บทที่ 158: เมื่อเขายอมอ่อนข้อ
ซือเนี่ยนไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืดอีกต่อไป เธอตัดสินใจลุกขึ้นยืนแล้วหมุนตัวเตรียมจะเดินออกจากตรงนั้น แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวที่สาม แขนของเธอก็ถูกรั้งไว้จากด้านหลัง
โจวเยว่เซินใช้มือเพียงข้างเดียวรวบเอวของเธอเข้าไปหาตัว ร่างของซือเนี่ยนจึงถลาเข้าไปปะทะกับแผงอกกว้างของเขาอย่างจัง
ชายหนุ่มก้มหน้าลงมองคนที่อยู่ในอ้อมแขน "โกรธผมเหรอ"
ซือเนี่ยนเบือนหน้าไปทางอื่น พยายามเก็บซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงเอาไว้
"เปล่าค่ะ"
แต่ดูเหมือนว่าความพยายามของเธอจะไร้ผล เมื่อโจวเยว่เซินใช้นิ้วเชยคางมนให้หันกลับมาสบตากับเขาตรงๆ บังคับให้เธอต้องเผชิญหน้ากับคำถามที่ค้างคาใจ
เขานิ่งมองเธออยู่สักพัก ราวกับกำลังค้นหาอะไรบางอย่างในดวงตาคู่นั้น ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้าๆ "เนี่ยนเนี่ยน หลายวันที่ผ่านมา คุณไม่ได้เรียกชื่อผมเลย"
"อะไรนะคะ" ซือเนี่ยนทวนคำถามอย่างไม่เข้าใจ เธอนึกไม่ออกจริงๆ ว่าตัวเองไปทำอะไรให้เขาไม่พอใจตอนไหน
โจวเยว่เซินหลุบตาลง ในใจพลันกระจ่างแจ้ง คงเป็นอย่างที่เขาคิดไว้ไม่มีผิด ที่วันนั้นเธอเรียกเขาด้วยท่าทีสนิทสนมถึงเพียงนั้น คงเป็นเพราะต้องการจะยั่วโมโหฟู่หยางเท่านั้นเอง
ความคิดนั้นทำให้เขาขมวดคิ้วอย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะคลายอ้อมแขนแล้วปล่อยเธอให้เป็นอิสระ
ซือเนี่ยนถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก เธอกะพริบตาปริบๆ มองการกระทำที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของเขา
สัญชาตญาณของผู้หญิงบอกเธอว่าบรรยากาศรอบตัวเขากำลังเปลี่ยนไป แต่เธอกลับหาสาเหตุไม่เจอ จึงได้แต่ยืนมองหน้าเขาแล้วเอ่ยถามออกไปตรงๆ
"คุณเป็นอะไรไปคะ"
โจวเยว่เซินจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ ก่อนจะตอบกลับด้วยเสียงเรียบ "ไม่มีอะไร"
"คุณมีเรื่องอะไรในใจเกี่ยวกับฉันหรือเปล่าคะ" ซือเนี่ยนถามกลับไปอย่างไม่ยอมแพ้ เธอมั่นใจว่าต้องมีอะไรในใจเขาแน่ๆ
โจวเยว่เซินนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาอย่างจนใจ
"ทำไมคุณถึงคิดแบบนั้นล่ะ"
"ก็เมื่อก่อนคุณไม่เคยทำแบบนี้กับฉันนี่คะ" เธอรวบรวมความกล้าต่อว่าเขาออกไป "พอได้ไปแล้วก็ไม่เห็นค่าแล้วใช่ไหม"
สิ้นคำพูดนั้น ไหล่ของซือเนี่ยนก็ลู่ลงอย่างคนหมดแรง ราวกับว่าคำพูดของตัวเองได้สร้างบาดแผลลึกในใจเธอเสียเอง
รอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าของโจวเยว่เซินพลันเลือนหายไป เขาดึงเธอเข้ามากอดไว้อีกครั้ง "คิดอะไรของคุณอยู่"
แววตาของเขาที่มองมาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วประทับจูบลงบนริมฝีปากของเธออย่างแผ่วเบา "ผมไม่แกล้งคุณแล้วนะ คนดี กลับไปนอนต่อเถอะ อาหารเช้าผมจัดการเอง"
การยอมอ่อนข้อของเขาได้ผลชะงัด ความขุ่นเคืองที่ก่อตัวขึ้นในใจของซือเนี่ยนเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติอยู่ดี เพียงแต่ยังหาคำตอบไม่ได้
เธอไม่ชอบความรู้สึกคลุมเครือแบบนี้เลยสักนิด จึงตัดสินใจจ้องหน้าเขาแล้วยื่นคำขาด "คราวหน้าห้ามทำแบบนี้อีกนะคะ"
เมื่อเห็นท่าทีจริงจังของภรรยา อารมณ์ขุ่นมัวที่หลงเหลืออยู่ในใจของโจวเยว่เซินก็สลายไปจนหมดสิ้น เขาตระหนักได้ว่าการที่ตัวเองมัวแต่ไปยึดติดกับเรื่องในอดีตนั้นเป็นความผิดของเขาเอง
ในเมื่อเขารู้ดีว่าเธอเคยผ่านอะไรมาบ้าง แล้วจะเอาเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้มาเป็นอารมณ์ได้อย่างไร เธอยังอายุน้อย การจะมีความคิดซุกซนบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา ต่อให้เธอจะใช้เขาเป็นเครื่องมือเพื่อยั่วโมโหผู้ชายคนอื่น มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไรเลย
เขาเอื้อมมือไปขยี้เรือนผมที่อ่อนนุ่มของเธอเบาๆ ก่อนจะเอ่ยรับคำ
"ครับ ไปพักได้แล้ว"
"ยังไม่อยากพักค่ะ ฉันมีเรื่องจะบอกคุณพอดีเลย" ซือเนี่ยนส่ายหน้า "วันนี้ฉันต้องไปขายขนมที่ตลาดในตำบลกับแม่แล้วก็พี่สะใภ้ค่ะ พวกเขาเพิ่งจะเริ่มทำมาค้าขายเป็นครั้งแรก ยังไม่ค่อยรู้อะไรเท่าไหร่ ฉันเลยอยากจะไปช่วยดูให้หน่อย แต่แบบนั้นมื้อเที่ยงฉันก็คงเอาข้าวไปส่งให้คุณไม่ได้น่ะสิคะ นี่จะให้ฉันทำเผื่อไว้ให้คุณตอนนี้เลย หรือว่าคุณจะจัดการเองคะ"
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าป่านนี้แม่กับพี่สะใภ้คงเตรียมตัวออกเดินทางกันแล้ว ซือเนี่ยนก็ไม่มีกะจิตกะใจจะมานั่งน้อยอกน้อยใจสามีอีกต่อไป
โจวเยว่เซินนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาเคยได้ยินเธอพูดว่าจะสอนคนในครอบครัวทำขนมขาย แต่ไม่คิดว่าพวกเขาจะลงมือทำกันเร็วขนาดนี้ เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ทางการเงินของครอบครัวหลินแล้ว การหารายได้เสริมเล็กๆ น้อยๆ ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย
เขาพยักหน้าเห็นด้วย "ได้สิ เดี๋ยวผมไปส่งพวกคุณเอง"
ซือเนี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตอบรับ
"แบบนั้นก็ดีค่ะ งั้นเดี๋ยวคุณขี่รถไปส่งแม่กับพี่สะใภ้ก่อนเลย ส่วนฉันจะขี่จักรยานขนขนมตามไปทีหลัง พอไปถึงจะได้ใช้จักรยานเข็นขายได้สะดวกกว่าด้วย" ซือเนี่ยนอธิบายแผนการที่วางไว้ในหัว "แต่ว่าเหยาเหยายังไม่ตื่น ฉันคุยกับป้าจางไว้แล้วว่าจะรบกวนให้ช่วยดูแลให้หนึ่งวัน เดี๋ยวพอกลับมาคุณค่อยอุ้มแกไปส่งให้ป้าจางก็ได้ค่ะ"
ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับป้าจางนับว่าสนิทสนมกันพอสมควร บ้านของทั้งสองครอบครัวก็อยู่ติดกัน แถมสือโถวลูกชายของป้าจางก็ยังไม่ได้เข้าโรงเรียน จึงสามารถอยู่เป็นเพื่อนเล่นกับเหยาเหยาได้พอดี ด้วยเหตุนี้ ทุกครั้งที่เธอทำอาหารหรือขนมอร่อยๆ ก็มักจะแบ่งปันไปให้เพื่อนบ้านเสมอ ซึ่งป้าจางเองก็เต็มใจที่จะช่วยเหลือเธอดูแลลูกสาวเป็นการตอบแทน
โจวเยว่เซินพยักหน้ารับคำ
หลังจากที่ทั้งคู่ทานอาหารเช้ากันเสร็จเรียบร้อย เสียงของแม่หลินก็ดังขึ้นมาจากหน้าประตูบ้าน
ซือเนี่ยนรีบเดินออกไปต้อนรับ พบว่าแม่กับพี่สะใภ้ต่างก็สะพายกล่องโฟมมาด้วยกันคนละใบ
"แม่คะ พี่สะใภ้ มากันแล้วเหรอคะ เข้ามาข้างในก่อนสิ"
"ไม่เป็นไรจ้ะ เรารออยู่ข้างนอกนี่แหละ" แม่หลินปฏิเสธอย่างเกรงใจ
"ก็ได้ค่ะ งั้นรอหนูสักครู่นะคะ เดี๋ยวหนูไปเข็นจักรยานออกมาก่อน" ซือเนี่ยนตอบกลับอย่างจนใจ
โจวเยว่เซินที่เดินตามออกมาสมทบ เอ่ยขึ้นกับแม่ยายและพี่สะใภ้ของภรรยา "พี่สะใภ้ครับ คุณน้า เดี๋ยวผมไปส่งพวกคุณก่อนนะครับ"
"จะดีเหรอลูก เธองานยุ่งจะตาย ยังจะมาส่งพวกเราอีก ไม่เป็นไรๆ เราเดินไปเองได้" แม่หลินรีบปฏิเสธเสียงแข็ง แค่ลูกสาวของเธอยอมตื่นแต่เช้าเพื่อไปช่วยขายของ เธอก็รู้สึกเกรงใจมากพอแล้ว จะกล้ารบกวนเวลาอันมีค่าของลูกเขยที่ทำธุรกิจใหญ่โตให้มาเสียเวลาไปกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ได้อย่างไร
"ผมขี่รถไปแค่ 20 นาทีก็ถึงแล้วครับ ถ้าไปถึงเร็วหน่อยจะได้หาทำเลดีๆ ให้ด้วย" โจวเยว่เซินยืนกราน เขาพอจะมีคนรู้จักอยู่ที่นั่นบ้าง การจะหาที่เหมาะๆ สำหรับขายของจึงไม่ใช่เรื่องยากอะไร
ซือเนี่ยนที่เข็นจักรยานออกมาพอดีจึงช่วยพูดเสริม "แม่กับพี่สะใภ้ขึ้นรถไปเถอะค่ะ เดี๋ยวขนมพวกนี้หนูจัดการเอง หนูจะขี่จักรยานตามไปข้างหลัง ไม่อย่างนั้นกว่าจะเดินไปถึงฟ้าก็สว่างพอดี"
เมื่อได้ฟังเหตุผลของลูกสาวและลูกเขย แม่หลินก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยอมตกลง "งั้นก็ต้องรบกวนแล้วนะเนี่ยนเนี่ยน เสี่ยวโจว มีพวกลูกสองคนนี่เป็นโชคดีของบ้านหลินจริงๆ"
"แม่คะ เราเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว จะเกรงใจอะไรกันอีก รีบไปกันเถอะค่ะ เดี๋ยวสายแล้วจะไม่มีที่ขายของเอานะ"
พูดจบ เธอก็หาเชือกมามัดกล่องโฟมติดกับเบาะหลังจักรยานอย่างคล่องแคล่ว ขนมดอกกุ้ยฮวาไม่ได้มีน้ำหนักมากนัก ทำให้เธอสามารถขี่จักรยานได้อย่างสบายๆ ที่สำคัญคือจักรยานของเธอไม่สามารถซ้อนสามคนได้ วิธีนี้จึงเป็นทางเลือกที่ดีและรวดเร็วที่สุดแล้ว
เมื่อเห็นว่าลูกสาวเตรียมตัวพร้อมแล้ว แม่หลินก็ไม่กล้าชักช้าอีกต่อไป รีบก้าวขึ้นไปซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ของลูกเขย
ซือเนี่ยนขี่จักรยานตามหลังไป เธออดทึ่งไม่ได้กับจำนวนผู้คนที่มุ่งหน้าไปยังตลาดในตำบล แม้จะยังเช้าตรู่อยู่ แต่บนถนนก็เต็มไปด้วยผู้คนที่จับกลุ่มกันเดินทางอย่างคึกคัก
จักรยานของเธอที่ด้านหลังมีกล่องบรรจุขนมหอมกรุ่น กลายเป็นจุดสนใจของผู้คนที่ผ่านไปมา ทุกสายตาต่างจับจ้องมาที่เธอเป็นตาเดียว
"กลิ่นอะไรน่ะ หอมชื่นใจจริงๆ"
"นั่นใช่ภรรยาของโจวคนโตรึเปล่า น่าอิจฉาเป็นบ้าเลยที่ได้ขี่จักรยานไปตลาด ผู้หญิงแถวนี้จะมีสักกี่คนกันเชียวที่มีวาสนาแบบนี้ พี่ใหญ่โจวนี่รักภรรยาของเขาจริงๆ"
"สหายซือเนี่ยน กำลังจะไปไหนเหรอจ๊ะ"
ซือเนี่ยนหยุดจักรยานแล้วหันไปทักทายบรรดาผู้ใหญ่ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี "สวัสดีค่ะคุณลุงคุณป้า ฉันกำลังจะไปขายขนมที่ตลาดในตำบลกับแม่น่ะค่ะ"
"ขายขนมเหรอ ขายจริงๆ จังๆ เลยเหรอ นึกว่าพูดเล่นกันซะอีก"
"ใช่ขนมถั่วเขียวที่บ้านเธอทำคราวก่อนรึเปล่า มิน่าล่ะถึงได้หอมขนาดนี้"
"แล้วขายยังไงล่ะ เอามาให้ฉันสักหนึ่งจินสิ"
ซือเนี่ยนเปิดฝากล่องโฟมออก กลิ่นหอมหวานของขนมที่ยังอุ่นๆ ก็ลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ ชวนให้น้ำลายสอ
ผู้คนรอบข้างที่ได้เห็นต่างก็ตกตะลึงในความหอมของมัน ก่อนจะรีบกรูเข้ามามุงดูด้วยความสนใจ
"นี่มันกลิ่นดอกกุ้ยฮวานี่นา หอมจริงๆ"
"แพงรึเปล่าจ๊ะ เอาให้ป้าสักสองชิ้นสิ ได้กลิ่นแล้วท้องร้องเลย"
เป็นเรื่องปกติที่คนจะไปตลาดกันแต่เช้าโดยที่ยังไม่ได้ทานอะไร ส่วนใหญ่ก็จะไปหาซื้อซาลาเปาหรือแป้งทอดกินกันที่ตลาด คนที่มีฐานะหน่อยก็อาจจะแวะเข้าร้านอาหาร แต่สำหรับตอนนี้ที่ทุกคนกำลังหิวโซ กลิ่นหอมของขนมที่โชยมาเตะจมูกก็แทบจะทำให้พวกเขาอดใจไม่ไหว
ซือเนี่ยนยิ้มอย่างเป็นมิตร "ไม่แพงหรอกค่ะ สองเหมาห้าเฟินต่อหนึ่งจิน ส่วนรสดอกกุ้ยฮวาจะอยู่ที่สามเหมาค่ะ"
"สองเหมาห้าเฟินยังบอกว่าไม่แพงอีกเหรอ หมั่นโถวลูกใหญ่ๆ ในตำบลยังขายแค่ลูกละหนึ่งเหมาเองนะ" หญิงแปลกหน้าคนหนึ่งแย้งขึ้น
ซือเนี่ยนหันไปมองก่อนจะตอบกลับด้วยรอยยิ้มเรียบๆ "ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าอย่างนั้นคุณป้าไปทานหมั่นโถวก็ได้ค่ะ"
คำตอบของเธอทำเอาหญิงคนนั้นถึงกับหน้าเจื่อนไปเลยทีเดียว
[จบบท]