บทที่ 15: เผือกร้อน
การปรากฏตัวของหญิงสาวในชุดกระโปรงทันสมัย พร้อมด้วยหมวกทรงตะวันตกใบเล็กสีดำบนศีรษะ ช่างดูแปลกตาและไม่เข้ากับสภาพแวดล้อมของฟาร์มหมูแห่งนี้เลยแม้แต่น้อย
รูปลักษณ์ที่ดูงดงามราวกับคุณหนูผู้สูงศักดิ์ที่เพิ่งกลับจากเมืองนอก ทำให้ทุกคนในบริเวณนั้นต้องหยุดกิจกรรมที่ทำอยู่แล้วหันไปมองเป็นตาเดียวกัน
ภาพที่เห็นทำให้โจวเยว่เซินซึ่งกำลังจะรับปิ่นโตถึงกับชะงักมือค้างอยู่กลางอากาศ เช่นเดียวกับซือเนี่ยนที่ไม่ได้คาดคิดว่าจะต้องมาเจอกับฉากรักน้ำเน่าที่ผู้หญิงสองคนมาส่งข้าวให้ผู้ชายคนเดียวกันแบบนี้
ดูท่าแล้วโจวเยว่เซินคงจะเนื้อหอมไม่เบาในหมู่บ้านนี้ หากเธอไม่มาด้วยตัวเอง ก็คงไม่รู้ว่าสามีในอนาคตของเธอจะมีสาวๆ มาติดพันเยอะขนาดนี้
ซือเนี่ยนควบคุมสีหน้าให้เป็นปกติ เธอรู้ดีว่าในสถานการณ์เช่นนี้ ใครทำตัวไม่ถูกก่อน คนนั้นแหละที่จะเสียเปรียบ เธอจึงเดินเข้าไปเคาะประตูรั้วเหล็กเบาๆ พร้อมกับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าฉันเข้าไปข้างในได้ไหม”
ท่ามกลางความเงียบงันของเหล่าคนงานที่ต่างพากันมองหน้ากันไปมาด้วยความสงสัย ก็มีชายคนหนึ่งรวบรวมความกล้าเอ่ยถามขึ้น “น้องสาว มาหาใครเหรอ”
ยังไม่ทันที่ซือเนี่ยนจะได้เอ่ยตอบ โจวเยว่เซินก็เดินสวนหลิวกุ้ยฟางที่ยังยืนนิ่งเป็นหินไปเปิดประตูเหล็กให้เธอด้วยตัวเอง เสียงทุ้มต่ำของเขาเอ่ยถามขึ้นเรียบๆ
“คุณมาที่นี่ได้ยังไงครับ”
คำถามนั้นสร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ หญิงสาวสวยราวกับหลุดออกมาจากภาพวาดคนนี้เป็นคนที่หัวหน้าโจวของพวกเขารู้จักจริงๆ หรือนี่! พวกเขาไม่เคยระแคะระคายมาก่อนเลยว่าหัวหน้าจะไปรู้จักผู้หญิงที่ดูดีมีระดับแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ยิ่งเมื่อเหลือบไปเห็นปิ่นโตในมือของเธอ พวกหนุ่มโสดทั้งหลายก็ถึงกับต้องกัดฟันกรอดด้วยความอิจฉาตาร้อน
ซือเนี่ยนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สายตาเหลือบมองไปยังหลิวกุ้ยฟางในชุดเสื้อนวมผ้าฝ้ายลายดอก ก่อนจะหันกลับมายิ้มหวานให้ชายหนุ่มตรงหน้า “ฉันมาไม่ได้เหรอคะ”
เธอจงใจลากเสียงยาวเล็กน้อย พร้อมกับเงยหน้าขึ้นสบตากับชายร่างสูงเกือบ 190 เซนติเมตร แสงอาทิตย์ยามบ่ายที่สาดส่องลงมาทำให้เธอต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย ซึ่งนั่นก็ทำให้เธอมองเห็นดวงตาคมกริบคู่นั้นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
“ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น” โจวเยว่เซินตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เขาเพียงแค่แปลกใจที่เธอมาปรากฏตัวที่นี่ เพราะหากลูกสาวของป้าหลิวมาส่งข้าวให้เขาแล้ว เธอก็ไม่น่าจะต้องลำบากมาเองอีก หรือว่าป้าหลิวไม่ได้แวะไปที่บ้านของเขาก่อน ซือเนี่ยนจึงไม่รู้เรื่องนี้
ชายหนุ่มขยับตัวเล็กน้อยเพื่อเปิดทางให้กว้างขึ้น “เชิญข้างในก่อนครับ”
ซือเนี่ยนพยักหน้ารับแล้วเดินถือปิ่นโตเข้าไปในบริเวณฟาร์ม แม้จะมีกลิ่นไม่พึงประสงค์อยู่บ้าง แต่เธอก็ไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจออกมาแม้แต่น้อย
บรรยากาศที่เคยเป็นกันเองของเหล่าคนงานที่นั่งล้อมวงกินข้าวกันอยู่บนพื้นพลันเปลี่ยนเป็นความเกร็ง ทุกคนต่างรีบปรับท่านั่งของตัวเองให้ดูเรียบร้อยขึ้น
ชายคนหนึ่งถึงกับรีบลุกไปยกม้านั่งมาให้เธอ “น้องสาว เชิญนั่งก่อนสิ”
“ขอบคุณค่ะ” ซือเนี่ยนกล่าวขอบคุณอย่างนุ่มนวล แต่ก็ไม่ได้นั่งลง เธอเพียงแต่หันไปมองโจวเยว่เซินนิ่งๆ
โจวเยว่เซินรู้สึกได้ถึงความลำบากใจ ปิ่นโตในมือที่รับมาจากหลิวกุ้ยฟางบัดนี้ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังถือเผือกร้อนๆ อยู่ไม่มีผิด หลังจากครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ เขาก็ตัดสินใจเดินกลับไปหาหลิวกุ้ยฟางซึ่งยืนหน้าซีดอยู่ แล้วยื่นปิ่นโตคืนให้
“ขอบคุณที่ลำบากมาส่งนะครับ อันนี้คุณเอากลับไปกินเถอะ”
หลิวกุ้ยฟางที่เพิ่งจะดึงสติกลับมาได้ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความคาดไม่ถึง
“หัวหน้าโจวครับ น้องสาวคนสวยคนนี้คือใครกันเหรอ” หนึ่งในคนงานตัดสินใจเอ่ยถามทำลายความเงียบ
โจวเยว่เซินเหลือบมองซือเนี่ยนที่ยังคงมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า ก่อนจะทอดสายตาลงต่ำ ใช้เวลาคิดเพียงชั่วครู่แล้วจึงประกาศให้ทุกคนได้ยินอย่างชัดเจนว่า “เธอคือลูกสาวของตระกูลหลิน ผู้ที่จะมาทำตามสัญญาหมั้นหมายของเรา”
“ตระกูลหลินอย่างนั้นเหรอ ไม่ใช่ว่าพวกนั้นปฏิเสธงานแต่งไปแล้วไม่ใช่หรือไง” เสียงใครคนหนึ่งดังขึ้นทำลายความเงียบ
สิ้นเสียงนั้น บรรยากาศที่เป็นมิตรเมื่อครู่พลันจางหายไป ความเคลือบแคลงและไม่เป็นมิตรเข้ามาแทนที่ ทุกสายตาที่จับจ้องมายังหญิงสาวผู้มาใหม่เต็มไปด้วยแววตำหนิและดูแคลน
สำหรับพวกเขาแล้ว โจวเยว่เซินคือความภาคภูมิใจของหมู่บ้าน เป็นทั้งหัวหน้าที่ดีและเพื่อนพี่น้องที่คอยช่วยเหลือจุนเจือทุกคน การที่เขาต้องเลี้ยงดูลูกเล็กๆ ถึงสามคนตามลำพังนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นเมื่อตระกูลหลินตอบตกลงรับสินสอดที่มากกว่าปกติหลายเท่าเพื่อยกลูกสาวให้ ทุกคนจึงพากันดีใจและเตรียมจัดงานมงคลให้เขาอย่างเต็มที่ แต่แล้วทุกอย่างก็พังทลาย เมื่ออีกฝ่ายกลับคำพูดอย่างไม่ไยดี ทำให้โจวเยว่เซินต้องกลายเป็นขี้ปากชาวบ้านให้คนนินทาไปทั่ว
เมื่อพี่น้องคนสำคัญถูกหยามเกียรติถึงเพียงนี้ มีหรือที่พวกเขาจะยังต้อนรับขับสู้คนจากตระกูลนั้นได้ลงคอ
ซือเนี่ยนยังคงรักษารอยยิ้มไว้บนใบหน้า ไม่ได้แสดงท่าทีหวั่นไหวต่อสายตาที่เต็มไปด้วยความเป็นปรปักษ์เหล่านั้น เธอมองไปรอบๆ อย่างใจเย็นก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ทุกคนอาจจะเข้าใจผิดไปหน่อยนะคะ จริงๆ แล้วฉันไม่ใช่หลินซือซือค่ะ”
คำพูดของเธอทำให้ทุกคนชะงักไปอีกครั้ง ก่อนที่เธอจะเฉลยความจริงให้ทุกคนได้ทราบ “เรื่องมันเป็นแบบนี้ค่ะ คือตอนเด็กๆ ฉันกับหลินซือซือถูกสลับตัวกัน ฉันคือลูกสาวตัวจริงของตระกูลหลิน ส่วนหลินซือซือก็กลับไปอยู่กับครอบครัวที่แท้จริงของเธอแล้ว ด้วยเหตุนี้ฉันเลยต้องเป็นคนมารับผิดชอบสัญญาแต่งงานครั้งนี้แทนค่ะ”
คำอธิบายของเธอทำให้เกิดเสียงฮือฮาขึ้นมาทันที
“เออ! เหมือนเคยได้ยินข่าวลือมาจากหมู่บ้านข้างๆ เหมือนกันนะ ว่าที่จริงแล้วหลินซือซือเป็นลูกคุณหนูบ้านรวย ถึงได้ไม่อยากแต่งงานมาอยู่บ้านนอก ตอนแรกนึกว่าเป็นแค่ข้ออ้างเสียอีก”
“ถ้างั้นก็หมายความว่า... คุณหนูมาจากในเมืองจริงๆ น่ะสิ”
“ตายจริง! นี่เธอคือลูกสาวที่ถูกสลับตัวไปคนนั้นเองเหรอเนี่ย”
ทุกคนต่างพากันอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง ถึงว่ารูปร่างหน้าตาและกิริยาท่าทางของเธอดูแตกต่างจากสาวชาวบ้านทั่วไป ที่แท้ก็เติบโตมาจากในเมืองนี่เอง แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าคือการที่หญิงสาวผู้คุ้นเคยกับชีวิตอันสะดวกสบายในเมืองยอมสละทุกสิ่งเพื่อเดินทางมายังชนบทและทำตามสัญญาแต่งงานที่ไม่ได้ก่อขึ้นด้วยตัวเอง
ซือเนี่ยนพยักหน้ารับเบาๆ “จะพูดแบบนั้นก็ได้ค่ะ”
ท่าทีที่สงบนิ่งและจริงใจของเธอ ทำให้ทัศนคติของทุกคนเริ่มอ่อนลง จากเดิมที่คิดว่าคนผิวพรรณดีอย่างเธอคงไม่สู้งานหนัก แต่การที่เธอไม่เพียงยอมรับการแต่งงาน แถมยังอุตส่าห์หิ้วปิ่นโตมาส่งข้าวให้โจวเยว่เซินด้วยตัวเอง ก็ทำให้พวกเขาเริ่มมองเธอในแง่ดีขึ้น
แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีคนเอ่ยถามข้อสงสัยขึ้นมา “แต่ว่า... เรื่องมันก็ผ่านมาเป็นเดือนแล้วนี่นา ทำไมเธอถึงเพิ่งจะมาเอาตอนนี้ล่ะ”
คำถามนี้สะกิดใจคนอื่นๆ ขึ้นมาทันที “นั่นสิ หลินซือซือถอนหมั้นไปตั้งแต่เดือนที่แล้ว ถ้าจะมาจริงๆ ก็น่าจะมาตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ” ความหวาดระแวงเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง พวกเขาเริ่มสงสัยว่าเธออาจจะไม่ได้เต็มใจมา แต่เพราะถูกครอบครัวใหม่ขับไสไล่ส่งจนไม่มีที่ไป ถึงได้จำใจมาที่นี่
ซือเนี่ยนขมวดคิ้วเล็กน้อย ทำท่าทีเหมือนลำบากใจ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ “เรื่องนี้มันค่อนข้างซับซ้อนน่ะค่ะ ฉันเองก็เพิ่งจะรู้ความจริงทั้งหมดได้ไม่นาน ที่ผ่านมาฉันยังออกจากเมืองไม่ได้ ก็เพราะว่าตัวฉันเองก็มีคู่หมั้นที่พ่อแม่หมั้นหมายไว้ให้ตั้งแต่เด็กเหมือนกัน การจะถอนหมั้นมันไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องรอให้ทางบ้านจัดการยกคู่หมั้นคนนั้นของฉันให้กับหลินซือซือเรียบร้อยก่อน ฉันถึงจะเดินทางมาที่นี่ได้ค่ะ”
เธอหยุดเว้นช่วงให้ทุกคนได้ซึมซับข้อมูล ก่อนจะกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความน้อยใจ “ก่อนหน้านี้ฉันรู้แค่ว่าหลินซือซือมีคู่หมั้น แต่ไม่รู้เลยว่าเป็นคุณโจว จนกระทั่งทางบ้านของฉันใช้เงินสินสอดไปหมดแล้ว แต่หลินซือซือกลับไม่ยอมแต่งด้วย พวกเขาถึงได้มาบอกความจริงทั้งหมดและขอให้ฉันซึ่งเป็นลูกสาวแท้ๆ มาทำหน้าที่นี้แทน... เงินก็พ่อแม่แท้ๆ ของฉันเป็นคนรับไปแล้ว จะให้ฉันทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ก็คงไม่ได้หรอกค่ะ”
เมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด ทุกคนต่างพากันถอนหายใจด้วยความสงสาร ที่แท้หญิงสาวตรงหน้าก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ต้องมารับเคราะห์จากเรื่องวุ่นวายนี้เหมือนกัน เดิมทีมีชีวิตที่ดีพร้อมคู่หมั้นที่เหมาะสมกันในเมือง แต่กลับต้องมารู้ความจริงอันโหดร้ายว่าตนเองไม่ใช่ลูกแท้ๆ ไม่พอ ยังต้องมาสละคู่หมั้นของตัวเองแล้วแต่งงานกับคนที่ไม่ได้เลือกเพื่อชดใช้ในสิ่งที่พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดก่อไว้อีก
เหล่าผู้หญิงในที่นั้นต่างพากันส่ายหน้าด้วยความเห็นใจในชะตากรรมของเธอ นี่มันเด็กสาวที่รู้จักเสียสละอย่างแท้จริง! ช่างแตกต่างจากหลินซือซือคนนั้นลิบลับ ที่พอรู้ว่าตัวเองเป็นลูกคนรวยก็รีบชิ่งทิ้งพ่อแม่ที่เลี้ยงดูมา แถมยังหน้าด้านไปแย่งคู่หมั้นของคนอื่น แล้วทิ้งปัญหาทั้งหมดไว้ให้ซือเนี่ยนต้องมารับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ช่างเป็นผู้หญิงที่ร้ายกาจและเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจที่สุด!
[จบบท]