บทที่ 626: วาสนาพานพบ
รุ่งอรุณของวันใหม่มาเยือนพร้อมกับวาระสำคัญ วันนี้คือวันที่แฝดสามของบ้านมีอายุครบหนึ่งร้อยวันพอดี เหล่าทารกน้อยตื่นขึ้นมาก็ได้รับของขวัญชิ้นใหญ่เป็นอั่งเปาซองโตจากคุณตาคุณยาย และที่พิเศษไปกว่านั้นคือโฉนดร้านค้าซึ่งเป็นของขวัญจากคุณน้าของพวกเขา
นี่นับเป็นครั้งแรกที่เจียงเซี่ยเห็นการให้ของขวัญในวันครบรอบร้อยวัน! เธออุ้มลูกสาวคนเล็กขึ้นมาแนบอก พลางถอนหายใจอย่างจนใจ “ดูท่าแม่คงต้องขยันหาเงินให้มากกว่านี้แล้วสินะ น้าของลูกให้ของขวัญชิ้นใหญ่ขนาดนี้ แล้วต่อไปแม่จะเอาอะไรไปให้ลูกของน้าเขาในอนาคตกันล่ะเนี่ย”
เจ้าตัวเล็กในอ้อมแขนเมื่อเห็นมารดาเอ่ยกับตนก็ฉีกยิ้มกว้าง ก่อนจะยกกำปั้นน้อยๆ ของตัวเองขึ้นมาอมใส่ปากอย่างเอร็ดอร่อย สองสามวันมานี้ หนูน้อยเพิ่งจะค้นพบความสุขจากการแทะกำปั้นของตัวเอง
เจียงเซี่ยค่อยๆ ดึงมือเล็กๆ นั้นออกจากปาก แต่เพียงชั่วครู่ หนูน้อยก็เอามันกลับเข้าไปในปากอีกครั้ง
เจียงตงที่ยืนมองอยู่เอ่ยขึ้นเรียบๆ “ไม่ต้องให้ครับ”
เจียงเซี่ยหันไปตอบน้องชายทันควัน “พี่จะให้หลานในอนาคตของพี่ ไม่ได้ให้นายซะหน่อย”
เจียงตง “…”
พ่อเจียงโอบอุ้มหลานชายคนโตไว้ในอ้อมแขน ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอย่างมีความสุขขณะมองดูลูกสาวและลูกชายหยอกล้อกัน เขาไม่ได้เข้าไปขัดจังหวะ เพียงแต่ก้มลงไปเล่นกับหลานชายในอ้อมแขนอย่างเพลิดเพลินใจ
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ในเมื่อของขวัญได้ถูกมอบให้แล้ว เจียงเซี่ยจึงทำได้เพียงคิดหาวิธีอื่นเพื่อตอบแทนน้ำใจของเจียงตงในอนาคต
วันนี้เหล่าทารกแฝดสามจะต้องโกนผมไฟ และอีกทั้งในช่วงบ่ายสองโมง พวกเขาก็ต้องเดินทางกลับไปยังเมืองหลวงด้วยเครื่องบิน
หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ เจียงเซี่ยและโจวเฉิงเหล่ยจึงพาลูกแฝดสามไปยังบ้านของคุณปู่คุณย่า เพื่อให้ท่านทั้งสองและโจวเฉิงเซินเป็นคนพาเด็กๆ ไปโกนผมที่ร้านตัดผม
โจวเฉิงเหล่ยรับหน้าที่ขับรถพาพวกเขาไปยังร้านตัดผม แต่เจียงเซี่ยก็ยังคงรู้สึกไม่วางใจ เธออดเป็นห่วงไม่ได้ว่าเด็กๆ อาจจะขยับตัวไปมาตอนโกนผมแล้วโดนมีดโกนบาดเอาได้ จึงกำชับให้โจวเฉิงเหล่ยเข้าไปช่วยอุ้มลูกๆ ระหว่างที่ช่างทำการโกนผม
ส่วนตัวของเจียงเซี่ยเองนั้นยังมีภารกิจที่ต้องไปจัดการที่โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า เธอจึงตัดสินใจนั่งรถไถไปที่นั่น
เถียนไฉ่ฮวาและโจวเฉิงซินกำลังขับรถไถเพื่อไปขนสินค้าพร้อมกับพาแก๊ง ‘กวงจงเย่าจู่’ และสองพี่น้องโจวโจวกับโจวอิ๋งติดรถไปด้วย
หลังจากที่พวกเขาขนสินค้าไปเรียบร้อยแล้ว ก็จะเดินทางกลับไปยังตัวอำเภอทันที
ช่วงสองวันที่ผ่านมา เด็กๆ ได้มีโอกาสสัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ๆ ในตัวเมือง พวกเขาได้ดูภาพยนตร์ที่ไม่เคยดูมาก่อน วันถัดมาโจวเฉิงเซินก็ยังพาไปเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้า ซื้อของที่พวกเขาอยากได้มานาน และปิดท้ายด้วยการไปเที่ยวสวนสาธารณะ
แม้ว่าสวนสาธารณะจะยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ดี แต่เพียงเท่านี้ก็สร้างความสุขและความพึงพอใจให้กับเด็กๆ ได้อย่างล้นเหลือ
เมื่อกลับถึงหมู่บ้านเมื่อใด พวกเขาก็จะมีเรื่องราวไปคุยโม้โอ้อวดกับเพื่อนๆ ได้ตลอดทั้งเช้า!
เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กๆ ที่กำลังพูดคุยกันอย่างออกรสบนรถไถทำให้เจียงเซี่ยที่นั่งฟังอยู่ได้แต่ยิ้มขำ
“พวกโจวจื้อเหวินต้องไม่เคยดูหนังแน่ๆ กลับไปฉันจะเล่าให้ฟังเลยว่าจอในโรงหนังมันใหญ่ขนาดไหน ใหญ่กว่าทีวีเล็กๆ ที่บ้านของเขาเป็นสิบเท่าร้อยเท่าเลย!”
“แล้วพวกโจวจื้ออู่ก็ต้องไม่เคยไปสวนสาธารณะเหมือนกัน! ไม่เคยเล่นกระดานลื่นแน่ๆ!”
“แล้วพวกนั้นก็ไม่มีกระดาษรูปภาพตัวการ์ตูนแบบเราด้วยนะ กระดาษที่ขายในเมืองสวยกว่าที่ขายในหมู่บ้านตั้งเยอะ!”
บทสนทนาของเด็กๆ ยังคงดำเนินต่อไปอย่างสนุกสนาน
เจียงเซี่ยที่ได้ยินบทสนทนาเหล่านั้นก็ได้แต่หัวเราะเบาๆ ในใจ โจวจื้อเหวินและโจวจื้ออู่ที่เด็กๆ พูดถึงนั้นคือหลานชายของโจวปิงเฉียง
ครั้งหนึ่งเมื่อพ่อโจวตั้งชื่อหลานชายของท่านว่า "กวงจงเย่าจู่" ซึ่งมีความหมายถึงการสร้างชื่อเสียงเกียรติยศให้แก่วงศ์ตระกูล เมื่อโจวปิงเฉียงทราบเรื่องเข้า เขาก็ไม่ยอมน้อยหน้า ตั้งชื่อหลานชายของตนเองว่า "เหวินอู่ซวงฉวน" ซึ่งมีความหมายว่าบุ๋นบู๊ครบเครื่อง เป็นการข่มกันกลายๆ
ดังนั้นเหล่าพี่น้องแก๊งกวงจงเย่าจู่จึงมักจะชอบไปหาเรื่องอวดพวกพี่น้องเหวินอู่ซวงฉวน ซึ่งเป็นลูกของลูกชายสองคนโตของโจวปิงเฉียงอยู่เสมอ
บางทีเรื่องแบบนี้อาจจะถูกกำหนดมาแล้วตั้งแต่ในสายเลือดของบรรพบุรุษก็เป็นได้
ทันใดนั้นเอง โจวเหวินจู่ก็ดึงชายเสื้อของเจียงเซี่ยเบาๆ แล้วเอ่ยถาม “คุณอาสะใภ้เล็กครับ คุณอากับอาเล็กกำลังจะได้เป็นผู้อำนวยการโรงงานแล้วใช่ไหมครับ”
เจียงเซี่ยตอบ “ยังหรอกจ้ะ มีอะไรงั้นเหรอ”
โจวเหวินเย่าถามต่อด้วยความสงสัย “ผู้อำนวยการโรงงานนี่เก่งกว่าผู้ใหญ่บ้านหรือเปล่าครับ”
เจียงเซี่ยอธิบายให้ฟัง “สองตำแหน่งนี้มีหน้าที่ความรับผิดชอบที่แตกต่างกัน เลยเปรียบเทียบกันไม่ได้หรอกจ้ะ แต่ในความคิดของอานะ ผู้ใหญ่บ้านที่ต้องดูแลคนทั้งหมู่บ้าน คอยช่วยเหลือจัดการเรื่องต่างๆ ให้กับชาวบ้าน ถือว่าเป็นการรับใช้ประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมและเก่งมากๆ เลยจ้ะ”
โจวเหวินเย่าเม้มปากแน่น “ถ้างั้นปู่ของโจวจื้อฉวนก็เก่งมากเลยสิครับ”
พี่น้องตระกูลโจวจื้อเหวินมักจะชอบทำท่าทีหยิ่งยโสโอหังอยู่เสมอ เพียงเพราะปู่ของพวกเขาได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน
น่าหมั่นไส้ชะมัด!
โจวเหวินจู่แย้งขึ้นมาทันที “จะเก่งได้ยังไงกันล่ะ ก็เพราะคุณปู่ของเราไม่ยอมรับตำแหน่งต่างหากเขาถึงได้เป็น! แล้วอีกอย่างนะ ผู้ใหญ่บ้านน่ะหาเงินได้ไม่เยอะเท่าผู้อำนวยการโรงงานหรอก! ใช่ไหมครับคุณอาเล็ก คนที่หาเงินได้เยอะๆ ถึงจะเรียกว่าเก่งจริง!”
เถียนไฉ่ฮวาที่ฟังอยู่รีบเสริมทัพทันที “แน่นอนอยู่แล้ว! ต้องหาเงินได้เยอะๆ สิถึงจะเรียกว่าเก่ง!”
เจียงเซี่ย “…”
เอาเถอะ แนวคิดแบบนี้ ก็สมเป็นเถียนไฉ่ฮวาดี
เจียงเซี่ยเพิ่งจะมารู้ข่าวตอนที่กลับมานี่เองว่าโจวปิงเฉียงเพิ่งจะได้รับเลือกจากชาวบ้านให้เป็นผู้ใหญ่บ้านคนใหม่เมื่อไม่นานมานี้ และหน่วยผลิตก็ได้เปลี่ยนเป็นคณะกรรมการหมู่บ้านแล้ว
ตอนที่พ่อโจวเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ท่านยังพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ยี่หระว่า “ถึงโจวปิงเฉียงจะได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน แต่นั่นก็เป็นเพราะฉันไม่ยอมรับตำแหน่งต่างหาก! เขาไม่กล้ามาทำวางท่าใหญ่โตต่อหน้าฉันหรอก!”
เหตุผลที่พ่อโจวปฏิเสธตำแหน่งนี้เป็นเพราะท่านต้องนำเรือออกทะเลไกลอยู่บ่อยครั้ง แต่ถึงอย่างนั้นท่านก็ไม่ได้มีความสนใจในตำแหน่งนี้อยู่แล้ว ท่านเคยกล่าวไว้ว่า
“ความปรารถนาของฉันไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่ง แต่อยู่ที่การได้ท่องไปในขุนเขาและสายน้ำ”
ไม่นานนัก รถไถก็เดินทางมาถึงโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า วันนี้บรรยากาศยังคงคึกคักไม่ต่างจากเมื่อวาน มีผู้คนมากมายหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเหล่าพนักงานของโรงงาน พวกเขาดูขยันขันแข็งและกระตือรือร้นมากกว่าเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด
จากที่เมื่อวานทำเพียงแค่ยืนมองลูกค้าเลือกซื้อสินค้าและคอยตอบคำถามเมื่อถูกเรียกหา หยิบขนาดเสื้อผ้าตามที่ลูกค้าต้องการ แต่วันนี้ทุกคนต่างกระตือรือร้นที่จะเข้าไปแนะนำและเสนอขายสินค้ากันอย่างแข็งขัน
ท่าทางของพวกเขาดูราวกับว่าอยากจะให้ลูกค้าทุกคนซื้อเสื้อผ้ากลับไปคนละสิบชุดแปดชุดเลยทีเดียว
เจียงเซี่ยยืนสังเกตการณ์อยู่ครู่หนึ่ง ก็พอจะมองออกแล้วว่าใครมีแววที่จะเป็นสุดยอดนักขายได้ในอนาคต
เธอมีเวลาไม่มากนักที่จะอยู่ที่โรงงานแห่งนี้ หลังจากพูดคุยกับท่านผู้อำนวยการโรงงานได้ไม่นาน และเมื่อสินค้าที่เถียนไฉ่ฮวาต้องการถูกลำเลียงขึ้นรถไถเรียบร้อยแล้ว เธอก็จ่ายเงินค่าสินค้าและเดินทางออกจากที่นั่นทันที
การที่เถียนไฉ่ฮวามาเอาสินค้าก็ต้องจ่ายเงินเช่นกัน เช่นเดียวกับเสื้อผ้าห้าพันชุดที่เจียงเซี่ยขนส่งไปยังเมืองหลวง เธอก็ได้จ่ายเงินล่วงหน้าไปแล้วเรียบร้อย
ทำเช่นนี้เพื่อป้องกันความสับสนวุ่นวายในภายหลัง
และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เจียงเซี่ยไม่ได้ขนส่งเสื้อผ้าไปหนึ่งหมื่นชุดตั้งแต่แรก แต่เลือกที่จะส่งไปก่อนเพียงห้าพันชุด เพราะเธอจำเป็นต้องสำรองเงินสดไว้ให้โจวเฉิงเหล่ยได้ใช้จ่าย
สำหรับมื้อกลางวัน โจวเฉิงเหล่ยได้จองห้องส่วนตัวไว้ที่ภัตตาคารฝูหม่านโหลว เพื่อให้ทั้งสองครอบครัวได้รับประทานอาหารร่วมกัน เนื่องจากเถียนไฉ่ฮวาและครอบครัวได้เดินทางกลับไปก่อนแล้ว จึงมีเพียงพ่อโจว แม่โจว และโจวเฉิงเซินที่ยังคงอยู่
ขณะที่ทั้งสองครอบครัวกำลังจะก้าวเข้าไปในภัตตาคารฝูหม่านโหลวนั้นเอง พวกเขาก็บังเอิญพบกับคุณหมอเกา หร่วนถัง และคู่สามีภรรยาสูงวัยคู่หนึ่งที่กำลังเดินเข้ามาเช่นกัน
ใบหน้าของหร่วนถังมีความคล้ายคลึงกับคนทั้งสองอยู่ไม่น้อย สันนิษฐานได้ว่าน่าจะเป็นบิดามารดาของเธอ
พ่อเจียงมองว่าคุณหมอเกาเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตลูกสาวของเขาไว้ ท่านจึงเป็นฝ่ายเอ่ยทักทายขึ้นก่อนด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นมิตร “คุณหมอเกา ช่างบังเอิญจริงๆ เลยครับ พอดีแบบนี้แล้ว...ให้เกียรติทานข้าวด้วยกันสักมื้อนะครับ”
คุณหมอเกา หรือ เกาเจี๋ย ยิ้มทักทายตอบ ก่อนจะหันไปแนะนำบิดามารดาของหร่วนถัง “พี่ใหญ่ พี่สะใภ้คะ นี่คือ...”
บรรยากาศเต็มไปด้วยความเป็นกันเอง ทุกคนต่างยิ้มแย้มและจับมือทักทายกันอย่างอบอุ่น
เมื่อแนะนำมาถึงโจวเฉิงเซิน เกาเจี๋ยก็กล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ครั้งนี้ต้องขอบคุณคุณเฉิงเซินมากเลยนะคะที่ช่วยชีวิตถังถังเอาไว้”
คุณพ่อหร่วนมองไปยังรอยฟกช้ำรอบดวงตาของโจวเฉิงเซิน ก่อนจะจับมือของเขาไว้แน่นทั้งสองข้างแล้วกล่าวด้วยความซาบซึ้งใจ “ขอบคุณมากจริงๆ ครับ! วันนี้ทานข้าวด้วยกันนะลุงขอเป็นเจ้ามือเอง เดิมทีก็ตั้งใจว่าจะเลี้ยงข้าวคุณอยู่แล้ว แต่ถังถังบอกว่าคุณน่าจะกลับไปที่หมู่บ้านแล้ว พวกเราเองก็ต้องรีบกลับปักกิ่งช่วงบ่ายนี้ เลยคิดว่าจะให้หร่วนถังเลี้ยงคุณไปก่อน แล้วช่วงตรุษจีนค่อยเดินทางมาเยี่ยมคารวะอย่างเป็นทางการอีกครั้ง”
โจวเฉิงเซินตอบกลับอย่างนอบน้อม “คุณลุงเกรงใจเกินไปแล้วครับ เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้นเอง อีกอย่างคุณหมอหร่วนก็เคยช่วยเหลือผมไว้หลายครั้งแล้ว และคุณหมอหร่วนก็ได้เลี้ยงข้าวผมแล้วด้วย วันนี้เราทานข้าวด้วยกันนะครับ คุณลุงกับคุณป้าเดินทางมาไกล ให้ผมเป็นเจ้าภาพเถอะครับ”
“นั่นไม่นับ เด็กคนนั้นบอกว่าเลี้ยงบะหมี่คุณแค่ชามเดียวเอง ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ! ให้ลุงเลี้ยงเถอะ!”
เกาเจี๋ยเริ่มทนฟังคำเกรงใจเหล่านี้ไม่ไหว เธอเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมาเสมอ “พวกคุณจะใครเลี้ยงก็ได้ แต่จะกรุณานั่งลงก่อนได้ไหมคะ สั่งอาหารทานข้าวกันเถอะ เดี๋ยวก็ไม่ทันเครื่องบินบ่ายสองโมงกันพอดีหรอก”
ในที่สุดเถ้าแก่ของภัตตาคารฝูหม่านโหลวก็หาจังหวะพูดแทรกขึ้นมาได้ เขารีบเดินเข้ามาต้อนรับขับสู้ด้วยความกระตือรือร้น และนำทางพวกเขาไปยังห้องส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดในร้าน
เดิมทีโจวเฉิงเหล่ยได้สั่งอาหารไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยเลือกสั่งเมนูโปรดของแต่ละคนไว้อย่างละหนึ่งจาน แต่เมื่อมีคนเพิ่มขึ้นมาอีกหลายคน แน่นอนว่าเขาจำเป็นต้องสั่งอาหารเพิ่ม
เมื่อโจวเฉิงเซินประกาศตัวขอเป็นเจ้าภาพ โจวเฉิงเหล่ยจึงปล่อยให้พี่รองของเขาเป็นผู้จัดการทุกอย่าง
โจวเฉิงเซินแสดงความนอบน้อมด้วยการเชิญให้คุณหมอเกา คุณพ่อคุณแม่หร่วน และคุณพ่อคุณแม่เจียงเป็นผู้เลือกสั่งอาหารก่อน แต่เมื่อทุกคนปฏิเสธ เขาก็ลงมือสั่งอาหารเพิ่มด้วยตัวเองอีกสองสามอย่าง
เนื่องจากหร่วนถังเพิ่งจะไปทานข้าวที่บ้านโจวเมื่อสองวันก่อน โจวเฉิงเซินจึงจำได้และสั่งเมนูที่วันนั้นเธอกินเยอะที่สุด นอกจากนี้เขายังจำได้ว่าโอวหมิ่นหลิงเคยพูดว่าเธอชอบกินปลาไข่ เขาจึงสั่งเมนูปลาไข่ทอดกรอบเพิ่มอีกหนึ่งอย่าง
เมื่อได้ยินโจวเฉิงเซินสั่งอาหารสองเมนูติดกันซึ่งล้วนเป็นของโปรดของลูกสาว คุณแม่หร่วนก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองเขาอย่างพิจารณา
ระหว่างที่พนักงานกำลังทยอยนำอาหารมาเสิร์ฟ พอถึงคราวที่อาหารสองจานโปรดของหร่วนถังถูกนำมาวาง โจวเฉิงเซินซึ่งนั่งอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้ที่สุดจึงลุกขึ้นยืน เขายกจานที่อยู่ตรงหน้าของหญิงสาวออกเล็กน้อยเพื่อเปิดทางให้พนักงานวางจานใหม่ลงไป
เพียงเท่านี้คุณแม่หร่วนก็มั่นใจได้ในทันทีว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน แต่เป็นเพราะชายหนุ่มคนนี้รู้จริงๆ ว่าลูกสาวของเธอชอบทานอะไร
(จบบท)
ผู้แปล J
เพจ: Jnovelread