บทที่ 606: บทสรุปค่าเสียหาย
เด็กทั้งสามคนหลับไปแล้ว แต่พ่อโจวและแม่โจวก็ยังไม่อยากวางพวกเขาลงบนเตียง ทั้งสองจึงโอบอุ้มหลานๆ ไว้ในอ้อมแขนพลางพูดคุยกันไปเรื่อยๆ
เมื่อเถียนไฉ่ฮวาเข้าไปช่วยทำอาหารในครัว โจวเฉิงซินผู้เป็นสามีจึงมารับหน้าที่อุ้มหลานต่อ
เจียงเซี่ยและโจวเฉิงเหล่ยกลับมายังห้องนอนชั้นสองก็พบว่าทุกอย่างถูกทำความสะอาดไว้อย่างหมดจด ไร้ฝุ่นจับแม้แต่น้อย คุณแม่โจวเปลี่ยนผ้าปูที่นอนผืนใหม่ ทั้งยังนำเสื้อผ้าและผ้าอ้อมของเด็กๆ ทั้งหมดไปซักทำความสะอาดแล้วตากแดดจนแห้งสนิทไว้ให้ที่ระเบียงเรียบร้อยแล้ว
โจวเฉิงเหล่ยเริ่มลงมือจัดกระเป๋าเดินทาง ซึ่งก็ไม่มีอะไรให้ต้องจัดเก็บมากมายนักเพราะของส่วนใหญ่เป็นของฝาก
เจียงเซี่ยเห็นว่าไม่มีอะไรให้ช่วยจึงเอ่ยขึ้น “ถ้างั้นคุณจัดของไปนะ ฉันจะลงไปข้างล่าง”
“ครับ”
เจียงเซี่ยลงจากชั้นบนเพื่อไปช่วยทำอาหาร
ข้างล่างนั้น คุณย่าทวด เถียนไฉ่ฮวา และแม่โจวกำลังง่วนอยู่กับงานของตนเอง โดยที่คุณแม่โจวและคุณย่าทวดอยู่ในครัว ส่วนเถียนไฉ่ฮวากำลังแกะหอยนางรมอยู่
เจียงเซี่ยพับแขนเสื้อขึ้นเตรียมจะเข้าไปช่วย แต่เถียนไฉ่ฮวาก็ร้องทักขึ้นก่อน “เธอไปล้างผักพวกนั้นเถอะ แล้วก็หั่นมันฝรั่งให้เป็นเส้นๆ หน่อย เธอหั่นได้ละเอียดกว่าพี่”
เปลือกหอยนางรมนั้นแกะยากไม่ใช่เล่น เจียงเซี่ยไม่เคยทำมาก่อน จะไปทำเป็นได้อย่างไร! ปกติแล้วเถียนไฉ่ฮวามักจะเห็นโจวเฉิงเหล่ยเป็นคนจัดการเรื่องนี้
เจียงเซี่ยจึงเดินเลี่ยงไปหั่นมันฝรั่งเป็นเส้นๆ แทน
เถียนไฉ่ฮวาเริ่มเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านช่วงที่ผ่านมาให้เจียงเซี่ยฟัง
“เลี่ยวรุ่ยเสียงกับเฝิงอี้เฟินหย่ากันเมื่อไม่กี่วันก่อนนี่เอง! ส่วนหลี่ซิ่วเสียนก็ย้ายเข้าไปอยู่บ้านเขาแล้วนะ แต่ยังไม่ได้จดทะเบียน ไม่ได้จัดงานเลี้ยงอะไรทั้งนั้น อ้างว่าตอนนี้หลี่ซิ่วเสียนร่างกายไม่แข็งแรง รอให้คลอดลูกก่อนค่อยจัดงานเลี้ยง...เหอะ! ไม่จัดงานเลี้ยงก็ช่างเถอะ แต่นี่ไม่ไปจดทะเบียนด้วยซ้ำ พี่ว่านะ...เลี่ยวรุ่ยเสียงคงไม่ได้อยากแต่งงานกับหล่อนนักหรอก”
เจียงเซี่ยประหลาดใจ “คดีของเลี่ยวรุ่ยเสียงสู้กันจบแล้วเหรอคะ”
“ยังไม่ทันได้สู้เลย ทนายที่เขาจ้างมาบอกว่าโอกาสชนะน้อย แถมยังบอกว่าทนายที่เฝิงอี้เฟินจ้างมาเก่งกาจและมีชื่อเสียงเกินไป เขาเลยไม่มั่นใจว่าจะสู้ชนะได้ กลัวว่าถ้าแพ้ขึ้นมาจะต้องชดใช้มากกว่าเดิม เลยยอมไกล่เกลี่ยกันนอกศาลไปแล้ว”
เจียงเซี่ยรู้สึกสงสัยขึ้นมาเล็กน้อย “แล้วตกลงต้องชดใช้ไปเท่าไหร่คะ”
เถียนไฉ่ฮวาถอนหายใจยาว “คราวนี้เฝิงอี้เฟินรวยเละเลยแหละ! ทนายของหล่อนไปสืบเจอว่าเลี่ยวรุ่ยเสียงแอบไปซื้อบ้านในเมืองไว้อีกหลังน่ะสิ หล่อนได้บ้านหลังนั้นไป แถมยังได้เงินไปอีกเจ็ดพันกว่าหยวนแน่ะ ไม่แค่นั้นนะ ต่อไปเลี่ยวรุ่ยเสียงยังต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูให้เดือนละสามสิบหยวน แถมเงินส่วนนี้ยังเพิ่มขึ้นทุกปีตามค่าแรงของที่นี่อีก! แล้วไหนจะกำไรจากฟาร์มสุกรที่หล่อนจะได้ส่วนแบ่งอีกหนึ่งส่วน...พี่เพิ่งจะรู้วันนี้เองว่าการหย่าร้างมันเป็นเรื่องดีขนาดนี้! นี่มันไม่ต้องทำอะไรเลย ก็ได้ใช้ชีวิตเหมือนคุณนายแล้วนะเนี่ย!”
ได้อยู่บ้านเป็นของตัวเอง มีผู้ชายส่งเสียเลี้ยงดูทุกเดือน ไม่ต้องคอยปรนนิบัติพ่อแม่สามี ไม่ต้องดูแลครอบครัว แค่ดูแลตัวเองให้ดีก็พอ ชีวิตแบบนี้มันจะดีเกินไปแล้ว!
ท้ายที่สุดเถียนไฉ่ฮวาก็อดรำพึงไม่ได้ “ไม่รู้ว่าเฝิงอี้เฟินไปหาทนายเก่งๆ แบบนี้มาจากไหนนะ! รู้กระทั่งว่าต้องให้ค่าเลี้ยงดูของเลี่ยวรุ่ยเสียงเพิ่มขึ้นทุกปีตามระดับค่าจ้างในท้องถิ่นด้วย พอพี่ลองถามดู หล่อนก็บอกว่าบังเอิญไปเจอมา ทนายคนนั้นรู้ว่าหล่อนกำลังจะหย่า เลยเข้ามาถามว่าต้องการทนายความไหม”
เจียงเซี่ยฟังแล้วไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา
“คราวนี้เลี่ยวรุ่ยเสียงคงจะเรียกว่าเสียทั้งภรรยาและเสียทั้งกองทัพได้เลยสินะคะ”
“ใช่เลย”
เถียนไฉ่ฮวาเล่าต่อ “แม่ของเลี่ยวรุ่ยเสียงก็ใช่ว่าจะรับมือง่ายๆ นะ รายนั้นน่ะตัวร้ายเลย! หลี่ซิ่วเสียนคอยดูเถอะ! ขี้เกียจตัวเป็นขนขนาดนั้น พอคลอดลูกออกมาเมื่อไหร่ได้รู้ซึ้งแน่ ตอนนี้ที่ยังนอนพักบำรุงครรภ์อยู่ได้ก็เพราะว่าแม่สามีอยากได้หลานชาย เลยยอมประคบประหงมอย่างกับเจ้าแม่กวนอิม!”
เจียงเซี่ยไม่รู้จักแม่ของเลี่ยวรุ่ยเสียงจึงไม่ได้ตอบอะไรกลับไป
แต่เถียนไฉ่ฮวาก็ไม่ต้องการให้ใครมาตอบบทสนทนาอยู่แล้ว เธอสามารถเล่าต่อไปได้เรื่อยๆ ด้วยตัวเอง เรื่องพวกนี้เธอเล่าให้ผู้หญิงฟังจนทั่วทั้งหมู่บ้านแล้ว ขนาดญาติฝั่งบ้านแม่เธอยังรู้เรื่องกันหมด เหลือก็แต่เจียงเซี่ยนี่แหละ
เธอรอจนเจียงเซี่ยกลับมาเพื่อจะเล่าให้ฟังโดยเฉพาะ!
“หล่อนมันขี้เกียจเกินไป! ขนาดพี่สะใภ้ที่บ้านแม่ยังรังเกียจ ใช้ให้ซักผ้าทำกับข้าวทุกวัน ได้ยินมาว่าทำงานหนักจนมีภาวะแท้งคุกคามเลยนะ พออยู่บ้านแม่ตัวเองไม่ได้ก็เลยย้ายไปบำรุงครรภ์ที่บ้านเลี่ยวรุ่ยเสียงแทน”
“แต่ก็นอนบำรุงครรภ์มาเดือนกว่าแล้ว พี่ว่าตอนนี้น่าจะหายดีแล้วล่ะมั้ง พอหายดีเมื่อไหร่ ชีวิตก็ไม่สุขสบายเหมือนตอนนี้แล้ว! แม่สามีของหล่อนน่ะขึ้นชื่อเรื่องความร้ายกาจเลยนะ!”
เรื่องนี้เจียงเซี่ยไม่รู้เรื่องด้วย
ทันใดนั้นโจวเฉิงเซินก็เดินออกมาพอดี เถียนไฉ่ฮวาจึงรีบหุบปากฉับ รอจนเขาเดินผ่านไปแล้วจึงเริ่มพูดต่อ
“แล้วพี่รองอีกคน...หย่ามาหลายเดือนแล้ว แฝดสามบ้านเราจะยิ้มได้อยู่แล้ว พอพี่แนะนำใครให้ก็ปฏิเสธตลอด! บ้านแม่พี่มีลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่ง จบม.ต้น อายุสิบแปดเอง สวยน่ารักแถมยังขยันอีกต่างหาก! เธอลองช่วยพี่เกลี้ยกล่อมพี่รองหน่อยสิ! น้องสาวของพี่คนนี้ดีจริงๆ นะ!”
เจียงเซี่ยปฏิเสธ “เรื่องนี้พี่รองน่าจะมีความคิดของตัวเองอยู่แล้วนะคะ เพิ่งจะหย่าได้ไม่นาน พี่รองคงยังไม่รีบร้อนหรอกค่ะ”
โจวเฉิงเซินคงไม่รีบแต่งงานใหม่เร็วๆ นี้แน่ เขายังต้องคำนึงถึงความรู้สึกของโจวอิ๋งด้วย
“อะไรกันเล่า ไม่รีบได้ยังไง! ก็ต้องรีบแต่งสิ! เกิดหลี่ซิ่วเสียนคลอดลูกออกมาแล้วหน้าไม่เหมือนเลี่ยวรุ่ยเสียง แต่ดันเหมือนพี่รองขึ้นมาจะทำยังไง? ถึงตอนนั้นเลี่ยวรุ่ยเสียงก็ทิ้งหลี่ซิ่วเสียนน่ะสิ! แล้วหล่อนต้องกลับมาหาพี่รองแน่ๆ เธอเชื่อพี่ไหมล่ะ? แล้วเธอลองคิดดูสิ ว่าพี่รองจะยอมกลับไปคืนดีเพื่อลูกไหม? เป็นของที่คนอื่นทิ้งแล้ว ยังต้องจำใจกลับไปเอามาอีก มันไม่น่าเจ็บใจเหรอ?”
เถียนไฉ่ฮวากลัวว่าในอนาคตหลี่ซิ่วเสียนจะหวนกลับมาหาโจวเฉิงเซิน และโจวเฉิงเซินจะยอมรับหลี่ซิ่วเสียนอีกครั้งเพื่อโจวอิ๋ง
เพราะอย่างไรเสีย หลี่ซิ่วเสียนก็จัดว่าเป็นคนหน้าตาสะสวยคนหนึ่ง!
ด้วยนิสัยเกียจคร้านและชอบกินแรงคนอื่นของหลี่ซิ่วเสียน เถียนไฉ่ฮวาคิดว่าเธอคงทนอยู่ที่บ้านเลี่ยวได้ไม่นาน
“ตอนนี้คนในหมู่บ้านแอบพนันกันให้วุ่นว่าเด็กในท้องของหลี่ซิ่วเสียนเป็นลูกใครกันแน่!”
เถียนไฉ่ฮวายังรอคอยที่จะได้เห็นจุดจบของหลี่ซิ่วเสียน และไม่อยากกลับไปมีสถานะเป็นพี่น้องสะใภ้กับเธออีกเด็ดขาด!
เจียงเซี่ย: “...”
นี่มันจะไร้สาระเกินไปหน่อยแล้ว!
“หลังจากหลี่ซิ่วเสียนย้ายเข้าไปอยู่บ้านเลี่ยว ในหมู่บ้านก็มีแต่คนนินทาให้แซ่ด ก่อนหน้านี้โจวอิ๋งยังร้องไห้กลับมาถามพี่รองเลยนะ ว่าแม่กำลังจะมีน้องแล้วใช่ไหม จะไม่รักหนูแล้วใช่ไหม!”
เจียงเซี่ยได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะถามต่อ “แล้วยังไงต่อคะ”
“แล้วยังไงต่อน่ะเหรอ? ก็แน่นอนว่าพี่รองต้องเป็นคนปลอบสิ! พี่รองถึงกับจูงมือโจวอิ๋งไปเผชิญหน้ากับพวกป้าๆ ปากสว่างพวกนั้นเลยนะ! บอกพวกนั้นไปว่าถ้ามีปัญหาอะไรให้มาถามเขาโดยตรง อย่าไปถามโจวอิ๋ง เขาจะตอบทุกคำถามอย่างหมดเปลือก! เล่นเอาพวกนั้นกลัวจนตัวสั่นงันงก ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงออกมาสักแอะ ตอนนี้เลยไม่มีใครในหมู่บ้านกล้าพูดอะไรอีก อย่างน้อยก็ไม่กล้าพูดต่อหน้าคนในบ้านเรา แม้แต่ต่อหน้าพี่ก็ยังไม่กล้าพูดเลย”
เจียงเซี่ยรู้สึกนับถือโจวเฉิงเซินอยู่ไม่น้อย นี่เป็นวิธีแก้ปัญหาที่เด็ดขาดและได้ผลชะงัดจริงๆ
อันที่จริง ลูกๆ ของบ้านโจวทุกคนล้วนถูกเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพราะการอบรมสั่งสอนจากผู้เป็นพ่อ
เจียงเซี่ยตัดสินใจว่าในอนาคตจะมอบหมายหน้าที่สอนลูกทั้งสามคนให้โจวเฉิงเหล่ยเป็นผู้รับผิดชอบ
ทันใดนั้น เสียงเด็กร้องไห้ปลุกให้ตื่นก็ดังขึ้น พ่อโจวตะโกนเรียกเจียงเซี่ย “เสี่ยวเซี่ย! หลานๆตื่นแล้วนะ ร้องไห้ใหญ่เลย หิวแล้วหรือเปล่าก็ไม่รู้!”
“มาแล้วค่ะ!” เจียงเซี่ยรีบล้างมือให้สะอาด
โจวเฉิงเหล่ยเองก็ลงมาจากชั้นบนพอดี สองสามีภรรยาจึงอุ้มลูกๆ กลับขึ้นไปให้นมบนห้องนอนชั้นสอง
หลังจากป้อนนมให้ลูกๆ จนอิ่มหนำแล้ว อาหารกลางวันก็เตรียมเสร็จพอดี
หลายครอบครัวนั่งรับประทานอาหารกลางวันกันอย่างครึกครื้น จากนั้นเจียงเซี่ยก็นำของฝากที่ซื้อมาแจกจ่ายให้ทุกคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นขนมพื้นเมืองของปักกิ่ง
แน่นอนว่าของที่ซื้อให้พ่อโจวและแม่โจวนั้น เธอได้เตรียมแยกไว้ต่างหาก
เจียงเซี่ยยังนำผลไม้กลับมาด้วยสองลัง ซึ่งค่าขนส่งผลไม้สองลังนี้ก็ไม่ใช่ถูกๆ เลย แต่เจียงเซี่ยคิดว่ามันคุ้มค่า
เธอเปิดลังออก ตั้งใจจะแบ่งให้บ้านละสิบผล
ทันทีที่ลังถูกเปิดออก เถียนไฉ่ฮวาเห็นผลไม้ที่อยู่ข้างในซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ากำปั้นของเธอเสียอีกก็ถึงกับเบิกตากว้าง “นี่มันอะไรน่ะ”
ทำไมมันดูไม่เหมือนที่เธอเคยรู้จักเลย?
เมื่อทุกคนได้ยินดังนั้น ก็พากันหันมามองเป็นตาเดียว
(จบบท)
ผู้แปล F