บทที่ 122: วันวิวาห์
บ้านสกุลซือ
ข่าวการแต่งงานของซือเนี่ยนลอยเข้าหูหลินซือซือผ่านคำบอกเล่าของหลิวตงจนได้ ถ้าเป็นสถานการณ์ก่อนหน้านี้ เธอคงจะรู้สึกดีใจไม่น้อย แต่ในเวลานี้รอยยิ้มของเธอกลับเหือดหายไปจนหมดสิ้น
โจวเยว่เซินทุ่มเงินค่าสินสอดให้ซือเนี่ยนมากถึง 8,888 หยวน ยังไม่นับรวมเนื้อหมูอีกครึ่งตัวที่มอบให้ต่างหาก ข่าวคราวที่ได้ยินมันช่างเสียดแทงความรู้สึกของเธอเหลือเกิน ในเมื่อตัวเธอต่างหากคือคนเมืองโดยกำเนิด การศึกษาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าซือเนี่ยนสักนิด การที่เธอตัดสินใจรับเงิน 3,000 หยวนก้อนนั้นมา ไม่ใช่เพราะว่าเธอกำลังเดือดร้อนเรื่องเงิน แต่เป็นเพราะเธอไม่อยากให้ซือเนี่ยนได้มันไปต่างหาก!
หลินซือซือรู้ดีว่าพ่อกับแม่บุญธรรมของเธอเป็นคนแบบไหน พวกเขาจะต้องรู้สึกผิดต่อซือเนี่ยน และอาจจะยกเงินสินสอดทั้งหมดนั่นให้เธอไปอย่างง่ายดาย
ที่สำคัญไปกว่านั้น คือโจวเยว่เซินสนใจในตัวเธอก่อนใคร การที่เธอหยิบเงินก้อนนั้นมาจึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องและสมควรแล้ว ทำไมเธอจะต้องทิ้งมันไว้ให้ซือเนี่ยนด้วย ทั้งหมดนี่มันควรจะเป็นค่าชดเชยที่ซือเนี่ยนเข้ามาแย่งชิงชีวิตอันสุขสบายของเธอไปตลอด 18 ปีไม่ใช่หรือยังไงกัน
แต่ใครจะไปคาดคิดว่าโจวเยว่เซินจะกล้าให้เงินซือเนี่ยนเพิ่มอีกถึง 8,888 หยวน จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 3,000 หยวน การกระทำนี้ไม่ต่างอะไรกับการตบหน้าเธออย่างจัง ตอนนี้ชาวบ้านคงกำลังหัวเราะเยาะเธออย่างสนุกปากลับหลัง และซุบซิบนินทาว่าหลินซือซือคนนี้เทียบไม่ได้เลยกับซือเนี่ยน ผู้ชายที่เธอเคยฟันธงว่าจะไม่มีวันดีกับผู้หญิงคนไหน กลับแสดงท่าทีที่พิเศษใส่ใจกับผู้หญิงที่เธอเกลียดเข้าไส้
ความรู้สึกของหลินซือซือในตอนนี้มันเหมือนกับต้องกล้ำกลืนฝืนทนกลืนแมลงวันเข้าไปทั้งเป็น แต่สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกย่ำแย่ยิ่งกว่า คือความจริงที่ว่าซือเนี่ยนเพิ่งจะได้รู้จักกับโจวเยว่เซินหลังเธอได้เจอกับฟู่หยางเสียอีก แต่เธอกลับสามารถทำให้โจวเยว่เซินยอมทำเพื่อเธอได้ถึงขนาดนี้ ในขณะที่ฟู่หยางยังคงทำตัวห่างเหินและไม่ใส่ใจเธอเหมือนเดิม แม้กระทั่งวันแต่งงานก็ยังไม่มีการพูดถึง ตอนนี้ทั่วทั้งบ้านพักกำลังลือกันให้แซ่ดว่าฟู่หยางไม่ได้สนใจในตัวเธอเลย
“ซือซือ ไปเก็บข้าวของซะ พรุ่งนี้เราจะลงไปที่บ้านนอก เพื่อไปร่วมงานแต่งของเนี่ยนเนี่ยน”
หลินซือซือเงยหน้าขึ้นมองพ่อแม่ที่กลับมาจากข้างนอกด้วยสีหน้าที่ดูไม่ค่อยดีนัก ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “พ่อคะ แม่คะ รู้เรื่องนี้ได้ยังไงกันคะ หนูกำลังจะบอกพวกคุณอยู่พอดีเลย”
“ระหว่างทางกลับบ้าน เจอคุณป้าฟู่ เขาเป็นคนเล่าให้ฟัง”
ความจริงแล้วครอบครัวซือไม่ได้มีความตั้งใจที่จะไปร่วมงานแต่งงานของลูกสาวบุญธรรมคนนี้เลยแม้แต่น้อย แต่เมื่อครอบครัวฟู่เป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นมาเอง หากพวกเขาปฏิเสธที่จะไป ก็จะกลายเป็นว่าพวกเขาดูเป็นคนไร้เยื่อใยและใจดำอำมหิตไปในสายตาคนอื่น พวกเขาอดที่จะตำหนิซือเนี่ยนอยู่ในใจไม่ได้ ว่าทำไมการแต่งงานกับคนบ้านนอกธรรมดา ๆ ถึงต้องจัดงานให้ใหญ่โตเอิกเกริกขนาดนี้ ไม่รู้จักอับอายขายขี้หน้าบ้างเลยหรือไง
เมื่อเห็นสีหน้าของพ่อแม่แล้ว หลินซือซือก็พอจะเดาได้ว่าถ้าไม่ใช่เพราะครอบครัวฟู่เป็นคนพูดขึ้นมา พวกเขาก็คงไม่มีวันยอมไปร่วมงานนี้แน่ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ครอบครัวซือแสดงออกอย่างชัดเจนว่าพวกเขาดูถูกโจวเยว่เซินมากแค่ไหน ถึงขนาดมองว่าเขาเป็นเรื่องน่าอับอายของครอบครัว แต่ที่น่าแปลกใจคือ ครอบครัวฟู่ไปรู้ข่าวนี้มาจากไหนกัน หรือว่าจะเป็นฝีมือของฟู่เชียนเชียน
หลินซือซือขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตอบตกลง ในเมื่อพรุ่งนี้จะมีคนไปร่วมงานมากมาย เธอก็จะใช้โอกาสนี้แสดงให้ทุกคนได้เห็น ว่าคุณหนูตัวจริงอย่างเธอไม่ได้เป็นฝ่ายวิ่งหนี แต่เป็นโจวเยว่เซินต่างหากที่ไม่คู่ควรกับเธอ!
ในอีกด้าน หลิวตงซึ่งหลบอยู่เงียบ ๆ ในห้องแม่บ้านชั้นสอง เฝ้ามองจนกระทั่งทุกคนในครอบครัวเดินออกไปจนลับสายตา แววตาของเธอฉายแววบางอย่างออกมา ก่อนที่เธอจะลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องครัว และหยิบปิ่นโตอาหารที่ตกแต่งอย่างสวยงามออกมา แล้วมุ่งหน้าเดินตรงไปยังบ้านของครอบครัวฟู่
***
หมู่บ้านซิ่งฝู
วันที่ 1 ตุลาคม คือวันที่หมู่บ้านแห่งนี้มีชีวิตชีวาและคึกคักมากที่สุดในรอบปี เดิมทีโจวเยว่เซินและซือเนี่ยนไม่ได้วางแผนที่จะจัดงานแต่งงานใหญ่โตอะไร แต่คาดไม่ถึงว่าจะมีแขกเหรื่อมาร่วมงานมากมายขนาดนี้ จนทำให้ทั้งคู่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องจัดงานให้ใหญ่ขึ้น
ณ ตอนนี้ บริเวณหน้าประตูบ้านของครอบครัวโจวเต็มไปด้วยชาวบ้านที่สวมผ้ากันเปื้อน ทุกคนต่างมาช่วยกันเตรียมงานอย่างขะมักเขม้น บ้างก็ล้างผัก บ้างก็จัดจาน บ้างก็กำลังก่อไฟเพื่อหุงข้าว ซึ้งขนาดมหึมาถูกวางอยู่บนกระทะเหล็กใบใหญ่ กลิ่นหอมกรุ่นของข้าวสวยที่เพิ่งหุงสุกใหม่ ๆ ลอยอบอวลไปทั่วทั้งลานบ้าน สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยความสุข
เจ้าต้าหวงกำลังนอนสัปหงกอยู่ในกรง เนื่องจากวันนี้มีเด็ก ๆ มาวิ่งเล่นกันเยอะมาก จึงต้องขังมันไว้เพื่อความปลอดภัย บนท้องนุ่ม ๆ ของมันมีลูกกระต่ายสีขาว 5 ตัวกำลังนอนขดตัวหลับปุ๋ยอยู่
โจวเจ๋อหานตั้งชื่อให้พวกมันว่า เสี่ยวอี เสี่ยวเอ้อร์ เสี่ยวซาน เสี่ยวซื่อ และเสี่ยวอู่ หลังจากที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาระยะหนึ่ง พวกกระต่ายน้อยก็ดูเหมือนจะยอมรับให้ต้าหวงเป็นแม่ของพวกมันไปเสียแล้ว
ตอนนี้พวกมันเริ่มคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ และการที่มีโจวเจ๋อหานคอยมาเล่นด้วยและส่งเสียงเจื้อยแจ้วอยู่ข้าง ๆ ทุกวัน ก็ทำให้พวกมันไม่รู้สึกตื่นตกใจอีกต่อไป แม้ว่าจะมีเด็ก ๆ มารุมล้อมและจ้องมองอยู่มากมาย พวกมันก็นอนหลับตาพริ้มไม่สนใจสิ่งรอบข้าง
ภายในห้องนอนชั้นสอง โจวเจ๋อหานตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้าตรู่ เขาจัดการอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดใหม่ที่คุณยายเพิ่งส่งมาให้เมื่อวาน เป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวทับด้วยชุดเอี๊ยมสีน้ำตาลพร้อมหมวกเข้าชุดกัน เขายืนส่องกระจกสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองดูหล่อเหลาเป็นพิเศษ
“พี่ใหญ่ พี่ใหญ่มาดูนี่เร็วเข้า ชุดนี้หล่อมั้ย” ทันทีที่เห็นโจวเจ๋อตงเดินเข้ามาในห้อง เขาก็รีบวิ่งเข้าไปหาพร้อมกับหมุนตัวโชว์ชุดใหม่อย่างตื่นเต้น
เสื้อผ้าของเด็กชายทั้งสองคนเป็นแบบเดียวกัน แต่โจวเจ๋อตงซึ่งมีรูปร่างผอมบางและสูงกว่าน้องชาย เมื่อสวมชุดนี้แล้วจึงดูเป็นเด็กหนุ่มที่สุภาพเรียบร้อยและดูเป็นผู้ใหญ่กว่าวัย ในขณะที่โจวเจ๋อหานกลับดูน่ารักและซุกซนสมวัย
โจวเจ๋อตงมองน้องชายอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ “หล่อดี”
พูดจบ เขาก็เดินไปปลุกน้องสาวที่ยังคงนอนหลับอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วหยิบชุดกระโปรงสีแดงสดใสออกมาเปลี่ยนให้ จากนั้นก็ค่อย ๆ บรรจงมัดผมเป็นทรงซาลาเปาสองข้าง และประดับด้วยโบว์สีแดงเข้าชุดกัน เด็กหญิงตัวน้อยในชุดสีแดงมงคลดูน่ารักน่าเอ็นดูราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบไม่มีผิด
เหยาเหยาเติบโตขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา แก้มของเธอเปล่งปลั่งและมีน้ำมีนวลจนเริ่มมีคางสองชั้นแล้ว โจวเจ๋อตงเผลอมองภาพนั้นอยู่นาน ความทรงจำเกี่ยวกับน้องสาวที่เคยผอมโซและมอมแมมในอดีตดูเลือนรางราวกับเป็นเพียงฝันร้ายที่ผ่านพ้นไปแล้ว
เขาดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะลงมือชงนมให้น้องสาวดื่มอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นจึงไปเตรียมข้าวให้น้องสาวต่อ และสั่งให้น้องชายไปทานข้าวเช้าของตัวเอง หลังจากป้อนข้าวน้องสาวเสร็จ เขาก็ส่งเธอให้อยู่ในความดูแลของน้องชาย แล้วจึงไปให้อาหารเจ้าต้าหวงและกระต่ายน้อยทั้ง 5 ตัว
เมื่อคืนซือเนี่ยนกลับไปนอนที่บ้าน ส่วนพ่อของเขาก็กำลังวุ่นอยู่กับการเตรียมงาน ทำให้หน้าที่ในการดูแลน้อง ๆ และสัตว์เลี้ยงทั้งหมดตกเป็นของเขาโดยปริยาย ระหว่างที่เดินไปมา หากเขาเห็นส่วนไหนของบ้านรกไม่เป็นระเบียบ เขาก็จะหยุดเพื่อจัดแจงให้เข้าที่เข้าทางทันที จนกระทั่งทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว เขาจึงเริ่มทานอาหารเช้าของตัวเองอย่างเงียบ ๆ
***
ในขณะเดียวกัน ณ บ้านสกุลหลิน
ซือเนี่ยนถูกแม่ของเธอปลุกให้ตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ตามธรรมเนียมของหมู่บ้าน งานเลี้ยงฉลองของฝั่งเจ้าสาวจะจัดขึ้นในช่วงเช้า ส่วนของฝั่งเจ้าบ่าวจะจัดขึ้นในช่วงเที่ยง ทำให้ทุกอย่างต้องเริ่มต้นตั้งแต่เช้าตรู่ และขบวนรับตัวเจ้าสาวก็จะมาถึงในเวลาที่ไม่ต่างกันนัก
ในชนบทนั้นไม่ค่อยมีใครจ้างช่างมาแต่งหน้าทำผมให้เจ้าสาว หากครอบครัวไหนมีฐานะไม่สู้ดีนัก ก็เพียงแค่สวมชุดสีแดงแล้วก็ถือว่าเสร็จสิ้นพิธี แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองให้ดูดีที่สุด ทั้งการหวีผม อาบน้ำ และประพรมร่างกายด้วยของหอม สำหรับคนที่มีฐานะขึ้นมาหน่อย ก็อาจจะมีการแต่งหน้าทาปากเพิ่มเข้ามา
ซือเนี่ยนเคยชมละครโทรทัศน์ที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับงานแต่งงานในชนบทยุคเก่า ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเจ้าสาวมักจะไม่ได้แต่งหน้า เธอจึงตัดสินใจที่จะไม่ทำอะไรให้ดูโดดเด่นจนเกินงาม
ชุดเจ้าสาวของเธอเป็นผลงานการตัดเย็บด้วยมือของแม่และพี่สะใภ้โจวซุ่ยซุ่ย ซึ่งออกแบบมาให้พอดีกับรูปร่างของเธออย่างสวยงาม สีแดงสดของชุดอาจจะทำให้คนที่มีผิวคล้ำดูคล้ำลงไปอีกหากไม่ได้แต่งหน้า แต่สำหรับซือเนี่ยนซึ่งมีผิวขาวผ่องเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ชุดสีแดงนี้กลับยิ่งขับให้ผิวของเธอดูสว่างสดใสขึ้นไปอีก
แม่ของเธอเป็นคนเกล้าผมให้ ด้วยฝีมืออันชำนาญของคนรุ่นก่อน เพียงไม่นานทรงผมที่สวยงามก็ปรากฏขึ้น บนศีรษะประดับด้วยดอกไม้ไข่มุกสีแดง ซึ่งครั้งหนึ่งเธอเคยคิดว่ามันดูเชย แต่เมื่อได้ลองประดับดูในวันนี้ เธอกลับพบว่ามันสวยงามอย่างไม่น่าเชื่อ
ซือเนี่ยนเพียงแค่บรรจงเขียนคิ้วและทาลิปสติกบาง ๆ เพื่อไม่ให้ใบหน้าดูซีดเซียวจนเกินไป เมื่อเธอแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยและส่องกระจก เธอก็พบว่าตัวเองดูสวยสง่าและโดดเด่นจนน่าตะลึง แม่หลินที่มองดูอยู่ถึงกับตกอยู่ในภวังค์ ราวกับได้ย้อนเวลากลับไปเห็นภาพของตัวเองในวัยสาวอีกครั้ง
แม่หลินมองภาพลูกสาวในชุดเจ้าสาวตรงหน้า ความทรงจำในวันวานก็ย้อนกลับมาทับซ้อน เพราะเป็นเด็กสาวที่ไม่มีญาติที่ไหน ทำให้แม่สามีไม่เคยเอ็นดูเธอเลยสักนิด วันแต่งงานของตัวเอง ไม่มีแม้กระทั่งเสื้อผ้าสีแดงมงคลสักชิ้น มีเพียงสองมือของตัวเองที่มวยผมขึ้นอย่างง่ายๆ ใครจะคิดว่าชีวิตนี้จะมีวันได้แต่งตัวสวยๆ เพื่อส่งลูกสาวของตัวเองออกเรือน ความรู้สึกตื้นตันที่อัดแน่นอยู่ในอกทำให้ขอบตาของแม่หลินร้อนผ่าวขึ้นมา
สำหรับซือเนี่ยนแล้ว แม้ความผูกพันกับครอบครัวหลินจะไม่ได้หยั่งรากลึกยาวนานเหมือนคนอื่น แต่ความดีและความจริงใจที่พวกเขาหยิบยื่นให้ตลอดมาก็ทำให้เธอใจหายอยู่ไม่น้อย แม้จะไม่ถึงขั้นต้องหลั่งน้ำตาให้กับการจากลา แต่ความอาลัยอาวรณ์ก็เกาะกุมอยู่ในหัวใจ
เวลาผ่านไปไม่นาน เสียงประทัดที่ดังสนั่นหวั่นไหวอยู่หน้าบ้านก็เป็นสัญญาณว่าขบวนขันหมากของเจ้าบ่าวได้เดินทางมาถึงแล้ว ทุกคนต่างก็รีบเร่งเตรียมพร้อมสำหรับงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสที่จะเริ่มขึ้นในไม่ช้า
งานในวันนี้ฝั่งบ้านหลินค่อนข้างเรียบง่ายเมื่อเทียบกับความคึกคักของบ้านโจว แขกเหรื่อส่วนใหญ่เป็นคนกันเอง มีโต๊ะจีนตั้งอยู่เพียงไม่กี่โต๊ะในบริเวณลานบ้านเท่านั้น ที่น่าเจ็บใจคือญาติฝั่งพ่อหลินกลับไม่มีใครมาร่วมงานเลยแม้แต่คนเดียว
คงเป็นเพราะเรื่องบาดหมางจากการแบ่งเนื้อในครั้งก่อนที่ยังไม่จางหาย พวกเขาตั้งใจไม่มาปรากฏตัวในงานแต่งของหลานสาวแท้ๆ เพื่อเป็นการหักหน้าซือเนี่ยนโดยเฉพาะ
เสียงซุบซิบของเพื่อนบ้านดังแว่วมาเป็นระยะ ทุกสายตาต่างจับจ้องมาที่พ่อหลินและแม่หลินที่หน้าเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด แต่สำหรับซือเนี่ยนแล้ว เธอกลับไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรด้วยเลยแม้แต่น้อย จะให้เธอไปใส่ใจคำพูดหรือการกระทำของคนที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันได้อย่างไร
เสียงเครื่องยนต์ที่แล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าประตูบ้าน เรียกทุกสายตาให้หันไปมองเป็นทางเดียวกัน รถเก๋งคันงามที่ถูกขัดสีฉวีวรรณจนเงาวับปรากฏสู่สายตา ตามมาด้วยขบวนกลองยาวที่บรรเลงอย่างครึกครื้น ชายฉกรรจ์ที่เดินตามหลังรถล้วนเป็นคนงานจากฟาร์มของโจวเยว่เซิน แต่ละคนรูปร่างสูงใหญ่กำยำ แลดูหล่อเหลาเอาการ ทำเอาบรรดาสาวน้อยที่มาร่วมงานถึงกับแก้มแดงระเรื่อ ไม่กล้าสบตาตรงๆ
ประตูรถเปิดออก เผยให้เห็นร่างของโจวเยว่เซินในชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวเต็มยศที่สง่างาม บนศีรษะสวมหมวกเข้าชุดกัน เขาก้าวลงมายืนนิ่งด้วยท่วงท่าที่องอาจ รูปร่างสูงโปร่งและบุคลิกที่ดูเย็นชาของเขาช่างโดดเด่นสะดุดตา ที่อกข้างซ้ายประดับด้วยเหรียญกล้าหาญเรียงรายเป็นแถว บ่งบอกถึงเกียรติยศและผลงานที่ผ่านมา
แสงอาทิตย์ยามเช้าที่สาดส่องลงมาต้องร่างของเขาที่ยืนอยู่หน้ารถพอดี เกิดเป็นภาพเงาที่ทอดยาวอยู่บนพื้น สายลมโชยพัดเบาๆ ทำให้ชายเสื้อของเขาไหวสะบัดเล็กน้อย ชั่วขณะนั้น...โจวเยว่เซินดูราวกับเทพเจ้าผู้ทรงอำนาจที่กำลังเยื้องย่างลงมาจากสรวงสวรรค์ แสงและเงาขับเน้นให้ใบหน้าอันคมคายของเขาดูมีมิติและน่าเกรงขามยิ่งขึ้นไปอีก ชุดเครื่องแบบที่ติดกระดุมทุกเม็ดจนถึงลำคอ ยิ่งเสริมให้บุคลิกของเขาดูเคร่งขรึมและสุขุมสมกับเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ในยุคนั้น
ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างตกอยู่ในภวังค์ ไม่มีใครเคยเห็นโจวเยว่เซินในมาดนี้มาก่อน ที่ผ่านมาเคยได้ยินเพียงแค่ว่าเขาเคยรับราชการทหาร แต่ไม่มีใครล่วงรู้รายละเอียดหรือที่มาที่ไปของเขาเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเหรียญกล้าหาญมากมายที่ประดับอยู่บนอกนั่น
เขามาในวันนี้พร้อมกับเกียรติยศและศักดิ์ศรีทั้งหมดที่มี เพื่อมารับตัวผู้หญิงอันเป็นที่รักของเขาไปเป็นคู่ชีวิต
ความคิดของชาวบ้านเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากเดิมที่เคยนินทากันว่าที่โจวเยว่เซินยอมทุ่มเงินสินสอดมหาศาลคงเพราะรู้สึกผิดที่ตัวเองอายุมากกว่า แถมยังเป็นแค่เจ้าของฟาร์มหมูที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าอะไร ทุกคนลงความเห็นว่าเขาเป็นแค่คนที่โชคดีมีเงินเท่านั้น
แต่ภาพที่เห็นตรงหน้าได้ลบล้างความคิดเหล่านั้นจนหมดสิ้น โจวเยว่เซินไม่ได้มีดีแค่ฐานะเงินทอง แต่เขายังมีจิตวิญญาณของทหารหาญที่ฝังรากลึกอยู่ในตัว แม้วันเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม ด้วยความที่ทุกคนต่างก็ให้ความเคารพเหล่าทหารหาญเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ความรู้สึกชื่นชมและยำเกรงจึงบังเกิดขึ้นในใจของทุกคน
โจวเยว่เซินเพียงแค่พยักหน้าให้ผู้คนรอบข้างเล็กน้อยเพื่อเป็นการทักทาย บรรดาญาติและเพื่อนเจ้าสาวที่เคยส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าววางแผนจะเล่นเกมรับน้องเจ้าบ่าวต่างก็เงียบกริบ ไม่มีใครกล้าก้าวออกไปเผชิญหน้ากับเขาเลยสักคน ก็ใครจะกล้าไปต่อกรกับชายที่ใบหน้าเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความน่าเกรงขาม ดวงตาสีนิลคมกริบของเขาราวกับมีดที่พร้อมจะเชือดเฉือน แค่เพียงถูกจ้องมองก็ทำให้ขาสั่นจนแทบจะยืนไม่อยู่แล้ว
เรื่องราวดำเนินไปอย่างรวดเร็วจนซือเนี่ยนแทบไม่ทันได้ตั้งตัว โจวเยว่เซินก็ฝ่าด่านเข้ามาถึงห้องนอนของเธอได้อย่างง่ายดาย ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่จับจ้องเป็นตาเดียว
เธอในชุดเจ้าสาวแสนสวยกำลังหันหลังให้กับประตู เมื่อมองจากมุมของคนภายนอก ภาพของคนสองคนที่ยืนอยู่ด้วยกัน คนหนึ่งสูงใหญ่แข็งแกร่ง อีกคนบอบบางอ่อนหวาน ช่างดูงดงามราวกับภาพวาดเลอค่า
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า ซือเนี่ยนจึงหันกลับไปมองตามสัญชาตญาณ และในวินาทีนั้น...ดวงตาของเธอก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ริมฝีปากอิ่มเผยอค้างอย่างลืมตัว
กว่าที่เธอจะดึงสติกลับมาได้ ร่างของเธอก็ถูกโจวเยว่เซินอุ้มพาไปขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว ซือเนี่ยนได้แต่กะพริบตาปริบๆ มองภาพพ่อกับแม่ที่ยืนโบกมือส่งทั้งน้ำตานองหน้าอยู่ไกลๆ กว่าจะหาเสียงของตัวเองเจอก็ตอนที่รถเริ่มเคลื่อนตัวออกไปแล้ว
"คุณ...ทำไมถึงใส่ชุดนี้ล่ะคะ" เธอพอจะรู้มาบ้างว่าเขาเคยเป็นทหาร แต่ที่ได้ยินมาคือเขาปลดประจำการไปแล้วไม่ใช่หรือ แล้วเหรียญตราพวกนั้นล่ะ แค่มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นสิ่งที่คนธรรมดาอย่างเธอไม่มีวันได้สัมผัส แถมยังเป็นเครื่องแบบระดับนายทหารอีก...เธอไม่เคยเห็นใครใส่ชุดทหารแล้วดูน่าเกรงขามได้เท่านี้มาก่อนเลย
ความรู้สึกในตอนนี้ทำให้ซือเนี่ยนนึกย้อนไปถึงวันที่เจอกับเขาครั้งแรกที่บ้านตระกูลโจว วันนั้นเธอก็รู้สึกได้ถึงรังสีอำนาจบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวเขา กลิ่นอายของความเป็นผู้นำที่ไม่อาจปิดซ่อนได้ และในวันนี้...ทุกอย่างก็ได้รับการพิสูจน์แล้ว
โจวเยว่เซินคงจะคาดเดาปฏิกิริยาของเธอไว้แล้ว น้ำเสียงของเขาจึงฟังดูราบเรียบและหนักแน่น "ผมยังไม่ได้ปลดประจำการน่ะ ก่อนหน้านี้ที่ผมเจ็บหนัก แล้วที่บ้านก็มีเรื่องพอดี เด็กๆ ก็เหลือผมอยู่คนเดียว จะให้ทิ้งไปก็ทำไม่ลง ตอนนั้นเลยคิดจะลาออก แต่เขาไม่อนุมัติ"
เขาเว้นจังหวะไปเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ "เรื่องของผมมันค่อนข้างซับซ้อน อธิบายสั้นๆ คงไม่เข้าใจ แต่ถ้าประเทศชาติต้องการตัวเมื่อไหร่ ผมก็ต้องกลับไปทำหน้าที่ทันที ตราบใดที่ยังมียศนี้อยู่"
นี่เองสินะ เหตุผลที่เขาเลือกสวมเครื่องแบบทหารในวันแต่งงานของเรา...หัวใจของซือเนี่ยนสั่นสะท้านอย่างรุนแรง! ในฐานะพลเมืองคนหนึ่ง เธอมีความชื่นชมและศรัทธาในตัวทหารอย่างสุดหัวใจ และสามีของเธอก็เป็นหนึ่งในนั้น แถมยังเป็นคนที่เก่งกาจและน่ายกย่องถึงเพียงนี้
"ผมขอโทษนะ คือเรื่องนี้มันมีเหตุผลบางอย่างที่บอกใครไม่ได้ ผมเลยต้องปิดคุณมาตลอด"
"ที่ผ่านมาคุณถึงได้ย้ำถามฉันอยู่เรื่อยๆ ว่าแน่ใจแล้วใช่ไหม" ซือเนี่ยนเอ่ยขึ้นเบาๆ
โจวเยว่เซินพยักหน้ารับ
ซือเนี่ยนถอนหายใจยาว "เรื่องแค่นี้ฉันจะไปโกรธคุณลงได้ยังไงกัน สามีของฉันเป็นทหารรับใช้ชาติ ภูมิใจในตัวคุณจะแย่"
แววตาของโจวเยว่เซินอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อได้ยินคำพูดของเธอ เขามองลึกเข้าไปในดวงตาที่งดงามคู่นั้น ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าในวัยที่ใครๆ ต่างก็มองว่าเขาผ่านจุดที่ดีที่สุดในชีวิตไปแล้ว จะได้มาพบกับผู้หญิงที่ทำให้เขายอมแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้เธอมาครอบครอง
เธอดีเกินไป...ดีเกินกว่าที่คนอย่างเขาจะคู่ควร
***
ขบวนรถแต่งงานเพิ่งจะลับสายตาไป รถยนต์อีกคันของครอบครัวซือก็ค่อยๆ ขับเคลื่อนเข้ามาอย่างช้าๆ พ่อซือและจางชุ่ยเหมยที่แต่งตัวเต็มยศในชุดสูทสีเทาและสวมแว่นตา ขับรถสวนทางกับขบวนขันหมากไปอย่างฉิวเฉียด
พ่อซือเหลือบไปเห็นรถแต่งงานที่ถูกประดับประดาอย่างสวยงามกำลังมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านถัดไป ก็อดที่จะเอ่ยขึ้นด้วยความแปลกใจไม่ได้
"วันนี้มีคนอื่นแต่งงานด้วยรึนี่ แถวนี้มีคนหารถแต่งงานมาได้ด้วยเหรอ"
น้ำเสียงของเขาบ่งบอกถึงความทึ่งล้วนๆ ที่หมู่บ้านห่างไกลความเจริญเช่นนี้จะมีคนสามารถจัดหารถยนต์มาใช้ในงานแต่งได้ เขาไม่ได้นึกโยงเรื่องนี้ไปถึงซือเนี่ยนเลยแม้แต่น้อย
จางชุ่ยเหมยเองก็มองตามไปเช่นกัน ก่อนจะพูดอย่างไม่ใส่ใจ "คงเป็นคนในตำบลล่ะมั้ง สำหรับคนในตำบลแล้ว การเช่ารถสักคันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร"
หลินซือซือที่นั่งอยู่เบาะหลังได้ยินบทสนทนานั้นก็หันไปมองตาม แต่แล้วคิ้วของเธอก็ต้องขมวดเข้าหากัน ถนนเส้นนั้นไม่ใช่เส้นทางที่มุ่งหน้าไปยังตัวตำบล แต่เป็นทางที่ตรงไปยังหมู่บ้านซิ่งฝู...ความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาในหัวของเธอ แต่เธอก็พยายามปัดมันทิ้งไปเพราะไม่อยากจะเชื่อ
ในที่สุดรถก็จอดสนิทที่หน้าบ้านของตระกูลหลิน พ่อหลินและแม่หลินยังคงยืนอยู่ที่หน้าประตู ดวงตาของทั้งคู่แดงก่ำเล็กน้อย การมาถึงของรถคันใหม่ดึงดูดความสนใจของทุกคนได้เป็นอย่างดี และเมื่อครอบครัวของหลินซือซือลงมาจากรถ เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นเบาๆ ไม่มีใครคาดคิดว่าเธอจะมาร่วมงานด้วย
พ่อแม่หลินเองก็ประหลาดใจไม่แพ้กัน แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรซับซ้อน รีบเดินเข้าไปต้อนรับด้วยรอยยิ้ม "ซือซือ พวกเธอก็มาด้วยเหรอเนี่ย มาๆ พอดีเลย ยังเหลือโต๊ะสุดท้ายอยู่ เข้าไปกินข้าวก่อนสิ"
ยังไม่ทันที่หลินซือซือจะได้เอ่ยปากตอบ จางชุ่ยเหมยซึ่งไม่เคยมีความรู้สึกที่ดีต่อครอบครัวหลินอยู่แล้วก็ชิงพูดขึ้นมาก่อนด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ไม่ต้องหรอกค่ะ เราแค่แวะมาส่งเนี่ยนเนี่ยน อย่างน้อยก็เลี้ยงดูปูเสื่อกันมาตั้งสิบแปดปี ก็อยากจะมาส่งให้มันเป็นเรื่องเป็นราว ส่งเสร็จเดี๋ยวเราก็กลับแล้ว ไม่รบกวนเรื่องข้าวปลาอาหารหรอกค่ะ"
ในใจของเธอนึกดูแคลนงานเลี้ยงแบบบ้านนอกคอกนาที่คงไม่มีอะไรน่ากิน เธอเคยได้ยินลูกสาวเล่าให้ฟังว่าครอบครัวหลินนั้นยากจนข้นแค้นขนาดที่ว่าทั้งปีจะได้กินเนื้อสัตว์ไม่ถึงสองครั้งด้วยซ้ำ ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจที่ตัวเองอุตส่าห์เลี้ยงดูซือเนี่ยนมาอย่างดีราวกับไข่ในหิน แต่ลูกสาวแท้ๆ ของตัวเองกลับต้องมาทนลำบาก แม้แต่เนื้อสักชิ้นก็ยังหากินได้ยาก
คำพูดของจางชุ่ยเหมยทำให้แม่หลินหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย
"อ๋อ...ได้จ้ะๆ แต่ว่าเนี่ยนเนี่ยนเพิ่งถูกพ่อหนุ่มโจวมารับตัวไปเมื่อกี้นี้เอง ฉันไม่นึกว่าพวกคุณจะมา ไม่งั้นคงจะบอกให้พวกเขารอสักหน่อย"
ในใจของแม่หลินก็คิดไปว่า อย่างไรเสียครอบครัวซือก็เลี้ยงดูลูกสาวของตนมานานถึงสิบแปดปี การที่พวกเขาจะเดินทางมาไกลเพื่อส่งตัวเจ้าสาวก็ถือเป็นเรื่องที่สมควรทำ เพียงแต่คาดไม่ถึงว่าจะมาถึงช้าไปเพียงก้าวเดียว
"อะไรนะครับ ไปแล้วเหรอ ไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน" พ่อซือขมวดคิ้วถาม
แม่หลินชี้มือไปยังทิศที่ขบวนรถเพิ่งจากไป "นั่นไงล่ะจ๊ะ เพิ่งจะออกไปเมื่อกี้เอง รถยังอยู่ลิบๆ โน่นเลย"
สองสามีภรรยามองตามปลายนิ้วของแม่หลินไป และภาพที่เห็นก็คือท้ายรถเก๋งคันเดียวกับที่พวกเขาเพิ่งจะวิพากษ์วิจารณ์กันไปเมื่อครู่นี้...
[จบบท]