บทที่ 154: คืนที่วุ่นวายของครอบครัว
พอโจวเจ๋อหานลืมตาโพลงขึ้นมาเห็นหน้าซือเนี่ยน น้ำตาก็ร่วงเผาะทันที เสียงร้องไห้จ้าดังลั่นออกมาจากปากเล็กๆ นั่น "คุณแม่ ผมปวดฟัน"
คำพูดของลูกชายทำเอาซือเนี่ยนใจหายวาบ เธอรีบประคองให้เขาอ้าปากเพื่อดูอาการข้างใน และภาพที่เห็นก็ทำให้เธอต้องสูดลมหายใจเย็นๆ เข้าปอด เหงือกของเจ้าตัวเล็กทั้งแดงก่ำและบวมเป่งบ่งบอกถึงการอักเสบอย่างชัดเจน
เสียงร้องไห้ของน้องชายปลุกโจวเจ๋อตงที่นอนอยู่ข้างๆ ให้สะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที เขารีบผุดลุกขึ้นนั่ง พอได้ยินน้องครวญครางว่าปวดฟัน ใบหน้าของเด็กชายก็ซีดขาวไร้สีเลือด "คุณแม่ครับ น้องเป็นอะไรไป"
"น้องตัวร้อนน่ะ" ซือเนี่ยนคว้าเสื้อคลุมมาสวมให้โจวเจ๋อหานอย่างรวดเร็ว ก่อนจะช้อนตัวเขาขึ้นมาอุ้มไว้ในอ้อมแขน "เจ๋อตง ลูกอยู่บ้านดูแลน้องสาวดีๆ นะ แม่จะพาน้องไปหาหมอที่คลินิกของกองพลน้อยที่หนึ่ง"
คลินิกที่ว่านั่นเป็นเพียงห้องแถวเล็กๆ ที่มีลุงหวัง หมอแผนจีนสูงวัยประจำการอยู่เพียงลำพัง ถึงอย่างนั้น ที่นี่ก็เปรียบเสมือนโรงพยาบาลของทุกคนในหมู่บ้านซิ่งฝู ไม่ว่าใครเจ็บไข้ได้ป่วยต่างก็มุ่งหน้ามาที่นี่กันทั้งนั้น
ซือเนี่ยนจัดการเอาไฟฉายกระบอกโตมามัดติดไว้กับแฮนด์จักรยานเพื่อส่องทาง ก่อนจะอุ้มลูกชายขึ้นซ้อนท้ายแล้วออกแรงปั่นไปในความมืด
เธอลูบหลังปลอบโยนลูกชายตัวน้อย "เด็กดีของแม่นะ เดี๋ยวเจอคุณหมอแล้วก็จะไม่ปวดแล้ว"
สายลมเย็นยะเยือกที่พัดปะทะใบหน้าช่วยให้โจวเจ๋อหานค่อยๆ สงบลงได้บ้าง ในที่สุดเขาก็หยุดร้องไห้ เด็กชายเงยหน้ามองเสี้ยวหน้าของแม่ผ่านความมืดสลัว "คุณแม่ครับ ผมไม่ได้ตั้งใจจะโกหกคุณแม่นะ ตอนกลางวันมันไม่ปวดเลยจริงๆ ครับ"
ซือเนี่ยนได้ฟังแล้วก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้ ให้ตายสิ เจ้าลูกคนนี้
สถานการณ์เป็นแบบนี้แล้ว เขายังกลัวว่าเธอจะดุเรื่องที่เมื่อตอนกลางวันเขาบอกว่าไม่เป็นอะไรอยู่อีกหรือนี่
เธอเอื้อมมือไปเช็ดเม็ดเหงื่อที่ผุดพรายบนหน้าผากของลูกชาย ถึงช่วงนี้เขาจะดูมีน้ำมีนวลขึ้นมาบ้าง แต่เมื่อเทียบกับเด็กคนอื่นๆ ในวัยเดียวกันแล้ว ก็ยังนับว่าตัวเล็กและผอมบางอยู่ดี
"แม่เชื่อลูกอยู่แล้ว แต่คราวหน้าถ้ารู้สึกไม่สบายตรงไหน ต้องรีบบอกแม่ทันทีนะ ห้ามทนเจ็บอยู่คนเดียวแบบนี้อีก เข้าใจที่แม่พูดไหม"
โจวเจ๋อหานพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะฝืนเปลือกตาที่หนักอึ้งของตัวเองเอาไว้แล้วพยักหน้ารับคำ
ซือเนี่ยนเห็นอาการของลูกแล้วก็เป็นห่วง กลัวว่าถ้าเขาเผลอหลับไปอาจจะพลัดตกจากรถได้ เธอจึงต้องคอยชวนคุยไปตลอดทางเพื่อไม่ให้เขาหลับ "ลองทายดูสิว่าวันนี้แม่ซื้ออะไรดีๆ มาฝากลูกด้วย"
ได้ผลชะงัด เจ้าตัวเล็กที่เมื่อครู่ยังดูอ่อนเพลียแขนขาไร้เรี่ยวแรง กลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันตาเห็น เขาขยับตัวเข้าไปพิงหลังของเธอแน่นขึ้นแล้วเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น
"คุณแม่ซื้อของให้ผมด้วยเหรอครับ"
"แน่นอนสิ แม่ซื้อหนังสือภาษาอังกฤษมาฝากสองสามเล่มไง จำได้ไหมที่ลูกเคยถามแม่ว่าหนังสือที่แม่อ่านอยู่คืออะไร แม่เลยซื้อมาให้ลูกกับพี่ชายด้วย ไว้เรามาเรียนด้วยกันนะ"
ดวงตาของลูกชายคนรองเปล่งประกายขึ้นมาทันที "จริงเหรอครับคุณแม่ งั้นพรุ่งนี้เราเริ่มเรียนกันเลยได้ไหมครับ"
ซือเนี่ยนพยักหน้าพลางอมยิ้ม "ได้เลยจ้ะ รอให้ฟันของลูกหายดีก่อนนะ แล้วแม่จะสอนให้"
เด็กชายพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน "คุณแม่ครับ ผมสัญญาว่าจะตั้งใจเรียนเลย"
อันที่จริงแล้ว ซือเนี่ยนเป็นคนกลัวการเดินทางในเวลากลางคืนมาก โดยเฉพาะเส้นทางเปลี่ยวๆ ในชนบทแบบนี้ที่มืดสนิทจนมองไม่เห็นแม้แต่แสงดาวสักดวง รอบกายมีเพียงเงาตะคุ่มของภูเขาที่น่าหวาดหวั่น หากเป็นสถานการณ์ปกติ เธอคงขวัญหนีดีฝ่อไปแล้ว แต่ในยามนี้ เมื่อได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วใสซื่อของลูกชายตัวน้อย ความกลัวเหล่านั้นกลับดูเหมือนจะจางหายไปจนหมดสิ้น
โจวเยว่เซินกลับมาถึงบ้านตอนที่ราตรีดำเนินไปจนเกือบจะรุ่งสาง ตามปกติแล้วป่านนี้ทุกคนในบ้านควรจะหลับสนิทไปแล้ว แต่ภาพที่เขาเห็นอยู่ไกลๆ กลับเป็นแสงไฟที่ยังคงสว่างลอดออกมาจากตัวบ้าน ชายหนุ่มขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น ความรู้สึกไม่สบายใจบางอย่างก่อตัวขึ้นในอก เขาจึงรีบเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นกว่าเดิม
และก็เป็นไปตามคาด ทันทีที่ก้าวเข้ามาในบ้าน เขาก็เห็นโจวเจ๋อตง ลูกชายคนโตนั่งเหม่อลอยอยู่บนโซฟา เพียงแค่เห็นแววตาของลูกชาย เขาก็รู้ได้ในทันทีว่าต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นสักอย่างแน่นอน
โจวเยว่เซินขมวดคิ้วมุ่น เอ่ยถามลูกชาย "เจ๋อตง เกิดอะไรขึ้น"
เสียงของพ่อทำให้โจวเจ๋อตงหลุดออกจากภวังค์ พอเห็นว่าพ่อกลับมาแล้ว หัวใจที่กำลังเต้นระส่ำไม่เป็นส่ำของเขาก็พลันสงบลง เด็กชายรีบลุกขึ้นยืนพร้อมกับยกหลังมือขึ้นปาดน้ำตา
"คุณพ่อครับ น้องไม่สบาย คุณแม่พาน้องไปหาหมอที่กองพลน้อยที่หนึ่ง คุณพ่อรีบตามไปดูเถอะครับ"
สีหน้าของโจวเยว่เซินเปลี่ยนไปในทันที เขาหันหลังกลับเตรียมจะก้าวออกจากบ้าน แต่เมื่อเดินไปได้เพียงสองก้าวก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นลูกชายคนโตวิ่งตามมาด้วยใบหน้าตื่นตระหนก ชายหนุ่มจึงหยุดเดินแล้วปลอบโยนลูก
"ไม่ต้องกลัวนะลูก น้องไม่เป็นอะไรมากหรอก ลูกเข้านอนก่อนเถอะ เดี๋ยวพ่อไปดูน้องเอง"
โจวเจ๋อตงรีบส่ายหน้าปฏิเสธ เขาก้มลงคว้าขากางเกงของพ่อไว้แน่น
"พ่อครับ ผมจะไปด้วย"
ทั้งหมดเป็นความผิดของเขาเอง ถ้าเพียงแต่ตอนกลางวันเขาใส่ใจสังเกตอาการของน้องให้มากกว่านี้ ไม่ปล่อยผ่านคำพูดของน้องไปง่ายๆ น้องก็คงไม่ต้องมาเจ็บป่วยแบบนี้ ตอนนี้ยังต้องสร้างความลำบากให้แม่ต้องพาน้องออกไปหาหมอกลางค่ำกลางคืนอีก ความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่โจวเจ๋อตงอย่างรุนแรง
โจวเยว่เซินมองใบหน้าเล็กๆ ที่ฉายแววสำนึกผิดของลูกชาย เขานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าอนุญาต
เพราะรู้ดีว่าปกติแล้วเหยาเหยาเป็นเด็กที่นอนหลับสนิท ไม่ค่อยตื่นขึ้นมารบกวนตอนกลางดึกเท่าไรนัก และหากขืนไม่ยอมให้ลูกชายคนโตตามไปด้วย คืนนี้ทั้งคืนเขาคงนอนไม่หลับเพราะความเป็นห่วงน้องเป็นแน่
โจวเยว่เซินอุ้มลูกชายขึ้นซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ เสียงเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่มขึ้นนั้นช่างฟังดูชัดเจนเป็นพิเศษท่ามกลางความเงียบสงัดของยามวิกาล
เพียง 10 นาที สองพ่อลูกก็มาถึงหน้าคลินิกเล็กๆ แห่งนั้น แสงไฟจากด้านในยังคงสว่างไสวอยู่ สำหรับลุงหวังแล้ว การมีเด็กป่วยตัวร้อนมาเคาะประตูเรียกกลางดึกถือเป็นเรื่องปกติที่เขาคุ้นชินเสียแล้ว
เมื่อทั้งสองก้าวเข้าไปข้างใน ก็เห็นโจวเจ๋อหานกำลังเบะปากน้ำตาคลอเบ้าขณะที่โก่งก้นให้คุณหมอฉีดยา โดยมีซือเนี่ยนคอยโอบอุ้มปลอบใจอยู่ไม่ห่าง บนใบหน้าของเธอมีรอยยิ้มจางๆ ประดับอยู่ ซึ่งบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าสถานการณ์ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่กังวล
โจวเยว่เซินถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เขาทอดสายตามองใบหน้าด้านข้างของภรรยา ในแววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกซาบซึ้งอย่างสุดหัวใจ
ซือเนี่ยนได้ยินเสียงฝีเท้าจึงหันกลับไปมอง ก็เห็นสองพ่อลูกที่เพิ่งเดินทางมาถึงด้วยสภาพมอมแมม
"คุณกลับมาแล้วเหรอคะ" ซือเนี่ยนเป็นฝ่ายทักทายขึ้นก่อน น้ำเสียงของเธอราบเรียบ ไม่ได้มีแววตำหนิหรือตัดพ้อต่อว่าใดๆ ทั้งสิ้น เป็นเพียงการทักทายตามปกติเหมือนทุกวันที่ผ่านมา
โจวเยว่เซินนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะก้าวเข้าไปหาเธอ สายตาของเขาสังเกตเห็นเสื้อผ้าเนื้อบางและรองเท้าแตะที่เธอสวมอยู่ เขายกมือขึ้นลูบศีรษะของเธอเบาๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ขอบคุณนะที่ลำบากเพื่อลูก"
ซือเนี่ยนส่ายหน้าเบาๆ แล้วหันไปมองโจวเจ๋อตงที่ยืนอยู่ข้างๆ พ่อด้วยขอบตาที่แดงก่ำ
เด็กชายไม่กล้าสบตากับเธอ เขากลัวเหลือเกินว่าเธอจะโกรธที่เขาไม่ยอมเชื่อฟังอยู่เฝ้าน้องสาวที่บ้าน แต่กลับดื้อดึงที่จะตามพ่อมาที่นี่ให้ได้
ดังนั้น เมื่อซือเนี่ยนยื่นมือออกมาหา เขาจึงเผลอหลับตาปี๋ด้วยความกลัว
แต่ในวินาทีต่อมา สัมผัสอบอุ่นจากฝ่ามือของเธอกลับวางลงบนศีรษะของเขาอย่างแผ่วเบา พร้อมกับน้ำเสียงอ่อนโยนอันเป็นเอกลักษณ์ที่ดังขึ้นข้างหู
"ไม่ต้องเป็นห่วงนะ น้องไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ"
โจวเจ๋อตงค่อยๆ ลืมตาขึ้นสบกับดวงตาคู่สวยที่เปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนของซือเนี่ยน และเพียงเท่านั้น ขอบตาของเขาก็ร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้งอย่างห้ามไม่ได้ เด็กชายจึงทำได้เพียงกะพริบตาถี่ๆ เพื่อไล่น้ำตาไม่ให้ไหลออกมา
"ลุงหวังครับ ลูกชายผมเป็นยังไงบ้าง" โจวเยว่เซินละสายตาจากภรรยาแล้วหันไปเอ่ยถามคุณหมอ
ลุงหวังดันแว่นสายตาที่หล่นลงมาอยู่บนปลายจมูกให้เข้าที่ มือข้างหนึ่งค่อยๆ ดึงเข็มฉีดยาออกแล้วใช้สำลีกดลงบนแผล ก่อนจะอธิบาย "เจ้าตัวเล็กนี่ฟันแท้กำลังจะขึ้นน่ะสิ สงสัยจะซนเอามือไปแคะไปแกะบ่อยๆ เหงือกมันเลยอักเสบจนเป็นไข้ เดี๋ยวให้กินยาแก้อักเสบสักหน่อยก็ดีขึ้นแล้ว พากลับบ้านไปก็คอยบอกเขาด้วยนะว่าอย่าเอามือไปยุ่งกับมัน หรือเอาลิ้นไปดุนเล่นล่ะ รออีกสักสองวันพอฟันมันโผล่พ้นเหงือกขึ้นมาก็หายเป็นปกติแล้ว"
ฟันแท้ขึ้นงั้นเหรอ
โจวเยว่เซินเหลือบไปมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดของลูกชายคนเล็กแวบหนึ่ง ก่อนจะเบือนหน้ากลับมาพยักหน้ารับคำของคุณหมอ
หลังจากรับยาเรียบร้อย สมาชิกทั้งสี่คนของครอบครัวก็พากันเดินทางออกจากคลินิก
เส้นทางกลับบ้านนั้นส่วนใหญ่เป็นทางขึ้นเนินชัน ซือเนี่ยนคงไม่มีแรงปั่นจักรยานฝ่าความมืดกลับไปไหวแน่ๆ ทั้งสี่คนจึงต้องเบียดเสียดกันอยู่บนรถมอเตอร์ไซค์คันเดียวกันเพื่อเดินทางกลับบ้าน
ความวุ่นวายในค่ำคืนนี้ทำให้กว่าทุกคนจะได้กลับถึงบ้าน เวลาก็ล่วงเลยไปจนเกือบจะตี 4 เข้าไปแล้ว และตามปกติ เด็กทั้งสองคนจะต้องตื่นนอนตอนตี 5 เพื่อเตรียมตัวไปโรงเรียน
โจวเยว่เซินจึงตัดสินใจให้ลูกชายคนโตไปลาหยุดที่โรงเรียนให้น้องชายเป็นเวลาสองวัน รอจนกว่าอาการปวดฟันจะหายดีแล้วค่อยกลับไปเรียนอีกครั้ง
เมื่อลูกชายคนรองไม่ต้องไปโรงเรียน เขาก็เลยรู้สึกเบื่อหน่ายที่ต้องอยู่บ้านเฉยๆ ถึงแม้ใบหน้าจะยังบวมตุ่ยอยู่ครึ่งซีก แต่เขาก็ยังไม่วายรบเร้าให้แม่สอนภาษาอังกฤษให้ พร้อมกับประกาศกร้าวว่าตนเองจะแอบซุ่มเรียนอย่างเงียบๆ แล้วไปทำให้ทุกคนที่โรงเรียนต้องทึ่งให้ได้
ซือเนี่ยนเห็นลูกชายมีใจใฝ่เรียนรู้แรงกล้าขนาดนี้ เธอจึงสอนตัวอักษรภาษาอังกฤษทั้ง 26 ตัวให้เขา พร้อมทั้งสอนให้เขาร้องเพลงตัวอักษรภาษาอังกฤษเป็นทำนองอีกด้วย
ดูเหมือนว่าลูกชายคนรองจะถูกใจสิ่งนี้เป็นอย่างมาก แม้จะยังเจ็บฟันอยู่ แต่เขาก็ยังคงฝึกท่องบทเรียนใหม่ที่เพิ่งได้รับมาตลอดทั้งวัน
และทันทีที่โจวเจ๋อตงกลับมาจากโรงเรียน เขาก็รีบวิ่งเข้าไปหาพี่ชายแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอู้อี้ไม่ชัดถ้อยชัดคำ "พี่ครับ เดี๋ยวผมจะร้องเพลงให้ฟังนะ เป็นเพลงที่พี่ไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อนแน่ๆ"
โจวเจ๋อตงรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นว่าอาการบวมที่ใบหน้าของน้องชายยุบลงไปมากแล้ว เขาก็เลยยอมเล่นตามน้ำไปด้วย
แล้วเขาก็ได้เห็นน้องชายตัวดีของเขายืนตัวตรง ส่ายหัวไปมาตามจังหวะในจินตนาการ แล้วเริ่มเปล่งเสียงร้องเพลง "เอ บี ซี ดี อี เอฟ จี"
หลังจากร้องจนจบเพลง เขาก็หยิบสมุดที่ตนเองคัดลายมือตัวอักษรภาษาอังกฤษมาอวดพี่ชาย พลางชี้นิ้วไปที่ตัวพิมพ์ใหญ่และตัวพิมพ์เล็กแล้วอธิบายอย่างภาคภูมิใจ "พี่ดูนี่สิครับ ตัวนี้ไม่ได้อ่านว่า 'อา' เหมือนที่ครูสอนนะ มันต้องอ่านว่า 'เอ' คิดไม่ถึงเลยใช่ไหมล่ะ นี่เป็นวิชาที่คุณแม่สอนผมโดยเฉพาะเลยนะ ไม่เหมือนกับที่โรงเรียนเลย"
"ถ้าพี่ยังทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวผมสอนให้ มา ออกเสียงตามผมนะ เอ"
โจวเจ๋อตง: "..."
[จบบท]