บทที่ 64: คุณหมอครับ ได้โปรดอย่าพูดต่อเลยได้ไหม
เมื่อเจียงเซี่ยเห็นว่าโจวเฉิงเหล่ยพาเธอมาที่โรงพยาบาล เธอก็ร้อนใจขึ้นมาทันที “คุณไม่สบายเหรอคะ”
ถ้าไม่สบายแล้วจะขี่จักรยานพาเธอมาไกลหลายสิบกิโลเมตรแบบนี้ได้อย่างไร
“เปล่าครับ ผมพาคุณมาตรวจต่างหาก ตอนมีประจำเดือนคุณปวดท้องไม่ใช่เหรอ”
เจียงเซี่ยถึงกับพูดไม่ออก
เธอคาดไม่ถึงเลยว่าเขาจะลงทุนพาเธอมาหาหมอเพื่อรักษาอาการปวดประจำเดือน
“อาการปวดประจำเดือนในวัยรุ่นส่วนใหญ่รักษาไม่หายหรอกค่ะ” ชาติที่แล้วเธอเคยไปหาหมอมานับครั้งไม่ถ้วน ทำได้ดีที่สุดก็แค่บรรเทาอาการ แต่หากไม่ระวังก็ยังคงเจ็บปวดแทบขาดใจอยู่ดี ร่างกายในชาตินี้ถือว่าดีกว่ามากแล้ว
“คุณหมอเกาฝีมือดีมากครับ” โจวเฉิงเหล่ยจอดรถจักรยาน
“อ้อ ค่ะ” เจียงเซี่ยกระโดดลงจากรถ แต่ในจังหวะที่ฝ่าเท้าสัมผัสพื้น ความเจ็บปวดก็แล่นแปลบขึ้นมาจนเธอเกือบจะล้มทั้งยืน
โจวเฉิงเหล่ยยื่นแขนยาวออกไปคว้าเอวเธอไว้ได้ทัน เขาประคองร่างเธอเข้ามาไว้ในอ้อมแขน “ระวังหน่อยสิครับ ไม่ต้องรีบร้อนลงก็ได้”
“ขาชาน่ะค่ะ” เจียงเซี่ยซบอยู่กับแผงอกของเขาครู่หนึ่งเพื่อพักให้หาย ก่อนจะค่อยๆ ยืนได้มั่นคง
การนั่งจักรยานเป็นเวลานานๆ มักทำให้ขาชาได้เวลาลงจากรถ ซึ่งน่าจะเป็นเพราะเลือดลมไหลเวียนไม่สะดวก
โจวเฉิงเหล่ยรีบตั้งขาตั้งจักรยาน แล้วย่อตัวลงไปนวดขาให้เธออย่างเป็นธรรมชาติ
ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างพากันเหลือบมองการกระทำของพวกเขาสองคน
โชคดีที่โรงพยาบาลทหารแห่งนี้ไม่พลุกพล่านเหมือนโรงพยาบาลอื่น แต่ถึงกระนั้นเจียงเซี่ยก็ยังอดที่จะหน้าแดงไม่ได้ “ไม่เป็นไรแล้วค่ะ หายชาแล้ว”
ในยุคสมัยนี้ ไม่ว่าจะเป็นคู่รักหรือคู่สามีภรรยาต่างก็ยังคงค่อนข้างจะรักษาท่าที เธอเพิ่งสังเกตว่าคู่รักที่เดินตามท้องถนนแทบไม่มีใครจูงมือกันเลย
โจวเฉิงเหล่ยยังคงนวดต่ออีกครู่หนึ่งจนแน่ใจว่าเธอหายดีแล้วจึงลุกขึ้นยืน “ไปกันเถอะครับ”
ระหว่างทาง เขาก็เล่าประวัติของคุณหมอเกาให้เธอฟังคร่าวๆ
ทั้งสองเดินมาถึงหน้าห้องทำงานของหัวหน้าแผนกสูตินรีเวช โจวเฉิงเหล่ยเคาะประตูที่เปิดแง้มอยู่เบาๆ “คุณหมอเกาครับ”
เกาเจี๋ยเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร เมื่อเห็นว่าเป็นใครเธอก็ยิ้มออกมาทันที สายตาของเธอมองสำรวจเจียงเซี่ยอย่างเป็นกันเอง “เสี่ยวเซี่ยยิ่งโตยิ่งสวยนะเรา!”
เกาเจี๋ยเคยพบเจียงเซี่ยตั้งแต่สมัยที่เธอยังเป็นเด็กหญิงตัวน้อยๆ
เจียงเซี่ยยิ้มตอบอย่างสุภาพ “สวัสดีค่ะคุณหมอเกา”
“ทำไมถึงได้ห่างเหินกันขนาดนี้ล่ะ ตอนเด็กๆ ยังเรียกฉันว่าป้าเกาอยู่เลยนะ มาๆ เข้ามานั่งก่อนสิ”
เจียงเซี่ยจึงรีบเปลี่ยนคำเรียกขานทันที “สวัสดีค่ะคุณป้าเกา”
โจวเฉิงเหล่ยใช้แขนโอบประคองเจียงเซี่ยหลวมๆ พาเธอเดินเข้าไปด้านใน ก่อนจะดึงเก้าอี้ไม้ให้เธอนั่ง
เจียงเซี่ยนั่งลงอย่างเรียบร้อย
“ประจำเดือนมากี่วันแล้วล่ะ หมดสนิทแล้วรึยัง” คุณหมอเกาถามพลางชี้ไปที่หมอนรองชีพจร “วางมือลงสิ ป้าจะจับชีพจรให้หน่อย”
เจียงเซี่ยทำตามอย่างว่าง่าย “หมดเมื่อวานค่ะ มาทั้งหมดสามวัน”
“แบบนี้จะสั้นเกินไปไหมครับ” โจวเฉิงเหล่ยถามขึ้นอย่างอดไม่ได้
เขาไม่มีความรู้เรื่องนี้ แต่จำได้ว่าเพื่อนทหารหญิงมักจะลาป่วยกันนานกว่าสามวัน
“สามถึงเจ็ดวันถือว่าเป็นช่วงปกตินะ”
คุณหมอเกาจับชีพจรให้เจียงเซี่ยทั้งสองข้าง ก่อนจะสรุป “ลมปราณกับเลือดพร่องไปหน่อย แล้วก็มีภาวะมดลูกเย็นนิดๆ แต่ก็แค่นิดเดียวจริงๆ ไม่เป็นอะไรมากหรอก แค่ลดการกินของเย็นๆ ลงก็พอแล้ว ที่ปวดท้องคาดว่าน่าจะเป็นเพราะช่องคลอดอาจจะแคบไปหน่อย ทำให้ประจำเดือนไหลออกมาไม่ค่อยสะดวก เดี๋ยวพอมีลูกแล้วก็จะดีขึ้นเอง”
พูดจบเธอก็เงยหน้าขึ้นมองโจวเฉิงเหล่ยพร้อมกับส่งยิ้มล้อเลียน “ร่างกายแข็งแรงดีนะแบบนี้ ลูกคงมาง่ายเลยล่ะ อยากจะมีเมื่อไหร่ก็มีได้เลย แต่ถ้ายังไม่อยากมีตอนนี้ ไอ้ของที่ป้าให้ไปคราวก่อนก็อย่าลืมใช้นะ โดยเฉพาะอีกไม่กี่วันข้างหน้าก็จะถึงช่วงตกไข่แล้ว โอกาสติดสูงมาก”
ของที่ให้ไปคราวก่อน? เจียงเซี่ยไม่ใช่คนโง่ เธอพอจะเดาได้ว่ามันคืออะไร ใบหน้าของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาทันที ก่อนจะหันไปจ้องโจวเฉิงเหล่ยเขม็ง
โจวเฉิงเหล่ยเองก็หน้าแดงก่ำไปทั้งหน้า
เมื่อเห็นท่าทีของหนุ่มสาว คุณหมอเกาก็ยิ่งได้ใจ “ถึงแม้ว่าการใช้ของสิ่งนั้นมันอาจจะลดทอนอรรถรสไปบ้าง แต่ก็ยังดีกว่าการกินยานะ กินยาคุมบ่อยๆ มันไม่ดีต่อร่างกาย”
โจวเฉิงเหล่ยอยากจะมุดดินหนี
คุณหมอเกาครับ ได้โปรดอย่าพูดต่อเลยได้ไหม ทำไมถึงได้พูดเยอะขนาดนี้นะ
ใบหน้าขาวนวลของเจียงเซี่ยบัดนี้แดงก่ำราวกับลูกแอปเปิ้ลสุก
ในที่สุดคุณหมอเกาก็ยอมหยุดล้อเลียนคู่สามีภรรยา เธอลุกขึ้นยืน “พอดีเลย เมื่อเช้านี้ผ้าอนามัยที่เธอฝากป้าสั่งไว้มาส่งพอดี กำลังคิดอยู่เลยว่าจะเอากลับบ้านไปด้วยดีไหม”
พูดจบเธอก็เดินหายเข้าไปในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าที่อยู่ติดกัน
ภายในห้องทำงานจึงเหลือเพียงแค่เธอกับเขาสองคน บรรยากาศพลันน่าอึดอัดขึ้นมาอย่างประหลาด
โจวเฉิงเหล่ยอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองเจียงเซี่ย กลัวว่าเธอจะไม่พอใจ
เจียงเซี่ยกระแอมเบาๆ เพื่อทำลายความเงียบ ก่อนจะถามเสียงค่อย “ผ้าอนามัยครั้งที่แล้ว คุณให้คุณป้าเกาซื้อให้เหรอคะ”
โจวเฉิงเหล่ยถอนหายใจอย่างโล่งอก พยักหน้ารับ “อืม”
เจียงเซี่ยเข้าใจในทันที เขาคงจะตระเวนหาทั่วทั้งอำเภอและในเมืองแล้วแต่ก็ยังหาซื้อไม่ได้ สุดท้ายจึงต้องมารบกวนคุณป้าเกา
ไม่อย่างนั้นจะมีผู้ชายที่ไหนไปหาหมอเพื่อซื้อผ้าอนามัยกันเล่า ไม่นานคุณหมอเกาก็เดินกลับออกมาพร้อมกับถุงพลาสติกลายทางสีแดงขาวน้ำเงินใบใหญ่
เจียงเซี่ยประหลาดใจจนอุทานออกมา “นี่ทั้งหมดคือผ้าอนามัยเหรอคะ”
“ใช่แล้ว ของแบบนี้ในเมืองเรามันไม่มีขายหรอกนะ ทั้งหมดเป็นของนำเข้า เธอก็รู้นี่นา ป้าเลยสั่งมาทีเดียวให้พอใช้ทั้งปีเลย พออาเหล่ยได้ยินเข้าก็เลยฝากให้สั่งของเธอมาด้วยอีกปีหนึ่ง ถุงใหญ่ของเธนี่ป้ายังต้องขอให้เพื่อนที่ปักกิ่งช่วยแบ่งออกมาก่อนเลยนะถึงจะได้มา”
เจียงเซี่ยไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย เธอรีบกล่าวขอบคุณ “ขอบคุณค่ะคุณป้าเกา รบกวนคุณป้ามากจริงๆ ค่ะ”
คุณหมอเกาโบกมือ “เกรงใจอะไรกัน แค่โทรศัพท์ไปฝากคนช่วยจัดการให้เท่านั้นเอง ถ้าเธออยากจะซื้อจริงๆ ก็ใช่ว่าจะหาซื้อไม่ได้สักหน่อย”
เจียงเซี่ยได้แต่ยิ้มแห้งๆ
ด้วยสถานะของเธอในตอนนี้ การจะหาซื้อของแบบนี้ได้เองนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
“ถ้าประเทศเรามีโรงงานผลิตผ้าอนามัยเองก็คงจะดีนะ” คุณหมอเกาพูดต่อ “แต่ของแบบนี้มันก็แพงใช่ย่อย ระดับการครองชีพของคนในประเทศเราก็ยังไม่สูง ผู้หญิงหลายคนก็เลยไม่กล้าซื้อใช้กัน มันก็คงจะยากอยู่ แต่ของแบบนี้มันก็สะดวกกว่าจริงๆ นั่นแหละ”
เจียงเซี่ยยิ้มรับ “ของนำเข้ามันแพงค่ะ ถ้าเราผลิตเองได้ราคาก็คงไม่สูงขนาดนี้ ตอนนี้ประเทศเรากำลังปฏิรูปและเปิดประเทศ ภายใต้การนำของพรรคฯ ประเทศของเราจะมั่งคั่งและแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนก็จะดีขึ้นแน่นอนค่ะ ไม่แน่ว่าในอนาคตผู้หญิงทุกคนอาจจะสามารถเข้าถึงของใช้แบบนี้ได้ง่ายขึ้นก็ได้ ใครจะไปรู้ล่ะคะว่าความเจริญในอนาคตมันจะก้าวล้ำไปไกลกว่าที่เราจินตนาการได้แค่ไหน”
คำพูดของเธอทำให้โจวเฉิงเหล่ยตกอยู่ในภวังค์ความคิด
“ฮ่าๆ ใช่แล้ว นั่นมันแน่นอนอยู่แล้วล่ะ จะต้องดีขึ้นเรื่อยๆ แน่นอน!” คุณหมอเกาหัวเราะอย่างเห็นด้วย
ทันใดนั้นพยาบาลคนหนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา “หัวหน้าเกาคะ มีคนไข้คลอดแล้วตกเลือดหนักมากค่ะ”
สีหน้าของคุณหมอเกาเปลี่ยนไปทันที เธอลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว “พวกเธอตามสบายเลยนะ”
พูดจบเธอก็คว้าหูฟังแพทย์แล้ววิ่งออกจากห้องไปทันที!
โจวเฉิงเหล่ยยกถุงพลาสติกใบใหญ่ขึ้นมา “ไปกันเถอะครับ”
“จ่ายเงินหรือยังคะ” เจียงเซี่ยถาม “ต้องฝากเงินไว้กับพยาบาลให้ช่วยเอาไปให้คุณป้าเกาไหมคะ”
“จ่ายไปแล้วตั้งแต่ครั้งก่อนครับ”
“เท่าไหร่เหรอคะ”
“ไม่เท่าไหร่หรอก”
เจียงเซี่ยจึงไม่ได้ซักไซ้ต่อ ถึงแม้จะแพงแค่ไหนเธอก็ต้องใช้ เพราะกระดาษชำระแบบเก่านั่นมันขาดง่ายเหลือเกิน!
ออกจากโรงพยาบาล โจวเฉิงเหล่ยก็พาเจียงเซี่ยไปหาข้าวกิน เดิมทีเขาตั้งใจจะพาเธอไปลองร้านอาหารเปิดใหม่ แต่เจียงเซี่ยยืนกรานว่าจะไปกินที่ภัตตาคารของรัฐ เขาจึงตามใจเธอ
ในที่สุดเจียงเซี่ยก็ได้ลิ้มรสอาหารและสัมผัสคุณภาพการบริการของภัตตาคารรัฐวิสาหกิจในยุคสมัยนี้ตามที่เคยอ่านเจอในนิยาย รสชาติอาหารอร่อย การบริการก็ดี ปริมาณอาหารแต่ละจานก็เยอะกว่าในยุคปัจจุบันมาก ทั้งสองคนสั่งอาหารสามอย่าง จ่ายไปไม่ถึงห้าหยวน โจวเฉิงเหล่ยที่ปกติกินข้าวสี่ชาม เพื่อจะช่วยกินกับข้าวให้หมด วันนี้จึงกินไปได้แค่สองชาม
หลังจากออกจากภัตตาคาร โจวเฉิงเหล่ยก็ถามเธอ “มีที่ไหนที่อยากไปอีกไหม”
วันนี้คงจะไปเยี่ยมพ่อตาแม่ยายไม่ได้เสียแล้ว เขาลืมไปสนิทว่าวันนี้เป็นวันทำงาน ไม่ใช่วันอาทิตย์
“ไปสำนักพิมพ์หนังสือพิมพ์รายวันของเมืองค่ะ”
คำตอบของเธอทำให้เขานึกถึงเรื่องที่เธอเคยพูดไว้เมื่อหลายวันก่อนเรื่องการหางาน...หรือว่าเธออยากจะมาทำงานที่สำนักพิมพ์ในเมือง?
ระยะทางจากหมู่บ้านมาที่นี่ก็ไม่ใช่น้อยๆ แต่ก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่พวกเขายังไม่หย่ากัน เธออยากจะทำงานที่ไหนก็ได้ การตามเขาออกทะเลมันเหนื่อยและลำบากเกินไป
อีกอย่าง ในเมืองก็มีท่าเรือเหมือนกัน รอให้เขาซื้อเรือเป็นของตัวเองเมื่อไหร่ เขาก็สามารถย้ายมาออกเรือจากที่นี่ได้เช่นกัน
คิดได้ดังนั้น โจวเฉิงเหล่ยก็ขี่จักรยานพาเจียงเซี่ยไปยังสำนักพิมพ์ของเมือง และเดินเข้าไปเป็นเพื่อนเธอ
เจียงเซี่ยเดินเข้าไปสอบถามพนักงานคนหนึ่งว่าทางสำนักพิมพ์ยังต้องการนักแปลชั่วคราวอยู่หรือไม่
น่าเสียดายที่เธอมาช้าไปเพียงก้าวเดียว พนักงานคนนั้นตอบว่า “ตอนนี้ไม่ต้องการแล้วค่ะ พอดีเมื่อสักครู่นี้มีสหายหญิงท่านหนึ่งพูดภาษาอังกฤษได้ดีมาก หัวหน้าแผนกเพิ่งจะรับเธอเข้าทำงานไปแล้วค่ะ”
เจียงเซี่ยอดที่จะรู้สึกเสียดายไม่ได้ที่มาช้าไปเพียงก้าวเดียว แต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจอะไรมากนัก เธอยิ้มแล้วกล่าวขอบคุณ “ขอบคุณค่ะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
เจียงเซี่ยกับโจวเฉิงเหล่ยจึงเดินหันหลังกลับออกมา
เป็นจังหวะเดียวกับที่หัวหน้าแผนกซึ่งรับผิดชอบการตีพิมพ์หนังสือภาษาต่างประเทศสัมภาษณ์เวินหว่านเสร็จพอดี ทั้งสองคนกำลังเดินออกมาด้วยกัน
(จบบท)