บทที่ 145: งอน
คำพูดที่เอ่ยออกไปนั้นเป็นเพียงมารยาททางสังคม แน่นอนว่าท้ายที่สุดแล้วซือเนี่ยนจะเป็นคนตัดสินใจเองว่าจะถ่ายทอดวิชาให้ใครบ้าง
ซือเนี่ยนจูงมือโจวซีเหยาเข้ามาในบ้าน แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวเท้าพ้นธรณีประตูดี สายตาก็พลันไปปะทะเข้ากับลูกชายสองคนที่ยืนนิ่งไม่พูดไม่จา บรรยากาศดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก
เธอจึงเดินเข้าไปหาพวกเขาแล้วเอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัย "มีเรื่องอะไรกันหรือเปล่า ทำไมทำหน้าแบบนั้น"
โจวเจ๋อหานที่ยืนหน้ามุ่ยปากยื่นอยู่แล้ว พอได้ยินคำถามก็ยิ่งแสดงท่าทีไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน เด็กชายตัวน้อยยืนนิ่งอยู่แบบนั้นด้วยความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ข้างใน
เมื่อซือเนี่ยนถามขึ้นมา เขาก็ตัดสินใจหมุนตัววิ่งหนีไปอีกทาง ท่าทางแบบนั้นดูเหมือนกำลังงอนเธออยู่ไม่น้อย
ซือเนี่ยนเองก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน เธอหันไปมองโจวเจ๋อตงที่ยังยืนอยู่ที่เดิมเป็นเชิงหาคำตอบ
ถึงแม้ว่าโจวเจ๋อตงจะรู้สึกเสียใจอยู่ลึกๆ แต่เพราะความเป็นพี่คนโต ทำให้เขาไม่กล้าแสดงอารมณ์งอแงออกมาเหมือนน้องชาย เด็กชายไม่กล้าแม้แต่จะแสดงความโกรธออกมาให้เห็น เขาทำเพียงแค่เหลือบตามองผู้เป็นแม่เลี้ยงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้มหน้างุดแล้วตอบเสียงอ่อย
"ไหนบอกว่าจะปลูกผักด้วยกันไงครับ"
เรื่องของเรื่องก็คือ เมื่อวานหลังจากที่แม่ของพวกเขาซื้อเมล็ดพันธุ์ผักกลับมา ก็เปรยว่าจะปรับพื้นที่ว่างในสวนหลังบ้านให้เป็นแปลงผักสวนครัวเล็กๆ เด็กๆ พอได้ยินก็ตื่นเต้น อยากจะกลับมาช่วยขุดดินพรวนดินกันยกใหญ่ วันนี้พอเลิกเรียนปุ๊บ สองพี่น้องจึงรีบจ้ำอ้าวกลับบ้านกันสุดฝีเท้า จากปกติที่ต้องเดินเกือบชั่วโมง วันนี้พวกเขาใช้เวลาไปแค่ 40 นาทีเท่านั้น
แต่ภาพที่เห็นเมื่อกลับมาถึงบ้านกลับทำให้ความตั้งใจทั้งหมดพังทลายลง ดินถูกพรวนเป็นแปลงไว้อย่างดี แถมเมล็ดพันธุ์ก็ถูกหว่านลงไปเรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างเสร็จสิ้นสมบูรณ์โดยที่พวกเขาไม่มีโอกาสได้ลงแรงช่วยเลยแม้แต่น้อย
ความผิดหวังถาโถมเข้าใส่หัวใจดวงน้อยของเด็กทั้งสองคนเต็มๆ ยิ่งเมื่อครู่ได้ยินชาวบ้านคุยกันว่าจะให้ซือเนี่ยนสอนทำขนมถั่วเขียว ความรู้สึกไม่พอใจก็ยิ่งทวีคูณขึ้นไปอีก
ในความคิดของพวกเขา ขนมสูตรพิเศษนี้ควรจะเป็นของแม่แต่เพียงผู้เดียว
เด็กคนอื่นๆ ในหมู่บ้านต่างก็อิจฉาที่พวกเขามีแม่ที่ทำอาหารอร่อยๆ ได้สารพัดอย่าง ถ้าหากแม่สอนเคล็ดลับนี้ให้คนอื่นไปหมด แล้วต่อไปใครๆ ก็ทำขนมนี้ได้ ความพิเศษมันจะเหลืออยู่ที่ตรงไหนกัน
ซือเนี่ยนพอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ เธอก็หลุดยิ้มออกมา "อ๋อ แค่เรื่องนี้เองเหรอ"
เด็กบ้านอื่นต่างพากันวิ่งหนีงานบ้านงานสวน เอาแต่เล่นซนไปวันๆ แต่สองคนนี้กลับไม่เหมือนใคร อาสาจะช่วยทำงาน พอไม่ได้ทำดังใจก็มีมางอนตุ๊บป่องกันอีก ช่างน่าเอ็นดูเสียจริง
แต่ก็ต้องยอมรับว่าเมื่อคืนเธอพูดเรื่องนี้กับเด็กๆ จริง พวกเขาอาสาจะช่วย เธอก็ตกปากรับคำไปแล้ว เพราะคิดว่าถ้าทำคนเดียวคงจะหนักเอาการ มีเด็กๆ มาช่วยแบ่งเบาแรงก็น่าจะดี แต่ใครจะไปคิดว่าโจวเยว่เซินจะกลับมาแล้วจัดการทุกอย่างให้เสร็จสรรพภายในเวลาไม่นาน ไม่ใช่แค่เด็กๆ เท่านั้นที่หมดโอกาส แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังไม่ได้ออกแรงเลยสักนิด
โจวเจ๋อตงยังคงก้มหน้าเงียบ กัดริมฝีปากตัวเองไว้แน่น
ซือเนี่ยนอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปลูบศีรษะของเขาเบาๆ "เอาล่ะ ไม่เอาน่า ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้น พื้นตรงนั้นมันแข็งมากเลยนะ พวกเราขุดกันไม่ไหวหรอก พ่อของลูกเป็นคนจัดการเองทั้งหมด แม่มีหน้าที่แค่เอาเมล็ดไปโรยๆ ไว้เฉยๆ ไว้คราวหน้าสิ แม่ว่าจะปลูกพริก มะเขือ แล้วก็ข้าวโพดด้วย ตอนนั้นแหละที่ต้องแรงงานพวกเราสองคนมาช่วย"
โจวเจ๋อตงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเธออย่างระแวดระวัง พอเห็นว่าเธอส่งยิ้มให้ เขาจึงเริ่มคลายท่าทีลงเล็กน้อย พลางบิดนิ้วตัวเองไปมาแล้วแก้ตัวเสียงอ่อย "ผมไม่ได้โกรธสักหน่อย"
เขาแค่รู้สึกผิดหวังเท่านั้น ที่ผ่านมาตอนอยู่ที่เก่าเขาเคยช่วยงานในนามาก่อน แต่พอได้ย้ายมาอยู่กับพ่อก็แทบจะไม่ได้แตะงานพวกนั้นอีกเลย ทำก็แต่งานบ้านเล็กๆ น้อยๆ เขาอยากจะพิสูจน์ให้ซือเนี่ยนเห็นว่าเขาเองก็มีความสามารถ ไม่ได้ด้อยไปกว่าเด็กคนอื่นๆ เลยสักนิด แต่โอกาสสำคัญกลับหลุดลอยไปต่อหน้าต่อตา
ซือเนี่ยนลูบหัวปลอบใจเขาอีกครั้ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเข้าไปในตัวบ้าน สายตาของเธอเหลือบไปเห็นหัวเล็กๆ ที่แอบซุ่มฟังอยู่หลังบานประตู พอได้ยินพี่ชายบอกว่าไม่โกรธแล้ว โจวเจ๋อหานก็ชักจะอยู่ไม่สุข ถ้าพี่ชายหายโกรธแล้วแต่เขายังทำตัวงอแงอยู่ มีหวังแม่ต้องมองว่าเขาเป็นเด็กเอาแต่ใจแล้วพาลเกลียดขี้หน้าเขาแน่ๆ
ความคิดนั้นทำให้โจวเจ๋อหานหน้าเสีย เขารีบวิ่งออกมาจากที่ซ่อนแล้วมายืนอยู่ตรงหน้าซือเนี่ยน พูดด้วยน้ำเสียงที่ยังเจือความน้อยใจอยู่เต็มเปี่ยม "คุณแม่ครับ ผมก็ไม่โกรธแล้วเหมือนกัน"
"ไม่โกรธแล้วแน่เหรอ" ซือเนี่ยนแกล้งถาม ทั้งที่เธอเห็นเขาแอบดูอยู่นานแล้ว โจวเจ๋อหานเป็นเด็กที่โกรธง่ายหายเร็ว ต่างจากพี่ชายที่รู้จักเก็บซ่อนความรู้สึกได้ดีกว่า
โจวเจ๋อหานสบตากับรอยยิ้มอ่อนโยนของซือเนี่ยน ความน้อยใจก็ตีตื้นขึ้นมาอีกระลอก "จริงๆ ก็ยังโกรธอยู่นิดหน่อยครับ"
ซือเนี่ยนยิ้มกว้างขึ้น "แล้วเสี่ยวหานอยากให้แม่ทำยังไงถึงจะหายโกรธล่ะ หืม"
เด็กชายพูดออกมาอย่างไม่เต็มเสียงนัก "ก็ต่อเมื่อแม่ไม่สอนคนอื่นทำขนมถั่วเขียวนั่นแหละ" ขนมถั่วเขียวต้องเป็นของพวกเขาเท่านั้น
ซือเนี่ยนลองหยั่งเชิง "แล้วถ้าแม่จะสอนให้คุณยายกับคนอื่นๆ ล่ะ ไม่ได้เหมือนกันเหรอ"
โจวเจ๋อหานชะงักไปครู่หนึ่ง "คุณยาย...ถ้าเป็นคุณยายก็ต้องได้อยู่แล้วสิครับ" พอคิดถึงใบหน้าใจดีของหญิงชรา ความโกรธของเขาก็พลันมลายหายไป คุณยายเป็นแม่ของแม่ ก็เหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน คนในครอบครัวย่อมต้องแบ่งปันกันได้อยู่แล้ว เขาพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงยอมรับ
ซือเนี่ยนยิ้มพลางยีผมนุ่มของเขาเบาๆ "ถึงไม่มีขนมถั่วเขียว แม่ก็ยังทำขนมดอกกุ้ยฮวา ขนมเปี๊ยะดอกไม้ได้นะ ของอร่อยๆ ที่แม่ทำได้ยังมีอีกตั้งเยอะแยะ"
โจวเจ๋อหานตาโต พยักหน้ารับหงึกๆ เขารู้ดีว่าแม่ของเขาทำของอร่อยได้อีกมากมายนับไม่ถ้วน
อันที่จริงซือเนี่ยนก็มีแผนการในใจของเธออยู่แล้ว การพูดนั้นง่ายแสนง่าย แต่พอถึงเวลาลงมือปฏิบัติจริง ทุกคนก็จะรู้เองว่ามันไม่ใช่แค่การเรียนรู้สูตรแล้วจะทำได้เลย ขนมถั่วเขียวอาจจะดูไม่ซับซ้อน แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะกล้าลงทุนทำ เมื่อชาวบ้านเห็นปริมาณน้ำตาลที่ซือเนี่ยนเทลงไป แต่ละคนก็ถึงกับหน้าเปลี่ยนสี ใครๆ ก็รู้ว่าน้ำตาลในยุคนี้เป็นของหายากและราคาแพงลิบลิ่ว
ชาวบ้านที่มาในวันนี้ไม่เคยมีใครทำธุรกิจมาก่อน พวกเขามาเพียงเพราะได้ยินว่าซือเนี่ยนจะสอนให้ฟรีๆ และคิดไปไกลถึงขั้นว่าจะยึดเป็นอาชีพเสริมได้ โดยลืมคิดไปว่าวัตถุดิบหลักไม่ได้มีแค่ถั่วเขียวที่หาได้ทั่วไป แต่เป็นน้ำตาลต่างหาก
การทำขนมถั่วเขียวให้อร่อยต้องใช้น้ำตาลปริมาณมหาศาล ยิ่งถ้าต้องการรสชาติที่ดีเยี่ยม ก็ต้องลงทุนใช้น้ำตาลมอลโตส น้ำตาลทรายขาว หรืออาจจะต้องใช้น้ำผึ้งแทน ซึ่งจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้นไปอีก ไม่ต้องพูดถึงวัตถุดิบราคาแพงพวกนั้นเลย แค่ให้นึกถึงราคาของน้ำตาลทรายขาวธรรมดา ทุกคนก็ไม่กล้าพอที่จะเสี่ยงแล้ว
ปกติอยู่ที่บ้านจะต้มน้ำหวานกินสักแก้วยังคิดแล้วคิดอีก แล้วจะให้มาลงทุนทำขนมที่ใช้ของฟุ่มเฟือยแบบนี้ได้อย่างไร แถมยังไม่มีอะไรรับประกันได้เลยว่าจะขายได้หรือไม่ หากทำออกมาน้อยก็ไม่คุ้มค่าแรง แต่ถ้าทำเยอะแล้วขายไม่ออกก็เท่ากับขาดทุนย่อยยับ
ความคิดที่จะถอยเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของทุกคนอย่างรวดเร็ว การลงทุนครั้งนี้มันใหญ่เกินตัวไป พวกเขาไม่มีเงินทุนมากพอ ถึงแม้คนในครอบครัวจะสนับสนุนให้มาเรียนรู้ แต่ถ้าต้องควักเงินเพื่อทำธุรกิจจริงๆ คงไม่มีใครเห็นด้วยแน่ เพราะทุกคนต่างก็กลัวความเสี่ยงที่จะขาดทุน ยิ่งไปกว่านั้น ขนมถั่วเขียวยังถือเป็นของกินเล่นสำหรับคนมีเงิน คนธรรมดาทั่วไปคงไม่มีกำลังซื้อ ความสนใจที่เคยมีจึงค่อยๆ เหือดหายไป
จากที่ตอนแรกมากันด้วยความกระตือรือร้น สุดท้ายทุกคนก็ทยอยเดินจากไปอย่างเงียบๆ ซือเนี่ยนอธิบายขั้นตอนทุกอย่างอย่างละเอียด แต่ดูเหมือนจะมีเพียงไม่กี่คนที่ตั้งใจฟังอยู่ จนสุดท้ายก็เหลือเพียงแม่หลินกับโจวซุ่ยซุ่ยเท่านั้นที่ยังคงปักหลักเรียนรู้อยู่
"เนี่ยนเอ๊ย ของแบบนี้มันเปลืองน้ำตาลชะมัดเลยนะลูก คงจะขายยากน่าดู" แม่หลินมองลูกสาวใช้น้ำตาลจำนวนมากแล้วก็อดรู้สึกเสียดายแทนไม่ได้ น้ำตาลราคาแพงขนาดนี้กลับทำขนมได้เพียงไม่กี่ชิ้น มิน่าเล่าขนมพวกนี้ในตัวเมืองถึงได้ขายกันในราคาที่สูงลิ่ว มันเป็นของที่คนธรรมดาอย่างพวกเขาเอื้อมไม่ถึงจริงๆ
ซือเนี่ยนอธิบาย "ก็ใช่น่ะสิคะ แต่แม่คิดว่าคนมีเงินเขามีน้อยขนาดนั้นเลยเหรอ ในตัวอำเภอไม่มีบ้านไหนหรอกน่าที่จะซื้อขนมถั่วเขียวกินไม่ได้ ของที่เราทำเองราคามันก็ต้องถูกกว่าอยู่แล้ว เราขายเอากำไรน้อยๆ แต่ขายได้เยอะๆ ก็พอแล้ว"
"อีกอย่าง หนูก็ไม่ได้อยากให้แม่มาทุ่มเทกับเรื่องนี้แบบเต็มตัวซะหน่อย แค่ทำไปขายเป็นครั้งคราวก็พอ ของบางอย่างน่ะ พอมีเกลื่อนตลาดมันก็ไม่น่าสนใจแล้ว แม่จะได้เอาเวลาที่เหลือไปทำอย่างอื่น ได้เงินมาเป็นค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ไงคะ"
"เราไม่ต้องทำเยอะหรอกค่ะ ขายไม่หมดก็เก็บไว้กินกันเอง ลองทำดูสักสองสามครั้งก่อนก็ได้"
พอได้ฟังเหตุผลของลูกสาว แม่หลินก็รู้สึกคล้อยตาม เธอพยักหน้ารับแล้วตั้งอกตั้งใจเรียนรู้ทุกขั้นตอนอย่างจริงจัง
กว่าจะจัดการทุกอย่างเสร็จ ซือเนี่ยนก็รู้สึกเหนื่อยไปทั้งตัว หลังจากส่งแม่หลินกลับบ้านไปแล้ว เธอก็พอจะมีเวลาว่างเป็นของตัวเองบ้าง จึงหยิบหนังสือเตรียมสอบขึ้นมาอ่านทบทวน เมื่อนับเวลาดูแล้ว การสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปีหน้าก็ยังเหลือเวลาอีกตั้งครึ่งปีกว่า เรียกได้ว่าเธอมีเวลาเตรียมตัวอย่างเหลือเฟือเลยทีเดียว
[จบบท]