“พูดไปแล้ว เสนาธิการฉู่นี่เย็นชาไร้หัวใจจริงๆ ทำไมถึงปล่อยให้หลานแท้ๆ ต้องติดคุกโดยไม่ช่วยเหลือ? สุดท้ายแล้ว คนที่ไม่ใช่สายเลือดเดียวกันก็ย่อมต่างกัน”
สีหน้าของสามีภรรยาตระกูลอวี้เปลี่ยนไปทันที
อวิ๋นกั๋วต้งแสร้งดุ “อย่าพูดเหลวไหล”
เท่าที่เขารู้ ฉู่สือแม้จะเป็นผู้รับผิดชอบหลักในนาม แต่สิ่งที่เขารับผิดชอบจริงคือคดีเส้นทางลักลอบขนคนของชาวต่างชาติ ทั้งการกวาดล้างฐานปฏิบัติการและช่วยเหลือผู้เคราะห์ร้าย
นั่นต่างหากคือคดีสำคัญที่สุด
ส่วนอวี้เหยียนชิงกับอวิ๋นเว่ยหัว เป็นเพียงคดีพ่วง ลูกน้องของเขาก็สอบสวนได้
แต่สามีภรรยาตระกูลอวี้ไม่มีทางเชื่อ
ในสายตาพวกเขา ตระกูลฉู่ไม่ยอมช่วยดึงคนออกจากคุก นั่นก็คือความผิด
หลินเจินแค่นเสียงเย็น จงใจยุแยง
“ทั้งที่หลีกเลี่ยงได้ แต่กลับไม่ยอมหลีกเลี่ยง แถมยังรับตัวต้นเหตุอย่างอวิ๋นฮวนฮวนมาเลี้ยงไว้ในบ้านอีก ไม่รู้จริงๆ ว่าเขาคิดอะไรอยู่ แม้แต่หลักที่ว่าคนนอกไม่ควรทำให้ญาติพี่น้องแตกแยกก็ยังไม่เข้าใจ”
จากนั้นเธอร้องอ๋อขึ้นมาอย่างเสแสร้ง
“อ้อ... หรือว่าจะเข้าใจอยู่แล้วก็ไม่รู้ ว่าใครกันแน่ที่เป็นคนใกล้ชิด ใครกันแน่ที่เป็นคนนอก”
ยิ่งเธอพูด สีหน้าของสามีภรรยาตระกูลอวี้ก็ยิ่งมืดมน
อวิ๋นกั๋วต้งเห็นดังนั้นจึงพูดเบาๆ
“พอได้แล้ว อย่าพูดกันอีกเลย ในเมื่อมากันแล้ว กินข้าวด้วยกันก่อน”
“หลินเจิน ทำอาหารดีๆ เพิ่มอีกสองสามอย่าง ฉันจะดื่มกับเหล่าอวี้สักหน่อย”
อวี้ป๋อโบกมือ สีหน้าจริงจัง “ไม่ต้องรีบ ผมมีเรื่องจะปรึกษาคุณก่อน”
“ว่ามาสิ”
อวิ๋นกั๋วต้งทำท่าพร้อมรับฟัง
อวี้ป๋อเชิดคางขึ้น “จัดงานแต่งของเด็กสองคนเถอะ”
อวิ๋นกั๋วต้งมองตามสายตาเขาไป เห็นอวิ๋น เย่วเอ๋อร์ที่สีหน้าหม่นหมอง
“อะไรนะ?”
ฟางเหมยหลิงรีบชิงพูดทันที
“เหยียนชิงรักเย่วเอ๋อร์สุดหัวใจ ยอมติดคุกเพื่อเธอโดยไม่เคยเสียใจ ฉันอยากทำให้ความรักของเขาสมหวัง ให้ทั้งคู่แต่งงานกันเร็วที่สุด”
ห้าปีนั้นนานเกินไป อะไรก็เกิดขึ้นได้
อวี้เหยียนชิงจะวางใจได้อย่างไร? แม้จะติดคุก เขาก็ต้องผูกมัดผู้หญิงคนนี้ไว้ก่อน
อวิ๋น เย่วเอ๋อร์หน้าซีดเขียว ทั้งโกรธทั้งตกใจ บ้าหรือเปล่า? นักโทษคนหนึ่งยังคิดจะแต่งงานกับเธออีก?
ฝันกลางวันไปหรือไง!
อวิ๋นกั๋วต้งตกใจมาก “แต่เย่วเอ๋อร์เพิ่งอายุสิบเจ็ด ยังไม่ถึงวัยแต่งงาน”
ฟางเหมยหลิงไม่ใส่ใจเลย
“ขาดแค่ปีเดียวเอง แก้เอกสารนิดหน่อยก็ได้”
สำหรับครอบครัวพวกเธอ นั่นไม่ใช่เรื่องยาก
“นี่...”
อวิ๋นกั๋วต้งลังเล เดิมทีการแต่งงานครั้งนี้ถือว่าเหมาะสมอย่างยิ่ง แต่ตอนนี้... คงพูดยากแล้ว
อวิ๋น เย่วเอ๋อร์ร้อนใจ ลุกพรวดขึ้น
“ฉันไม่เห็นด้วย!”
เดิมทีเธอชอบอวี้เหยียนชิง เพราะทั้งความสามารถและอำนาจของเขา
แต่ตอนนี้ อวี้เหยียนชิงกลายเป็นนักโทษ อนาคตพังทลายหมดแล้ว
เขาจะให้อะไรกับเธอได้อีก? เธอยังสาว ยังสวย ยังมีโอกาสแต่งงานกับคนที่ดีกว่าอีกมาก
ถึงตอนนี้ชื่อเสียงจะไม่ดี แต่คนเราก็ลืมง่าย
อีกไม่กี่ปี เรื่องก็เงียบลง ถึงตอนนั้นเธอก็ยังเลือกผู้ชายที่เพียบพร้อมได้
ต่อให้ไม่ได้จริงๆ เธอยังไปเซินเจิ้น ไปฮ่องกง แล้วแต่งงานกับคนรวยก็ได้
เพียะ!
ฝ่ามือฟาดลงมาอย่างแรง ฟางเหมยหลิงโกรธจนแทบบ้า
“ตัวซวยอย่างแกมีสิทธิ์อะไรไม่เห็นด้วย? ถ้าไม่ใช่เพราะแก ลูกชายฉันก็คงไม่เป็นแบบนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะลูกชายฉันอ้อนวอนขอร้องไว้ แกเชื่อไหมว่าฉันฆ่าแกไปแล้ว!”
อวิ๋น เย่วเอ๋อร์กุมแก้มกรีดร้อง “ฆ่าคนมันผิดกฎหมายนะ!”
เวลานี้ ดูเหมือนเธอจะลืมสิ่งที่ตัวเองเคยทำไปหมดแล้ว
เพียะ! เพียะ!
อีกสองฝ่ามือตบลงมา
ฟางเหมยหลิงลงมือด้วยความแค้น ทั้งแรงทั้งรวดเร็ว
อวิ๋น เย่วเอ๋อร์เจ็บจนกรีดร้อง “พ่อ! แม่! ช่วยหนูด้วย!”
อวิ๋นกั๋วต้งนั่งนิ่ง มองดูอย่างเย็นชา
อวิ๋นเสี่ยวหลินทนดูต่อไม่ไหว รีบยื่นมือจะเข้าไปห้าม แต่หลินเจินกลับคว้าตัวเขาไว้
“แม่ อย่าดึงผมสิ ผมจะช่วยพี่สาว!”
หลินเจินถลึงตาใส่เขาอย่างหงุดหงิด “เรื่องของผู้ใหญ่ เด็กอย่ายุ่ง แม่เห็นด้วยกับการแต่งงานครั้งนี้”
“แม่...”
อวิ๋นเสี่ยวหลินมองแม่ด้วยความตกตะลึง คนที่รักเย่วเอ๋อร์ที่สุดไม่ใช่แม่หรือ?
แล้วตอนนี้เกิดอะไรขึ้น? ตั้งแต่พี่สาวกลับมาจากคุก ชีวิตในบ้านก็ลำบากมาก
พ่อไม่สนใจไม่ถามไถ่
ส่วนแม่ก็ใช้ให้พี่สาวทำงานบ้านทุกวัน ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ แต่ไม่เคยให้เงินติดตัวแม้แต่หยวนเดียว
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ พี่เย่วเอ๋อร์ทำงานอยู่คณะศิลปะการแสดง มีเงินเดือนประจำ
แต่ตอนนี้งานหาย เงินเดือนก็หาย เงินติดตัวก็แทบไม่มี
ก่อนหน้านี้ยังเคยมายืมเงินเขา พอแม่รู้เข้า ก็แย่งเงินคืนทันที แถมยังค้นเอาเงินของเขาไปจนหมด ไม่เหลือแม้แต่เหมาเดียว
นี่มันเพราะอะไรกัน? เพราะพี่สาวทำให้ครอบครัวเสียหน้าหรือ?
คนในครอบครัวเดียวกัน ทำไมต้องคิดเล็กคิดน้อยขนาดนี้?
หลินเจินพูดอย่างมีเหตุมีผล
“เย่วเอ๋อร์ คนเราจะไม่มีมโนธรรมไม่ได้ พวกเธอหมั้นหมายกันมาตั้งแต่อยู่ในท้อง อวี้เหยียนชิงดูแลเธอมาตั้งแต่เด็ก เอาใจใส่เธอทุกอย่าง ของกินของดีก็แบ่งให้เธอเกินครึ่ง ตอนนี้เขายอมติดคุกเพื่อเธอแล้ว ถ้าเธอยังถอนหมั้น จะเป็นคนได้ยังไง? แล้วจะอยู่ในบ้านพักนี้ต่อไปได้อย่างไร?”
อวิ๋น เย่วเอ๋อร์เองก็รู้ว่ามันไม่ถูกต้อง แต่ความคิดที่แท้จริงในใจเธอยิ่งเปิดเผยไม่ได้
ทำไมเธอถึงไม่มีสิทธิ์ต่อสู้เพื่อความสุขของตัวเอง?
“ฉันไม่ได้จะถอนหมั้น ฉันจะรอให้พี่เหยียนชิงออกมาก่อน แล้วค่อยแต่งงาน ทำไมต้องรีบขนาดนี้?”
เธอเพียงอยากถ่วงเวลา รอดูสถานการณ์ไปก่อน หากในช่วงห้าปีนี้มีคนที่ดีกว่า เธอก็จะหนีไปทันที
หลินเจินมองเธอลึกๆ ความคิดเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ เธอมองออกตั้งแต่แรก
“ห้าปีนานเกินไป มีแต่ต้องแต่งงานกันก่อน อวี้เหยียนชิงถึงจะตั้งใจปรับปรุงตัวในคุกได้ ไม่อย่างนั้น...”
ดวงตาของฟางเหมยหลิงแดงก่ำ
“ใช่เลย ก็อย่างที่พี่เจินพูด ลูกชายฉันไม่ใช่ว่าหาเมียไม่ได้ แต่เขารักอวิ๋น เย่วเอ๋อร์คนเดียว เพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย งานแต่งต้องจัดก่อน”
แต่อวิ๋น เย่วเอ๋อร์ก็ยังไม่ยอม เธอยืนกรานเรื่องเสรีภาพในการสมรส
อวิ๋นกั๋วต้งเฝ้ามองอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“เย่วเอ๋อร์ มานี่”
เมื่ออวิ๋น เย่วเอ๋อร์เดินเข้ามา เขาก็มองเธอด้วยสายตาซับซ้อน
“เธอจะไม่แต่งก็ได้ แต่ฉันจะเรียกคืนทรัพยากรทั้งหมด ตัดความสัมพันธ์กับเธอ ตั้งแต่นี้ไป เธอจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลอวิ๋นอีกแม้แต่น้อย”
“พ่อ...”
อวิ๋น เย่วเอ๋อร์สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ถ้าไม่มีตระกูลอวิ๋น เธอก็ไม่มีค่าอะไรเลย ไม่มีใครชายตามองเธอด้วยซ้ำ
เธอไม่มีความสามารถพิเศษอะไร นอกจากร้องเพลงกับเต้นรำ แล้วจะไปมีอนาคตที่ไหน? เธอยังต้องพึ่งตระกูลอวิ๋นเป็นเวทีให้ตัวเองบินสูง
อวิ๋นเสี่ยวหลินร้อนใจจนแทบกระโดด
“พ่อ พ่อทำแบบนี้ไม่ได้นะ ถึงพี่เย่วเอ๋อร์จะไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของพ่อ แต่เลี้ยงมาตั้งสิบปี ไม่มีความผูกพันเลยหรือ?”
อวิ๋นกั๋วต้งมองลูกชายคนเล็กผู้ไร้เดียงสาแล้วปวดหัว ลูกแท้ๆ ของเขาสามคน
คนโตเฉลียวฉลาดและเก่งกาจ
คนรองฉลาดเป็นเลิศ
ส่วนคนเล็กซื่อบื้อ ไร้สมอง
ทั้งที่เขากับภรรยาก็ไม่ใช่คนโง่แท้ๆ
“ฟังฉันให้จบก่อน ฉันเป็นคนรักษาคำพูด เมื่อรับน้ำใจของคนอื่นมา ก็ต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเขา ไม่ทอดทิ้งกัน”
“ถ้าเธอไม่ยอม ก็แปลว่าเธอเป็นคนไร้คุณธรรม ไร้ความรู้สึก พร้อมหักหลังคนอื่นได้ทุกเมื่อ ตระกูลอวิ๋นของเราไม่กล้ารับเธอไว้อีก”
ใบหน้าของอวิ๋น เย่วเอ๋อร์ซีดเผือด
“พ่อ...”
ตั้งแต่เธอกลับมา ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหมด พ่อแม่ที่เคยอ่อนโยนเปลี่ยนไป ไม่รักเธอเหมือนเดิมอีก
ชีวิตของเธอในบ้านหลังนี้ลำบากเหลือเกิน
แน่นอน...ไม่ใช่ลูกแท้ๆ ก็ไม่มีวันได้รับความรักจากใจจริง
ในเมื่อพวกเขาไม่ดีกับเธอ เธอก็ไม่มีวันดีกับพวกเขาเช่นกัน
เรื่องของอวิ๋น เย่วเอ๋อร์ส่งผลกระทบต่อทั้งตัวเขาและตระกูลอวิ๋นมากเกินไป
เมื่อมาถึงขั้นนี้ สิ่งเดียวที่อวิ๋นกั๋วต้งทำได้คือทำให้ผลกระทบเบาลงที่สุด และส่งอวิ๋น เย่วเอ๋อร์ออกไปให้ไกล
การให้อีกฝ่ายแต่งเข้าตระกูลอวี้ ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
“ถ้าเธอยอมแต่ง ฉันจะจัดงานแต่งให้อย่างยิ่งใหญ่ ให้เธอออกเรือนไปอย่างสมเกียรติ ถือว่าเป็นการตอบแทนความสัมพันธ์พ่อลูกของพวกเรา”
เมื่อพูดมาถึงขั้นนี้แล้ว หากยังไม่ยอม ก็จะกลายเป็นคนไม่รู้จักบุญคุณ อย่างไรเสีย เธอก็ไม่ใช่ลูกแท้ๆ
ใครจะยอมตามใจเธอโดยไม่มีเงื่อนไข?
อวิ๋น เย่วเอ๋อร์คิดแล้วคิดอีก ต่อสู้อยู่ในใจอย่างหนัก ก่อนจะเงยหน้ามองฟางเหมยหลิงอย่างอ่อนแอ
“พ่อ หนูไม่ได้ไม่อยากแต่งกับพี่เหยียนชิง แต่...หนูกลัว หนูกลัวคุณน้าฟางจะตีจะด่า รังแกหนูจนตาย”
เธอลูบใบหน้าที่บวมช้ำ จงใจให้ทุกคนเห็น
อวี้ป๋อแววตาวูบไหว
“เรื่องนั้นไม่ต้องกลัว ฉันรับรองว่า พวกเราสองสามีภรรยาจะรักเธอเหมือนลูกแท้ๆ เมื่อเธอแต่งเข้ามา ก็เป็นคนของตระกูลอวี้ เป็นหน้าตาของตระกูลอวี้ ฉันจะหางานดีๆ ที่มีหน้ามีตาให้เธอทำ”
เขาผลักภรรยาเบาๆ “เหมยหลิง เธอสาบานสิ”
“ฉัน ฟางเหมยหลิง จะรักลูกสะใภ้เหมือนลูกสาวแท้ๆ ถ้าทำไม่ได้ ก็ขอให้ฉัน...” ฟางเหมยหลิงเกลียดจนแทบคลั่ง แต่ตอนนี้ทำได้เพียงอดกลั้นเอาไว้ “ตายไร้ที่ฝัง”
ใครจะรู้ว่าอวิ๋น เย่วเอ๋อร์จะพูดเสียงดังขึ้นว่า
“เพิ่มอีกประโยคสิ ขอให้สามีจาก ลูกพราก ต้องอยู่อย่างเดียวดายไปจนแก่ตาย”
“แก...” ฟางเหมยหลิงแทบอยากเสือนเนื้อเธอเป็นพันชิ้น หมอนี่กล้ากำแหงถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?
อวี้ป๋อเรียกภรรยาด้วยสีหน้าไม่พอใจ “เหมยหลิง”
ฟางเหมยหลิงไม่เคยฟังคำพูดของใคร แต่กับสามี เธอเชื่อฟังทุกอย่าง
เธอกัดฟันแน่นก่อนจะพูดออกมาทีละคำ
“ก็ขอให้ฉันสามีจาก ลูกพราก อยู่ตัวคนเดียวจนแก่ตาย”
ดี...รอให้แกตกมาอยู่ในมือฉันก่อนเถอะ
แล้วจะรู้ว่าการเป็นลูกสะใภ้ของบ้านนี้มันทรมานแค่ไหน
อวิ๋น เย่วเอ๋อร์เองก็เริ่มคำนวณเงียบๆ ว่า การแต่งงานครั้งนี้จะนำผลประโยชน์อะไรมาให้เธอบ้าง
หนึ่ง อาศัยอำนาจของตระกูลอวี้หางานดีๆ ให้ตัวเอง พร้อมสร้างเส้นสาย
สอง ฐานะของตระกูลอวี้ไม่เลว แต่งเข้าไปแล้วก็ได้ใช้ชีวิตสุขสบาย อย่างน้อยก็มีเงินใช้
สาม อาศัยตระกูลอวี้จัดการอวิ๋นฮวนฮวน!
เธอไม่มีวันปล่อยให้อวิ๋นฮวนฮวนมีโอกาสไต่เต้าสูงขึ้น เธอทนเห็นคนแปลกหน้ามีชีวิตดีกว่าเธอได้