บทที่ 149: บดขยี้
หลินซือซือยืนนิ่งราวกับถูกสาป ความคิดในหัวพลันว่างเปล่าไปชั่วขณะ
จริงสิ เธอพลาดเรื่องสำคัญขนาดนี้ไปได้อย่างไรกัน... ซือเนี่ยนคืออัจฉริยะ ชื่อเสียงของเธอเลื่องลือไปทั่วทั้งบ้านพักทหารมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลการเรียนที่โดดเด่นนำใครอยู่เสมอ หรือรูปลักษณ์หน้าตาที่งดงามราวกับภาพวาด ซือเนี่ยนก็เหนือกว่าเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกันทุกคนอย่างไม่มีข้อกังขา
ก็เพราะความเก่งกาจและความเพียบพร้อมไปทุกด้านนั่นแหละ ที่ทำให้ซือเนี่ยนได้รับโอกาสดีๆ ในชีวิตเสมอมา รวมถึงการได้เป็นคู่หมั้นของฟู่หยาง ชายหนุ่มผู้เป็นที่หมายปองของหญิงสาวทั้งหลาย
นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมในชีวิตที่แล้ว แม้จะไม่มีฟู่หยางคอยหนุนหลัง ซือเนี่ยนก็ยังสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวจากธุรกิจของตัวเองจนประสบความสำเร็จได้อย่างงดงาม
จุดอ่อนเพียงหนึ่งเดียวที่ซือเนี่ยนมีก็คือความมั่นใจในตัวเองที่สูงเกินไปจนกลายเป็นความหยิ่งทะนงและไม่เห็นหัวใคร
ในอดีต หลินซือซือเคยใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนข้อนี้ของเธอมาแล้ว เธอค่อยๆ วางแผนและสร้างสถานการณ์จนสามารถโค่นซือเนี่ยนลงได้สำเร็จ บีบคั้นจนอีกฝ่ายต้องระเห็จออกจากบ้านตระกูลซือไปอย่างน่าอดสู
แต่ซือเนี่ยนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอในตอนนี้กลับแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ความใจร้อนวู่วามแบบเด็กสาวที่เคยมีได้หายไปแล้ว บัดนี้เธอคือหญิงสาวที่สุขุมและอ่านใจได้ยากเกินกว่าที่หลินซือซือจะรับมือไหว
เธอไม่ใช่เด็กสาวคนเดิมที่หลินซือซือจะสามารถใช้คำพูดไม่กี่คำยั่วยุให้ออกจากเส้นทางของตัวเองไปได้ง่ายๆ อีกต่อไปแล้ว
หัวใจของหลินซือซือเต้นระส่ำ ความรู้สึกผิดหวังและไม่ยอมแพ้ถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรง โอกาสทองที่อุตส่าห์สร้างมากับมือกลับหลุดลอยไปต่อหน้าต่อตา ความพยายามทั้งหมดของเธอในชั่วพริบตานี้ถูกพลังของซือเนี่ยนบดขยี้จนไม่เหลือซาก
เธอไม่เข้าใจเลยสักนิด... ทำไมซือเนี่ยนต้องคอยแย่งชิงทุกสิ่งทุกอย่างไปจากชีวิตเธอด้วย การช่วงชิงชีวิตที่ควรจะเป็นของเธอไปตลอด 18 ปีมันยังไม่สาแก่ใจอีกหรือ
วินาทีนั้นเอง เมล็ดพันธุ์แห่งความเกลียดชังที่เคยซุกซ่อนอยู่ลึกๆ ในใจของหลินซือซือก็ได้หยั่งรากลึกลงไป หากที่ผ่านมาเธอแค่รู้สึกโกรธและขุ่นเคืองที่ชีวิตถูกสลับสับเปลี่ยน แต่ในตอนนี้ ความรู้สึกนั้นได้แปรเปลี่ยนเป็นความชิงชังอย่างแท้จริง
ราวกับว่าโชคชะตากำหนดให้พวกเธอทั้งสองต้องเกิดมาเป็นศัตรูกันไปตลอดกาล
ท่ามกลางความเงียบงัน ซือเนี่ยนกลับเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาทำลายบรรยากาศอันน่าอึดอัด “จริงๆ แล้วฉันก็ไม่ได้อยากจะแย่งซีนเธอหรอกนะ ถ้าเธอไม่สะดวกใจ ฉันไม่ขึ้นไปก็ได้”
ประโยคนั้นฟังดูคุ้นหูอย่างน่าประหลาด หลินซือซือใช้เวลาคิดเพียงครู่เดียวก็จำได้ทันที นี่มันเป็นคำพูดแบบเดียวกับที่เธอเคยใช้พูดกับฟู่เชียนเชียนตอนที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องนี้ไม่มีผิดเพี้ยน
และแน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่ต่างกัน พี่เฉินรีบสวนขึ้นมาทันควัน “แย่งซีนอะไรกัน นี่มันเวทีของเรานะ จะให้คนนอกขึ้นมาได้ยังไง”
สีหน้าของหลินซือซือเจื่อนลงไปถนัดตา เธอรีบปรับสีหน้าแล้วหันไปพูดกับพี่เฉิน “พี่เฉินคะ ฉันไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นเลย ฉันแค่อยากจะช่วยจริงๆ พอหาคนได้แล้วฉันก็โล่งใจ แค่เป็นห่วงว่าพี่ซือเนี่ยนอาจจะจำเนื้อหาทั้งหมดไม่ไหว สคริปต์มันยาวเหมือนกันนะคะ ถึงพี่เขาจะความจำดีแค่ไหน แต่จะให้จำทั้งหมดในรวดเดียวก็คงยาก”
หัวหน้าที่ยืนฟังอยู่พยักหน้าเห็นด้วยกับเหตุผลนั้น เขานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเสนอทางออก “เอางี้ไหมล่ะ ขึ้นไปทั้งคู่เลย แบ่งกันคนละครึ่ง แบบนี้น่าจะชัวร์กว่า ไม่พลาดแน่”
หลินซือซือไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธในทันที เธอทำเพียงแค่ชำเลืองมองไปทางพี่เฉินอย่างระแวดระวัง
พี่เฉินขมวดคิ้วมุ่น แม้ในใจจะไม่อยากยอมรับข้อเสนอนี้ แต่เมื่อมองดูเวลาที่กระชั้นชิดเข้ามาทุกที ก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว
เธอหันไปทางซือเนี่ยนพร้อมกับยื่นสคริปต์ให้ “โอเค งั้นตามนี้ ซือเนี่ยน นี่สคริปต์ ลองดูนะ”
ซือเนี่ยนพยักหน้ารับ ก่อนจะอุ้มลูกสาวส่งให้ “ขอบคุณค่ะพี่เฉิน ฉันฝากดูลูกแป๊บนึงนะคะ”
พี่เฉินรับตัวเหยาเหยาที่กำลังมองทุกอย่างรอบตัวด้วยแววตาอยากรู้อยากเห็นมาอุ้มไว้ แม้จะรู้สึกเก้ๆ กังๆ อยู่บ้างก็ตามที เธออายุเข้าเลขสี่แล้ว แต่ยังครองตัวเป็นโสดและไม่เคยคิดจะชอบเด็ก นี่จึงเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอได้อุ้มเด็กทารก
แต่เด็กคนนี้กลับน่าเอ็นดูเป็นพิเศษ ไม่งอแงหรือกลัวคนแปลกหน้าเลยสักนิด ผิวขาวละเอียดราวกับน้ำนม ดวงหน้าจิ้มลิ้มดูคล้ายตุ๊กตา แค่เพียงเผลอสบตาก็ทำให้หัวใจที่เคยแข็งกระด้างอ่อนยวบลงได้อย่างน่าประหลาด
ซือเนี่ยนลูบศีรษะลูกสาวเบาๆ แล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “คนเก่ง อยู่กับคุณป้านะลูก เดี๋ยวแม่มาแป๊บเดียว”
น่าแปลกที่เหยาเหยาสามารถเข้าใจความหมายในคำพูดของแม่ได้ เธอพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย ก่อนจะส่งเสียงเจื้อยแจ้ว “ค่าแม่~ หนูเป็นเด็กดี”
ซือเนี่ยนยิ้มบางๆ ลูบหัวลูกสาวอีกครั้ง ก่อนจะหันมาให้ความสนใจกับสคริปต์ในมืออย่างเต็มที่
ภาพเหตุการณ์ตรงหน้าทำให้หลินซือซือตกตะลึงจนแทบสิ้นสติ
เหยาเหยาพูดได้แล้ว!
นี่มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน ในชีวิตที่แล้ว เด็กคนนี้จนอายุสามขวบก็ยังไม่ยอมพูด จนกระทั่งโจวเยว่เซินสังเกตเห็นความผิดปกติและพาไปพบแพทย์ จึงได้รู้ว่าเธอมีปัญหาด้านพัฒนาการทางภาษาและการสื่อสารมาตั้งแต่เกิด
ชีวิตที่แล้วของเธอเป็นเด็กติดอ่าง พูดน้อย และแทบไม่สุงสิงกับใคร
แต่ตอนนี้ เด็กคนนั้นกลับพูดคุยได้อย่างฉะฉาน แถมยังเรียกซือเนี่ยนว่า ‘แม่’ ได้อย่างเต็มปากเต็มคำอีกด้วย
หลินซือซือไม่อาจทำใจเชื่อในสิ่งที่เห็นได้เลย กว่าจะดึงสติกลับมาได้ เธอก็ถูกหัวหน้าดันให้ไปยืนรออยู่ข้างเวทีเสียแล้ว
สายตาของเธอทอดมองลงไปยังกลุ่มผู้ชมที่นั่งกันอยู่เต็มพื้นที่เบื้องล่าง และในที่สุดก็ไปหยุดอยู่ที่ครอบครัวฟู่
เพราะชาตินี้ซือเนี่ยนออกจากบ้านตระกูลซือมาด้วยเหตุผลที่ต่างออกไป ทำให้ไม่มีใครจากบ้านตระกูลซือมาร่วมงานในวันนี้
และในกลุ่มคนเหล่านั้น เธอได้เห็นฟู่หยาง ชายหนุ่มที่เธอไม่ได้เจอหน้าอีกเลยนับตั้งแต่เกิดเรื่องวุ่นวายครั้งนั้น
หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ เผลอหันไปมองซือเนี่ยนโดยสัญชาตญาณ แต่ก็เห็นเพียงอีกฝ่ายที่ยังคงก้มหน้าก้มตาอ่านสคริปต์อย่างขะมักเขม้น
หลินซือซือถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างโล่งอก
ปากก็พูดอวดอ้างว่าตัวเองเก่งกาจ ความจำดีเป็นเลิศ แต่สุดท้ายก็ต้องมาเร่งอ่านเอาในนาทีสุดท้ายแบบนี้ ต่อให้จำได้ขึ้นมาจริงๆ ก็คงไม่มีทางพูดออกมาได้อย่างราบรื่นเป็นธรรมชาติแน่นอน
ความคิดนี้ทำให้ความรู้สึกไม่พอใจที่เคยมีก่อนหน้านี้ของหลินซือซือจางหายไปจนหมดสิ้น เธอกลับรู้สึกว่าสถานการณ์แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน
นี่เป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้ทุกคนได้เห็นกับตาตัวเอง ว่าเด็กสาวบ้านนอกที่พวกเขาเคยดูแคลนอย่างเธอ จะสามารถเอาชนะซือเนี่ยนที่เติบโตมาอย่างสุขสบายในเมืองใหญ่ได้อย่างไร
การเอาชนะคู่แข่งคนสำคัญท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมายเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าจะยิ่งขับเน้นให้เธอดูโดดเด่นและน่าทึ่งหรอกหรือ
ซือเนี่ยนจะเก่งกาจมาจากไหนก็ช่างปะไร ในเมื่อเธอได้รับการศึกษาที่ดีที่สุดมาตั้งแต่เกิด ความสามารถของเธอจึงเป็นเรื่องที่ทุกคนคาดหวังอยู่แล้ว
แต่สำหรับเธอ การที่สามารถเติบโตและพัฒนาตัวเองภายใต้สภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก จนมีความสามารถทัดเทียมกับซือเนี่ยนได้ นี่ต่างหากคือสิ่งที่น่าชื่นชมอย่างแท้จริง
เธอจะทำให้ทุกคนต้องยอมรับให้ได้ ว่าเธอ หลินซือซือ ไม่เคยด้อยไปกว่าใครหน้าไหนทั้งนั้น!
เมื่อความคิดตกผลึก หลินซือซือก็เชิดคางขึ้นอย่างทระนง
สิ้นเสียงประกาศของพิธีกร เธอกับซือเนี่ยนก็ก้าวขึ้นสู่เวทีทีละคน
บรรยากาศในห้องประชุมเงียบสงัดลงในบัดดล ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังเด็กสาวสองคนที่กำลังยืนอยู่บนเวที พวกเธอทั้งคู่ต่างก็อยู่ในช่วงวัยที่งดงามที่สุดของชีวิต
แต่เป็นที่แน่นอนว่า สายตาส่วนใหญ่นั้นมุ่งตรงไปยังซือเนี่ยนแต่เพียงผู้เดียว เพราะบางคนก็มีพลังดึงดูดที่น่าประหลาด เพียงแค่ปรากฏตัวขึ้น ก็สามารถสะกดทุกสายตาให้จับจ้องมาที่ตนเองได้
และความงดงามของซือเนี่ยนก็เป็นอาวุธร้ายแรงที่ยากจะต้านทานไหว
หลินซือซือตระหนักถึงความจริงข้อนี้ดี นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เธอไม่อยากให้ซือเนี่ยนขึ้นมาบนเวทีพร้อมกับเธอ แต่แล้วเธอก็ปลอบใจตัวเองว่า ในยุคสมัยนี้ ความสวยเพียงอย่างเดียวมันจะมีประโยชน์อะไรเล่า สิ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญอย่างแท้จริงคือความสามารถต่างหาก
ที่นั่งแถวหน้าสุด ครอบครัวฟู่ต่างมองดูเหตุการณ์บนเวทีด้วยความประหลาดใจ
คุณนายเจิ้งขมวดคิ้วด้วยความงุนงง “อ้าว นั่นมันอะไรกันล่ะ ทำไมเชียนเชียนไม่ขึ้นไป กลายเป็นซือซือแทน แล้วซือเนี่ยนไปอยู่บนนั้นได้ยังไงกัน”
คุณฟู่และฟู่หยางเองก็มีสีหน้าไม่ต่างกัน การปรากฏตัวของหญิงสาวทั้งสองบนเวทีเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อสำหรับพวกเขาทั้งคู่
ซือเนี่ยนก็เรื่องหนึ่ง แต่หลินซือซือขึ้นไปทำอะไรบนนั้น หรือว่าเธอจะมากล่าวสุนทรพจน์
แต่นี่มันเป็นสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษนะ!
ฟู่หยางขมวดคิ้ว สายตาของเขาจับจ้องไปที่หลินซือซือโดยไม่รู้ตัว
ทันใดนั้น หลินซือซือก็ก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ก่อนจะกล่าวเปิดสุนทรพจน์ของเธออย่างมั่นใจ “Hello everyone, my name is Lin Sisi. I am eighteen years old and I am a girl from the countryside.....” (สวัสดีค่ะทุกคน ฉันชื่อหลินซือซือ อายุสิบแปดปี เป็นเด็กผู้หญิงที่มาจากชนบท....)
ฟู่หยางรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เขาเคยคิดมาตลอดว่าหลินซือซือมาจากชนบท คงจะไม่มีโอกาสได้เรียนภาษาต่างประเทศ แต่ไม่คาดคิดเลยว่าเธอจะสามารถพูดภาษาอังกฤษได้
แม้สำเนียงการพูดจะยังฟังดูแข็งๆ อยู่บ้าง แต่การที่เธอกล้ายืนพูดต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้ได้ ก็ถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว
เขาจึงมองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม
ขณะเดียวกัน หลินซือซือเองก็กำลังกวาดสายตามองหาฟู่หยางอยู่ เมื่อเห็นว่าเขากำลังมองมาที่เธอจริงๆ ความรู้สึกดีใจก็เอ่อล้นขึ้นมาในหัวใจ
ครอบครัวฟู่คนอื่นๆ ก็ตกใจไม่แพ้กัน พวกเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าหลินซือซือจะมีความสามารถด้านภาษาอังกฤษด้วย
หัวหน้าแผนกพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ดูเหมือนว่าเด็กสาวคนนี้จะไม่ได้พูดเกินจริง เธอมีความสามารถจริงๆ
เมื่อเห็นว่าทุกสายตากำลังจับจ้องมาที่ตัวเอง หลินซือซือก็เชิดคางขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเหลือบมองไปยังซือเนี่ยนที่ยืนสงบนิ่งอยู่ข้างๆ ด้วยแววตาแห่งผู้ชนะ
[จบบท]