บทที่ 160: ผู้ชายก็ต้องรักหน้าตาเป็นธรรมดา
ซือเนี่ยนใช้เวลาเดินตามหาอยู่ไม่นาน ก็เห็นแม่กับโจวซุ่ยซุ่ยยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ตรงหัวมุมตลาด แต่กว่าเธอจะมาถึงขนมถั่วเขียวไม่กี่จินสุดท้ายก็ถูกคนที่เดินผ่านไปมาซื้อไปจนเกลี้ยงแล้ว
แม่หลินกับโจวซุ่ยซุ่ยซึ่งยืนทำตัวไม่ถูกอยู่ในตลาดมาพักใหญ่ พอเห็นหน้าซือเนี่ยนก็เหมือนเห็นแสงสว่าง ทั้งสองคนยืนรออยู่ที่นี่มาสักพักแล้ว ความตื่นเต้นและความประหม่าทำให้เหงื่อออกเต็มฝ่ามือไปหมด
สายตาของผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมาซึ่งเหลือบมองมาเป็นระยะ ทำให้ทั้งคู่รู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกินและทำตัวไม่ถูกเอาเสียเลย
แม้ว่าการค้าขายส่วนตัวจะไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรแล้ว แต่สำหรับชาวบ้านทั่วไป การจะลุกขึ้นมาทำธุรกิจเล็กๆ ของตัวเองก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความกล้าหาญอยู่ไม่น้อย กว่าจะเริ่มคุ้นชินก็เมื่อเห็นคนอื่นทำกันมากขึ้นในช่วง 1-2 ปีให้หลังมานี้ แต่ถึงอย่างนั้น พอถึงคราวที่ต้องมาทำเองจริงๆ ความรู้สึกมันก็แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
แม่หลินรีบกวักมือหยอยๆ เรียกลูกสาวทันทีที่เห็น “เนี่ยนเนี่ยน ทางนี้ลูก!”
พอซือเนี่ยนเดินเข้าไปใกล้ แม่ของเธอก็พูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นระคนภูมิใจ “เนี่ยนเนี่ยน ลูกรู้ไหมว่าเสี่ยวโจวเขาดีมากๆ เลยนะ อุตส่าห์ไปหาคนมาช่วยจับจองพื้นที่ตั้งแผงให้พวกเราด้วย ได้ทำเลดีที่สุดตรงสี่แยกนี่เลย คนเดินผ่านเยอะที่สุดแล้ว!”
“มาเร็วๆ เรามาตั้งของตรงนี้กัน”
พูดจบทั้งสองคนก็เตรียมก้มลงไปช่วยกันยกกล่องโฟมขึ้นมา
แต่แล้วมือของทั้งคู่ก็คว้าได้เพียงอากาศ กล่องโฟมที่ควรจะหนักถึง 30 จินกลับเบาหวิวราวกับไร้น้ำหนัก
แม่หลินถึงกับยืนงงเป็นไก่ตาแตก หันไปมองหน้าลูกสาวเพื่อหาคำตอบ
ซือเนี่ยนกลับส่งยิ้มกว้างมาให้ แล้วพยักพเยิดไปที่กล่อง
พอเปิดดูข้างในก็พบว่ามันว่างเปล่า ไม่มีขนมเหลืออยู่เลยแม้แต่ชิ้นเดียว
แม่หลินอุทานออกมา “ขนมหายไปไหนหมด?”
ซือเนี่ยนยิ้มตาหยี “ขายหมดเกลี้ยงแล้วค่ะ”
แม่หลินกับโจวซุ่ยซุ่ยถึงกับอ้าปากค้าง “หา?”
ที่พวกเขายืนลุ้นจนตัวโก่งอยู่นานสองนานนี่มันคืออะไรกัน
ซือเนี่ยนจึงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างทางให้ทั้งสองคนฟังอย่างละเอียด กว่าทั้งคู่จะตั้งสติและทำความเข้าใจได้ก็ผ่านไปพักใหญ่ สีหน้ายังคงเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“นี่มันขายดีขนาดนี้เลยเหรอ? ถ้างั้นแสดงว่าแม่ทำมาน้อยเกินไปใช่ไหม?”
แม่หลินถามออกมาด้วยความรู้สึกเสียดายระคนตื่นเต้น
ซือเนี่ยนพยักหน้าเห็นด้วย “ก็น้อยไปหน่อยค่ะแม่ ครั้งหน้าแม่ทำมาเยอะกว่านี้ได้เลยนะคะ ช่วงนี้เราเพิ่งเริ่มขาย ยังไงก็ขายดีแน่ๆ แม่ต้องรีบตักตวงโอกาสทำเงินช่วงนี้นะคะ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวก็มีคนทำตามแล้วจะขายยากขึ้น”
เธอรู้ดีว่าขนมพวกนี้ไม่ได้มีสูตรลับซับซ้อนอะไร คนที่ทำขนมเป็นแค่ได้ลองชิมก็คงพอจะเดาวัตถุดิบออกได้ไม่ยาก พอเห็นว่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแบบนี้ ไม่นานก็ต้องมีคนทำตามอย่างแน่นอน ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาของการค้าขาย ใครลงมือก่อนก็ย่อมได้เปรียบและกอบโกยกำไรไปก่อนเสมอ
ซือเนี่ยนยื่นเงินที่เพิ่งขายขนมได้ทั้งหมดส่งให้แม่หลิน ขนมดอกกุ้ยฮวา 15 จิน ขายในราคาจินละ 3 เหมา ได้เงินมา 4 หยวน 5 เหมา ส่วนขนมถั่วเขียวทำเงินได้ 3.75 หยวน รวมกันแล้วได้เงินมาแปดหยวนกว่า
อาจจะดูเป็นเงินไม่มากนัก แต่หากเทียบกับรายได้ของคนในยุคนี้แล้วถือว่าสูงมาก เพราะลำพังเงินเดือน 50 หยวนต่อเดือนก็หาได้ยากเต็มทีแล้ว ที่สำคัญต้นทุนที่ใช้ไปก็มีแค่น้ำตาลกับน้ำผึ้งที่ราคาค่อนข้างสูง ส่วนถั่วเขียวกับแป้งข้าวเหนียวนั้นแทบจะไม่ต้องนับเป็นต้นทุนเลย
แม่หลินกับโจวซุ่ยซุ่ยตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก ทั้งสองคนช่วยกันนับเงินอยู่นาน ก่อนที่แม่หลินจะแบ่งเงินครึ่งหนึ่งส่งคืนให้ซือเนี่ยน
“เนี่ยนเนี่ยน นี่เป็นส่วนของลูกนะ ที่ขายดิบขายดีขนาดนี้ก็เพราะลูกช่วยเลยนะ!”
ซือเนี่ยนรีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน “ไม่ต้องเลยค่ะแม่ หนูไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย แค่ช่วยเข็นรถมาให้เอง ถ้าเป็นแม่กับพี่ซุ่ยซุ่ยมาตั้งร้านเองก็ขายได้เหมือนกัน ไม่ต้องเกรงใจหนูหรอกค่ะ”
แม้จะรู้ว่าลูกสาวคงไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินเล็กๆ น้อยๆ นี้ แต่แม่หลินก็ยังรู้สึกเกรงใจอยู่ดี ทั้งสองคนยื้อไปยื้อมาอยู่สักพักจนซือเนี่ยนเริ่มจะหมดความอดทน เลยตัดบทไปว่าถ้าอย่างนั้นให้แม่เลี้ยงข้าวเธอสักมื้อก็แล้วกัน
แม่หลินจึงยอมตกลงแต่โดยดี
ซือเนี่ยนยังมีแผนจะเข้าไปในตัวเมืองต่อ เพราะดอกกุ้ยฮวาที่หาได้แถวนี้มีไม่มากนัก เธอตั้งใจจะไปหาซื้อดอกกุ้ยฮวาแห้งกับน้ำผึ้งมาตุนไว้ เพื่อที่ครั้งหน้าจะได้ทำขนมได้ในปริมาณที่มากขึ้น
แม่หลินเห็นว่าเป็นความคิดที่ดี จึงตัดสินใจเดินทางไปเป็นเพื่อนเธอ
***
บ้านตระกูลโจว
เมื่อโจวเยว่เซินกลับมาถึงบ้าน ก็พบว่าลูกสาวตัวน้อยของเขาตื่นนอนเรียบร้อยแล้ว
ผมของเด็กหญิงตัวเล็กยาวขึ้นมาก จากที่เคยชี้ฟูไม่เป็นทรง ตอนนี้กลับเรียบสวยแนบไปกับใบหน้าเล็กๆ แม้จะเพิ่งตื่นจากการนอนหลับ
ซือเนี่ยนเคยใช้กรรไกรเล็มปลายผมให้ ความยาวตอนนี้จึงอยู่ระดับใบหูพอดิบพอดี บวกกับผมหน้าม้าที่ถูกตัดไว้อย่างน่ารัก ยิ่งขับให้ใบหน้าที่งดงามราวกับตุ๊กตาของเจ้าตัวน้อยน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งขึ้นไปอีก
หนูน้อยกำลังนั่งอยู่บนเตียงแล้วเล่นกับปลายเท้าของตัวเองอย่างสนุกสนาน
เด็กวัยนี้โตเร็วมาก แม้ซือเนี่ยนจะเพิ่งย้ายมาอยู่ได้ไม่นาน แต่โจวเยว่เซินก็รู้สึกได้ว่าลูกสาวของเขาดูมีน้ำมีนวลและอ้วนท้วนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เขาเดินเข้าไปอุ้มร่างเล็กๆ ขึ้นจากเตียง สัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมอ่อนๆ และความนุ่มนิ่มของผิวเด็ก ไม่รู้ว่าซือเนี่ยนใช้อะไรอาบน้ำให้ลูกสาวของเขา แม้แต่เส้นผมเล็กๆ ก็ยังดูเงางามและมีสุขภาพดีกว่าแต่ก่อน
“แม่ โฮ่งๆ” ดูเหมือนเจ้าตัวเล็กจะคุ้นชินกับการอยู่บ้านคนเดียวแล้ว จึงไม่ได้ร้องไห้งอแงแต่อย่างใด พอเห็นหน้าโจวเยว่เซินก็ส่งยิ้มกว้างมาให้ เผยให้เห็นฟันน้ำนมซี่เล็กๆ ที่เรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ ขาวสะอาดและสวยงาม
โจวเยว่เซินอดที่จะอมยิ้มไม่ได้ เขาแก้ให้ลูกสาวฟังเบาๆ “พ่อต่างหาก ไม่ใช่แม่”
“แม่ โฮ่ง”
“เจ้าเด็กโง่เอ๊ย” โจวเยว่เซินอดใจไม่ไหวที่จะใช้นิ้วบีบแก้มยุ้ยๆ ของลูกสาวเบาๆ ด้วยความเอ็นดู ก่อนจะอุ้มเธอลงไปชั้นล่าง
โจ๊กข้าวฟ่างที่คุณแม่มือใหม่ต้มทิ้งไว้ให้ตั้งแต่เช้ายังอุ่นๆ อยู่ในหม้อ
โจวเยว่เซินใช้มือเพียงข้างเดียวอุ้มลูกสาวไว้ในอ้อมแขนพลางป้อนข้าวให้เธอไปด้วย จากนั้นก็จับเธอแต่งตัวด้วยชุดกระโปรงสวยๆ ที่ซือเนี่ยนซื้อมาให้ นอกจากกระเป๋านักเรียนของลูกชายทั้งสองคนแล้ว เธอก็ไม่ลืมที่จะซื้อกระเป๋าใบเล็กๆ ให้ลูกสาวด้วย ข้างในถูกใส่ขนมปังกรอบและลูกอมไว้จนเต็ม
หลังจากเทอาหารให้ต้าหวงเสร็จเรียบร้อย เขาก็จัดการสะพายกระเป๋าใบจิ๋วให้ลูกสาวแล้วอุ้มเธอออกจากบ้าน
ประตูหน้าบ้านของป้าจางเปิดอ้าอยู่ เขาจึงเดินตรงเข้าไปแล้วเคาะเบาๆ
ป้าจางซึ่งกำลังง่วนอยู่ในครัวรีบเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนแล้วเดินออกมาต้อนรับ
“อ้าว เสี่ยวโจว วันนี้เป็นเธอที่พาลูกมาส่งเองเลยเหรอ” ป้าจางเอ่ยทักด้วยความประหลาดใจ
โจวเยว่เซินพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงทักทาย “คงต้องรบกวนป้าช่วยดูแลเหยาเหยาสักพักนะครับ”
ป้าจางเคยเป็นคนหมู่บ้านเดียวกับแม่หลินมาก่อน จึงถือว่าพอจะรู้จักมักคุ้นกับครอบครัวหลินอยู่บ้าง แต่หลังจากแต่งงานย้ายออกมาก็ไม่ค่อยได้ติดต่อกันเท่าไหร่นัก อาจจะเพราะเหตุนี้ พอได้มาเจอกับซือเนี่ยนซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกันจึงทำให้สนิทสนมกันได้อย่างรวดเร็ว
ตอนนี้ทั้งสองครอบครัวไปมาหาสู่กันเป็นประจำ
ก่อนหน้านี้ แม้ป้าจางจะเป็นคนมีน้ำใจและบ้านก็อยู่ติดกัน แต่ด้วยสถานการณ์ที่ค่อนข้างยุ่งยากของครอบครัวโจว ทำให้เธอทำได้เพียงทักทายตามมารยาท ไม่ได้สนิทสนมอะไรเป็นพิเศษ แต่การมาถึงของซือเนี่ยนได้เปลี่ยนทุกอย่างไป ตอนนี้ไม่เพียงแต่ครอบครัวของพวกเขาจะสนิทกันมากขึ้น แต่ยังทำให้เพื่อนบ้านคนอื่นๆ ได้เห็นอีกด้านของโจวเยว่เซินด้วย
ทุกคนต่างค่อยๆ รู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ไม่ได้เย็นชาและเข้าถึงยากอย่างที่คิด เขาแค่เป็นคนพูดน้อยและไม่ค่อยแสดงออกเท่านั้น เรียกได้ว่าตั้งแต่ซือเนี่ยนย้ายเข้ามา ป้าจางก็รู้สึกว่าโจวเยว่เซินดูเป็นมิตรและน่าคบหามากขึ้นเป็นกอง
เธอรีบรับตัวเด็กหญิงตัวน้อยมาอุ้มไว้ แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “โธ่ ไม่เห็นจะรบกวนอะไรเลย เกรงใจกันไปได้!”
สือโถวได้ยินเสียงก็รีบวิ่งหัวยุ่งออกมาจากในบ้านทันที “น้องเหยาเหยามาแล้วเหรอ มาเร็วๆ เข้ามากินไข่กัน!” พูดจบก็จูงมือน้องสาวคนสวยเข้าบ้านไปอย่างคุ้นเคย
โจวเยว่เซินเหลือบไปเห็นสือโถวที่ยังมีน้ำมูกติดอยู่ที่จมูก กำลังจูงมือลูกสาวของเขาที่แต่งตัวสวยงามราวกับนางฟ้าตัวน้อย คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว
เขายังไม่ทันได้เอ่ยปากพูดอะไรต่อ ป้าจางก็ดึงแขนเขาให้เดินเลี่ยงออกมาข้างๆ แล้วกระซิบกระซาบด้วยเสียงที่เบาลง “เสี่ยวโจว มีเรื่องหนึ่ง ป้าไม่รู้ว่าจะพูดดีหรือเปล่า”
โจวเยว่เซินชะงักไปเล็กน้อย เขารู้สึกว่าสายตาที่ป้าจางใช้มองเขาในวันนี้มันดูแปลกๆ พิกล
เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “เรื่องอะไรเหรอครับ? ป้าพูดมาได้เลย”
“ป้าพูดแล้วเธออย่าคิดมากนะ ป้าเป็นคนโผงผาง แต่ที่พูดก็เพราะเป็นห่วงเธอกับเนี่ยนเนี่ยนจริงๆ เรื่องปัญหาสุขภาพของเธอน่ะ มองเผินๆ อาจจะดูเป็นเรื่องใหญ่ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางรักษา ป้ารู้จักหมอจีนเก่งๆ อยู่คนหนึ่ง เดี๋ยวป้าจะแนะนำให้ เธอไปหาเขาดูนะ กินยาบำรุงเยอะๆ เธอยังหนุ่มยังแน่นอยู่เลย ต้องรักษาได้แน่นอน สู้ๆ เข้าไว้ อย่าเพิ่งท้อล่ะ!”
พูดจบเธอก็ยัดกระดาษแผ่นเล็กๆ ใส่มือของโจวเยว่เซินทันที
“เรื่องนี้ป้ารับรองว่าจะเก็บเป็นความลับสุดยอด ไม่ให้ใครรู้เด็ดขาด”
เรื่องแบบนี้ผู้ชายก็ต้องไม่อยากเปิดเผยเป็นธรรมดา เธอเข้าใจดี
ป้าจางตบไหล่ของโจวเยว่เซินเบาๆ เป็นการให้กำลังใจ
โจวเยว่เซิน: “...”
[จบบท]