บทที่ 121: ตอนเด็กๆ ชอบจะตายไป
หรือว่าเราจะไม่มีหัวทางนี้จริงๆ นะ ปั้นออกมาได้แย่ขนาดนี้ คงไม่มีพรสวรรค์เรื่องทำขนมกับเขาหรอก
ขณะที่โจวเจ๋อหานกำลังยืนคอตกหมดอาลัยตายอยากอยู่หน้าโต๊ะ ซือเนี่ยนก็เดินลงมาจากชั้นบนพอดี
ริมฝีปากของเธอฉ่ำวาวเพราะลิปบาล์มที่เพิ่งทาไป ทำให้ใบหน้าที่งดงามอยู่แล้วยิ่งดูสดใสมีชีวิตชีวาขึ้นไปอีกหลายส่วน
สายตาของเธอเหลือบไปเห็นลูกชายคนรองกำลังยืนคุยอะไรบางอย่างกับโจวเยว่เซินอยู่ ท่าทางดูหงอยๆ ในมือเล็กๆ นั่นก็ประคองขนมถั่วเขียวเอาไว้ เธอจึงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเดินตรงเข้าไปหาด้วยความสงสัย
“เสี่ยวหาน เป็นอะไรไปลูก”
พอโจวเจ๋อหานเห็นว่าเป็นซือเนี่ยน เขาก็รีบโพล่งขึ้นมาทันที “แม่ครับ แม่ดูนี่สิครับว่าผมปั้นเป็นรูปอะไร”
ซือเนี่ยนก้มลงมองขนมถั่วเขียวที่เกือบจะแหลกละเอียดคามือลูกชาย มุมปากของเธอกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะลองเดาสุ่มไป “กระต่ายเหรอจ๊ะ”
ไม่คาดคิดว่าคำตอบส่งเดชของเธอจะทำให้ดวงตาของโจวเจ๋อหานเปล่งประกายขึ้นมาในบัดดล เด็กชายเงยหน้าขึ้นมายิ้มกว้าง “ใช่เลยครับ! รูปกระต่ายนี่แหละ แม่เก่งที่สุดเลย มองแป๊บเดียวก็รู้แล้ว”
พอพูดจบ เขาก็หันไปมองโจวเยว่เซินที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยแววตาตัดพ้อเล็กน้อย
โจวเยว่เซินได้แต่ก้มหน้ามองก้อนแป้งในมือลูกชายแล้วนิ่งเงียบไป
ณ วินาทีนั้นเอง เขาก็รู้สึกนับถือในตัวซือเนี่ยนขึ้นมาจับใจ
สภาพแบบนี้ยังดูออกว่าเป็นกระต่ายได้ยังไงกัน
ซือเนี่ยนเองก็คิดในใจว่า ‘อันที่จริงฉันก็แค่เดาสุ่มไปเท่านั้นแหละ’
ก็เด็กๆ น่ะ เวลาจะปั้นรูปสัตว์ ก็ต้องเลือกปั้นสัตว์ที่ตัวเองชอบเป็นธรรมดาอยู่แล้ว
แล้วช่วงนี้ลูกชายคนรองก็เอาแต่คลุกคลีอยู่กับลูกกระต่ายกำพร้าแม่ไม่กี่ตัว ประคบประหงมดูแลอย่างดีทุกวัน ถ้าไม่ใช่กระต่าย เธอก็นึกเป็นอย่างอื่นไม่ออกแล้วเหมือนกัน
“แน่นอนสิ ก็เสี่ยวหานปั้นซะเหมือนขนาดนี้ ใครๆ ก็ต้องดูออกอยู่แล้ว”
ซือเนี่ยนมองว่าการที่เด็กๆ สนใจอยากทำอาหารก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร เธอจึงตั้งใจเอ่ยปากชมเพื่อให้กำลังใจเขา
คำชมนั้นทำให้โจวเจ๋อหานยิ่งได้ใจ เขาหันกลับไปมองพ่อของตัวเองอีกครั้งแล้วคิดว่า พ่อคงไม่เคยเห็นกระต่ายน้อยน่ารักๆ ล่ะสิ
ไม่อย่างนั้นทำไมถึงจำไม่ได้กันนะ
ขนาดแม่ยังชมเลยว่าเขาปั้นสวย
โจวเจ๋อหานอารมณ์ดีขึ้นมาทันที ตอนนี้เขาไม่อยากกินมันแล้วด้วยซ้ำ เด็กชายยกผลงานชิ้นเอกของตัวเองขึ้นมาดู ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่ามันเหมือนกระต่ายจริงๆ เขาค่อยๆ ล่องลอยไปกับคำยกยอปอปั้นของซือเนี่ยนจนกู่ไม่กลับ
โจวเยว่เซินมองลูกชายที่กำลังดื่มด่ำกับความสำเร็จของตัวเองแล้วก็ได้แต่เงียบงัน
***
ในตัวเมือง บ้านตระกูลฟู่
ฟู่เชียนเชียนวิ่งกลับเข้าบ้านมาด้วยความร่าเริง ในมือหอบหิ้วถุงชอปปิงใบใหญ่พะรุงพะรัง
เธอตรงไปหาพ่อกับแม่ที่กำลังนั่งจิบชาอยู่บนโซฟาแล้วประกาศเสียงใส “พ่อคะ แม่คะ อีกสองวันหนูจะลงไปแถวชนบทนะคะ”
สองสามีภรรยาตระกูลฟู่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันมามองหน้าลูกสาว
ใบหน้าของเธอยิ้มแย้มสดใส เต็มไปด้วยความสุข
ทันใดนั้นเอง พวกเขาก็เพิ่งสังเกตว่าผมสั้นกุดของลูกสาวเริ่มยาวขึ้นแล้ว
ที่ผ่านมาเธอทำตัวเหมือนเด็กผู้ชายมาตลอด ทั้งตัดผมสั้น นิสัยก็ห้าวหาญแก่นแก้ว ตั้งแต่เล็กจนโตก็ชอบมีเรื่องมีราวไม่เว้นวัน แสบสันยิ่งกว่าพี่ชายเสียอีก
ผลก็คือจนป่านนี้อายุ 18 แล้ว ยังไม่มีใครกล้ามาทาบทามสู่ขอเลยสักคน
ก่อนหน้านี้ทั้งสองมัวแต่กังวลเรื่องคู่ครองของลูกชาย จนเผลอละเลยเรื่องของลูกสาวไป
พอมาเห็นการเปลี่ยนแปลงของเธอในวันนี้ ก็อดที่จะประหลาดใจไม่ได้
ยิ่งเห็นท่าทางเบิกบานใจของเธอก็ยิ่งแปลกใจหนักเข้าไปอีก
หรือว่าลูกสาวตัวดีของพวกเขาจะไปต้องตาต้องใจใครเข้าแล้ว
ลงไปชนบท?
เหมือนว่าก่อนหน้านี้เธอก็เพิ่งไปมาไม่ใช่เหรอ
ไปแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
อย่าบอกนะว่าอีกฝ่ายเป็นคนชนบท?
พอความคิดนี้แวบเข้ามาในหัว สองสามีภรรยาก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมา
ไม่ใช่ว่าพวกเขาดูถูกคนชนบท แต่ในฐานะพ่อแม่ มีใครบ้างที่อยากจะให้ลูกสาวแต่งงานไปตกระกำลำบาก
ยิ่งตอนนี้พอเห็นถุงชอปปิงมากมายในมือลูกสาว ที่แวบๆ ดูเหมือนจะมีทั้งของเล่นและเสื้อผ้าเด็กอยู่ด้วย ก็ยิ่งตกใจมากขึ้นไปอีก
พ่อฟู่ที่รักลูกสาวสุดหัวใจถึงกับมือไม้สั่นจนถือถ้วยชาไว้ไม่อยู่ น้ำชาร้อนๆ กระฉอกออกมาเล็กน้อย
คงไม่ใช่ว่าเป็นพ่อม่ายลูกติดหรอกนะ!
แว่วๆ มาว่าลูกสาวบุญธรรมบ้านตระกูลซือ ก็แต่งงานกับชายแก่ที่มีลูกติดไม่ใช่เหรอ
หรือว่าลูกสาวของเขาจะเจริญรอยตามไปอีกคน
พอคิดมาถึงตรงนี้ พ่อฟู่ก็วางถ้วยชาลงบนโต๊ะรับแขกเสียงดัง ‘ปัง’
สีหน้าของเขาเคร่งขรึมลงทันที “ลูก บอกพ่อมาตามตรงนะว่าแอบไปมีแฟนใช่ไหม”
ฟู่เชียนเชียนสะดุ้งเฮือก ก่อนจะตั้งสติได้
เธอกระตุกยิ้มที่มุมปาก “พ่อ เป็นอะไรไปคะเนี่ย หนูไปมีแฟนตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมตัวหนูเองยังไม่รู้เรื่องเลย”
“ยังจะมาทำไขสืออีก ถ้าไม่ได้มีแฟน แล้วจะถ่อไปถึงชนบทบ่อยๆ ทำไมกัน”
“ไหนจะของที่ซื้อมาอีกตั้งมากมายนี่อีก ผู้ชายแบบไหนกันที่ปล่อยให้ลูกต้องมาซื้อของให้เขามากมายขนาดนี้ พ่อไม่มีวันยอมรับผู้ชายพรรค์นั้นเด็ดขาด ลูกเลิกหวังไปได้เลย”
ฟู่หยางเพิ่งจะก้าวเท้าเข้ามาในห้องนั่งเล่นของบ้านตัวเองหลังจากลงจากรถ เขาก็ได้ยินประโยคเด็ดของพ่อเข้าพอดี ชายหนุ่มเหลือบมองน้องสาวด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงรังเกียจ “อย่างเธอนี่มีคนเอาด้วยเหรอ”
ฟู่เชียนเชียนถึงกับไปไม่เป็น “?”
พ่อฟู่หันมาตวาดลูกชาย “แกยังมีหน้ามาพูดถึงน้องสาวตัวเองอีกเหรอ”
ฟู่หยางเงียบไป “...” พอแล้ว เขาไม่อยากจะต่อปากต่อคำด้วย จึงหมุนตัวเดินขึ้นชั้นสองไปทันที
พ่อฟู่ยังคงหันกลับมาคาดคั้นลูกสาวต่อ “รีบไปตัดความสัมพันธ์กับผู้ชายคนนั้นซะเดี๋ยวนี้เลยนะ”
ฟู่เชียนเชียนถอนหายใจ “พ่อคะ หนูไม่ได้มีแฟนจริงๆ ของพวกนี้หนูซื้อไปให้ซือเนี่ยนต่างหาก”
พ่อฟู่แค่นเสียง “เหอะ ยังจะเอาซือเนี่ยนมาเป็นข้ออ้างอีกเหรอ ความสัมพันธ์ของพวกลูกสองคนเป็นยังไง คิดว่าพ่อไม่รู้หรือไง”
ฟู่เชียนเชียนจนปัญญาจะอธิบาย “ที่หนูพูดมาทั้งหมดเป็นเรื่องจริงค่ะ ตั้งแต่ซือเนี่ยนยกตำแหน่งงานให้หนู หนูกับเธอก็กลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันแล้ว ครั้งนี้หนูจะลงไปร่วมงานแต่งงานของเธอต่างหาก เธอจะแต่งงานในวันชาตินี้แล้ว พวกพ่อกับแม่ไม่รู้เรื่องเลยเหรอคะ”
พ่อฟู่ถึงกับนิ่งไป “จริง...จริงเหรอ”
ร่างของฟู่หยางที่กำลังก้าวขึ้นบันไดชะงักงัน เขาหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะหมุนตัวกลับมา
แววตาของเขาเย็นเยียบ
คุณนายเจิ้งเองก็ตกใจไม่แพ้กัน “ซือเนี่ยนจะแต่งงานจริงๆ น่ะเหรอ กับชายแก่พ่อม่ายลูกสามคนนั้นน่ะนะ”
สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความตกตะลึง ไม่ต่างจากฟู่เชียนเชียนในตอนที่ยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตาของโจวเยว่เซิน
ฟู่เชียนเชียนพยักหน้า พอสังเกตเห็นสายตาของพี่ชายที่มองมา เธอก็แสร้งหัวเราะเยาะแล้วพูดเสียงดังฟังชัด “ก็ใช่น่ะสิคะ เมื่อวานหนูบังเอิญเจอพี่ชายคนหนึ่งที่มาส่งเนื้อจากฟาร์มของพวกเขา เขาเป็นคนบอกหนูเอง แล้วยังชวนให้ไปเที่ยวด้วย หนูคิดว่าถ้าไปมือเปล่ามันจะดูน่าเกลียด ก็เลยแวะซื้อของมาฝากเยอะแยะเลยค่ะ”
“เฮ้อ ซือเนี่ยนกำลังจะได้เป็นฝั่งเป็นฝาแล้ว แต่บางคนนี่ยังไม่มีวี่แววอะไรเลยสักนิด น่าสงสารจังเลยนะคะ”
พอได้ยินแบบนั้น คุณนายเจิ้งก็เริ่มร้อนใจขึ้นมา “คุณคะ ฉันว่าบ้านเราก็ควรรีบหาฤกษ์ยามได้แล้วนะ ปล่อยไว้นานขนาดนี้ เดี๋ยวได้โดนชาวบ้านนินทาเอาหรอก ดูสิ ขนาดซือเนี่ยนยังแต่งงานแล้วเลย”
พ่อฟู่ครุ่นคิด “ที่คุณพูดก็มีเหตุผลนะ ต้องหาเวลาไปคุยกับทางบ้านซืออย่างจริงจังเสียที”
ลูกชายของเขาอายุ 25 ปีแล้ว ปีหน้าก็จะ 26 เต็ม พ่อฟู่เองก็ร้อนรนใจไม่น้อย
ตอนที่เขาอายุเท่านี้ ฟู่หยางก็เกือบจะถึงวัยเข้าโรงเรียนประถมแล้ว
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบประโยค ฟู่หยางก็แทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ผมไม่แต่ง ผมไม่ได้สนใจหลินซือซือ”
คำพูดนั้นทำให้สองสามีภรรยาถึงกับโกรธจนควันออกหู “แกไม่สนใจหลินซือซือ แล้วแกจะไปสนใจใครกัน ทางบ้านซืออุตส่าห์ยอมให้ลูกสาวของเขามาหมั้นหมายกับแกตั้งสิบกว่าปี แต่ตอนนี้แกกลับมาบอกว่าไม่สนใจ แล้วจะให้พวกเขาเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”
ฟู่หยางตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ “ตั้งแต่แรกจนถึงตอนนี้ ก็มีแต่พวกพ่อแม่ที่ตกลงกันเอง ผมไม่เคยตอบตกลงเลยสักครั้ง”
“นี่แกคิดว่าตัวเองปีกกล้าขาแข็งแล้วใช่ไหม ไม่ชอบก็ไม่เป็นไร พ่อกับแม่จะไม่บังคับ แต่ถ้าแกเก่งจริง ก็ไปหาคนที่แกชอบมาให้ได้สิ ถ้าแกหามาได้เมื่อไหร่ เราจะไปถอนหมั้นกับบ้านซือให้ทันที”
จริงๆ แล้วสองสามีภรรยาก็พอจะดูออกว่าลูกชายของตัวเองไม่ได้มีใจให้อีกฝ่าย
แต่ด้วยความที่เกรงใจอีกฝ่าย จึงไม่กล้าเอ่ยปากบอกไปตรงๆ
พอเวลาล่วงเลยมานานเข้า ก็เริ่มรู้สึกกังวลใจ
หากไม่ชอบจริงๆ พวกเขาก็คงจะไปบังคับขืนใจไม่ได้
ในใจก็อดที่จะขุ่นเคืองไม่ได้ ตอนเด็กๆ เจ้าลูกชายตัวดีคนนี้ชอบซือเนี่ยนจะตายไป สองคนนั้นตัวติดกันตลอดเวลา แถมยังเคยพูดเองด้วยซ้ำว่าโตขึ้นจะแต่งงานกับเธอให้ได้ ด้วยเหตุนี้ พอทางบ้านซือเอ่ยปากเรื่องการแต่งงาน พวกเขาจึงตอบตกลงไปในทันที
ใครจะไปคาดคิดว่าพอโตขึ้นมา กลับเปลี่ยนไปเป็นคนละคนแบบนี้ได้
ไม่ว่าจะเป็นซือเนี่ยนหรือหลินซือซือ ก็ดูเหมือนจะไม่มีใครถูกใจเขาสักคน ไม่เคยพบเคยเห็นใครที่เรื่องเยอะช่างเลือกได้ขนาดนี้มาก่อนเลยจริง ๆ
[จบบท]