บทที่ 101: ตระกูลโจวแล้วมันจะทำไม
เลือดในกายของโจวเยว่หานพลันเดือดพล่านขึ้นมาทันที เด็กชายไม่ทนอีกต่อไป เขาพุ่งเข้าไปชกต่อยกับอีกฝ่าย
จูโหย่วไฉไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าเด็กที่เคยแต่ก้มหน้ายอมคนมาตลอดจะลุกขึ้นสู้ในวันนี้ ความประมาททำให้เขาไม่ทันได้ตั้งตัว จึงถูกชกเข้าที่ใบหน้าไปหลายครั้ง
เมื่อตั้งหลักได้ จูโหย่วไฉก็จ้องมองโจวเยว่หานอย่างเอาเรื่อง แม้จะยังเด็กแต่แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นอย่างน่ากลัว
“ห๊ะ! ไอ้เด็กเวรนี่แกกล้าดียังไงมาต่อยหลานฉัน อยากตายนักใช่ไหม!” แม่เฒ่าจูที่เพิ่งมาถึง พอได้ยินเรื่องราวก็หันขวับมาจ้องโจวเยว่หานเขม็ง ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความโกรธจัด มันดูน่ากลัวจนเด็กๆ ที่มุงดูอยู่พากันถอยกรูด
โจวเยว่หานที่เมื่อครู่ทำไปเพราะความโกรธ พอเจอสายตาของแม่เฒ่าจูเข้าไปก็เริ่มใจเสีย ขาทั้งสองข้างของเขาสั่นระริกจนแทบจะยืนไม่อยู่
ทว่าในวินาทีต่อมา ร่างสูงโปร่งของใครคนหนึ่งก็ก้าวเข้ามาบังอยู่ตรงหน้าเขา
เสียงที่คุ้นเคยของซือเนี่ยนดังขึ้นอย่างชัดเจน “คุณป้าคะ รบกวนช่วยทำความเข้าใจสถานการณ์ให้ดีก่อนนะคะ หลานชายของคุณป้าต่างหากที่เป็นคนเริ่มก่อน”
“แกจะมาพูดจาพล่อยๆ ได้ยังไง หลานฉันเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย จะไปหาเรื่องใครก่อนได้ยังไงกัน! แล้วไหนล่ะ ใครเห็นว่าหลานฉันเป็นคนเริ่ม ใครเห็นบ้าง!” แม่เฒ่าจูตวาดลั่นพร้อมกับกวาดสายตาแหลมคมไปรอบๆ ราวกับจะข่มขู่
เด็กๆ ที่มุงอยู่ต่างพากันก้มหน้างุด ไม่มีใครกล้าสบตากับใบหน้าที่เต็มไปด้วยไขมันจนน่ากลัวของเธอ เด็กอายุขนาดนี้ย่อมแยกแยะได้แล้วว่าใครที่พวกเขาสามารถมีเรื่องด้วยได้ และใครที่ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวด้วยเด็ดขาด
สถานการณ์ในตอนนี้ทำให้ไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไรออกมาแม้แต่คนเดียว
หวังเจี้ยนกั๋วซึ่งเป็นคุณครูเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ใบหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
“จูโหย่วไฉ เธอกล้าพูดไหมว่าเธอไม่ได้รังแกเพื่อนก่อน”
พอมีคุณย่าอยู่ข้างๆ จูโหย่วไฉก็ไม่รู้สึกกลัวอะไรอีกแล้ว เด็กชายเชิดหน้าขึ้นแล้วพูดอย่างไม่พอใจว่า “ผมพูดความจริงนี่ครับ เมื่อก่อนเขาก็เกือบจะถูกแม่ตัวเองวางยาให้ตายอยู่แล้ว ผมก็แค่ไม่อยากให้คนอื่นต้องมาโดนยาพิษไปด้วยเท่านั้นเอง ใครใช้ให้เขาทำตัวน่าสงสารล่ะ ผมไม่ชอบขี้หน้าเขา แถมยังกล้ามาผลักผมอีก”
จูโหย่วไฉจ้องโจวเยว่หานตาเขม็งด้วยความเกลียดชัง
ไอ้กระจอกนี่… ปกติก็เงียบๆ ไม่มีตัวตนในสายตาใครแท้ๆ
แต่ตอนนี้กลับแต่งตัวดีกว่าเขา สะพายกระเป๋าที่ดูดีกว่า แถมยังเอาขนมไปเอาอกเอาใจเสี่ยวเสวี่ยอีก เสี่ยวเสวี่ยคือคนที่เขาจองไว้แล้ว โจวเยว่หานกล้าดียังไงมายุ่งกับเธอ สงสัยคงอยากจะเจ็บตัวสินะ มาแย่งคนของเขาดีนัก เดี๋ยวพ่อจะอัดให้เละเลย
คำพูดของเด็กชายเต็มไปด้วยความอวดดีและก้าวร้าวอย่างที่สุด
หวังเจี้ยนกั๋วถึงกับหน้าเปลี่ยนสีด้วยความโกรธ
แต่ย่าของจูโหย่วไฉกลับไม่รู้สึกอับอายแม้แต่น้อย หนำซ้ำยังยิ้มเยาะอย่างภาคภูมิใจ “อ๋อ ไอ้เด็กจากหมู่บ้านซิ่งฝูที่เกือบโดนแม่เลี้ยงวางยาจนตายนั่นเองเหรอ นึกว่าตายไปแล้วซะอีกนะเนี่ย แหม หนังเหนียวจริงๆ เลยนะ”
“สหายครับ นั่นยังเป็นเด็กอยู่นะครับ คุณพูดจารุนแรงเกินไปแล้ว” หวังเจี้ยนกั๋วเอ่ยเตือน
“รุนแรงตรงไหนกัน หลานฉันพูดถูกทุกอย่าง มันเป็นเรื่องจริงนี่ จะไม่ให้พูดได้ยังไง ถ้ามันเป็นเด็กดีจริงๆ จะโดนคนวางยาได้ยังไงกัน ไม่แน่ว่าเนื้อแท้อาจจะเป็นเด็กไม่ดีอยู่แล้วก็ได้! สมควรแล้วล่ะ!” ปากคอของแม่เฒ่าจูนั้นร้ายกาจยิ่งกว่าหลานชายเสียอีก ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมจูโหย่วไฉถึงได้มีนิสัยแบบนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย
ที่แท้ก็มีตัวอย่างดีๆให้ดูอยู่นี่เอง!
โจวเยว่หานถูกด่าจนหน้าซีดเผือดไปหมด เขาเงยหน้าขึ้นมองซือเนี่ยนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเสียใจและน้อยเนื้อต่ำใจ... เขาไม่ใช่เด็กไม่ดีสักหน่อย
“การที่เสี่ยวหานบ้านฉันเคยถูกวางยา มันทำให้เขากลายเป็นเด็กไม่ดีไปแล้วเหรอคะ แล้วหลานชายของคุณที่ชอบพูดจาทำร้ายจิตใจคนอื่น ทำข้าวกล่องของคนอื่นคว่ำนี่ถือว่าเป็นเด็กดีมากสินะคะ”
ซือเนี่ยนแค่นเสียงหัวเราะออกมา “อ้าปากทีไรก็มีแต่คำแช่งชักหักกระดูก ถ้าไม่ดูอายุล่ะก็ ฉันคงนึกว่าเป็นหมาบ้าข้างถนนที่ไล่เห่าไล่กัดคนไปทั่ว ตอนแรกฉันก็นึกว่าแค่เด็กมันนิสัยเสีย แต่ดูไปดูมาแล้ว คงเป็นเพราะมีคนคอยอบรมสั่งสอนมาอย่างนี้สินะคะ ไม้แก่ดัดยากจริงๆ”
ซือเนี่ยนพูดจบก็ไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายตรงข้ามได้โต้ตอบ “ในเมื่อคุณป้าอบรมเด็กไม่เป็น งั้นฉันจะช่วยสงเคราะห์ให้เอง ปากไม่ดีแบบนี้คงต้องโดนตบสักสองสามทีถึงจะหาย”
คำพูดของซือเนี่ยนทำให้จูโหย่วไฉที่ยืนอยู่ข้างๆ ย่าของเขาถึงกับสะดุ้ง เขาจ้องมองใบหน้าที่สวยงามแต่แฝงไปด้วยความเย็นชาของผู้หญิงคนนั้นอย่างหวาดหวั่น
ปกติแล้วเขาไม่เคยกลัวผู้ใหญ่คนไหน เพราะผู้ใหญ่ส่วนใหญ่มักจะเกรงใจและยอมอ่อนข้อให้กับครอบครัวของเขาเสมอ
แต่ผู้หญิงคนนี้แตกต่างออกไป ท่าทางของเธอดูสูงศักดิ์และสายตาของเธอก็เย็นชาจนน่ากลัว
เธอไม่สนใจเลยแม้แต่น้อยว่าเขาคือหลานชายของเลขาธิการพรรคประจำหมู่บ้าน
แม่เฒ่าจูได้ฟังดังนั้นก็โกรธจนหน้าแดงก่ำ เธอชี้หน้าซือเนี่ยนแล้วตวาดลั่น “แกอยากจะตีโหย่วไฉของฉันเหรอ! กล้าดียังไง แกเป็นใครมาจากไหนกัน!”
หลานชายหัวแก้วหัวแหวนของเธอ แม้แต่เธอเองยังไม่เคยลงไม้ลงมือด้วยซ้ำ แล้วผู้หญิงแปลกหน้าคนนี้เป็นใครถึงกล้ามาพูดจาอวดดีว่าจะสั่งสอนหลานของเธอ ช่างไม่เจียมตัวเอาเสียเลย!
“ฉันไม่ใช่ตัวอะไรทั้งนั้นค่ะ เพราะฉันเป็นคน แต่ดูเหมือนคุณป้าจะสายตาไม่ค่อยดี ถึงได้แยกแยะระหว่างคนกับสิ่งของไม่ออก ไม่น่าแปลกใจเลยที่สอนหลานตัวเองไม่ได้เรื่อง”
แม่เฒ่าจูถึงกับพูดไม่ออก
“ถ้าฉันจำไม่ผิด คุณป้าทำงานเป็นพนักงานขายที่สหกรณ์การค้าและการตลาดใช่ไหมคะ สติไม่สมประกอบแถมสายตาก็ยังแย่ คนแบบนี้มาเป็นพนักงานขายได้ยังไงกัน”
“แกรู้ว่าฉันทำงานที่นั่นแล้วยังกล้าปากดีแบบนี้อีกเหรอ เชื่อไหมว่าต่อไปนี้แกอย่าหวังว่าจะได้ซื้อของจากร้านฉันแม้แต่ชิ้นเดียว!” แม่เฒ่าจูขู่ฟ่อ
ซือเนี่ยนยิ้มหยัน “สหกรณ์การค้าและการตลาดเหรอคะ คุณป้าคิดว่าในโลกนี้มีแค่ที่นั่นที่เดียวหรือไงที่ขายของ ตอนนี้คนเขาหันมาทำธุรกิจส่วนตัวกันหมดแล้ว คนที่มีทางเลือกดีๆ คงไม่มีใครอยากจะไปทนดูสีหน้าบูดบึ้งของคุณหรอกค่ะ คุณคิดว่าตัวเองจะยิ่งใหญ่ไปได้อีกนานแค่ไหนกันเชียว”
สหกรณ์การค้าและการตลาดคือสถานที่ที่กำลังจะกลายเป็นอดีตในไม่ช้า
และคนประเภทนี้ก็จะต้องชดใช้ให้กับความหยิ่งผยองของตัวเองในที่สุด
คำพูดของซือเนี่ยนทำให้แม่เฒ่าจูชะงักไปเล็กน้อย เธอจ้องมองซือเนี่ยนอีกครั้งด้วยความประหลาดใจ
มันก็จริงอย่างที่ผู้หญิงคนนี้พูด ตั้งแต่ปี 80 เป็นต้นมา พวกร้านค้าส่วนตัวก็ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ผู้คนมีทางเลือกในการซื้อของมากขึ้น ทำให้ยอดขายของสหกรณ์การค้าและการตลาดลดลงไปมาก
ผู้บริหารระดับสูงเองก็เคยหยิบยกปัญหานี้ขึ้นมาพูดคุยกันอยู่หลายครั้ง หากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป อนาคตของพวกเขาก็คงจะไม่แน่นอน
แต่แม่เฒ่าจูก็ไม่เคยรู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจอะไร เธอเชื่อว่าของในร้านของรัฐถูกกว่าข้างนอก ยังไงซะคนส่วนใหญ่ก็ต้องเลือกซื้อของที่นี่อยู่ดี
ทว่าคำพูดของผู้หญิงตรงหน้ากลับทำให้ความมั่นใจของเธอสั่นคลอนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
“แกพูดจาเหลวไหล! ฉันว่าแกคงจะอิจฉาตาร้อนที่ฉันได้ทำงานในที่ที่ดีๆ ล่ะสิ”
ซือเนี่ยนหัวเราะ “ฉันจะไปอิจฉาคนทำงานรับจ้างอย่างคุณป้าทำไมกันคะ ขอโทษทีนะ รสนิยมฉันยังไม่ต่ำขนาดนั้น”
หวังเจี้ยนกั๋วที่ยืนเงียบอยู่นานจึงเอ่ยขึ้นเพื่อเตือนสติแม่เฒ่าจู “โจวเยว่หานเป็นลูกหลานของตระกูลโจวแห่งหมู่บ้านซิ่งฝูครับ”
นามสกุล ‘โจว’ ในแถบนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก
นั่นคือครอบครัวแรกในย่านนี้ที่ริเริ่มทำโรงงานเป็นของตัวเอง!
ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ของพวกเขาใหญ่โตมโหฬาร บ้านที่สร้างก็ยังใหญ่และสวยงามกว่าบ้านในตัวเมืองเสียอีก
แม่เฒ่าจูเป็นแค่พนักงานขายคนหนึ่ง แต่ซือเนี่ยนคือภรรยาของเจ้าของฟาร์ม เธอไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องไปอิจฉาคนที่ทำงานรับจ้างอย่างนางเลยแม้แต่น้อย
นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมก่อนหน้านี้จูโหย่วไฉถึงทำได้แค่พูดจาเยาะเย้ยโจวเยว่หาน แต่ไม่กล้าลงไม้ลงมือกับเขา
เพราะถ้าหากนับกันที่ฐานะทางการเงินแล้วล่ะก็ คงมีไม่กี่ครอบครัวในแถบนี้ที่จะเทียบชั้นกับตระกูลโจวได้
เพียงแต่ที่ผ่านมาโจวเยว่หานและโจวเยว่ตงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่โดดเด่นอะไร เหมือนกับเด็กในหมู่บ้านคนอื่นๆ จึงทำให้ใครหลายคนหลงลืมไปว่าภูมิหลังของเด็กสองคนนี้ไม่ธรรมดาเลย
แต่ในสายตาของหวังเจี้ยนกั๋ว ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ ตระกูลโจวเปลี่ยนแปลงไปมาก เด็กทั้งสองคนดูมีน้ำมีนวลและร่าเริงสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แม้กระทั่งพ่อของพวกเขาที่เคยทำงานหามรุ่งหามค่ำ ก็ยังสละเวลามารับส่งลูกชายทั้งสองคนที่โรงเรียนทุกวัน จนเป็นที่น่าอิจฉาของเด็กคนอื่นๆ
เขารู้อยู่แล้วว่าตระกูลโจวต้องมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ตอนแรกเขาก็ยังนึกไม่ออก แต่พอได้มาเจอซือเนี่ยนในวันนี้ เขาก็เข้าใจทุกอย่างในทันที
การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ คงจะมาจากผู้หญิงที่มีท่าทางสง่างามและไม่ธรรมดาคนนี้นี่เอง
แม้ว่าตระกูลจูจะมีเส้นสายและอำนาจ แต่ตระกูลโจวเองก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย
“ตระกูลโจว ตระกูลโจวแล้วมันจะทำไมกัน...” แม่เฒ่าจูยังพูดไม่ทันจบประโยค ก็พลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปทันที
ตระกูลโจวงั้นเหรอ
ตระกูลโจวแห่งหมู่บ้านซิ่งฝูน่ะเหรอ
สีหน้าของเธอซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด
หากเป็นเมื่อก่อน เธอคงไม่ชายตามองพวกพ่อค้าแม่ค้าส่วนตัวพวกนี้หรอก
แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
รัฐบาลกำลังสนับสนุนให้ประชาชนหันมาทำธุรกิจส่วนตัวกันมากขึ้น ทำให้หลายคนต่างก็อยากจะกระโดดเข้ามาในวงการนี้ แม้แต่สามีของเธอเองก็เคยบากหน้าไปขอความร่วมมือจากตระกูลโจว แต่ก็ถูกปฏิเสธกลับมาอย่างไร้เยื่อใย
ตอนนั้นเธอทั้งรู้สึกไม่พอใจและอิจฉาในเวลาเดียวกัน
เพราะใครๆ ก็รู้กันทั้งนั้นว่าตระกูลโจวทำเงินได้มหาศาล!
ในยุคสมัยนี้ เงินคือพระเจ้า
แม้ว่าแม่เฒ่าจูจะอยากเอาเรื่องให้ถึงที่สุดเพื่อหลานชายของเธอ แต่ในเมื่อสามีของเธอยังมีความหวังที่จะร่วมมือกับหมู่บ้านซิ่งฝูอยู่ การสร้างความขัดแย้งในตอนนี้ย่อมไม่เป็นผลดีกับเธออย่างแน่นอน
ดังนั้นนางจึงแสร้งทำเป็นใจกว้าง “เอาเถอะ ฉันเป็นผู้ใหญ่แล้ว จะไม่ถือสาหาความกับเด็กๆ ก็แล้วกัน เรื่องนี้ให้มันจบๆ ไปเถอะ”
“หลานชายของคุณเป็นคนเริ่มก่อน แล้วยังมาทำร้ายลูกชายบ้านฉันอีก จะให้จบเรื่องไปง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไงคะ”
ซือเนี่ยนถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่แฝงไปด้วยความกดดัน แม่เฒ่าจูได้ยินดังนั้นก็โกรธจนแทบจะกระโจนเข้าไปตบเธอทันที
[จบบท]