเงินที่ยังไม่ได้รับการชำระคืนอยู่หลายก้อนเช่นกัน
ส่วนต่างของทั้งสองฝั่งนั้นไม่ใช่น้อยๆ เลยทีเดียว เป็นเงินหลายหมื่นหยวน
ในวันนั้น สองพี่น้องตระกูลจางก็แวะมาที่บ้านอีกครั้ง
จางหรงเอ่ยกับเจียงเซี่ยว่า “โชคดีจริงๆ ที่น้องสะใภ้เตือนพวกเราว่าจะต้องตรวจสอบบัญชีกับหนี้สินพวกนั้นยังไง! ไม่อย่างนั้นผมคงนึกว่ามีแต่เงินที่ยังไม่ได้รับคืน ไม่ได้มีหนี้สินอะไรเลย!”
เจียงเซี่ยตอบ “พวกพี่ก็คงเห็นความไม่ชอบมาพากลแล้วถึงได้มาถามฉันไม่ใช่เหรอคะ ค่อยๆ ทำไปเถอะค่ะ ไม่ต้องรีบร้อน เดี๋ยวก็ตรวจสอบจนกระจ่างเอง ยิ่งมีข้อมูลในมือมากเท่าไหร่ อำนาจต่อรองของพวกพี่ก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น”
“ฉันไม่ทันได้สังเกตหรอก เป็นอาเหล่ยนั่นแหละที่รู้สึกว่ามันไม่ชอบมาพากล ตอนนี้ไม่รีบแล้ว! ค่อยเป็นค่อยไปดีกว่า!”
ใครจะไปรู้ได้ว่าข้อมูลที่ตรวจสอบมาทั้งหมดนั้นถูกต้องครบถ้วนแล้วหรือยัง?
“รบกวนน้องสะใภ้ช่วยใช้สายตาเหยี่ยวของเธอช่วยดูเอกสารพวกนี้หน่อยว่ามีปัญหาอะไรตรงไหนอีกไหม ค่อยๆ ดูนะ ไม่ต้องรีบ” จางหรงดันกองเอกสารขนาดใหญ่ไปตรงหน้าสองสามีภรรยา
เจียงเซี่ยยังไม่ได้ดูในทันที ตั้งใจว่ารอให้กลางคืนเงียบสงบก่อนแล้วค่อยๆ อ่านอย่างละเอียด “ได้ค่ะ”
จางหรงยังคงบ่นอุบอิบต่อไป
ขณะที่ใต้ต้นแปะก๊วยในลานบ้าน จางรุ่ยกับหลี่ชิวเฟิ่งยังคงนั่งคุยกันเช่นเคย
เขาเอ่ยถามหลี่ชิวเฟิ่ง “ช่วงวันชาติเธอกลับบ้านไหม”
หลี่ชิวเฟิ่งก้มหน้าถักไหมพรมต่อ “ไม่กลับค่ะ”
“แล้ว... อยากไปดูพิธีเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสาไหม?”
หลี่ชิวเฟิ่งเงยหน้ามองเขาอย่างประหลาดใจ “ไปได้ด้วยเหรอคะ?”
(จบบท)
ผู้แปล F