บทที่ 607: ท้อเซียน
"นี่มันลูกท้ออย่างนั้นเหรอ ทำไมมันถึงได้ใหญ่โตขนาดนี้กันล่ะ" แม่โจวเอ่ยถามขึ้นด้วยความประหลาดใจระคนสงสัย หลังจากที่เห็นผลไม้ขนาดใหญ่ยักษ์ซึ่งเจียงเซี่ยนำกลับมาจากปักกิ่ง
คุณปู่ทวดที่นั่งอยู่ข้างๆ เพ่งมองอย่างพิจารณา ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาบ้าง "มันก็ต้องเป็นลูกท้อสิ แต่ว่าลูกท้อที่เมืองหลวงนี่มันจะใหญ่โตได้ขนาดนี้เชียวหรือ"
เถียนไฉ่ฮวาซึ่งกำลังตื่นตาตื่นใจไม่แพ้กัน สันนิษฐานขึ้นมาอย่างตื่นเต้น "สงสัยดินฟ้าอากาศที่ปักกิ่งจะดีเป็นพิเศษจริงๆ นะคะ ดูสิคะ ขนาดผลท้อยังเติบโตได้ใหญ่ขนาดนี้เลย"
ขณะที่คุณย่าทวดประคองลูกพีชน้ำผึ้งผลยักษ์ไว้ในมือด้วยความทึ่ง พลางอุทานออกมาว่า "นี่มันต้องเป็นท้อเซียนแบบเดียวกับที่เทพเจ้าแห่งความอายุยืนถืออยู่ในภาพวาดมงคลแน่ๆ เลย"
คำพูดของคุณย่าทวดจุดประกายความคิดของคุณปู่ทวดขึ้นมาทันที "พอเธอพูดแบบนี้ ฉันก็ว่ามันใช่เลยนะ เหมือนกันเปี๊ยบ ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าในโลกนี้จะมีท้อเซียนอายุวัฒนะอยู่จริงๆ"
โจวโจว เด็กหญิงตัวน้อยที่นั่งตาแป๋วฟังผู้ใหญ่คุยกัน เอ่ยถามขึ้นด้วยความไร้เดียงสา "ถ้าอย่างนั้นกินท้อเซียนแล้วจะอายุยืนเป็นร้อยปีเลยหรือเปล่าคะ"
คำถามซื่อๆ ของเด็กน้อยทำให้ผู้ใหญ่ทั้งบ้านพากันหัวเราะออกมาอย่างเอ็นดู
พ่อโจวหัวเราะร่าพลางตอบกลับไปว่า "ใช่แล้ว! กินแล้วอายุยืนเป็นร้อยปีเลย ไม่ใช่แค่นั้นนะ ยังจะร่ำรวยยืนยาวอีกด้วย" ในใจของท่านคิดอย่างภาคภูมิใจ ผลท้อเซียนที่ลูกสะใภ้คนโปรดซื้อกลับมา ใครได้กินก็ต้องอายุยืนและร่ำรวยแน่นอน
พูดจบ พ่อโจวก็รีบหยิบลูกท้อผลหนึ่งเดินออกไปล้างขนอ่อนๆ ที่ผิวออกอย่างขะมักเขม้น
เมื่อได้ยินดังนั้น บรรดาเด็กๆ ในบ้านก็พากันร้องบอกเจียงเซี่ยเสียงดังจอแจ "อาสะใภ้เล็กคะ หนูอยากกินท้อเซียน หนูอยากอายุยืนร้อยปี"
"หนูก็อยากกินเหมือนกันค่ะ หนูอยากอายุยืนร้อยปีด้วย"
เสียงเล็กๆ ของเด็กๆ ดังขึ้นเซ็งแซ่ เจียงเซี่ยจึงต้องรีบอธิบายด้วยรอยยิ้ม "เดี๋ยวก่อนนะจ๊ะเด็กๆ ผลไม้นี้ต้องล้างให้สะอาดแล้วก็ปอกเปลือกก่อนถึงจะกินได้นะ ที่เปลือกมันมีขนเยอะมากเลย เขาเรียกว่าพีชน้ำผึ้งจ้ะ"
อันที่จริงแล้ว พีชน้ำผึ้งนั้นเลยฤดูกาลของมันไปแล้ว ในท้องตลาดแทบจะหาซื้อไม่ได้อีก แต่เป็นเพราะจางรุ่ยบังเอิญได้ยินเจียงเซี่ยเปรยๆ ว่าอยากจะซื้อพีชน้ำผึ้งกลับบ้านในช่วงวันชาติ เขาจึงไปติดต่อเจ้าของสวนผลไม้ที่รู้จักกันเป็นการส่วนตัวให้ช่วยเก็บเอาไว้ให้ ซึ่งโชคดีที่สวนนั้นมีพีชพันธุ์ที่สุกช้าอยู่สองต้นพอดี
ที่บ้านของพวกเขาไม่เคยมีพีชน้ำผึ้งผลใหญ่ขนาดนี้มาก่อน ทุกคนจึงไม่เคยเห็นและอดที่จะตื่นตาตื่นใจไม่ได้ เพราะท้อที่นี่โดยทั่วไปแล้วจะมีขนาดเท่าไข่ไก่เท่านั้น เจียงเซี่ยจึงตั้งใจนำกลับมาเพื่อให้ทุกคนได้ลิ้มลองรสชาติของมัน
เถียนไฉ่ฮวาอาสาขึ้นมาทันที "มาๆ เดี๋ยวพี่สะใภ้ใหญ่ปอกเปลือกให้พวกหนูเอง"
พ่อโจวที่ล้างท้อเสร็จแล้วกัดลูกท้อเซียนของเขาเข้าไปคำโตด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม พลางมองภาพครอบครัวที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความมีชีวิตชีวาอย่างมีความสุข ท่านคิดในใจว่าต้องเป็นเพราะลูกสะใภ้คนเล็กกลับมาบ้าน บรรยากาศถึงได้ครื้นเครงขนาดนี้ หลังจากที่เธอไปอยู่ปักกิ่ง บ้านก็เงียบเหงาลงไปถนัดตา
หลังจากที่ได้ลิ้มรสความหวานฉ่ำของพีชน้ำผึ้งไปหนึ่งคำ พ่อโจวก็เดินยิ้มแฉ่งออกจากบ้านไป เพื่อเผยแผ่ ‘ไอเทวะ’ ของผลไม้สวรรค์ให้เพื่อนบ้านได้รับรู้ เพราะความสุขใดเล่าจะเท่าการแบ่งปันให้ผู้อื่นได้รับรู้ร่วมกัน ในเมื่อได้กินท้อเซียนแล้ว หากไม่ป่าวประกาศให้ใครรู้ ก็เท่ากับว่ากินไปโดยเปล่าประโยชน์
ไม่นานนัก เหล่าเด็กๆ ก็ถือพีชน้ำผึ้งหรือที่พวกเขาเรียกว่า "ท้อเซียน" ของตัวเองคนละผล วิ่งออกไปเผยแผ่ไอเทวะตามรอยคุณปู่เช่นกัน
ผลก็คือ ที่บริเวณปากทางเข้าหมู่บ้าน กลุ่มเด็กๆ พากันมารุมล้อมพวกเขาอย่างหนาแน่น แต่ละคนต่างก็อยากจะขอแบ่งท้อเซียนสักคำ เพื่อที่จะได้ซึมซับไอเทวะและมีอายุยืนร้อยปีไปกับเขาบ้าง
"โจวเหวินจู่ ขอฉันกัดคำนึงสิ แค่คำเดียวเท่านั้นนะ" "อิ๋งอิ๋ง ท้อเซียนหวานไหม ฉันอยากลองชิมสักคำจังเลย หอมมากเลยนะ"
เสียงร้องขอของเด็กๆ ดังขึ้นไม่ขาดสาย แต่น่าเสียดายที่เด็กบ้านโจวแต่ละคนก็ฉลาดเป็นกรด ลูกอมหรือขนมอย่างอื่นน่ะพอแบ่งให้ได้ แต่เคล็ดวิชาอายุยืนร้อยปีจะแบ่งให้คนอื่นได้อย่างไรกัน พีชน้ำผึ้งทั้งหอม ทั้งหวาน ทั้งฉ่ำน้ำขนาดนี้ ทำเอาเด็กๆ ที่มุงดูอยู่รอบๆ ถึงกับน้ำลายสอไปตามๆ กัน
เมื่อมองดูอยู่นานเข้า เด็กคนหนึ่งก็อดรนทนไม่ไหว ร้องไห้จ้าวิ่งกลับไปหาแม่ที่บ้าน พลางอ้อนวอนขอให้แม่หาท้อเซียนให้กินบ้าง เพราะตนก็อยากจะมีอายุยืนร้อยปีเช่นกัน แต่ทว่าต่อให้ไปร้องขอกับแม่ ก็คงไม่มีปัญญาจะไปหามาให้ได้อยู่ดี
ช่วงบ่าย เจียงเซี่ย แม่โจว และเถียนไฉ่ฮวาพาลูกๆ ไปเดินเล่นที่ท่าเรือเพื่อรอเรือประมงกลับเข้าฝั่ง ในขณะที่ทั้งสามกำลังยืนคุยกับชาวบ้านคนอื่นๆ อย่างออกรส ทันใดนั้นก็มีเสียงแตรที่แหลมคมดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เลี่ยวรุ่ยเสียงขี่มอเตอร์ไซค์โดยมีหลี่ซิ่วเสียนซ้อนท้ายอยู่ เขากำลังบีบแตรเสียงดังลั่นไม่หยุดหย่อน "ปี๊น! ปี๊น! ปี๊น!"
"หลีกทางหน่อย หลีกทางไป"
ชาวบ้านต่างพากันหลีกทางให้ บ้างก็มองตามไปด้วยความสงสัย
"นั่นมันเรื่องอะไรกันน่ะ"
"รีบร้อนขนาดนั้น จะรีบไปเกิดใหม่หรือยังไง"
"แค่มีมอเตอร์ไซค์นี่มันวิเศษวิโสนักหรือไงกันนะ โจวเฉิงเหล่ยเขามีมอเตอร์ไซค์มาตั้งนานแล้ว แถมยังมีรถจี๊ปอีกคัน ยังไม่เห็นเขาจะทำท่าทางอวดเบ่งแบบนี้เลย"
"ดูหลี่ซิ่วเสียนสิ เอามือกุมท้องไว้แน่นเลย ท่าทางรีบร้อนของเขานั่น อาจจะแท้งลูกก็ได้นะ"
"ฉันก็ว่าเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นเลี่ยวรุ่ยเสียงจะรีบร้อนขนาดนั้นไปทำไมกัน ฉันได้ยินเฝิงอี้เฟินบอกว่าเลี่ยวรุ่ยเสียงน่ะสมรรถภาพทางเพศไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ มีลูกยาก นี่คงจะดีใจมากที่ในที่สุดก็มีลูกกับเขาสักที จะไม่ให้รีบได้ยังไงล่ะ"
"เหอะ ใครจะไปรู้ว่าใช่ลูกของเขาจริงหรือเปล่า"
"เรื่องแบบนี้ก็คงต้องรอให้คลอดออกมาก่อน ถึงจะได้รู้ว่าหน้าตาเหมือนใคร"
"ชู่ว์"
มีคนนึกขึ้นได้ว่าแม่โจวและเจียงเซี่ยยืนอยู่ตรงนั้นด้วย จึงรีบส่งสัญญาณให้ทุกคนหยุดพูด
เถียนไฉ่ฮวาทนไม่ไหว หันไปพูดกับแม่สามี "คุณแม่คะ ทำไมคุณแม่ไม่รีบหาภรรยาใหม่ให้อาเซินสักทีล่ะคะ ฉันเคยบอกแล้วว่าจะแนะนำลูกพี่ลูกน้องของฉันให้เขารู้จัก"
"อาเซินไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ เขามีความคิดเป็นของตัวเอง เธออย่าไปยุ่งกับเขาให้มากนักเลย ในเมื่อเขาปฏิเสธไปแล้ว เธอก็อย่าไปพยายามจับคู่ให้เขาอีกเลย"
บัดนี้แม่โจวมองทะลุปรุโปร่งแล้ว เรื่องรสนิยมการเลือกคนของตนเองนั้นไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่นัก ดังนั้นเรื่องการแต่งงานของลูกชาย เธอจึงตัดสินใจว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวอีกต่อไป ซึ่งเอาจริงๆแล้วตามต้นฉบับเดิมสะใภ้ที่แม่โจวเลือกแต่ละคนนั้น….
ตอนนี้สองสามีภรรยาสูงวัยทำเพียงแค่ช่วยลูกชายทำงานและดูแลหลานๆ เท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ปล่อยให้ลูกๆ ได้ตัดสินใจเลือกคนที่พวกเขารักและพอใจด้วยตนเอง ไม่ว่าโจวเฉิงเซินจะแต่งงานหรือไม่ สองสามีภรรยาก็จะไม่เร่งรัดเขาอีกต่อไป ขอแค่ลูกชายมีความสุขกับชีวิตก็พอแล้ว อย่างไรเสียลูกชายก็มีลูกสืบสกุลแล้ว
เถียนไฉ่ฮวากลับไม่เข้าใจเอาเสียเลย ว่าทำไมเรื่องนี้ทั้งบ้านถึงไม่มีใครร้อนใจเลย มีแต่เธอเพียงคนเดียวที่ร้อนรนอยู่ฝ่ายเดียว
เจียงเซี่ยเห็นว่าพี่สะใภ้ใหญ่ทำท่าจะพูดต่อ จึงชิงเอ่ยขึ้นมาก่อน "พี่สะใภ้ใหญ่คะ เรือของบ้านเรากลับมาแล้วค่ะ"
เรือประมงของที่บ้านหลายลำกำลังแล่นกลับเข้าฝั่งพร้อมๆ กัน
ในช่วงบ่าย หลังจากที่พ่อโจวกลับมาจากการเผยแผ่ไอเทวะแล้ว ท่านเพิ่งจะรู้ว่านอกจากเจียงเซี่ยจะซื้อของกินกลับมาฝากมากมายแล้ว เธอยังซื้อชุดคันเบ็ดตกปลามาให้ท่าน โจวเฉิงซิน โจวเฉิงเซิน และโจวหย่งกั๋วคนละชุดอีกด้วย
โจวเฉิงเหล่ยเป็นคนเลือกให้ เขาบอกว่าคุณภาพดีมาก ตัวเขาเองก็ซื้อไว้สองชุดเช่นกัน งานอดิเรกของพ่อและลูกชายบ้านนี้ก็มีอยู่ไม่กี่อย่าง คันเบ็ดตกปลาก็เหมือนกับเรือ คือมีเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ
เมื่อได้คันเบ็ดใหม่มา พ่อโจวก็แทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะออกไปทดลองใช้ โจวเฉิงซินและโจวเฉิงเซินก็รู้สึกไม่ต่างกัน ดังนั้นสามพ่อลูกจึงพากันขับเรือไม้ลำเล็กออกทะเลไปตกปลา โดยบอกว่าจะไปตกปลามาทำเป็นกับข้าวสำหรับมื้อเย็น
เจียงเซี่ยเหลือบไปเห็นปลาสีขาวเงินส่องประกายวิบวับอยู่เต็มลำเรือ เธอก้มลงพูดกับเอ้อร์เป่าที่อยู่ในอ้อมแขน "ลูกรัก ดูสิ พ่อของลูกจับปลามาได้เยอะแยะเลยนะ"
เถียนไฉ่ฮวาก็มองเห็นเช่นกัน "อาเล็กไปเจอฝูงปลามาเหรอเนี่ย"
แม่โจวยิ้มกว้างอย่างดีใจ "ดูจากสภาพแล้ว ต้องใช่แน่ๆ เลย"
ทั้งสามคนรีบเดินเข้าไปใกล้ๆ ด้วยความอยากรู้ว่าพวกเขาจับปลาอะไรมาได้บ้าง
เรือไม้ที่โจวเฉิงเหล่ยขับเป็นเรือลำเล็ก จึงสามารถเข้าเทียบท่าได้อย่างง่ายดาย
เจียงเซี่ยมองเห็นไม่ค่อยชัดเจนนัก ในใจคิดว่าเป็นปลาทูแขก แต่ก็ไม่กล้ายืนยัน เพราะมีปลาอีกหลายชนิดที่หน้าตาคล้ายคลึงกัน จนกระทั่งโจวเฉิงเหล่ยหาบปลาเดินผ่านหน้าพวกเธอไปนั่นแหละ เจียงเซี่ยจึงมั่นใจว่าเป็นปลาทูแขก
เจียงเซี่ยเอ่ยทักด้วยรอยยิ้ม "ไปเจอฝูงปลามาเหรอคะ"
"อืม" โจวเฉิงเหล่ยเหลือบมองเจียงเซี่ยแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปทักทายลูกชาย "พ่อกลับมาแล้วนะ"
เอ้อร์เป่าส่งเสียงอ้อแอ้ตอบรับผู้เป็นพ่อพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง "อ๋า"
แม่โจวประมาณการณ์ด้วยสายตา "นี่น่าจะสักสี่ห้าร้อยจินได้มั้ง"
"น่าจะประมาณนั้นครับ"
เถียนไฉ่ฮวาเอ่ยขึ้นอย่างตื่นเต้น "ดวงทางทะเลของน้องเล็กนี่ดีจริงๆ เลยนะ น้องเล็ก พรุ่งนี้จะออกไปตกปลาอีกไหม ไปกับเรือของบ้านพี่สิ ทั้งน้องเล็กทั้งคุณพ่อเลยนะ"
โจวเฉิงเหล่ยตอบกลับ "พรุ่งนี้ไม่ออกไปหรอกครับ พรุ่งนี้น้ำลงหนัก ผมจะพาเซี่ยเซี่ยไปเก็บหอย"
วันรุ่งขึ้นเป็นวันที่น้ำทะเลจะลดลงมากเป็นพิเศษ และจะลดลงถึงสองครั้ง ทำให้สามารถออกไปเก็บหอยและสัตว์ทะเลอื่นๆ ได้ถึงสองรอบ เจียงเซี่ยไม่ได้ออกทะเลมานานแล้ว และก็ไม่ได้ไปเก็บหอยนานมากเช่นกัน ตอนนี้ลูกยังต้องกินนมแม่อยู่ การออกเรือไปไกลๆ คงเป็นไปไม่ได้ แต่การไปเดินเล่นเก็บหอยชายฝั่งยังพอทำได้ อีกทั้งเจียงตงและจางฟู่เหยียนก็บอกว่าจะมาเก็บหอยด้วยกัน โจวเฉิงเหล่ยจึงตัดสินใจว่าจะไม่ไปตกปลา
ราคาปลาทูแขกในวันนี้อยู่ที่สามเหมาต่อจิน ปลาทูแขกห้าหาบขายได้เงินมาร้อยสามสิบแปดหยวนกับอีกหกเหมา ช่วงนี้เป็นฤดูวางไข่ของปลาทูแขก เรือประมงหลายลำมักจะเจอฝูงปลาทูแขกอยู่บ่อยๆ วันนี้เรือลากอวนสองลำของที่บ้านก็เจอฝูงปลาทูแขกเช่นกัน ปลาทูแขกมักจะอยู่รวมกันเป็นฝูงกับปลาทูลังและปลาซาร์ดีน ทำให้จับปลาทั้งสองชนิดนี้มาได้ด้วยเป็นจำนวนไม่น้อย
เรือลากอวนสามารถจับปลาได้ในปริมาณที่มากกว่าเรือไม้ลำเล็กของโจวเฉิงเหล่ยอย่างเทียบไม่ติด เรือสองลำจับปลารวมกันได้มากกว่าหกพันจิน ขายได้เงินทั้งหมดหนึ่งพันเก้าร้อยกว่าหยวน รวมกับที่โจวเฉิงเหล่ยหามาได้อีกร้อยสามสิบกว่าหยวน ก็เป็นเงินสองพันกว่าหยวนพอดี
ในตอนกลางคืน หลังจากที่สองสามีภรรยากล่อมลูกๆ เข้านอนแล้ว ก็ได้เวลามานั่งทำบัญชีกัน มีทั้งบัญชีของโรงงานแปรรูปอาหาร บัญชีเรือลากอวนขนาดเล็กสองลำและเรือประมงขนาดใหญ่อีกสองลำ และบัญชีการขายปลาแห้ง
เจียงเซี่ยรับผิดชอบดูบัญชีของโรงงานแปรรูปอาหาร ส่วนบัญชีเรือต่างๆ เป็นหน้าที่ของโจวเฉิงเหล่ย
ภายใต้การนำและการจัดการของเหอซิ่วหวนและป้าเฟิน โรงงานสามารถทำกำไรได้เกือบทุกวัน วันละประมาณสองพันห้าร้อยถึงสามพันหยวน ตลอดทั้งเดือนกันยายนที่ผ่านมา โรงงานแปรรูปอาหารทำกำไรได้ทั้งหมดแปดหมื่นห้าพันเจ็ดร้อยเก้าสิบแปดหยวนกับอีกสองเหมาห้าเฟิน ซึ่งนี่เป็นยอดกำไรหลังจากที่หักเงินเดือนและโบนัสตามมาตรฐานที่เจียงเซี่ยตั้งไว้แล้ว
เมื่อธุรกิจเปิดตลาดได้แล้ว การทำเงินก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ยังไม่มีคู่แข่งมากนัก ตอนนี้ผลิตภัณฑ์ปลาเล็กหลากรสยังไม่ได้เปิดตลาดอย่างเต็มที่ อนาคตทางการตลาดยังคงสดใสและไร้ขีดจำกัด
เจียงเซี่ยจึงตัดสินใจว่าจะถือโอกาสในช่วงวันชาตินี้ แจกอั่งเปาซองใหญ่ให้กับพนักงานทุกคนอีกครั้ง เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจที่ทุกคนทำงานอย่างหนักในช่วงที่เธอไม่อยู่
(จบบท)
ผู้แปล J