บทที่ 132: รอยสีกุหลาบ
พ่อซือสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ พยายามข่มอารมณ์กรุ่นๆ ที่อยู่ข้างในอก ก่อนจะฝืนปั้นรอยยิ้มที่ดูเอ็นดูออกมาอย่างสุดความสามารถ เขาเอ่ยกับลูกสาวบุญธรรมด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้ดูใจดีที่สุด
“ไม่เป็นไรเลยลูก”
ในใจของเขากรีดร้องโหยหวน ไม่มีใครในโลกนี้จะน่าอดสูเท่าเขาอีกแล้ว ให้ซองแดงกับลูกสาวตัวปลอมที่เลี้ยงมาก็ว่าแย่แล้ว นี่ยังต้องมาควักเงินให้เด็กที่ไหนก็ไม่รู้อีกตั้งสองคน!
เขาได้แต่ภาวนาให้เรื่องบ้าๆ นี่จบลงเสียที
แต่แล้วเสียงใสๆ ของซือเนี่ยนก็ดังขึ้นมาทำลายความหวังลมๆ แล้งๆ ของเขาจนหมดสิ้น
“พ่อคะ ของหนูเหยาเหยาเอามาให้ฉันก็ได้ค่ะ น้องยังเล็ก เดี๋ยวถือเงินไปทำหล่นหายซะก่อน ฉันจะเก็บไว้ให้เองค่ะ พอโตขึ้นเธอจะได้รู้ว่าคุณปู่ใจดีกับเธอแค่ไหน”
ยังไม่ทันที่เขาจะได้ปฏิเสธ เธอก็ชี้ไปที่เด็กชายสองคนที่ยืนตาละห้อยอยู่ข้างๆ พร้อมแนะนำด้วยรอยยิ้มกว้าง
“อ้อใช่ค่ะ นี่น้องชายแท้ๆ ของฉันเอง เสี่ยวเฟิงกับเสี่ยวอวี่ค่ะ”
หลินเฟิงกับหลินอวี่เบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ นี่พวกเราก็จะได้ด้วยเหรอ?
พ่อซือถึงกับพูดอะไรไม่ออก ได้แต่อ้าปากค้าง
“อ๊ะ! สือโถว พวกเธอมัวยืนบื้ออยู่ทำไมล่ะ รีบมาทางนี้เร็วเข้า…” ซือเนี่ยนยังคงทำหน้าที่พิธีกรจำเป็นต่อไป
สือโถวที่ยืนดูอยู่ห่างๆ ถึงกับสะดุ้ง นี่เรื่องจริงใช่ไหม ผมก็จะได้ซองแดงด้วยเหรอ?
“พ่อว่า… พ่อมีธุระด่วนต้องไปทำน่ะ”
พูดจบประโยค พ่อซือก็รีบคว้าแขนภรรยาและลูกสาวแท้ๆ ของตัวเองเผ่นออกจากประตูบ้านตระกูลโจวแทบจะทันที ขืนยังยืนเอ๋ออยู่ที่นี่อีกแค่นาทีเดียว มีหวังได้หมดตัวกันพอดี
ซือเนี่ยนมองตามแผ่นหลังที่รีบร้อนของพวกเขาไปพร้อมกับตะโกนไล่หลังด้วยรอยยิ้มหวานหยด “พ่อกับแม่คะ ว่างๆ ก็มาเที่ยวอีกนะคะ เด็กๆ ที่นี่ชอบพวกคุณมากเลยค่ะ!”
คำพูดนั้นส่งผลให้ร่างของพ่อซือสะดุดกึกจนเกือบจะหน้าคะมำ
ชาวบ้านที่มุงดูเหตุการณ์อยู่ต่างก็หันกลับมามองหน้ากันอย่างพออกพอใจ ก่อนจะพร้อมใจกันให้คะแนนครอบครัวซือในใจว่า “ถึงนิสัยจะดูแปลกๆ ไปหน่อย แต่เรื่องเงินนี่ใจกว้างใช้ได้เลยนะเนี่ย”
พ่อผู้แสนจะ ‘ใจกว้าง’ ที่เพิ่งจะวิ่งหนีไป รู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงทั้งหมดถูกสูบออกไปจากร่างจนหมดสิ้น
พอแขกที่ไม่ได้รับเชิญกลับไปจนหมด และชาวบ้านเริ่มทยอยแยกย้าย ซือเนี่ยนก็ปล่อยเสียงหัวเราะที่อั้นไว้ออกมาจนตัวงอ
ฟู่เชียนเชียนที่ยืนกอดอกอยู่ใกล้ๆ หรี่ตามองอย่างจับผิด ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาอย่างขัดใจ “นี่เธอใช้ฉันเป็นเครื่องมืองั้นเหรอ”
ซือเนี่ยนยักคิ้วกวนๆ “แหม เพิ่งจะรู้ตัวเหรอจ๊ะ?”
ฟู่เชียนเชียนอยากจะกรี๊ดออกมาดังๆ
ถึงจะยอมรับว่าการได้เห็นครอบครัวซือหน้าแตกมันสะใจดีอยู่หรอก แต่ทำไมลึกๆ แล้วเธอถึงรู้สึกหงุดหงิดขนาดนี้นะ?
หญิงสาวจ้องซือเนี่ยนเขม็งอย่างเอาเรื่อง “หึ! เห็นแก่วันนี้เป็นวันแต่งงานของเธอนะ ฉันจะยอมๆ ไปก่อนก็แล้วกัน! อ่ะนี่! ฉันซื้อของมาให้ แน่นอนว่าเป็นฝีมือพ่อกับแม่ฉัน ไม่ใช่ฉันอยากจะซื้อให้เธอหรอกนะ พวกท่านบอกว่าเธออุตส่าห์ยกตำแหน่งงานหาเงินให้ฉันแล้ว คงจะน่าสงสารน่าดู อยู่บ้านนอกป่าเขาแบบนี้จะหาซื้อเสื้อผ้าสวยๆ ใส่ก็คงลำบาก เลยใช้ให้ฉันไปซื้อชุดใหม่มาให้สองชุดกับพวกครีมบำรุงผิวอีกนิดหน่อย ของทั้งหมดนี่ส่งตรงมาจากฮ่องกงเลยนะจะบอกให้ เชอะ~ ถือว่าเธอโชคดีก็แล้วกัน”
ซือเนี่ยนมองเพื่อนสาวตรงหน้าแล้วได้แต่ยิ้มในใจ เธอรู้ดีว่าฟู่เชียนเชียนก็เป็นแบบนี้ ปากกับใจไม่เคยตรงกันเลยสักครั้ง ความสัมพันธ์ของเธอกับครอบครัวฟู่ก็แค่คนรู้จักผิวเผิน ไม่มีเหตุผลอะไรที่พวกเขาจะต้องทุ่มเงินซื้อของแพงๆ เหล่านี้ให้เธอเลย ที่แท้ก็เป็นเจ้าตัวนี่แหละที่อยากจะให้ แต่กลับอ้างพ่อแม่ออกมาบังหน้า เพราะเธอเป็นพวกที่ดีกับใครแล้วก็ดีถึงที่สุด แต่กลับอายที่จะยอมรับออกมาตรงๆ
ก็ดีเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นเธอคงรู้สึกเกรงใจแย่
“จ้าๆ ฉันมันคนโชคดี ขอบใจนะที่อุตส่าห์แบกของมาให้ตั้งเยอะแยะ”
“ชิ~ บอกแล้วไงว่าไม่ใช่ฉันอยากให้ พ่อกับแม่ฉันต่างหากที่…”
“โอเคๆ เข้าใจแล้วจ้ะ งั้นคงต้องรบกวนเธอช่วยขอบคุณคุณลุงคุณป้าแทนฉันด้วยนะ”
ฟู่เชียนเชียนเชิดหน้าขึ้นแล้วพ่นลมหายใจออกมาอีกหน
“ไปหาอะไรกินเถอะ งานเลี้ยงรอบดึกกำลังจะเริ่มแล้วนะ” ซือเนี่ยนเปลี่ยนเรื่อง
พอได้ยินคำว่า ‘กิน’ ฟู่เชียนเชียนที่กำลังจะหาเรื่องต่อก็รีบยืนตัวตรงทันที แต่พอรู้ตัวว่าเผลอแสดงท่าทีตะกละออกไปก็รู้สึกอายขึ้นมานิดๆ โชคดีที่อวี๋ตงซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ ก้าวออกมารับหน้าแทน “ไปกันเถอะ เดี๋ยวฉันพาไปเอง”
ซือเนี่ยนเหลือบมองเขาเล็กน้อยก่อนจะพูด “งั้นฝากคุณช่วยดูแลเธอด้วยแล้วกันนะคะ”
อวี๋ตงฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวครบทุกซี่ “ไม่มีปัญหา ไม่รบกวนเลยสักนิดเดียว”
ด้วยนิสัยที่เป็นคนเปิดเผยเฮฮาอยู่แล้ว พอเหล้าเข้าปากไปได้ไม่กี่จอก ฟู่เชียนเชียนก็เริ่มคุยโวถึงวีรกรรมต่างๆ ของซือเนี่ยนให้คนทั้งโต๊ะฟังอย่างออกรส
ชาวบ้านต่างก็ได้รู้เรื่องราวในอดีตของเจ้าสาวคนสวยจากปากของเธอ และพอได้ยินว่าซือเนี่ยนเคยเป็นเด็กผู้หญิงที่เรียนเก่งที่สุดในย่านบ้านพักทหาร ทุกคนก็ถึงกับตาโตด้วยความทึ่ง และยิ่งรู้สึกรักใคร่เอ็นดูเธอมากขึ้นไปอีก
จะมีผู้หญิงที่เพียบพร้อมขนาดนี้สักกี่คนกัน ที่ยอมทิ้งความศิวิไลซ์มาแต่งงานอยู่ในหมู่บ้านชนบท ทั้งยังไม่เคยแสดงท่าทีรังเกียจแม้แต่น้อย แถมยังช่วยดูแลจัดการบ้านช่องของตระกูลโจวจนเป็นระเบียบเรียบร้อย ผู้หญิงดีๆ แบบนี้มันหาไม่ได้ง่ายๆ เลยจริงๆ
ตกดึก ฟู่เชียนเชียนก็เมาแอ๋จนอวี๋ตงต้องเข้ามาประคองเพื่อพาไปนอนพัก แต่ปากของเธอก็ยังโวยวายไม่หยุดว่าจะกลับบ้านให้ได้ ถ้าไม่กลับมีหวังโดนพ่อตีขาหักแน่ๆ
อวี๋ตงเลยตัดสินใจยืมรถมอเตอร์ไซค์ของโจวเยว่เซินเพื่อขี่ไปส่งเธอกลับเข้าเมือง
ซือเนี่ยนเองก็รู้ดีว่าครอบครัวฟู่ค่อนข้างหัวโบราณและมีกฎระเบียบที่เข้มงวด คงไม่ยอมให้ลูกสาวตัวเองไปค้างคืนที่บ้านคนอื่นง่ายๆ และเมื่อเห็นว่าอวี๋ตงก็เป็นคนนิสัยดีแถมยังชำนาญเส้นทางในเมืองเป็นอย่างดี เธอจึงวางใจและฝากฝังให้เขาช่วยไปส่งเพื่อนของเธอให้ถึงบ้านอย่างปลอดภัย
กว่าความสนุกสนานและเสียงหัวเราะในงานเลี้ยงจะจางหายไป ท้องฟ้าก็มืดสนิทไปแล้ว นอกจากกลุ่มคนที่ยังคงนั่งดวลเหล้ากันอย่างเมามัน และบรรดาแม่บ้านที่ยังคงช่วยกันเก็บล้างข้าวของในครัว แขกคนอื่นๆ ต่างก็ทยอยเดินทางกลับบ้านกันไปจนเกือบหมด
เพราะวันนี้มีคนมาร่วมงานเยอะเป็นพิเศษ พื้นดินในบริเวณบ้านจึงเต็มไปด้วยรอยเท้าและเศษขยะเกลื่อนกลาด ทั้งเศษกระดาษห่อลูกอมและเปลือกเมล็ดแตงโม บนโต๊ะอาหารก็ยังคงมีจานชามและเศษอาหารวางระเกะระกะ
ซือเนี่ยนเข้าใจดีว่างานเลี้ยงในชนบทที่มีเด็กๆ มารวมตัวกันเยอะๆ ก็มักจะเป็นแบบนี้ เธอเตรียมใจรับสภาพนี้ไว้อยู่แล้ว
แต่ยังไงเทียบกับคนอื่นๆ แล้ว วันนี้เธอถือว่าสบายที่สุดอยู่ดี เพราะได้นั่งพักอยู่เฉยๆ ตลอดทั้งงาน ส่วนหน้าที่ต้อนรับแขกเหรื่อทั้งหมดเป็นของโจวเยว่เซินแต่เพียงผู้เดียว แม้แต่เหล้าสักจอกเขาก็ยังไม่ยอมให้เธอแตะต้อง จนตอนนี้เธอกลายเป็นคนเดียวในบ้านที่ยังมีสติดีครบถ้วน
ขณะที่เธอกำลังจะเดินไปหยิบไม้กวาดมาทำความสะอาด สายตาก็พลันไปเห็นร่างเล็กๆ ของโจวเจ๋อตงกำลังก้มหน้าก้มตากวาดพื้นอยู่เงียบๆ คนเดียว
ท่ามกลางแสงไฟสลัวๆ ร่างของเด็กชายดูบอบบางและเงียบเชียบจนแทบจะกลืนไปกับความมืด เขาไม่ส่งเสียงใดๆ เลย ราวกับไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น
ดึกป่านนี้แล้ว เด็กคนอื่นๆ คงเข้านอนกันไปหมดแล้ว แต่เขากลับยังต้องมาทำงานบ้าน ทั้งๆ ที่พรุ่งนี้ก็ต้องตื่นไปโรงเรียนแต่เช้า
ซือเนี่ยนรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรบางอย่างมาจุกอยู่ที่คอ ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นเข้ามาในหัวใจอย่างไม่ทราบสาเหตุ
ดูเหมือนว่าโจวเจ๋อตงจะรับรู้ได้ถึงสายตาของเธอ เขาจึงหยุดมือแล้วเงยหน้าขึ้นมามอง
พอเห็นว่าเป็นซือเนี่ยนที่ยืนจ้องเขาอยู่ เด็กชายก็รีบยืนตัวตรงด้วยท่าทีประหม่าในทันที
“คุณแม่… คือ… แม่จะหาอะไรเหรอครับ”
ซือเนี่ยนส่ายหน้าเบาๆ แล้วเดินเข้าไปหาเขาใกล้ๆ “ให้แม่ทำเองดีกว่านะลูก รีบไปนอนได้แล้ว พรุ่งนี้ต้องไปโรงเรียนแต่เช้านะ” เด็กคนนี้วิ่งวุ่นช่วยงานมาทั้งวันแล้ว ควรจะได้พักผ่อนเสียที
โจวเจ๋อตงรีบส่ายหัวปฏิเสธเป็นพัลวัน “ผมยังไม่ง่วงครับ ผมกวาดเองได้ แม่ไปพักผ่อนเถอะครับ” พูดจบเขาก็หันหน้าหนี แล้วเร่งมือตวัดไม้กวาดในมือเร็วขึ้นกว่าเดิม ราวกับกลัวว่าเธอจะเข้ามาแย่งไป
ซือเนี่ยนได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ
***
โจวเยว่เซินกลับเข้ามาในห้องนอนพร้อมกับกลิ่นเหล้าที่คละคลุ้งไปทั่วร่าง ไม่รู้ว่าเขาไปดื่มหนักขนาดไหนมา
ซือเนี่ยนที่เพิ่งจะอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเดินออกมาจากห้องน้ำพอดี กลิ่นแอลกอฮอล์ที่ฉุนกึกทำให้เธอต้องขมวดคิ้วเล็กน้อย
เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาสีนิลของเขา สีหน้าของเขาเรียบเฉยจนดูไม่ออกว่ากำลังเมาอยู่ แต่แววตาคู่นั้นกลับดำสนิทลุ่มลึก ราวกับมีตะขอแหลมคมซ่อนอยู่ข้างใน รอที่จะเกี่ยวหัวใจของเธอให้ตกลงไปในนั้น
เปลือกตาของเธอเต้นระริกอย่างไม่มีสาเหตุ มือเรียวเผลอยกขึ้นไปจับสายริบบิ้นของชุดนอนที่หน้าอกแล้วผูกเป็นปมอย่างไม่ตั้งใจ
เธอเพิ่งจะเปลี่ยนเป็นชุดนอนผ้าไหมเนื้อนุ่ม เครื่องสำอางบนใบหน้าก็ยังไม่ได้เช็ดออก วันนี้เป็นวันพิเศษ เธอจึงแต้มลิปสติกสีแดงสด ทำให้ริมฝีปากอิ่มของเธอดูเย้ายวนน่าจุมพิตเป็นพิเศษ รูปปากที่สวยงามรับกับจมูกโด่งรั้นและแพขนตางอนยาวที่กระพือไหวทุกครั้งที่เธอขยับเปลือกตา
ชุดนอนผ้าไหมเนื้อบางเบาแนบไปกับเรือนร่างอรชร ผ้าสีอ่อนยิ่งขับให้ผิวบริเวณลำคอของเธอดูขาวผ่องเป็นยองใย บนนั้นยังประดับด้วยสร้อยไข่มุกสีขาวบริสุทธิ์เส้นเดิมที่เขาเคยให้ไว้ ผมยาวสลวยถูกรวบขึ้นเป็นมวยอย่างลวกๆ ทำให้ดูยุ่งเหยิงเล็กน้อย ภาพที่เห็นตรงหน้าคือความงดงามสง่าที่แฝงไปด้วยเสน่ห์ของความอ่อนแอและไม่ปรุงแต่ง
โจวเยว่เซินยืนนิ่งจ้องมองภาพนั้นอยู่หลายวินาที
ซือเนี่ยนผูกโบเสร็จก็เงยหน้าขึ้นสบตากับเขาอีกครั้ง เธอชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา “จะดื่มซุปแก้เมาหน่อยไหมคะ?”
เมื่อตอนหัวค่ำที่ยังอยู่ข้างล่าง เธอเห็นกับตาตัวเองเลยว่าผู้ชายคนนี้จัดการแขกที่เข้ามาชนแก้วด้วยไปไม่รู้กี่โต๊ะต่อกี่โต๊ะ
โจวเยว่เซินส่ายหน้าปฏิเสธ
เขาใช้นิ้วโป้งนวดคลึงที่ขมับเบาๆ เผยให้เห็นถึงความอ่อนล้าที่ซ่อนอยู่ เมื่อเห็นว่าเธอกำลังจะยกมือขึ้นไปถอดปิ่นปักผม เขาก็ก้าวเข้าไปใกล้ๆ แล้วยื่นมือไปช่วยถอดออกให้อย่างแผ่วเบา ปลายนิ้วของเขาสอดเข้าไปในกลุ่มผมแล้วนวดคลึงหนังศีรษะที่ตึงเครียดของเธออย่างนุ่มนวล ก่อนจะเลื่อนลงมาที่ท้ายทอยแล้วรวบลำคอระหงของเธอไว้ พร้อมกับก้มใบหน้าลงไปซุกไซ้ที่ซอกคอขาวเนียนของเธอ
เส้นผมสั้นๆ ที่แข็งกระด้างของเขาทิ่มแทงลงบนผิวเนื้ออันบอบบาง ทำให้เธอรู้สึกทั้งเจ็บทั้งจั๊กจี้ในเวลาเดียวกัน
“โจวเยว่เซิน”
เสียงเรียกของเธอทำให้เขาหยุดชะงักไปชั่วครู่ ริมฝีปากร้อนผ่าวของเขาประทับรอยจูบลงบนลำคอของเธออีกครั้ง ก่อนจะยอมเงยหน้าขึ้นมามองด้วยแววตาที่ลึกล้ำ
“มีอะไรเหรอ”
ซือเนี่ยนจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “ไปอาบน้ำก่อนค่ะ”
โจวเยว่เซินตอบรับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำในลำคอ “ได้เลย”
พูดจบเขาก็ก้มลงไปประทับรอยจูบซ้ำอีกครั้งอย่างเน้นย้ำ สายตาจับจ้องอยู่ที่รอยสีกุหลาบที่เขาเพิ่งสร้างขึ้นบนลำคอของเธอด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะยอมปล่อยเธอเป็นอิสระแล้วเดินเข้าห้องน้ำไปแต่โดยดี
[จบบท]