บทที่ 169: สั่งสอน
พ่อหลินยืนนิ่ง ความหวังสุดท้ายในใจได้พังทลายลงจนหมดสิ้น เขาไม่ได้หันไปมองหน้าคนในครอบครัวอีกต่อไปแล้ว ความผิดหวังถาโถมเข้าใส่จนเกินจะรับไหว เขาเบือนหน้าหนีจากคนที่เคยเรียกว่าสายเลือดเดียวกัน แล้วหันไปเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยสีหน้าเรียบเฉย "สหายตำรวจครับ เรื่องแบบนี้พอจะมีทางออกทางไหนได้บ้าง"
เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งอธิบายด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตร "มี 2 ทางให้เลือกครับ หนึ่งคือพวกคุณไปตกลงกันเอง ไม่ต้องให้ตำรวจเข้าไปยุ่งเกี่ยว ส่วนทางที่สองคือดำเนินการตามกฎหมาย ถึงจะเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน แต่เมื่อมีทั้งพยานบุคคลและหลักฐานชัดเจนขนาดนี้ การดำเนินคดีก็ไม่ใช่เรื่องยาก โทษที่อาจจะได้รับก็มีทั้งปรับเงินหรือจำคุกครับ"
แค่ได้ยินคำว่าติดคุกกับค่าปรับ สีหน้าของทุกคนในครอบครัวหลินก็เปลี่ยนไปในพริบตา
แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาแทบไม่เชื่อหูตัวเองก็คือ พ่อหลินที่ปกติแล้วเป็นคนเงียบขรึมและยอมคนมาตลอด กลับกล้าตัดสินใจเรื่องใหญ่โตแบบนี้ต่อหน้าทุกคน
นี่มันคิดจะปีนเกลียวกันแล้ว!
ย่าหลินเป็นแค่หญิงชราชาวบ้านคนหนึ่งที่ไม่เคยรับรู้เรื่องกฎหมายอะไรนัก เธอไม่เข้าใจเลยว่าตำรวจกำลังพูดถึงเรื่องอะไร ในหัวของเธอมีแต่คำพูดของหลานสาวที่บอกว่าเรื่องในครอบครัวกระทบกระทั่งกันเป็นเรื่องธรรมดา ทำไมจะต้องถึงขั้นติดคุกเสียเงินเสียทองกันด้วย
แค่เธอจะสั่งสอนลูกชายกับลูกสะใภ้ของตัวเอง ยังต้องมาเจอเรื่องแบบนี้อีกเหรอ มันจะไม่มีความยุติธรรมบนโลกนี้แล้วหรือไง
พอตั้งสติได้ ย่าหลินก็ยืดคอตะโกนแผดเสียงออกมาทันที
"ฉันจะสั่งสอนลูกชายกับลูกสะใภ้ของฉัน แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับพวกแกด้วย มาสั่งให้พวกฉันจ่ายเงินติดคุกได้ยังไง พวกแกไม่เคยโดนพ่อแม่ตัวเองตีสั่งสอนมาหรือไงกัน"
สิ้นเสียงของหญิงชรา ลุงใหญ่หลินผู้เป็นลูกชายคนโตก็ก้าวออกมายืนข้างหน้า "จะมาเรียกเงินอะไรกันอีก ที่จริงแล้วมันเป็นความผิดของครอบครัวน้องรองที่อกตัญญูก่อน ฉันเป็นพี่ชายแท้ๆ จะสั่งสอนน้องมันหน่อยไม่ได้หรือไง ถ้าจะต้องมีคนจ่าย ก็ต้องเป็นพวกมันนั่นแหละที่ต้องจ่ายให้เรา!"
โรงพยาบาลเป็นสถานที่ที่มีคนเดินเข้าออกตลอดเวลา เสียงโวยวายของครอบครัวนี้บวกกับภาพของตำรวจที่ยืนล้อมวงอยู่ ทำให้ผู้คนที่ผ่านไปมาต่างพากันหยุดมองด้วยความสนใจใคร่รู้
พอได้ฟังเรื่องราวคร่าวๆ ก็พอจะเดาได้ว่าเป็นปัญหาภายในครอบครัว
ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว บ้านไหนๆ ก็ต้องมีเรื่องกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นธรรมดา
แต่ไม่ว่าจะทะเลาะกันรุนแรงแค่ไหน คนส่วนใหญ่ก็มักจะพยายามไกล่เกลี่ยให้คืนดีกัน ไม่ใช่ยุยงให้แตกหัก
นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาเคยเห็นคนแจ้งตำรวจมาจับพ่อแม่และพี่ชายของตัวเอง
ความรู้สึกตกใจปนเปไปกับความรู้สึกดูแคลนระคนดูถูก
เพราะถึงจะโกรธเกลียดกันแค่ไหน คนเหล่านั้นก็ยังขึ้นชื่อว่าเป็นครอบครัว การทำเรื่องให้บานปลายใหญ่โตถึงขนาดนี้มันออกจะเกินไปหน่อย
ซือเนี่ยนมองภาพแม่ผัวลูกชายที่กำลังโวยวายด้วยรอยยิ้มเย็นชา ก่อนจะตวัดสายตาไปจับจ้องที่ร่างของหลินเหว่ยซึ่งกำลังหลบอยู่ด้านหลังด้วยท่าทีร้อนตัว
"คุณย่าพูดถูกค่ะ ในเมื่อลุงเป็นพี่ชาย จะสั่งสอนน้องชายก็ไม่ผิด คุณย่าเป็นแม่ จะสั่งสอนลูกชายกับลูกสะใภ้ก็ย่อมทำได้ แต่ที่ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยก็คือ หลานชายจะสามารถลงไม้ลงมือกับอารองและอาสะใภ้รองของตัวเองได้ด้วย"
"ลูกชายของคุณป้าตีหัวแม่ของฉันจนแตก ต้องเย็บไปตั้งสิบกว่าเข็ม แล้วตอนนี้ยังจะมีหน้ามาเรียกเงินจากเราอีกเหรอคะ ฉันก็เพิ่งจะเคยเห็นคนแบบนี้เหมือนกัน อยากได้เงินมากใช่ไหม ได้เลย มาสิ เดี๋ยวฉันจัดให้"
พูดจบเธอก็เอื้อมมือไปกระชากคอเสื้อของหลินเหว่ยที่ยืนอยู่ด้านหลังออกมา แล้วใช้เท้าถีบเข้าไปที่ขาของเขาเต็มแรง
หลินเหว่ยไม่ทันได้ตั้งตัว ประกอบกับรูปร่างที่ผอมแห้งราวกับลิง ทำให้โดนซือเนี่ยนเตะเข้าไปที่หัวเข่าเพียงครั้งเดียวก็ถึงกับทรุดลงไปคุกเข่าอยู่กับพื้น
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหันทำเอาทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นถึงกับยืนตะลึง หวังชุ่ยเป็นคนแรกที่ได้สติ เมื่อเห็นลูกชายสุดที่รักโดนทำร้าย เธอก็กระโจนเข้าไปพร้อมกับกรีดร้อง "แก! กล้าดียังไงมาทำร้ายลูกชายของฉัน!"
แต่ยังไม่ทันที่ฝ่ามือของหวังชุ่ยจะถึงตัวซือเนี่ยน โจวเยว่เซินที่ยืนนิ่งอยู่ข้างๆ ตลอดก็ก้าวออกมาขวางไว้ เขาขมวดคิ้วหนาเข้าหากันด้วยความไม่พอใจ
เขาแค่ปัดมือออกไปเบาๆ เท่านั้น แต่ร่างของหวังชุ่ยกลับปลิวไปไกลหลายเมตรจนล้มลงไปกองกับพื้น
ซือเนี่ยนแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ "ถามว่าทำอะไรน่ะเหรอคะ ก็กำลังสั่งสอนลูกพี่ลูกน้องอยู่ไงคะ ในเมื่อลุงใหญ่สั่งสอนพ่อกับแม่ฉันได้ ฉันที่เป็นลูกพี่ลูกน้องจะสั่งสอนเขาบ้างไม่ได้เหรอคะ คุณป้าสะใภ้ใหญ่จะตกใจอะไรขนาดนั้น ก็ไหนคุณป้าอยากได้เงินไม่ใช่เหรอคะ เรื่องง่ายๆ แค่นี้เอง เดี๋ยวรอให้ฉันกระทืบลูกชายคุณป้าจนพิการก่อนนะ ถึงตอนนั้นอยากได้เท่าไหร่ฉันจะจ่ายให้ไม่อั้นเลย"
ว่าแล้วเธอก็ยกเท้าขึ้นกระทืบไปที่ท้องของหลินเหว่ยซ้ำอีกครั้งอย่างแรง
ภาพที่เห็นทำให้คนที่มุงดูอยู่โดยรอบถึงกับเผลอเกร็งขาตามไปด้วย ทุกคนต่างอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
หลินเหว่ยสูงไม่ถึงร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตรด้วยซ้ำไป ตัวเตี้ยกว่าซือเนี่ยนเสียอีก ร่างกายก็ผอมแห้งจากการใช้ชีวิตเสเพลมาตลอด ตอนนี้เขาเจ็บปวดจนต้องลงไปนอนขดตัวร้องโหยหวนอยู่บนพื้น
ชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่าปีร้องไห้ออกมาไม่ต่างจากเด็กๆ ทั้งร้องไห้ทั้งสบถด่า
"อ๊าก! อีนังบ้า! เจ็บจะตายอยู่แล้ว!"
เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของลูกชายทำเอาหัวใจของหวังชุ่ยแทบจะแหลกสลาย
เธอลุกพรวดขึ้นหมายจะเข้าไปช่วย แต่พอเห็นร่างสูงใหญ่ของโจวเยว่เซินยืนคุมเชิงอยู่ก็ถึงกับชะงักด้วยความกลัว
เธอหันขวับไปมองสามีที่ยังยืนนิ่งเป็นตอไม้อยู่ แล้วหยิกเข้าไปที่แขนของลุงใหญ่หลินอย่างแรงด้วยความโมโห "นี่ยืนบื้ออะไรอยู่ ไม่เห็นหรือไงว่าลูกกำลังจะโดนมันกระทืบตายแล้ว ยังไม่รีบเข้าไปช่วยอีก คิดจะรอให้ลูกตายก่อนหรือไง!"
ลุงใหญ่หลินเพิ่งจะรู้สึกตัว แต่พอสบตากับโจวเยว่เซินที่ยืนสงบนิ่งอยู่ด้านหลังของซือเนี่ยน ความกลัวก็แล่นจับขั้วหัวใจ
ลูกชายของเขาสูงได้แค่นี้ก็เพราะได้รับยีนมาจากเขาเต็มๆ ตัวเขาเองสูงไม่ถึงร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตรด้วยซ้ำ เวลายืนต่อหน้าโจวเยว่เซินแล้วยังสูงได้ไม่ถึงไหล่ของอีกฝ่ายเลย กำปั้นของชายคนนั้นใหญ่เกือบจะเท่าศีรษะของเขาแล้ว แค่มองเฉยๆ ก็ขวัญหนีดีฝ่อแล้ว
เมื่อครู่ภรรยาของเขาแค่โดนผู้ชายคนนั้นปัดมือเบาๆ ยังปลิวไปไกลขนาดนั้น
ขนาดตัวเองยังไม่แข็งแรงเท่าภรรยาเลย ถ้าผลีผลามเข้าไปมีหวังได้โดนต่อยตายคาที่แน่
เขาไม่กล้าพอที่จะเสี่ยง แต่ก็เป็นห่วงว่าลูกชายจะเป็นอะไรไปจริงๆ จึงทำได้เพียงยืนตะโกนอยู่ห่างๆ ด้วยความร้อนใจ
"แก! ซือเนี่ยน หยุดเดี๋ยวนี้นะเฮ้ย! แกทำแบบนี้มันผิดกฎหมาย!"
ย่าหลินเองก็ร้อนรนไม่แพ้กัน "นังเด็กเหลือขอ! ปล่อยหลานชายฉันเดี๋ยวนี้! ถ้าหลานฉันเป็นอะไรไปแม้แต่ปลายเล็บ ฉันเอาแกตายแน่!"
"สหายตำรวจ! พวกคุณมัวทำอะไรอยู่ รีบเข้าไปห้ามสิ! หลานชายของฉันกำลังจะถูกตีตายอยู่แล้ว!"
ซือเนี่ยนสวนกลับอย่างเย้ยหยัน "ฉันก็แค่เล่นกับพี่ชายเท่านั้นเองนี่คะ คนในครอบครัวเดียวกันหยอกล้อกันแรงไปหน่อย มันเป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอคะ"
เจ้าหน้าที่ตำรวจพยักหน้าอย่างเห็นด้วย "พี่น้องสั่งสอนกันมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนี่ครับ จะทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ไปทำไมกัน"
คำพูดนั้นทำเอาลุงใหญ่หลินกับย่าหลินถึงกับพูดอะไรไม่ออก
"ตอบมา! ใครเป็นคนสั่งให้แกทำร้ายพ่อฉัน ถ้าไม่ยอมพูด ฉันจะกระทืบแกให้ตาย!"
"ฮือๆๆ อย่าตีผมเลย ผมผิดไปแล้ว แม่...เป็นแม่ที่สั่งให้ผมทำ บอกว่าถ้าตีอารองจนขาหัก ครอบครัวนั้นจะได้ทำมาหากินไม่ได้อีก ผมยอมรับผิดแล้ว ปล่อยผมไปเถอะ!"
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วย หลินเหว่ยก็ร้องไห้ฟูมฟายราวกับเขื่อนแตก เขาสารภาพออกมาเสียงดังลั่น
คำสารภาพนั้นทำให้ทุกคนที่ได้ยินถึงกับรู้สึกเย็นเยียบไปถึงไขสันหลัง
หวังชุ่ยใจหายวาบ เธอรู้ตัวในทันทีว่าทุกอย่างจบสิ้นแล้ว!
ซือเนี่ยนหยุดการกระทำทั้งหมดลง แล้วหันไปมองครอบครัวของลุงใหญ่หลินที่ตอนนี้หน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้มด้วยสายตาเย็นชา "สหายตำรวจคะ คุณได้ยินชัดแล้วใช่ไหมคะ นี่มันไม่ใช่แค่การทะเลาะวิวาทธรรมดา แต่มันคือการพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน!"
ไม่เพียงแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น แม้แต่ย่าหลินเองก็ยังตกใจจนตาค้าง
ถึงเธอจะไม่ชอบครอบครัวของลูกชายคนรอง แต่ก็ไม่เคยคิดร้ายถึงขั้นจะทำลายชีวิตลูกชายแท้ๆ ของตัวเองให้พิการ!
ขาของลูกชายคนรองก็ไม่ค่อยจะดีอยู่แล้ว ทำงานหนักอะไรก็ไม่ได้
ถ้าต้องมาพิการซ้ำอีก อนาคตก็คงจะมืดมนไปเลย
พอรู้ว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพราะลูกสะใภ้คนโตยุยงให้หลานชายของเธอไปก่อเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ สองตายายก็โกรธจนหน้าดำหน้าแดง
"อีนังสารเลว! แกกล้าดียังไงมาใช้หลานชายของฉันไปทำเรื่องชั่วช้าแบบนี้! วันนี้ฉันจะตบแกให้ตายคามือเลย!"
ย่าหลินคำรามลั่นแล้วพุ่งเข้าไปกระชากผมของหวังชุ่ยทันที
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ตอนแรกซึ่งคิดว่าครอบครัวของซือเนี่ยนทำเกินกว่าเหตุ เมื่อได้ยินความจริงทั้งหมดก็พากันสูดลมหายใจเฮือกใหญ่
ไม่เคยมีใครพบเคยเห็นคนที่จิตใจโหดเหี้ยมได้ถึงขนาดนี้ เพียงเพราะความอิจฉาริษยาที่เห็นน้องชายของสามีทำมาค้าขายได้ดี ถึงกับวางแผนทำร้ายกันจนถึงขั้นพิการ
มันน่ากลัวเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้จริงๆ!
[จบบท]