บทที่ 148: จุดพลิกผันของเรื่องราว
ฟู่เชียนเชียนกำหมัดแน่นด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย นี่เป็นโอกาสที่เธอเฝ้ารอมานาน การได้ขึ้นแสดงความสามารถในงานเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่แบบนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในหน้าที่การงานของเธอเลยทีเดียว ทันทีที่ได้รับข่าวดี เธอก็รีบโทรศัพท์ไปบอกที่บ้านด้วยความตื่นเต้น วาดฝันให้ทุกคนได้เห็นเธอเฉิดฉายบนเวที
แต่ใครจะไปคาดคิดว่าเรื่องราวจะกลับตาลปัตรไปหมด ร่างกายกลับทรยศเธอในวันสำคัญ และที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือการปรากฏตัวของหลินซือซือ ผู้หญิงที่เธอไม่เคยอยากจะร่วมโลกด้วย
"ไม่ต้องมาทำเป็นหวังดี!" น้ำเสียงของฟู่เชียนเชียนเย็นชาและแฝงไปด้วยความรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง ความไม่ชอบพอที่มีต่อหลินซือซือเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งมาเห็นท่าทีเสแสร้งในตอนนี้ ก็ยิ่งทวีความเกลียดชังขึ้นไปอีก
หลินซือซือเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาฉายแววลำบากใจ เธอมองฟู่เชียนเชียนด้วยสายตาที่ดูเหมือนจะเข้าอกเข้าใจ "ฉันไม่ได้แสร้งทำเป็นดีนะ ฉันเป็นห่วงเธอจริงๆ พอดีฉันเดินผ่านมาได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย เลยเพิ่งรู้ว่าเธอป่วย ไม่ได้มีความคิดจะแย่งซีนของเธอเลยแม้แต่น้อย"
แม้คำพูดจะฟังดูถ่อมตัว แต่สำหรับหัวหน้าที่กำลังร้อนใจเหมือนไฟลนก้น ประโยคนั้นกลับเหมือนเสียงสวรรค์ เขารีบคว้าประเด็นสำคัญเอาไว้ทันที
"เธอพูดภาษาอังกฤษได้งั้นเหรอ"
หลินซือซือพยักหน้ารับอย่างสง่างาม "พอได้อยู่บ้างค่ะ ก่อนหน้านี้ฉันเคยเข้าไปทำงานที่หน่วยงานของพวกพี่เขาสักพัก ถ้าไม่เป็นการรบกวน ฉันพอจะช่วยแก้ขัดไปก่อนได้นะคะ"
ประกายความหวังวาบขึ้นในดวงตาของหัวหน้า "ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลย! เยี่ยมมาก! รีบมาดูนี่ นี่คือบทพูด เหลือเวลาอีกแค่ 10 นาทีก่อนจะขึ้นเวที ถ้าท่องจำได้ทั้งหมดก็จะดีที่สุด แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ถือกระดาษขึ้นไปอ่านเลยแล้วกัน สถานการณ์แบบนี้ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว"
เขาพูดเหมือนคนปลงตก เพราะการปล่อยให้เวทีว่างเปล่าโดยไม่มีใครขึ้นไปพูด ย่อมเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้
หลินซือซือแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก เธอพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น
ฟู่เชียนเชียนยืนนิ่งด้วยความขัดใจ แม้ในใจจะคัดค้านอย่างรุนแรง แต่สภาพร่างกายของเธอก็ไม่เอื้ออำนวย แค่การทรงตัวยืนให้นิ่งๆ ก็แทบจะหมดแรงแล้ว ไม่ต้องพูดถึงการขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์ยาวๆ เลย
หากหลินซือซือไม่ยื่นมือเข้ามาช่วย เธอนี่แหละที่จะกลายเป็นต้นเหตุให้หน่วยงานและเพื่อนร่วมงานต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ในสถานการณ์บีบคั้นเช่นนี้ เธอไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว
เมื่อเห็นว่าฟู่เชียนเชียนเงียบไป หลินซือซือก็ยิ่งเบาใจ เธอรับสุนทรพจน์มาแล้วเริ่มฝึกซ้อมอย่างตั้งอกตั้งใจ
ถึงแม้สำเนียงการออกเสียงจะยังไม่สมบูรณ์แบบนัก ฟังดูติดๆ ขัดๆ อยู่บ้าง แต่เมื่อเธอเปล่งเสียงออกมา ก็สร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นได้ไม่น้อย
หลายคนในที่นี้พอจะรู้ว่าหลินซือซือเคยมาทำงานที่หน่วยงานของพวกเขาอยู่ช่วงหนึ่ง และเคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับภูมิหลังอันซับซ้อนของเธอมาบ้าง ว่าเป็นเด็กสาวที่มาจากชนบทห่างไกล การที่เธอสามารถพูดภาษาอังกฤษได้จึงเป็นเรื่องที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง
ณ วินาทีนั้น สายตาที่ทุกคนมองหลินซือซือก็เปลี่ยนไป พวกเขามองเธอด้วยความชื่นชมระคนทึ่ง แม้กระทั่งเพื่อนร่วมงานที่เพิ่งถูกหัวหน้าตำหนิไปหมาดๆ ก็ยังมองเธอด้วยแววตาขอบคุณ เพราะหากไม่ได้หลินซือซือเป็นฮีโร่ขี่ม้าขาวเข้ามาช่วย พวกเขาก็คงไม่รู้ว่าจะต้องทนฟังเสียงดุด่าไปอีกนานแค่ไหน
ถึงแม้จะยังรู้สึกขุ่นเคืองฟู่เชียนเชียนอยู่ลึกๆ แต่ก็ไม่มีใครกล้าแสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง ทำได้เพียงเก็บความรู้สึกไว้ในใจ เมื่อหลินซือซือปรากฏตัวขึ้น ทุกคนจึงพากันเข้าไปพูดคุยกับเธออย่างเป็นมิตร
หลินซือซือมองปฏิกิริยาของผู้คนรอบข้างที่เต็มไปด้วยคำยกย่องสรรเสริญ ในใจก็พองโตด้วยความภาคภูมิใจ!
แท้จริงแล้ว เธอรู้ล่วงหน้าเกี่ยวกับการกล่าวสุนทรพจน์ในครั้งนี้มาโดยตลอด เพราะโรงเรียนแห่งนี้คือสถานที่แห่งความทรงจำในชาติก่อน เป็นที่ที่เธอได้พบกับฟู่หยางและซือเนี่ยนเป็นครั้งแรก และยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอได้พบกับครอบครัวที่แท้จริงของตัวเอง...ครอบครัวสกุลซือ
การพบกันในครั้งนั้นค่อยๆ เปิดเผยความจริงที่ว่าเธอไม่ใช่ลูกสาวสายเลือดแท้ของตระกูลหลิน
ในความทรงจำนั้น ซือเนี่ยนยังคงเป็นคุณหนูผู้เป็นที่รักของตระกูลซือ การขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในงานแสดงเชิงพาณิชย์ครั้งแรกของเธอจึงเป็นงานใหญ่ที่ทั้งตระกูลซือและตระกูลฟู่ต่างมารวมตัวกันเพื่อให้กำลังใจ แม้แต่ฟู่หยางที่ไม่เคยสนใจไยดีเธอก็ยังถูกเรียกตัวมา
และหลังจากสุนทรพจน์ครั้งนั้นเอง ที่ฟู่หยางผู้ซึ่งเคยมองซือเนี่ยนเป็นเพียงตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่สวยแต่ไร้ค่า ได้เริ่มมองเธอในมุมใหม่และเปลี่ยนท่าทีไปในทางที่ดีขึ้น
ดังนั้น เป้าหมายของหลินซือซือในวันนี้จึงชัดเจน...เธอต้องคว้าโอกาสนี้มาเป็นของตัวเองให้ได้ เธอเชื่อมั่นว่าหากฟู่หยางได้เห็นเธอในบทบาทนี้ ได้เห็นความสามารถที่ซ่อนอยู่และประกายในตัวเธอ เขาจะต้องตกหลุมรักเธออย่างแน่นอน
นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญบนเส้นทางชีวิตของเธอ เธอจึงทุ่มเทเวลาแอบฝึกฝนภาษาอังกฤษอย่างหนักมาตลอด และในที่สุด วันนี้ก็มาถึง...วันแห่งการพลิกชะตาของเธอ
หัวใจของหลินซือซือเต้นระรัวด้วยความคาดหวัง แต่แล้วในจังหวะที่เธอกำลังจะก้าวขึ้นเวทีด้วยความยินดี พี่เฉินก็เดินกลับเข้ามา พร้อมกับร่างของใครบางคนที่เดินตามหลังมา...รอยยิ้มของหลินซือซือแข็งทื่ออยู่บนใบหน้าทันทีที่เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยนั้น
ซือเนี่ยนเองก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นหลินซือซือ ช่างเป็นโชคชะตาเล่นตลกที่ทำให้คู่ปรับต้องมาเจอกันในสถานการณ์เช่นนี้
ภาพตรงหน้าได้ปลุกความทรงจำเกี่ยวกับเนื้อเรื่องในนิยายต้นฉบับให้ผุดขึ้นมาในหัวของเธออย่างไม่คาดฝัน
ฉากนี้คือตอนที่ 'ซือเนี่ยนตัวร้าย' ทนไม่ได้ที่เห็นหลินซือซือแย่งงานและโอกาสที่จะได้เฉิดฉายไป เธอจึงแอบตามมาที่งาน และเมื่อได้เห็นศัตรูหัวใจกำลังเปล่งประกายอยู่บนเวทีที่ควรจะเป็นของตน ความริษยาก็บังเกิดจนทำให้เธอคลุ้มคลั่งและอาละวาด
และผลลัพธ์สุดท้ายก็คือ ฟู่หยางได้เข้ามาปกป้องนางเอกของเรื่อง พร้อมกับกล่าววาจาเชือดเฉือนทำร้ายจิตใจเธอ การกระทำนั้นไม่เพียงแต่จะล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่ยังกลายเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ของพระนางให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นไปอีก
ให้ตายเถอะ...นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน หรือว่าสุดท้ายแล้วเธอก็หนีไม่พ้นการเดินตามเส้นเรื่องที่ถูกขีดไว้?
แม้การมาของเธอจะทำให้พฤติกรรมของ 'ซือเนี่ยน' เปลี่ยนไป แต่ดูเหมือนว่าแก่นของเรื่องราวหลักยังคงพยายามดึงทุกอย่างให้กลับเข้าที่เข้าทาง
'ซือเนี่ยน' ในนิยายเป็นเพียงเบี้ยบนกระดาน เป็นตัวร้ายที่มีไว้เพื่อผลักดันให้นางเอกได้เปล่งประกาย ต่อให้ไม่มีเธอ ก็คงมีคนอื่นมารับบทนี้แทนอยู่ดี
และหลินซือซือก็ยังคงดำเนินตามเส้นทางนางเอกของเธอ...มายังสถานที่แห่งนี้ตามที่นิยายกำหนดไว้
ในนิยาย ฟู่หยางในช่วงแรกก็ไม่ได้พิศวาสหลินซือซือเช่นกัน แต่ทัศนคติของเขาเริ่มเปลี่ยนไปก็เพราะเหตุการณ์ในวันนี้ ที่เขาได้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งของเด็กสาวบ้านนอกคนนี้...จุดเด่นที่ทำให้เธอแตกต่าง
ก็คงจะเป็นเช่นนั้น เด็กสาวจากชนบทที่สามารถยืนกล่าวสุนทรพจน์เป็นภาษาอังกฤษต่อหน้าคนจำนวนมากได้อย่างมั่นใจ ในยุคนี้ถือเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาและน่าชื่นชมอย่างยิ่ง เป็นธรรมดาที่พระเอกผู้ชื่นชอบคนที่มีความสามารถทัดเทียมกันจะรู้สึกประทับใจ
แต่ที่น่าเสียดายก็คือ ซือเนี่ยนในชาตินี้ไม่ใช่คนโง่ที่จะยอมทำเรื่องน่าสมเพชเพียงเพราะความอิจฉาอีกต่อไป
การตัดสินใจไปใช้ชีวิตที่ชนบทของเธอในตอนนั้น ก็เพราะไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับวังวนของเนื้อเรื่อง เธอยึดมั่นมาตลอดว่าการเป็นศัตรูกับตัวเอกของเรื่องไม่เคยนำมาซึ่งจุดจบที่ดี สู้ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามทางของมันจะดีกว่า...เรื่องของพวกเขาไม่เกี่ยวกับเธอ
แต่ในตอนนี้...เธอกลับมีความคิดที่ต่างออกไป
"เธอมาทำอะไรที่นี่" พี่เฉินเอ่ยทักหลินซือซือทันทีที่เห็น คิ้วของเธอขมวดเข้าหากันโดยอัตโนมัติ
ทันทีที่หลินซือซือสบตากับซือเนี่ยน ลางสังหรณ์ร้ายก็แล่นปราดเข้ามาในใจ ซือเนี่ยนมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน! ตามหลักแล้วเธอควรจะอยู่ที่หมู่บ้านซิ่งฝูอันแสนห่างไกลไม่ใช่หรือ
เมื่อถูกพี่เฉินจี้ถาม เธอก็รู้สึกประหม่าขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ยังพยายามคุมสติ "พี่เฉินคะ พอดีหนูเห็นว่าเชียนเชียนไม่สบายเลยแวะมาเยี่ยมค่ะ แล้วก็ได้ยินว่าเธอขึ้นเวทีไม่ไหว เลยอาสาจะช่วย ซึ่งหัวหน้าก็อนุญาตแล้ว" เธอรีบชำเลืองมองไปทางหัวหน้าเพื่อขอการสนับสนุน
พี่เฉินหันไปมองหัวหน้าด้วยสีหน้าสงสัย
หัวหน้ายังคงมีท่าทีหงุดหงิด "ก็พวกเธอหายไปไหนกันหมด งานจะเริ่มอยู่แล้ว ฉันไม่มีทางเลือกเลยต้องเสี่ยงดู เห็นว่าเด็กคนนี้พูดอังกฤษได้ไม่เลว เลยจำใจต้องให้เธอขึ้นไปก่อน"
แววตาของซือเนี่ยนไหววูบเมื่อได้ยินบทสนทนานั้น
เป็นไปตามที่คาดไว้ไม่มีผิด...ในนิยาย ช่วงแรกที่หลินซือซือเข้ามาทำงาน ทุกคนต่างมองเธอในแง่ลบ แม้แต่พี่เฉินก็ยังคิดว่าเธอใช้เส้นสายและคอยดูแคลนเธออยู่เสมอ แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหลังจากการกล่าวสุนทรพจน์ในวันนี้ พี่เฉินที่จนตรอกได้ลองเสี่ยงกับหลินซือซือ
และผลลัพธ์ก็คือไม่เพียงแต่จะกอบกู้สถานการณ์ของหน่วยงานไว้ได้ แต่ชื่อเสียงของหลินซือซือในฐานะ 'หญิงสาวบ้านนอกผู้สู้ชีวิต' ยังทำให้หน่วยงานเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ทัศนคติของทุกคนที่มีต่อเธอจึงเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเส้นทางนางเอกผู้ยิ่งใหญ่
"เธอพูดภาษาอังกฤษได้ด้วยเหรอ" แน่นอนว่าพี่เฉินแสดงความประหลาดใจออกมาอย่างชัดเจน เธอรู้ว่าหลินซือซือมาจากชนบท และไม่เคยคาดคิดว่าเธอจะมีความสามารถพิเศษอะไรซ่อนอยู่
หลินซือซือพยักหน้าอย่างนอบน้อม "พอได้นิดหน่อยค่ะ"
แม้จะทึ่งอยู่บ้าง แต่พี่เฉินก็ยังไม่เห็นด้วย "แค่ 'นิดหน่อย' ฉันจะให้เธอขึ้นไปเสี่ยงได้ยังไง พอดีเลย ซือเนี่ยนอยู่ที่นี่แล้ว ให้เธอขึ้นไปดีกว่า สมัยก่อนเธอคือผู้ประกาศข่าวเบอร์หนึ่งของเรา เรื่องภาษาอังกฤษน่ะเก่งที่สุดอยู่แล้ว"
คำพูดนั้นทำให้หัวหน้ารีบหันไปมองซือเนี่ยนในทันที เขาถึงกับตะลึงในความงามและความสง่างามที่เปล่งประกายออกมาจากตัวเธอ
สมแล้วที่เป็นคนที่พี่เฉินภาคภูมิใจ แค่ดูก็รู้ว่าไม่ธรรมดา! หากได้ขึ้นเวที คงสะกดสายตาคนทั้งงานได้อย่างอยู่หมัด!
หัวหน้ากำลังจะเอ่ยปากตกลง แต่หลินซือซือกลับชิงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เจือความกังวล "แต่เหลือเวลาอีกแค่ 3 นาทีก่อนจะเริ่มนะคะ ไม่ใช่ว่าหนูไม่อยากให้โอกาสพี่ซือเนี่ยน แต่เวลาสั้นขนาดนี้ พี่เขาคงจำบทพูดไม่ได้หรอกค่ะ ซึ่ง...หนูท่องได้หมดแล้ว"
เป็นไปตามคาด สีหน้าของหัวหน้าและพี่เฉินพลันเปลี่ยนไปทันที...จริงด้วย จะให้ถือกระดาษขึ้นไปอ่านบนเวทีก็คงจะน่าขายหน้าเกินไป
"พูดมีเหตุผล" หัวหน้าพึมพำอย่างเสียดาย
หลินซือซือลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
ฟู่เชียนเชียนยืนหน้าบึ้งด้วยความคับแค้นใจ ส่วนพี่เฉินก็ทำได้เพียงถอนหายใจอย่างจนปัญญา
หากเป็นซือเนี่ยนคนก่อน เธอคงไม่สนใจเรื่องวุ่นวายพวกนี้ แต่เมื่อได้เห็นการแสดงละครตบตาของหลินซือซือ ความเจ็บใจของฟู่เชียนเชียน และความอับจนหนทางของพี่เฉิน...เธอก็ไม่อาจทนเงียบได้อีกต่อไป ไอ้พล็อตเรื่องน้ำเน่าที่นางเอกต้องโดดเด่นโดยการเหยียบย่ำคนอื่น...มันน่ารังเกียจสิ้นดี
ถ้าหลินซือซือไม่เคยหาเรื่องเธอมาก่อน เธอก็คงไม่ชายตามองด้วยซ้ำ แต่ในเมื่อได้รู้จักธาตุแท้ของคนๆ นี้แล้ว...ก็ต้องขอโทษด้วยเหมือนกัน เพราะเธอเองก็หมั่นไส้หลินซือซือมานานแล้ว
ซือเนี่ยนจึงตัดสินใจเปิดปากทำลายความเงียบ "ขอโทษทีนะคะ พอดีว่าฉันมีความสามารถพิเศษ...อ่านแล้วจำได้ทุกตัวอักษร"
[จบบท]