บทที่ 114: แล้วคราวก่อนคุณบีบคอฉันทำไม
ซือเนี่ยนพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของเขาทันที “พูดถูกเผงเลยค่ะ”
ตอนนี้เด็กๆ ยังเล็กอยู่ การเปลี่ยนชื่อคงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรนัก ยังไงพวกเขาก็คงยังไม่ทันได้จดจำชื่อเดิมของตัวเองด้วยซ้ำไป
ส่วนตัวเธอเองนั้น...เท่าที่ดูก็เหมือนว่าทางครอบครัวใหม่ไม่ได้บังคับให้เธอต้องเปลี่ยนมาใช้นามสกุลหลิน ซือเนี่ยนเองก็ไม่อยากจะเปลี่ยนชื่อของตัวเองอยู่แล้ว เพราะเป็นชื่อเดียวกับที่เธอใช้ในชาติก่อน การได้ใช้ชื่อเดิมทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองยังคงเป็นคนเดิมอยู่ไม่มากก็น้อย
แค่คิดว่าต้องเปลี่ยนไปใช้นามสกุล "หลิน" เธอก็รู้สึกแปลกๆ กลัวว่าจะไม่ชินเอาเสียดื้อๆ ถึงแม้ครอบครัวสกุลซือจะไม่ใช่ครอบครัวที่ดี แต่ชื่อ "ซือเนี่ยน" ก็เป็นชื่อที่ไพเราะและมีความหมายดี
ในยุคนี้ขั้นตอนการเปลี่ยนชื่อไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนอะไรเลย แค่ถือทะเบียนบ้านไปยื่นเรื่องที่สถานีตำรวจก็เป็นอันเสร็จสิ้น
ซือเนี่ยนเดินตามหลังโจวเยว่เซินเข้าไปในตัวอาคารของสถานีตำรวจ เจ้าหน้าที่ที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานเงยหน้าขึ้นมาถามพวกเขาว่าต้องการจะเปลี่ยนชื่อเป็นอะไร
โจวเยว่เซินหันมาทางซือเนี่ยนเพื่อถามความเห็นของเธอก่อน “คุณคิดว่าจะเอาชื่อไหนดีล่ะ”
ในสายตาของเขา ซือเนี่ยนถือเป็นผู้มีการศึกษาเพราะเรียนจบชั้นมัธยมปลายมา การให้เธอเป็นคนคิดชื่อใหม่ให้เด็กๆ น่าจะเหมาะสมที่สุดแล้ว
เธอทำท่าครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น “เอาคำว่า ‘ตง’ กับ ‘หาน’ ไว้เหมือนเดิมดีกว่าค่ะ ฉันกลัวว่าถ้าเปลี่ยนชื่อใหม่หมดเลย คนอื่นจะเรียกไม่ชินปาก”
โจวเยว่เซินพยักหน้ารับฟัง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา “งั้นก็...โจวเจ๋อตงกับโจวเจ๋อหาน ส่วนเหยาเหยาให้ชื่อโจวซีเหยา ดีไหม”
อันที่จริงแล้ว ก่อนที่เขาจะรับเด็กๆ มาดูแล ครอบครัวทางฝั่งพี่สาวของเขาใช้นามสกุลหวัง เด็กๆ จึงเคยมีชื่อว่าหวังเยว่ตงและหวังเยว่หานมาก่อน พอเขารับอุปการะ สิ่งที่เขาทำก็มีเพียงแค่เปลี่ยนจากนามสกุลหวังมาเป็นสกุลโจว
ถึงแม้ว่าหลายๆ ครอบครัวในยุคนี้มักจะใช้ตัวอักษรกลางของชื่อที่เหมือนกันเพื่อบ่งบอกถึงลำดับรุ่น แต่ครอบครัวของโจวเยว่เซินมีเขาเป็นลูกชายเพียงคนเดียว จึงไม่ได้มีธรรมเนียมปฏิบัติเช่นนั้น การที่ชื่อของเด็กๆ มีตัวอักษรกลางเหมือนกันจึงเป็นแค่เรื่องบังเอิญที่ทำให้คนเข้าใจผิดไปเองเท่านั้น
หลังจากจัดการเรื่องเปลี่ยนชื่อให้เด็กๆ เรียบร้อยแล้ว ทั้งสองคนก็มุ่งหน้าต่อไปยังสำนักงานกิจการพลเรือนเพื่อจดทะเบียนสมรส
แต่ทว่า...พอเดินมาถึงหน้าประตูทางเข้าสำนักงาน โจวเยว่เซินกลับหยุดฝีเท้าลงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ซือเนี่ยนที่เดินนำหน้าไปแล้วหนึ่งก้าวต้องหันกลับมามองเขาด้วยความฉงน “เป็นอะไรไปคะ”
เมื่อเห็นคิ้วเข้มหนาของเขาขมวดมุ่นเข้าหากันอย่างกับมีเรื่องกลุ้มใจ เธอก็ยิ่งรู้สึกสงสัยเข้าไปใหญ่ นี่เขาก็เคยแต่งงานมาแล้วครั้งหนึ่งไม่ใช่เหรอ หรือว่ายังจะตื่นเต้นอยู่อีก
อาจเป็นเพราะเธอเตรียมใจมาพร้อมแล้วสำหรับเรื่องนี้ ประกอบกับความรักความเอ็นดูที่เธอมีต่อเด็กทั้งสามคน และความรู้สึกดีๆ ที่เริ่มก่อตัวขึ้นกับโจวเยว่เซิน ทำให้เธอไม่รู้สึกหวาดกลัวหรือลังเลเลยแม้แต่น้อย
ตอนนี้ในหัวของเธอมีแผนการสำหรับอนาคตวางไว้เรียบร้อยแล้ว:
ข้อแรก จดทะเบียนสมรสให้เป็นเรื่องเป็นราว
ข้อสอง เตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย
และข้อสาม เลี้ยงดูเหยาเหยาให้เติบโตขึ้นมาอย่างดีที่สุด
พอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว เธอก็จะขอพักการเรียนไว้ชั่วคราว รอจนกว่าเหยาเหยาจะโตพอที่จะดูแลตัวเองได้บ้าง เมื่อนั้นแหละที่เธอจะเป็นอิสระอย่างแท้จริง
ชีวิตนี้เธอไม่อยากจะดิ้นรนไล่ตามชื่อเสียงเงินทองเหมือนในชาติที่แล้วอีกต่อไปแล้ว ตอนนั้นเธอทุ่มเทแทบเป็นแทบตายเพียงเพื่อรักษาหน้าตาของตัวเองและครอบครัว ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้สอบติดมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศให้ได้
แต่ผลลัพธ์สุดท้ายคืออะไรกัน...ก็เป็นได้แค่ทาสออฟฟิศคนหนึ่ง ตื่นเช้ามาก็รีบไปทำงาน ตกเย็นก็ลากสังขารกลับบ้าน ชีวิตวนเวียนซ้ำซากเหมือนเครื่องจักรที่ไร้จิตวิญญาณ
เธอจำได้ดีว่าตอนนั้นเคยคิดอยู่บ่อยๆ ว่าถ้าวันไหนมีเงินมากพอ เธอจะลาออกแล้วกลับไปใช้ชีวิตเรียบง่ายที่บ้านนอก อาจจะไปสอบเอาใบประกอบวิชาชีพครู แล้วไปสมัครเป็นครูสอนภาษาต่างประเทศในโรงเรียนประถมเล็กๆ สักแห่ง
เธอมีความสามารถพิเศษด้านภาษามาตั้งแต่เด็ก แค่สมัยเรียนมัธยมปลายก็พูดได้คล่องแล้วหลายภาษา ตอนนั้นเธอเคยฝันหวานว่าถ้าเรียนจบมีงานทำแล้ว จะเก็บเงินไปเที่ยวรอบโลก
แต่ความฝันเหล่านั้นก็ถูกตารางชีวิตเก้าโมงเช้าถึงห้าโมงเย็นที่น่าเบื่อหน่ายกัดกินจนไม่เหลือชิ้นดี ในโลกอนาคต แม้จะจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง แต่การแข่งขันในตลาดแรงงานก็ยังสูงลิ่วอยู่ดี ถึงเธอจะมีความสามารถรอบด้าน แต่เธอก็เกลียดการที่ต้องมานั่งเชือดเฉือน ชิงดีชิงเด่นกันในบริษัทเพื่อแย่งชิงโครงการเพียงโครงการเดียว มันเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและกลอุบายที่น่าขยะแขยง
ทว่าทุกครั้งที่เธอลองเปรยกับพ่อแม่ว่าอยากจะลาออกมาพักบ้าง พวกท่านก็จะสาดคำถามกลับมาทันทีว่าเธอเสียสติไปแล้วหรืออย่างไร บริษัทดีๆ แบบนี้ใครๆ ก็อยากเข้ากันทั้งนั้น แต่เธอดันอยากจะลาออก สมองเธอต้องมีปัญหาแน่ๆ
ไม่มีใครเคยพยายามจะเข้าใจเธอเลยสักคน...
บางทีอาจเป็นเพราะเธอเบื่อหน่ายกับชีวิตที่แออัดและวุ่นวายแบบนั้นจนเกินทน สวรรค์ถึงได้ส่งเธอมายังยุค 80 ที่ทุกอย่างยังคงเรียบง่ายและไม่ซับซ้อนเช่นนี้
ดวงตาสีนิลของโจวเยว่เซินจับจ้องมาที่เธอนิ่ง ก่อนจะเอ่ยย้ำขึ้นมาอีกครั้ง “ซือเนี่ยน...ถ้าจดทะเบียนแล้ว คราวนี้ไม่มีทางให้ถอยแล้วนะ”
ซือเนี่ยนเลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่เข้าใจ “คุณพูดแบบนี้หมายความว่าไง หรือว่าหลังแต่งงานไปแล้ว คุณจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนรึไง” ไม่เช่นนั้นแล้วจะทำท่าทางเหมือนกลัวว่าเธอจะเปลี่ยนใจไปทำไมกัน
ภาพในคืนนั้นผุดขึ้นมาในหัวของเธออย่างห้ามไม่ได้ สัมผัสจากมือใหญ่หยาบกร้านของเขาที่บีบรัดอยู่รอบลำคอ ความรู้สึกหวาบหวามที่ปนเปไปกับความอึดอัดจนแทบสิ้นใจ...
เธอรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว “หรือว่า...คุณจะตีฉัน”
คนที่เดินผ่านไปมาแถวนั้นพอได้ยินประโยคเด็ดของเธอเข้า ก็พากันชะลอฝีเท้าแล้วหันมามองโจวเยว่เซินเป็นตาเดียวกัน สายตาของพวกเขาสำรวจร่างกายสูงใหญ่และใบหน้าหล่อเหลาแต่แฝงไปด้วยความดุดันของเขา ก่อนจะเลื่อนไปมองซือเนี่ยนที่ยืนอยู่ข้างๆ ซึ่งดูสวยบอบบางน่าทะนุถนอม...
โจวเยว่เซินถึงกับไปไม่เป็น มุมปากของเขากระตุกเบาๆ ผ่านไปครู่ใหญ่เขาถึงเค้นเสียงตอบออกมาอย่างจนใจ “ไม่ทำหรอกครับ”
“แล้วคราวก่อนคุณบีบคอฉันทำไมล่ะคะ” ซือเนี่ยนยังคงถามต่อด้วยความข้องใจ
ชายหนุ่มที่เดินสวนมาแทบจะสะดุดขั้นบันไดล้มคะมำ
โจวเยว่เซินนิ่งอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเธอหมายถึงเรื่องอะไร ใบหน้าของเขาพลันเข้มขึ้นทันที เพื่อไม่ให้เธอหลุดพูดอะไรที่ชวนให้ชาวบ้านเข้าใจผิดไปมากกว่านี้ เขาจึงรีบอธิบาย “เรื่องนั้นมันไม่เหมือนกัน...แล้วคุณเจ็บรึเปล่าล่ะ”
ซือเนี่ยนลองนึกย้อนกลับไปดู ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ
โจวเยว่เซินถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ดูเหมือนว่าเธอจะยังไร้เดียงสาเกินไปจริงๆ นั่นแหละ คืนนั้นเขาอาจจะรุนแรงกับเธอไปหน่อยจนทำให้เธอตกใจกลัว เขากลัวเหลือเกินว่าเธอจะรังเกียจเขาเพราะการกระทำนั้น
แต่แล้วเธอก็พูดขึ้นมาว่า “แต่คราวหน้าห้ามทำแบบนี้อีกนะคะ ไม่งั้นฉันโกรธจริงๆ ด้วย”
เรื่องอื่นเขาก็ดีไปเสียหมด ยกเว้นก็แต่เรื่องบนเตียงนี่แหละที่เขาไม่เคยยอมฟังเธอเลยสักครั้ง
ตอนอยู่บนเตียงเขากลายเป็นคนละคนเลยจริงๆ
โจวเยว่เซินตอบรับในลำคอด้วยเสียงทุ้มต่ำ “อืม...”
ซือเนี่ยนเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย “ช่างเถอะ ถ้าแต่งงานแล้วคุณเปลี่ยนไปจริงๆ ฉันไม่ทนอยู่แน่ เราก็...หย่ากันไปเลย!”
คนที่แอบฟังอยู่รอบๆ พยักหน้าอย่างเห็นด้วยในใจ ใช่เลย! ต้องหย่า!
โจวเยว่เซินเงียบไปอีกครั้ง ในใจอยากจะบอกเธอเหลือเกินว่าการแต่งงานกับทหารนั้นมันหย่ายากนะ แต่เรื่องนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะบอกเธอ เขาจึงทำได้เพียงแค่พยักหน้ารับคำไปก่อน
แต่เขากล้ารับประกันด้วยเกียรติของตัวเองเลยว่า ต่อให้โจวเยว่เซินจะเป็นคนอย่างไร เขาก็ไม่มีวันลงไม้ลงมือกับผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอแน่นอน แค่คิดก็เสียดายของแย่แล้ว
เท่าที่ผ่านมาซือเนี่ยนก็ยังไม่เห็นว่าเขามีข้อเสียร้ายแรงอะไรตรงไหนเลย ผู้ชายคนนี้ทั้งหล่อเหลา หาเงินก็เก่ง แถมยังยกเงินเดือนให้เธอจัดการทั้งหมดอีกต่างหาก ไม่ว่าจะมองจากยุคสมัยไหน เขาก็คือต้นแบบของสามีที่ดีชัดๆ
เธอไม่มีอะไรต้องกังวลอีกแล้ว
หญิงสาวเอื้อมมือไปคว้าแขนของเขาไว้ “เอาล่ะ ฉันยังไม่กลัวเลย คุณจะกลัวอะไรนักหนา รีบๆ เข้าไปเถอะ เดี๋ยวเจ้าหน้าที่ก็เลิกงานกันพอดี”
โจวเยว่เซินก้มลงมองมือเล็กๆ ที่จับแขนเขาอยู่ ความกังวลที่เกาะกินใจเขามาตลอดหลายวันพลันสลายหายไปในอากาศ
ขั้นตอนการจดทะเบียนสมรสเป็นไปอย่างรวดเร็วและเรียบง่าย ใช้เวลาไม่นานทั้งสองคนก็ได้สมุดเล่มสีแดงมาอยู่ในมือคนละเล่ม
ซือเนี่ยนนึกขึ้นได้ว่าอุตส่าห์เข้าเมืองมาทั้งที จึงเอ่ยปากถาม “เราต้องซื้อของอะไรไปเตรียมจัดงานแต่งบ้างไหมคะ”
“เรื่องของจัดงานแต่งน่ะ ผมให้อวี๋ตงจัดการเตรียมใส่รถบรรทุกไปส่งที่บ้านแล้ว คุณไม่ต้องห่วงหรอก”
“แต่ไหนๆ ก็เข้ามาในเมืองแล้ว ไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้คุณสักสองสามชุดดีกว่า” โจวเยว่เซินเป็นฝ่ายเสนอ
แม้ว่าเขาจะเคยให้เงินเธอไปแล้วก้อนหนึ่ง แต่เธอก็เอาไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้เด็กๆ จนหมด ไม่เคยคิดจะซื้ออะไรให้ตัวเองเลยสักชิ้น
ซือเนี่ยนเติบโตมาในเมือง ไม่เหมือนกับสาวๆ ในชนบทที่ต้องไปซื้อผ้ามาตัดเย็บเสื้อผ้าใส่เอง เสื้อผ้าของเธอส่วนใหญ่จะเป็นแบบสั่งตัดเฉพาะ ซึ่งเข้ารูปพอดีกับสัดส่วนของเธออย่างลงตัว ทำให้เวลาสวมใส่แล้วดูงดงามเป็นพิเศษ และแน่นอนว่าราคาก็คงจะสูงไม่ใช่เล่น การจะหาซื้อเสื้อผ้าแบบนี้ในตัวอำเภอคงเป็นเรื่องยาก
ซือเนี่ยนใช้เวลาคิดไม่นานก็พยักหน้าตกลง
ถึงแม้เสื้อผ้าชุดเดิมของเธอจะยังสวยและใส่แล้วให้ความรู้สึกเหมือนหลุดออกมาจากโปสเตอร์หนังย้อนยุคก็จริง แต่จะแต่งงานทั้งที จะให้เธอใส่ชุดเก่าก็คงจะดูไม่เหมาะสมเท่าไหร่
เธอจึงพาเขาเดินลัดเลาะไปตามถนน จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่หน้าร้านตัดเสื้อร้านหนึ่งซึ่งเป็นร้านประจำของเจ้าของร่างเดิม
ภายในร้านมีเสื้อผ้าหลากหลายรูปแบบแขวนโชว์อยู่ ทั้งหมดล้วนเป็นงานฝีมือที่เกิดจากการเย็บปักถักร้อยอย่างประณีต มีทั้งชุดกี่เพ้าที่งดงามอ่อนช้อย ไปจนถึงชุดเดรสสไตล์ตะวันตกที่ดูทันสมัย
[จบบท]