บทที่ 605: เจตนาดี?ที่ไร้ผล
ในจังหวะที่โจวอี้หังทำท่าจะร้องไห้อยู่รอมร่อ เจียงเซี่ยก็รีบยกกล้องขึ้นมาบันทึกภาพใบหน้าเล็กๆ ที่บูดบึ้งอย่างน่าเอ็นดูของลูกชายเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยปากชม “ต้าเป่ายอดเยี่ยมที่สุดเลยจ้ะ”
โจวเฉิงเหล่ยผู้เป็นพ่อกล่าวเสริมทันที “พ่อเคยบอกแล้วไง ลูกผู้ชายเลือดออกได้ แต่น้ำตาห้ามไหล”
ส่วนคุณหมอหร่วน ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด ก็ใช้สำลีซับแผลเบาๆ พลางเอ่ยชม “เด็กดีจริงๆ”
คุณยายเจียงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ให้กำลังใจ “ต้าเป่าของยายกล้าหาญที่สุดอยู่แล้ว ไม่ร้องนะลูก”
น้าเจียงตงรีบปลอบ “ไม่ต้องกลัว น้าอยู่นี่ทั้งคน เดี๋ยวคราวหน้าน้าซื้อขนมมาฝากนะ”
โจวอี้หังที่เบะปากเตรียมจะร้องอยู่แล้ว ได้แต่กวาดสายตามองไปรอบตัว เมื่อเห็นว่ามีแต่ผู้ใหญ่เต็มไปหมด แถมดูเหมือนน้องชายกับน้องสาวก็ไม่ได้ร้องไห้สักแอะ สุดท้ายก็เลยฮึบกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้สำเร็จ
เจียงเซี่ยส่งกล้องถ่ายรูปให้แม่ของเธอ แล้วอ้าแขนรับต้าเป่ามาไว้ในอ้อมอก “มา มาให้แม่อุ้มนะ”
พอได้อยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่นของแม่ อารมณ์ของโจวอี้หังก็พลันสงบลงทันควัน ดวงตากลมโตแป๋วแหววจับจ้องไปยังน้องชายที่กำลังจะเป็นรายต่อไป
ถึงคิวของเจียงอี้เสียนแล้ว
โจวเฉิงเหล่ยยื่นมือไปทางเจียงตง “ส่งมาให้ผมอุ้มเอง”
เจียงตงจึงส่งหลานชายให้เขาพลางพูดให้กำลังใจ “เอ้อร์เป่าของเราต้องกล้าหาญให้เหมือนพี่ชายนะลูก”
แม่เจียงยกกล้องขึ้นเล็งพลางพูดหยอก “เราต้องใจสู้กว่าพี่ชายไปเลยดีไหมจ๊ะ”
เจียงอี้เสียนส่งเสียงตอบรับอย่างร่าเริง “อืออา”
แต่ดูเหมือนว่าเสียงตอบรับที่สดใสเท่าไหร่ เสียงร้องไห้ก็ดังขึ้นเร็วเท่านั้น
ทันทีที่ปลายเข็มสัมผัสผิว เด็กน้อยก็อ้าปากกว้างแล้วปล่อยโฮออกมาทันทีแบบไม่ให้ใครได้ตั้งตัว
เจียงตงกับแม่เจียงต้องรีบเข้าไปช่วยกันปลอบ พอฉีดเสร็จน้ำตาก็อาบแก้มเป็นทางยาว
เจียงเซี่ยส่งต้าเป่าคืนให้เจียงตง แล้วรับเอ้อร์เป่ามาอุ้มปลอบโยน “โอ๋ๆ เอ้อร์เป่าไม่ร้องนะลูก แม่เป่าเพี้ยงให้นะ”
เมื่อถึงคิวของน้องสาวคนเล็ก คุณหมอหร่วนก็หันไปสบตากับโจวเฉิงเซิน
โจวเฉิงเซินถึงกับสะท้านไปทั้งตัว “...เสี่ยวเป่า ไปหาพ่อหนูเถอะลูก”
เขากลัวว่าคุณหมอหร่วนจะมือสั่นแล้วฉีดพลาดมาโดนแขนเขาเข้า
“อืออา” น้องสาวตอบรับอย่างอารมณ์ดี
แต่ความกลัวมันติดต่อกันได้ โจวเฉิงเหล่ยเองก็ไม่ไว้ใจที่จะฝากลูกสาวไว้กับพี่ชายเหมือนกัน เขาจึงยื่นมือไปรับลูกสาวมาอุ้มด้วยตัวเอง
คุณหมอหร่วนยิ้มกริ่ม “ถึงตาเสี่ยวเป่าคนสวยของเราแล้วนะ”
โจวอี้เล่อส่งยิ้มหวานให้เธอ “อือฮึ”
คุณหมอหร่วนจึงจัดการฉีดยาให้หนึ่งเข็ม
สีหน้าของเด็กน้อยถอดแบบมาจากต้าเป่าไม่มีผิด เธอเบะปากนิดๆ ก่อนจะอ้าปากเตรียมร้องไห้ แต่กลับไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาในตอนแรก ผ่านไปไม่กี่อึดใจเสียงร้องไห้จ้าจึงระเบิดออกมา
โจวเฉิงเหล่ยรอจนคุณหมอหร่วนทำแผลเสร็จ ก็รีบจัดเสื้อผ้าให้ลูกสาวเข้าที่แล้วติดกระดุมให้เรียบร้อย ก่อนจะก้มลงเป่าแผลเบาๆ พลางปลอบ “เสร็จแล้วลูก ไม่เจ็บแล้วนะเสี่ยวเป่าคนเก่ง”
ตอนนี้เจียงอี้เสียนหยุดร้องไห้แล้ว เจียงเซี่ยจึงเอ่ยขึ้น “เดี๋ยวฉันอุ้มเสี่ยวเป่าเองค่ะ”
แม่เจียงรีบเข้ามาอุ้มเจียงอี้เสียนแทน เพื่อให้ลูกสาวได้ไปอุ้มลูกสาวคนเล็กต่อ
โชคยังดีที่เด็กๆ ร้องไห้กันอยู่ไม่นานก็เงียบเสียงลง
คุณหมอหร่วนหันไปมองโจวเฉิงเซิน เมื่อนึกถึงอาการกลัวเข็มขึ้นสมองของเขา เธอก็อดที่จะเอ่ยปากแกล้งไม่ได้ “ไม่กี่วันก่อนโรงพยาบาลข้างๆ มีคนไข้โดนหมากัดแล้วไม่ยอมฉีดยา เจ็ดวันต่อมาก็เกิดอาการคลุ้มคลั่งแล้วก็เสียชีวิตไปไหนๆ คุณก็อุตส่าห์มาแล้ว จะฉีดกระตุ้นอีกสักเข็มไหมคะ”
โจวเฉิงเซิน “...”
“ผมฉีดครบห้าเข็มแล้วไม่ใช่เหรอ คุณบอกเองนี่ว่าฉีดแค่ห้าเข็มก็พอแล้ว”
คุณหมอหร่วนพยักหน้าแล้วก็ส่ายหน้า “ฉันเพิ่งนึกออกว่าฉีดวัคซีนให้คุณผิดตัวไป ฉันดันไปฉีดตัวที่ต้องฉีดสิบสี่เข็มให้ เพราะงั้นคุณยังเหลืออีกตั้งเก้าเข็มแน่ะ”
โจวเฉิงเซิน “...”
สิบสี่เข็ม ก้นเขาคงพรุนเป็นตะแกรงพอดี
“เรื่องจริงหรือล้อเล่นเนี่ย”
คุณหมอหร่วนหลุดหัวเราะออกมา “แน่นอนว่า...ล้อเล่นน่ะสิ”
โตจนป่านนี้แล้ว ยังกลัวเข็มยิ่งกว่าเด็กเสียอีก
โจวเฉิงเซินถึงกับเข่าอ่อน คุณหมอหร่วนนี่มันเธอมารร้ายชัดๆ
ทำเอาหัวใจเขาแทบวาย
หลังจากเด็กๆ ฉีดวัคซีนเรียบร้อย พวกเขาก็ต้องรอดูอาการอยู่ที่โรงพยาบาลอีกครึ่งชั่วโมง ก่อนจะพากันกลับ
เมื่อรถจี๊ปแล่นกลับมาถึงหมู่บ้านก็เป็นเวลาสิบโมงครึ่ง
เหล่าพี่น้องกวงจงเย่าจู่ที่กำลังเล่นอยู่กับเพื่อนๆ ริมถนน พอเห็นรถจี๊ปที่คุ้นเคยก็พากันร้องตะโกนอย่างดีใจ “อาเล็กกับอาสะใภ้เล็กกลับมาจากปักกิ่งแล้ว พวกเราเลิกเล่นกันเถอะ”
พูดจบทั้งหมดก็วิ่งไล่ตามรถจี๊ปกลับบ้านไปทันที
เด็กคนอื่นๆ ในหมู่บ้านพอได้ยินดังนั้นก็นึกถึงขนมอร่อยๆ ที่เคยได้กินคราวก่อน จึงพากันวิ่งตามไปมุงดูด้วยความตื่นเต้น
ดังนั้นเมื่อรถจี๊ปจอดสนิท จึงถูกฝูงเด็กๆ เข้ามารุมล้อมจนแทบไม่มีทางเดิน
พ่อโจวกับแม่โจวซึ่งเฝ้ารอด้วยความคิดถึงก็รีบออกมาจากบ้านเพื่อรับหลานๆ
เจียงเซี่ยอุ้มลูกสาวคนเล็กลงจากรถแล้วส่งยิ้มทักทาย “พ่อคะ แม่คะ”
“เอ้อ” พ่อโจวรับคำอย่างยินดี รีบยื่นมือออกไปทันที “ในที่สุดก็ได้เจอหน้าเสี่ยวเป่าของปู่เสียที มาให้ปู่อุ้มหน่อยเร็ว”
เจียงเซี่ยจึงส่งลูกสาวให้พ่อสามี
โจวเฉิงเหล่ยที่ลงจากรถตามมา ก็ส่งลูกชายทั้งสองคนให้แม่โจวกับเถียนไฉ่ฮวาที่รอรับอยู่
แม่โจวชื่นชม “หลานรักของย่าโตขึ้นเยอะเลยนะ จำย่าได้หรือเปล่า”
เถียนไฉ่ฮวาก็กล่าวสมทบ “โอ๊ย แก้วตาดวงใจของป้ายิ่งโตยิ่งน่ารักน่าชังจริงๆ น้ำท่าที่ปักกิ่งคงจะดีกว่าที่นี่สินะ ดูสิ ตัวโตกว่าลูกบ้านข้างๆ อีก”
เธอหมายถึงลูกสาวของเวินหว่าน ที่ตอนแรกเกิดอ้วนจ้ำม่ำ แต่ตอนนี้กลับผอมแห้งตัวเหลืองซีดเซียว
เทียบไม่ติดกับหลานชายหลานสาวของเธอที่ขาวอวบอ้วนท้วน
ช่างสมกับคำว่าเด็กไม่มีแม่ก็เป็นเหมือนต้นหญ้าริมทางจริงๆ
โจวเฉิงซินที่มาช้าไปก้าวหนึ่งอดอุ้มหลาน จึงหันไปบอกภรรยา “ให้ฉันอุ้มบ้างสิ”
“คุณไปอยู่ข้างๆ เลย” เถียนไฉ่ฮวาปัดมือสามี
เธอก็เพิ่งจะได้อุ้มเหมือนกัน
เพราะเด็กทั้งสามคนหลับปุ๋ยมาตลอดทาง จึงไม่มีโอกาสได้โปรยยิ้มพิฆาตใจให้ปู่ย่าและคนอื่นๆ ได้ชื่นชม แต่ถึงอย่างนั้นใบหน้าที่หลับใหลก็น่ารักน่าเอ็นดูอยู่ดี
เด็กๆ ในหมู่บ้านพากันเข้ามาห้อมล้อมเจียงเซี่ยอย่างตื่นเต้น “คุณอาสะใภ้เล็ก คุณอาเล็ก กลับมาแล้วเหรอคะ”
“จ้ะ” เจียงเซี่ยยิ้มพลางลูบศีรษะโจวโจวเบาๆ แล้วไล่ลูบหัวเด็กคนอื่นๆ ทีละคน
เด็กคนอื่นในหมู่บ้านก็พากันส่งเสียงเรียกตาม “อาสี่ น้าสะใภ้สี่”
เจียงเซี่ยจึงหยิบขนมถั่วตัดจากปักกิ่ง ผลไม้แห้ง และคุกกี้ออกมาจากกระเป๋าใบใหญ่ แล้วส่งให้เด็กๆ ไปแบ่งกันกิน
พอได้ของกิน เด็กๆ ก็โห่ร้องดีใจแล้ววิ่งไปหาที่แบ่งขนมกันอย่างสนุกสนาน
เจียงเซี่ยหันกลับไปหยิบกระเป๋าอีกใบบนรถซึ่งบรรจุขวดนมและของใช้จำเป็นของเด็กๆ ไว้
โจวเฉิงเหล่ยกับโจวเฉิงเซินช่วยกันขนกระเป๋าเดินทางลงมาคนละสองใบ ส่วนโจวเฉิงซินก็เข้าไปยกกล่องผลไม้อีกสองลังที่เหลือ
ทั้งครอบครัวจึงค่อยๆ เดินเข้าบ้านไป
แต่แล้วภรรยาของโจวปิงเฉียงก็อุ้มลูกสาวของเวินหว่านออกมาจากบ้าน แล้วเอ่ยปากเรียกเจียงเซี่ยไว้ “เสี่ยวเซี่ย แล้วเวินหว่านล่ะ”
“ฉันไม่ทราบหรอกค่ะ ไม่ได้เจอเธอเลย” เจียงเซี่ยเหลือบมองเด็กในอ้อมแขนของอีกฝ่ายด้วยความประหลาดใจ เด็กคนนี้ผอมแห้งเหลือเกิน ทั้งเหลืองทั้งซูบซีดผิดกับตอนแรกเกิดลิบลับ
“เด็กคนนั้นยังไม่หายตัวเหลืองเลยนี่คะ ทางที่ดีพาไปหาหมอสักหน่อยดีกว่านะ” เธออดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากเตือนด้วยความหวังดี
โจวเฉิงเหล่ยที่เดินผ่านมาพอดีก็เอื้อมมือมาคว้ากระเป๋าจากมือเธอไปถือแทน แล้วเดินนำเข้าบ้านไปโดยไม่พูดอะไร
ภรรยาโจวปิงเฉียงโบกมือปัดๆ “ไม่เป็นไรหรอกน่า เดี๋ยวก็หายแล้ว ว่าแต่กั๋วหัวโทรไปหาเวินหว่านเมื่อสองสามวันก่อน เธอบอกว่าจะนั่งเครื่องบินกลับมาเช้านี้ ไม่ได้มาไฟลต์เดียวกับพวกเธอรึไง ฉันอุตส่าห์บอกให้เธอไปหาที่มหาลัย จะได้ถามว่าพวกเธอจะกลับเมื่อไหร่แล้วมาพร้อมกันเลยจะได้สะดวก นี่พวกเธอคงไม่ได้ใจดำเห็นแล้วไม่ยอมรับกลับมาด้วยหรอกนะ”
ท่าทีที่พูดเหมือนเป็นเรื่องใหญ่นั้นทำให้เจียงเซี่ยหลุดหัวเราะออกมา “แล้วทำไมฉันต้องพาเธอกลับมาด้วยล่ะคะ เธอเป็นลูกสะใภ้ของคุณ ไม่ใช่ลูกสะใภ้ของฉันสักหน่อย อีกอย่างเรากลับมาถึงกันตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แค่เพิ่งจะกลับเข้าหมู่บ้านวันนี้”
ทันใดนั้นย่าทวดก็เดินยิ้มแฉ่งออกมาจากบ้าน “โอ๊ย ในที่สุดก็กลับมากันเสียที”
เจียงเซี่ยรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มแล้วเข้าไปทักทาย “ย่าทวดคะ เข้าบ้านกันเถอะค่ะ หนูมีของดีๆ มาฝากด้วย”
แล้วทั้งสองก็ควงแขนกันเข้าบ้านไปอย่างมีความสุข ทิ้งให้ภรรยาโจวปิงเฉียงยืนหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่คนเดียว
“ถุย นึกไม่ถึงเลยว่าเป็นคนแบบนี้ เพื่อนบ้านกันแท้ๆ”
เสียแรงอุตส่าห์หวังดี เมื่อวานตอนไปสวนผัก เห็นมะละกอบ้านนั้นสุกคาต้นอยู่ลูกหนึ่ง ยังรีบกลับมาบอกภรรยาโจวหย่งฝูให้ไปเก็บมากิน กลัวจะโดนคนอื่นสอยไปเสียก่อน
ถ้ารู้ว่าเป็นคนแบบนี้ เธอเก็บกลับมากินเองที่บ้านเสียก็ดี
ทำดีไม่ได้ดีจริงๆ
(จบบท)
ผู้แปล F