บทที่ 172: โต้กลับ
การทำลายอนาคตของเด็กคนหนึ่งให้ย่อยยับไปกับมือ หากข่าวนี้เล็ดลอดออกไป ชื่อเสียงของตระกูลคงได้ป่นปี้ไม่มีชิ้นดี
คนที่ไม่ได้รู้เรื่องราวความเป็นมาทั้งหมดอาจจะเข้าใจผิดไปได้ว่าตระกูลซือของพวกเขาเป็นคนบงการอยู่เบื้องหลัง
ในฐานะที่เลี้ยงดูซือเนี่ยนมานานกว่าสิบปี เรื่องเพียงเท่านี้พวกเขาย่อมมีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจ และจะปล่อยให้เธอทำตามอำเภอใจแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด
ซือเนี่ยนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำคำที่ชัดเจน “คุณลุงคะคุณป้าคะ ฉันคงไปตามที่พวกคุณต้องการไม่ได้หรอกค่ะ ถ้าอยากจะไปจริงๆ พวกคุณก็ไปกันเองเถอะ ทางฝั่งสหายตำรวจให้ข้อมูลมาว่าหลินเหว่ยไม่ได้มีแค่ประวัติลักเล็กขโมยน้อยเท่านั้น แต่เขายังมีแนวโน้มที่จะใช้ความรุนแรงทำร้ายคนอื่นด้วย”
“เขาถูกจัดว่าเป็นบุคคลอันตราย เป็นเหมือนขยะสังคมที่อาจสร้างความเดือดร้อนให้ใครต่อใครได้ทุกเมื่อ คนประเภทนี้มีโอกาสที่จะก่ออาชญากรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่าสูงมาก ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องส่งตัวไปเข้ารับการดัดสันดาน ฉันขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่าจะขอตัดขาดจากคนอันตรายที่ไม่เว้นแม้กระทั่งญาติพี่น้องของตัวเอง และพร้อมจะทำร้ายคนอื่นได้ทุกเมื่อ ถ้าพวกคุณสงสารเขามากขนาดนั้น ก็เข้าไปช่วยเขาจัดการเรื่องทุกอย่างได้เลยนะคะ ยังไงเสียพวกคุณก็อาศัยอยู่ในบ้านพักทหาร มีตำแหน่งใหญ่โต ต่อให้ช่วยเขาออกมาจากที่นั่นได้จริงๆ ในอนาคตหากเขากลับไปก่อคดีซ้ำอีก จนทำให้พวกคุณต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงไปด้วย ก็คงไม่มีใครหน้าไหนกล้าพอที่จะมาหาเรื่องหรือแจ้งความเอาผิดกับพวกคุณหรอกจริงไหมคะ”
คำพูดของซือเนี่ยนทำให้พ่อและแม่ซือถึงกับตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ เมื่อดึงสติกลับมาได้ สีหน้าของทั้งคู่ก็แปรเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
ทุกอย่างเป็นเพราะสถานะของพวกเขาที่อาศัยอยู่ในบ้านพักทหาร มันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง แค่เรื่องผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อหน้าที่การงานของพวกเขาได้แล้ว
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเขาต้องใช้ชีวิตและวางตัวอย่างระมัดระวังมากกว่าคนทั่วไป
เมื่อถ้อยคำของซือเนี่ยนกระทบโสตประสาท ความเยียบเย็นก็แล่นปราดไปทั่วแผ่นหลังจนเหงื่อกาฬแตกพลั่ก
“พูดจาเหลวไหลอะไรกัน ลุงไม่ได้พูดสักคำว่าจะช่วยเขา นี่มันเป็นเรื่องภายในครอบครัวของพวกเธอแท้ๆ คนนอกอย่างเราจะยื่นมือเข้าไปยุ่งได้ยังไง” พ่อซือรีบตวาดเสียงดังเพื่อกลบเกลื่อน
ซือเนี่ยนเผยรอยยิ้มที่มุมปาก “อ้าว ก็คุณป้าใหญ่เชิญพวกคุณมาก็เพราะอยากให้ช่วยไม่ใช่เหรอคะ คุณลุงคุณป้า ถ้าพวกคุณไม่ยื่นมือเข้าช่วยล่ะก็ คุณป้าใหญ่คงจะผิดหวังมากแน่ๆ เลย”
หวังชุ่ยที่ยืนฟังอยู่กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เดิมทีครอบครัวซือก็เกือบจะใจอ่อนยอมช่วยเหลือแล้วเชียว แต่ใครจะคิดว่ากลับมาโดนอีเด็กเหลือขอคนนี้ปั่นหัวเอาได้
เธอกัดฟันกรอด “เนี่ยนเนี่ยน นี่เธอกำลังพูดเกินจริงไปมากนะ เรื่องมันจะจบลงง่ายๆ แค่พวกเธอยอมเปิดปากแท้ๆ แต่กลับทำให้ทุกอย่างมันยุ่งยากซับซ้อนไปหมด ฉันว่าเธอคงไม่ได้อยากจะเชื่อฟังพ่อแม่ของเธออีกต่อไปแล้วสินะ”
ประโยคนั้นทำให้พ่อแม่ซือตื่นจากภวังค์ ทั้งสองขมวดคิ้วมุ่นพลางจ้องมองซือเนี่ยนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย
ซือเนี่ยนแสร้งถอนหายใจยาวก่อนจะเอ่ยด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย “คุณป้าใหญ่พูดเหมือนทุกอย่างมันง่ายดายไปหมดนะคะ ตอนนี้ทางสถานีตำรวจเขาดำเนินการสืบสวนไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ถ้าอยู่ๆ เราเปลี่ยนใจยอมความขึ้นมาดื้อๆ มีหวังทางตำรวจต้องเกิดความสงสัยแน่ว่าพวกคุณแอบใช้เส้นสายช่วยเหลือ เผลอๆ เรื่องอาจจะลามไปถึงพ่อแม่บุญธรรมของฉันด้วยก็ได้ ฉันจะเป็นยังไงไม่สำคัญหรอกค่ะ แต่เรื่องแบบนี้มันส่งผลเสียต่อท่านทั้งสองอย่างแน่นอน คุณไม่ได้มีความผูกพันอะไรกับพวกท่านเลยไม่ใส่ใจ แต่ฉันไม่ใช่ พวกท่านอุตส่าห์เลี้ยงดูฉันมาเป็นสิบปี จะให้ฉันทำเมินเฉยต่อชื่อเสียงและอนาคตของพวกท่านได้อย่างไรกันคะ”
“อีกอย่าง พ่อบุญธรรมของฉันก็กำลังจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งในเร็วๆ นี้แล้วด้วย หากมีใครจับผิดเรื่องนี้ได้ในช่วงเวลาที่สำคัญแบบนี้...”
ซือเนี่ยนจงใจทิ้งประโยคให้ค้างไว้แค่นั้น
และมันก็ได้ผลตามคาด สีหน้าของพ่อซือซีดเผือดลงในบัดดอน
เรื่องการเลื่อนตำแหน่งของเขาถูกแช่แข็งมานานจนเขาเคยนำไประบายกับคนในครอบครัวนับครั้งไม่ถ้วน หนำซ้ำยังเคยขอให้ซือเนี่ยนช่วยไปพูดคุยกับทางตระกูลใหญ่ซือและผู้บังคับบัญชาระดับสูงฟู่ให้ด้วย
แต่เพราะมีคู่แข่งที่น่ากลัว ทำให้เรื่องนี้ยังไม่คืบหน้าไปไหน
ทว่าตอนนี้เขากำลังจะได้ดองกับตระกูลฟู่แล้ว อีกไม่นานก็จะกลายเป็นครอบครัวเดียวกัน แน่นอนว่าจะทำให้ฝ่ายนั้นย่อมไม่กล้ามาต่อกรกับเขาอีกต่อไป
แต่หากเกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้ แล้วถูกจับได้ขึ้นมา ทุกอย่างที่วาดฝันไว้ก็คงพังทลายลงในพริบตา
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างยากลำบาก สายตาที่มองซือเนี่ยนในตอนนี้เปลี่ยนจากความเคลือบแคลงเป็นความขอบคุณและโล่งใจอย่างที่สุด
แน่นอนว่ามันยังเจือปนไปด้วยความรู้สึกผิดอยู่ส่วนหนึ่ง
ไม่ว่าจะอย่างไร เด็กคนนี้ก็คือคนที่เขาเลี้ยงดูมากับมือตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะสงสัยในตัวเธอ แต่เธอกลับไม่เคยถือสาหาความ แถมยังคิดถึงผลประโยชน์ของเขาเป็นอันดับแรกเสมอ
ความคิดนั้นทำให้พ่อซือรู้สึกว่าตัวเองช่างเป็นคนที่เลวร้ายเสียเหลือเกิน
แล้วเขาก็ได้ยินซือเนี่ยนเอ่ยต่อ “แต่แน่นอนค่ะ ถ้าพ่อแม่บุญธรรมของฉันเต็มใจที่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่าทำขวัญทั้งหมดให้กับพ่อแม่ของฉัน เรื่องนี้ก็น่าจะจบลงด้วยดีได้ไม่ยาก เพราะอย่างไรเสียเราก็เป็นญาติกัน คงไม่มีใครอยากให้เรื่องมันบานปลายจนน่าเกลียดหรอกค่ะ และคงไม่ใจร้ายถึงขนาดต้องบีบบังคับให้ลูกชายของคุณไปติดคุกติดตะราง ทางตำรวจเองก็บอกมาแล้วว่าถ้าพวกคุณชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด เรื่องก็จะถือว่าสิ้นสุดลงทันที”
พอได้ยินว่าตัวเองอาจจะต้องเป็นคนควักเงินจ่าย จางชุ่ยเหมยถึงกับหน้าเปลี่ยนเป็นสีเขียว
เธอไม่ใช่คนโง่ที่จะยอมเสียเงินเพื่อช่วยเหลือครอบครัวของบ้านใหญ่หลินไปง่ายๆ
ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองครอบครัวก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดกันเลยแม้แต่น้อย
ที่พวกเขาอุตส่าห์ออกโรงช่วยเหลือก็เพราะความสงสารที่ได้ยินว่าลูกชายของเธอกำลังจะถูกส่งตัวเข้าคุกเท่านั้น
ดังนั้นเธอจึงรีบชิงปฏิเสธความรับผิดชอบทั้งหมด “ในเมื่อเขาไม่ต้องติดคุกแล้วก็ดี ที่เหลือพวกคุณก็ไปตกลงกันเองก็แล้วกัน พวกเราไม่ขอยุ่งเกี่ยวด้วย”
แต่สุดท้าย เรื่องก็ยังวนกลับมาที่การจ่ายเงินชดเชยอยู่ดี
หวังชุ่ยโกรธจนแทบกระอักเลือด
แต่ซือเนี่ยนกลับทำหน้าเศร้าสร้อย “ฉันไม่ได้เรียกร้องอะไรมากมายเลยค่ะ แค่ 300 หยวนก็พอ คุณหมอบอกว่าแม่ของฉันต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีกสักพัก เพราะกระดูกของท่านได้รับบาดเจ็บ คนโบราณว่าไว้ กระดูกหักต้องพักร้อยวัน ท่านคงกลับบ้านตอนนี้ไม่ได้แน่ๆ ถ้าคุณป้าใหญ่ไม่ยินยอม พวกเราก็คงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องไปรบกวนให้พ่อแม่บุญธรรมของฉันเข้ามาช่วยเหลือพวกคุณแล้วล่ะค่ะ”
พ่อซือและแม่ซือสะดุ้งโหยง ถอยหลังกรูดไปสองก้าวทันที
“พูดอะไรของเธอ เราตกลงกันแล้วไม่ใช่หรือว่าจะให้จ่ายเงินชดเชยแทนติดคุก แล้วจะให้มาช่วยอะไรกันอีก เรื่องแบบนี้เราช่วยไม่ได้จริงๆ ฉันว่าทางที่ดีที่สุดคือให้พวกเขาจ่ายเงินเองนั่นแหละ”
ซือเนี่ยนพยักหน้ารับ “คุณลุงคุณป้าช่างเป็นคนมีเหตุผลจริงๆ ค่ะ ฉันก็เห็นด้วยกับความคิดของพวกคุณทุกอย่างเลย”
คำพูดนั้นทำให้พ่อซือและแม่ซือถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
หวังชุ่ย: “…”
ท้ายที่สุด หวังชุ่ยก็จำต้องเดินจากไปพร้อมกับใบหน้าที่บูดเบี้ยวด้วยความโกรธ
พ่อซือและแม่ซือรู้สึกกระดากอายอย่างบอกไม่ถูก ก็เมื่อครู่นี้พวกเขายังตะคอกใส่ซือเนี่ยนให้ไปปล่อยตัวคนอยู่เลย ตอนนี้หัวใจยังคงเต้นระรัวไม่หาย จึงไม่กล้าอยู่นาน รีบกล่าวทิ้งท้ายอย่างรวดเร็ว
“เนี่ยนเนี่ยน มะรืนนี้เป็นวันแต่งงานของซือซือกับฟู่หยาง ถ้าเธอสะดวกก็อย่าลืมพาสามีของเธอมากินข้าวด้วยกันนะ”
ซือเนี่ยนทำสีหน้าลำบากใจ “จัดงานใหญ่โตขนาดนั้นเลยเหรอคะ แต่ว่าเงินเก็บของฉันทั้งหมดต้องเอาไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แม่แล้ว ตอนนี้ไม่มีเงินพอจะซื้อเสื้อผ้าสวยๆ ใส่ไปงานแล้วค่ะ ฉันว่าถ้าไปในสภาพแบบนี้คงจะทำให้พวกคุณขายหน้าเปล่าๆ ไม่ไปจะดีกว่า”
พ่อและแม่ซือเป็นพวกที่ให้ความสำคัญกับหน้าตาทางสังคมเป็นที่สุด เมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงรีบสวนกลับทันที “พูดแบบนั้นได้ยังไงกัน แค่ชุดเดรสตัวเดียวมันจะสักเท่าไหร่เชียว นี่ เอาไป เธอไปหาซื้อชุดดีๆ ใส่สักชุด แล้วก็อย่าลืมซื้อให้...สามีของเธอด้วยนะ ต้องแต่งตัวให้ดูดีหน่อย เข้าใจไหม”
พ่อซือเพิ่งจะยื่นธนบัตรใบละสิบหยวนหรือที่เรียกกันว่าต้าถวนเจี๋ยให้ ซือเนี่ยนก็แสร้งถอนหายใจ “แต่ฉันได้ยินมาว่าเดี๋ยวนี้ชุดเดรสสไตล์ตะวันตกตัวหนึ่งก็ราคาเป็นสิบหยวนแล้วนะคะ ไม่เอาดีกว่าค่ะ มันแพงเกินไปสำหรับฉัน แล้วอีกอย่าง ถึงจะมีชุดสวยๆ ใส่ แต่ก็ต้องมีรองเท้าหนังกับค่าทำผมอีก ไม่อย่างนั้นถ้าไปแบบโทรมๆ มีหวังโดนคนอื่นหัวเราะเยาะเอาแน่ๆ”
มือที่กำลังยื่นเงินของพ่อซือชะงักค้างกลางอากาศ เขากัดฟันกรอด ก่อนจะจำใจควักธนบัตรต้าถวนเจี๋ยออกมาเพิ่มอีกสองใบ
ซือเนี่ยนยังคงก้มหน้าพึมพำกับตัวเองต่อไป “ชุดสูทของผู้ชายก็ไม่ใช่ถูกๆ เฮ้อ สงสัยเราคงต้อง...”
“เอาไป 50 หยวนน่าจะพอแล้วนะ”
พ่อซือรีบยัดธนบัตรต้าถวนเจี๋ยห้าใบใส่มือเธอ ความรู้สึกเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาในใจ
เขาสังเกตเห็นแล้วว่าทำไมทุกครั้งที่มาเจอลูกสาวบุญธรรมคนนี้ เขาจะต้องเสียเงินก้อนโตกลับไปทุกที
เงินเดือนกว่าครึ่งเดือนของเขาหายวับไปกับตาอีกแล้ว
ยิ่งคิดพ่อซือก็ยิ่งรู้สึกเจ็บใจ
แต่ใครจะคาดคิดว่าซือเนี่ยนจะเอ่ยขึ้นมาอีก “แต่ว่าตอนไปร่วมงาน เราก็ต้องเตรียมของขวัญไปด้วยใช่ไหมคะ แต่ฐานะอย่างเราคงจะหาซื้อของขวัญดีๆ ไปให้ไม่ได้แน่ๆ ถ้าไปมือเปล่า ครอบครัวฟู่จะมองเราไม่ดีหรือเปล่าคะ ว่า...”
ในท้ายที่สุด พ่อซือที่ต้องจำใจควักเงินจ่ายไปถึง 100 หยวน ก็เดินออกจากโรงพยาบาลไปด้วยใบหน้าที่ดำคล้ำราวกับสีของก้นหม้อ
[จบบท]