บทที่ 175: เรื่องเล่าก่อนนอน
ถึงในหัวจะมีเรื่องให้คิดอยู่บ้าง แต่มันก็แค่เรื่องเล็กน้อยที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไร
ซือเนี่ยนรู้ตัวดีว่าความรู้สึกที่มีให้โจวเยว่เซินยังไม่ถึงขั้นที่เรียกว่ารักจนขาดไม่ได้ ชีวิตของเธอไม่ได้ขึ้นอยู่กับเขาขนาดนั้น
เธอเป็นผู้หญิงที่มีวุฒิภาวะพอที่จะจัดการความรู้สึกของตัวเองได้ ไม่ปล่อยให้เรื่องส่วนตัวมาปนเปกับเรื่องอื่น
หลังจากซ้อนท้ายจักรยานของเขาแล้ว ซือเนี่ยนก็เล่าเรื่องที่บ้านซือเชิญไปงานแต่งงานของหลินซือซือกับหลิวตงตงให้เขาฟัง
โจวเยว่เซินรับฟังเรื่องราวทั้งหมดโดยไม่ได้แสดงความเห็นคัดค้านใดๆ
ในสายตาของเขา ครอบครัวซือหรือแม้แต่หลินซือซือก็ไม่ได้มีความสำคัญพอที่จะต้องใส่ใจ ดังนั้นข่าวการแต่งงานของหลินซือซือจึงไม่ได้ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจแม้แต่น้อย
สิ่งที่น่าขบคิดมากกว่าคือท่าทีของบ้านซือ ก่อนหน้านี้พวกเขาแสดงออกอย่างชัดเจนว่ารังเกียจและดูถูกครอบครัวของเขา แต่ตอนนี้กลับส่งคำเชิญมาด้วยตัวเอง เรื่องนี้คงมีอะไรมากกว่าที่เห็น
"เรื่องนี้คุณอย่าเพิ่งไว้ใจพ่อบุญธรรมของคุณไปทั้งหมด ถึงเขาจะให้เงินคุณ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเขาหวังดีกับคุณจริงๆ"
โจวเยว่เซินอดเป็นห่วงไม่ได้ เขากลัวว่าเงินที่พ่อซือมอบให้จะทำให้ซือเนี่ยนใจอ่อนและหลงเชื่อว่าครอบครัวนั้นยังมีความผูกพันกับเธออยู่
ถึงจะเคยเจอกับครอบครัวซือแค่ไม่กี่ครั้ง แต่สัญชาตญาณของเขาก็บอกว่าคนพวกนี้ไม่ธรรมดา
ทั้งรักหน้าตาเกินเหตุ เห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ และที่สำคัญคือเป็นพวกมองคนแค่เปลือกนอก
หากพวกเขามีความรักให้ซือเนี่ยนอยู่จริงแม้เพียงเศษเสี้ยว คงไม่ผลักไสให้เธอต้องมาตกระกำลำบากแต่งงานกับคนอย่างเขาตั้งแต่แรก
ซือเนี่ยนรู้ไส้รู้พุงคนบ้านซือดีกว่าใคร พอได้ยินคำเตือนของเขา เธอก็หลุดหัวเราะออกมา "คุณคิดว่าฉันจะโง่ขนาดนั้นเลยเหรอคะ"
อันที่จริง แรกเริ่มเดิมทีเธอไม่ได้รู้สึกรักหรือเกลียดครอบครัวซือเลยแม้แต่น้อย และไม่เคยมีความคิดที่จะกลับไปข้องเกี่ยวด้วยซ้ำ
แต่ดูเหมือนว่าทางนั้นจะไม่อยากจบเรื่องง่ายๆ ทั้งบ้านซือและหลินซือซือต่างพยายามหาเรื่องมาทำให้เธอรำคาญใจอยู่ตลอด
ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมปล่อยเธอไปดีๆ เธอก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องเกรงใจอีกต่อไป การใช้ประโยชน์จากนิสัยรักหน้าตาของพ่อซือเพื่อหาเงินเข้ากระเป๋าจึงกลายเป็นเรื่องที่เธอทำได้อย่างไม่รู้สึกผิด
พ่อซือคงคิดว่าตัวเองกำลังปั่นหัวเธอเล่น โดยที่ไม่รู้เลยว่าใครกันแน่ที่กำลังเป็นตัวตลกในเกมนี้
โจวเยว่เซินเห็นแววตารู้ทันในดวงตาของเธอก็เผลอยิ้มออกมาบางๆ
"คุณรู้ตัวก็ดีแล้ว" เมื่อเห็นว่าเธอไม่ได้ตกเป็นเบี้ยล่างของใคร เขาก็วางใจ
แต่ในใจก็ยังอดสงสัยไม่ได้ ผู้หญิงที่ทั้งฉลาดและมีไหวพริบอย่างซือเนี่ยน ทำไมในตอนนั้นถึงยอมมาแต่งงานกับเขากันนะ
ความคิดนั้นวนเวียนอยู่ในหัวของเขาเงียบๆ
ไม่นานทั้งสองก็กลับมาถึงบ้าน ภาพแรกที่เห็นคือโจวเจ๋อหานกำลังนั่งยองๆ อยู่หน้าประตู ขะมักเขม้นกับการซักเสื้อผ้าในกะละมังใบเล็กท่ามกลางแสงสุดท้ายของวัน
มือเล็กๆ ของเขาขยี้ผ้าอย่างตั้งอกตั้งใจ เสื้อผ้าที่เขาซักอยู่เป็นชุดใหม่ที่ซือเนี่ยนเพิ่งซื้อให้ หลังจากที่เห็นว่าเสื้อผ้าเก่าๆ ของเด็กๆ นั้นซักให้สะอาดเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว
ตอนนี้เด็กๆ เลยมีกฎใหม่ คือใส่เสื้อผ้าได้ไม่เกินสองวันก็ต้องนำมาซัก ซึ่งเจ้าตัวเล็กก็ดูจะเห่อของใหม่และดูแลเสื้อผ้าของตัวเองเป็นอย่างดี ไม่ใช่แค่ของตัวเองเท่านั้น แต่เสื้อผ้าในแต่ละวันของโจวซีเหยาก็เป็นหน้าที่ของพี่ชายทั้งสองที่ต้องช่วยกันดูแล
ซือเนี่ยนมองภาพตรงหน้าแล้วก็รู้สึกว่าชีวิตตอนนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร
"คุณแม่กลับมาแล้ว" โจวเจ๋อหานเห็นเธอ ก็รีบสลัดฟองที่มือออกแล้ววิ่งเข้ามาหาทันที "คุณยายเป็นยังไงบ้างครับ คุณยายหายดีแล้วหรือยัง"
คิ้วเล็กๆ ของเด็กชายขมวดมุ่นด้วยความกังวล
ซือเนี่ยนยื่นมือไปลูบหัวปลอบโยนเขา "คุณยายไม่เป็นอะไรแล้วจ้ะ อีกไม่กี่วันก็หายเป็นปกติแล้ว"
"แล้วการบ้านของเราล่ะ ทำเสร็จแล้วหรือยัง"
"เสร็จแล้วครับ เดี๋ยวผมเอามาให้คุณแม่ดู"
พูดจบเขาก็วิ่งตึงๆ กลับเข้าไปในบ้าน หยิบสมุดการบ้านออกมาอวดเธอ จากนั้นก็เอามือไพล่หลัง ทำท่าทีภูมิใจ "วันนี้คุณแม่ให้ผมจำคำศัพท์ 20 คำ ผมท่องได้หมดแล้วนะครับ จะท่องให้คุณแม่ฟังเดี๋ยวนี้เลย"
"hello… hi… howdy… hey… good morning…"
ซือเนี่ยนก้มลงมองสมุดการบ้าน คำตอบที่เขียนไว้ถูกต้องทั้งหมด
ติดอยู่แค่อย่างเดียวคือลายมือของเจ้าตัวเล็กที่ยังยึกยือเหมือนไก่เขี่ยไม่เป็นทรง
เธอตัดสินใจในใจทันทีว่าจะต้องหาแบบฝึกคัดลายมือมาให้เขาฝึกเขียนอย่างจริงจังเสียแล้ว
พอนึกถึงเรื่องลายมือ ภาพลายมือที่สวยงามเป็นระเบียบของโจวเยว่เซินก็ลอยขึ้นมาในหัว
ผู้ชายคนนี้เคยเรียนหนังสือมาด้วยหรือเปล่านะ
เธอเอียงคอมองเขาแวบหนึ่ง ก็เห็นว่าเขากำลังเลิกคิ้วมองโจวเจ๋อหานด้วยแววตาที่ดูพึงพอใจ เธอจึงลองหยั่งเชิงถาม "โจวเยว่เซิน คุณพูดภาษาอังกฤษเป็นไหมคะ"
โจวเยว่เซินชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบ "เป็นนิดหน่อยครับ"
คำตอบของเขาทำให้ซือเนี่ยนประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม
ดูเหมือนว่าผู้ชายคนนี้จะยังมีความลับซ่อนอยู่อีกมาก รอให้เธอค่อยๆ ค้นพบ
แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา ซือเนี่ยนหันกลับมาสนใจเจ้าตัวเล็กที่กำลังยืนแอ่นอกรอคำชมอยู่ตรงหน้า
"เสี่ยวหานเก่งที่สุดเลย ต่อไปถ้าทำการบ้านเสร็จแล้ว ให้คุณพ่อช่วยตรวจให้ก็ได้นะลูก"
โจวเจ๋อหานเหลือบมองพ่อของตัวเองที่เขาเข้าใจว่าอ่านหนังสือไม่ออก ก่อนจะพยักหน้ารับคำ "ได้ครับคุณแม่"
แล้วดวงตากลมโตคู่นั้นก็จ้องมองเธออย่างมีความหวัง
ซือเนี่ยนรู้ทันความคิดของเขา เธอหยิบน้ำตาลปั้นที่ห่อกระดาษไว้อย่างดีออกจากตะกร้าหน้ารถ
แม้อากาศยามบ่ายจะไม่ถึงกับร้อนจัด แต่น้ำตาลปั้นก็ยังละลายไปบ้างเล็กน้อย
แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความน่ากินของมันลดลง เธอยื่นมันให้กับโจวเจ๋อหานที่เบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น "นี่คือรางวัลสำหรับเด็กเก่งจ้ะ"
โจวเจ๋อหานรีบรับไปถือไว้ในมือ เขากลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ "ผมรู้ครับ นี่คือน้ำตาลปั้น ผมเคยเห็นเพื่อนที่โรงเรียนกิน เขาบอกว่ามันหวานอร่อยมากเลย"
แต่แล้วคิ้วเล็กๆ ก็ขมวดเข้าหากันอีกครั้งด้วยความลังเล "คุณแม่ครับ ผมไม่กินได้ไหม ผมอยากเก็บมันไว้ดูนานๆ"
"ไม่ได้หรอกจ้ะ เดี๋ยวก็ละลายหมดพอดี"
โจวเจ๋อหานทำหน้าผิดหวัง "แต่ว่าผมฟันไม่ดี คุณแม่บอกว่าถ้ากินของหวานเยอะๆ จะมีแมงกินฟัน ผมกลัวฟันผุ"
ฟันน้ำนมซี่สวยของเขาเพิ่งจะหลุดไป คุณหมอฟันบอกว่าถ้าอดทนไม่กินของหวาน ฟันแท้ที่ขึ้นมาใหม่จะแข็งแรงและสวยงามกว่าเดิม
เขาเห็นมากับตาแล้วว่าเพื่อนๆ ในห้องที่ฟันแท้ขึ้นแล้วเป็นอย่างไร ฟันของพวกนั้นทั้งเหลืองทั้งเก แถมยังมีรูผุๆ เต็มไปหมด
เขาไม่อยากมีฟันแบบนั้นเด็ดขาด
ฟันของพี่ชายเรียงตัวสวย เพราะเมื่อก่อนที่บ้านไม่มีเงินพอจะซื้อของหวานให้กินบ่อยๆ
โจวเจ๋อหานเชื่อสุดใจว่าที่ฟันของพี่ชายสวยขนาดนี้ก็เพราะไม่ได้กินของหวานนั่นเอง
เขาจึงตั้งปณิธานว่าจะงดของหวานอย่างเด็ดขาด
แต่นี่เป็นรางวัลที่คุณแม่ตั้งใจให้เขา โจวเจ๋อหานรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ซือเนี่ยนส่ายหน้าเบาๆ "นานๆ กินทีไม่เป็นไรหรอก ถ้าลูกกลัวขนาดนั้น พอกินเสร็จก็รีบไปแปรงฟันให้สะอาด แค่นี้ก็ไม่มีปัญหาแล้ว"
พอได้ยินแบบนั้น ดวงตาของโจวเจ๋อหานก็ลุกวาวขึ้นมาทันที
"จริงเหรอครับ เย้ คุณแม่ใจดีที่สุดในโลกเลย คุณแม่ครับ ก้มหน้าลงมาหาผมหน่อยสิ"
เขาพูดด้วยท่าทีเขินอายเล็กน้อย
ซือเนี่ยนย่อตัวลงตามคำขอ "มีอะไรเหรอจ๊ะ"
โจวเจ๋อหานรีบเขย่งปลายเท้าขึ้นสุดตัว แล้วประทับรอยจูบลงบนแก้มของเธออย่างรวดเร็วท่ามกลางสายตาของพ่อ
พอทำภารกิจสำเร็จ ใบหน้าเล็กๆ นั้นก็แดงก่ำ เขากอดน้ำตาลปั้นไว้แน่นแล้วหันหลังวิ่งหนีเข้าบ้านไปอย่างรวดเร็ว เหมือนจรวดลำน้อย
ซือเนี่ยนยืดตัวขึ้นพลางหัวเราะในความน่ารักน่าเอ็นดูของลูกชาย
แต่เมื่อเห็นความคล่องแคล่วว่องไวและนิสัยที่ชอบวิ่งเล่นกระโดดโลดเต้นของเขา เธอก็อดคิดไม่ได้ว่าบางทีเส้นทางสายกีฬาอาจจะเหมาะกับเขามากกว่าการนั่งอยู่กับโต๊ะหนังสือ
ถึงแม้ช่วงนี้เขาจะดูตั้งใจเรียนเป็นพิเศษเพราะอยากเอาใจเธอ
แต่เธอก็ดูออกว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาชอบจริงๆ
หากปล่อยไว้นานวันเข้า ไฟที่เคยมีก็คงจะมอดลง
สู้หาสิ่งที่เขาชอบจริงๆ แล้วส่งเสริมไปทางนั้นน่าจะดีกว่า
แม้ในยุคนี้การเรียนจะเป็นหนทางสู่ความสำเร็จเพียงไม่กี่ทาง แต่เธอก็เชื่อว่าคนเราไม่จำเป็นต้องเดินตามทางที่คนอื่นขีดไว้เสมอไป การได้ทำในสิ่งที่รักและถนัดต่างหากคือสิ่งที่ดีที่สุด
ความคิดของเธอสะดุดลงเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นโจวเจ๋อตงที่กำลังอุ้มน้องสาวตัวน้อยยืนนิ่งอยู่ข้างๆ
เด็กชายคนโตมักจะเงียบขรึมและไม่ค่อยแสดงความรู้สึก
เขาจะคอยยืนมองน้องชายได้รับความสนใจจากมุมหนึ่งของบ้านด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉา
ท่าทางของเขาดูไม่ต่างจากลูกสุนัขที่ถูกเจ้าของทอดทิ้ง อยากจะเข้าไปคลอเคลียเพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่ก็กลัวว่าจะถูกผลักไสออกมา
ซือเนี่ยนจึงกวักมือเรียกเขา "เสี่ยวตง พาน้องมาหาแม่สิลูก"
ดวงตาของโจวเจ๋อตงเป็นประกายขึ้นมาทันที เขากระชับอ้อมแขนที่อุ้มน้องสาวให้แน่นขึ้น แล้วรีบเดินเข้ามาหา
"คุณแม่ครับ"
ซือเนี่ยนหยิบน้ำตาลปั้นอีกสองชิ้นที่เตรียมไว้ขึ้นมา "นี่ของลูกกับน้องนะ"
เปลือกตาของโจวเจ๋อตงสั่นไหวเล็กน้อย
เขานึกว่ารางวัลชิ้นนี้จะมีไว้สำหรับน้องชายเท่านั้น
เพราะน้องชายเพิ่งฟันหลุด และต้องงดของหวานมาตลอด
เขาจึงคิดว่าที่คุณแม่ซื้อน้ำตาลปั้นมาคงเป็นเพื่อปลอบใจน้อง
ไม่คิดเลยว่าเธอจะนึกถึงเขากับน้องสาวด้วย
โจวเจ๋อตงยื่นมือออกไปรับน้ำตาลปั้น แต่ในใจกลับรู้สึกหน่วงๆ
เขารู้ดีว่าตัวเองไม่ได้น่ารักน่าเอ็นดูเท่าน้องชาย แต่คุณแม่กลับไม่เคยลำเอียงและมอบความรักให้พวกเขาอย่างเท่าเทียมกันเสมอ
กว่าจะกลับถึงบ้านก็มืดค่ำแล้ว อาหารมื้อเย็นก็เลยเป็นของเหลือจากเมื่อวาน แต่อาหารที่อุ่นซ้ำของคนชนบทก็มีรสชาติที่พิเศษไปอีกแบบ เพราะเครื่องปรุงต่างๆ ได้ซึมลึกเข้าไปในเนื้อ ยิ่งอุ่นก็ยิ่งเข้าขรส แค่นำออกจากตู้เย็นมาอุ่นให้ร้อนก็พร้อมทานได้ทันที
เนื่องจากเป็นเวลาดึกแล้วและพรุ่งนี้เด็กๆ ต้องตื่นแต่เช้า ทุกคนจึงทานอาหารกันแบบง่ายๆ ไม่ได้พิถีพิถันอะไรมากนัก
นอกจากอาหารคาวแล้ว ซือเนี่ยนยังซื้อผลไม้ติดมือกลับมาด้วย เธอคิดว่าการกินแต่เนื้อสัตว์ทุกวันอาจจะเลี่ยนเกินไป การได้รับวิตามินจากผลไม้จึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยปกติแล้วตอนเช้าเธอจะให้เด็กๆ ทานกล้วยคู่กับนมสด ส่วนมื้อค่ำก็อาจจะมีผลไม้อย่างองุ่นให้ทานเล่นบ้างเล็กน้อยพอหอมปากหอมคอ
องุ่นพันธุ์ดีที่หาทานได้ยากในแถบนี้ ทั้งลูกใหญ่ หวานฉ่ำ และชุ่มน้ำ คงไม่มีชาวบ้านคนไหนยอมควักกระเป๋าซื้อของราคาแพงแบบนี้มาทานเป็นแน่ เด็กทั้งสองคนเอร็ดอร่อยกับมันมากขนาดที่ว่าแม้แต่เปลือกก็ยังเสียดาย ไม่ยอมคายทิ้ง แต่เลือกที่จะกลืนลงท้องไปด้วยกัน เพราะรสเปรี้ยวอมหวานของมันก็อร่อยไปอีกแบบ
โดยเฉพาะเหยาเหยาที่ดูจะโปรดปรานองุ่นเป็นพิเศษ เจ้าตัวเล็กคนเดียวจัดการไปเกือบครึ่งพวงในเวลาไม่นาน
ช่วงเวลาสั้นๆ ที่ซือเนี่ยนปลีกตัวไปอาบน้ำ เมื่อเธอกลับลงมาชั้นล่างอีกครั้ง ภาพที่เห็นคือโจวเยว่เซินที่นั่งมองลูกสาวตัวน้อยหยิบองุ่นเข้าปากอย่างเพลิดเพลิน โดยไม่มีทีท่าว่าจะห้ามปราม จนตอนนี้องุ่นทั้งพวงได้หายวับไปอยู่ในท้องของเจ้าตัวเล็กเรียบร้อยแล้ว
ซือเนี่ยนเห็นว่าท้องของลูกสาวป่องจนกลมแล้ว แต่เจ้าตัวก็ยังพยายามจะยื่นมือเล็กๆ ไปหยิบองุ่นที่เหลืออยู่อีก เธอจึงรีบเดินเข้าไปห้าม "พอแล้วจ้ะเหยาเหยา ทานเยอะขนาดนี้ไม่ได้นะลูก เดี๋ยวจะปวดท้องเอา"
โชคดีที่เหยาเหยาเป็นเด็กที่เชื่อฟัง ไม่ใช่เด็กดื้อรั้นที่จะหวงของกินเป็นชีวิตจิตใจ หนูน้อยมององุ่นในจานสลับกับใบหน้าของแม่ พอเห็นสายตาที่แน่วแน่ของซือเนี่ยน เธอก็ยอมละความสนใจจากของอร่อยตรงหน้า แล้วอ้าแขนเล็กๆ ทั้งสองข้างออก ส่งสัญญาณว่าอยากให้แม่อุ้ม
ซือเนี่ยนลูบศีรษะเล็กๆ ของลูกสาวเบาๆ แล้วจึงอุ้มขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน เธอหันไปมองโจวเยว่เซินซึ่งกำลังมองเธออยู่เช่นกันด้วยสายตาตำหนิแกมแง่งอน "คราวหน้าคุณช่วยดูหน่อยนะคะ เด็กตัวเล็กๆ ท้องไส้ยังไม่ค่อยดี กินผลไม้เยอะขนาดนี้ตอนกลางคืน เดี๋ยวก็ได้ท้องเสียกันพอดี"
โจวเยว่เซินมององุ่นไม่กี่ลูกที่เหลืออยู่ในจาน ในใจเขากำลังคิดว่าจะรอให้ลูกสาวทานจนพอใจแล้วค่อยอุ้มขึ้นไปนอน พอเห็นว่าลูกชอบ เขาก็เลยไม่ได้พูดอะไร จนกระทั่งได้ยินคำพูดของซือเนี่ยน เขาถึงเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่ามันไม่เหมาะสม ชายหนุ่มลูบจมูกตัวเองอย่างเก้อเขิน "ผมขอโทษครับ"
ซือเนี่ยนได้แต่ถอนหายใจในใจ ผู้ชายคนนี้ไม่มีความรู้เรื่องการเลี้ยงลูกเอาเสียเลยจริงๆ เด็กๆ ทั้งสามคนรอดชีวิตเติบโตมาได้จนถึงทุกวันนี้ก็นับว่าเป็นปาฏิหาริย์แล้ว
โจวเจ๋อหานที่กำลังจะยื่นมือไปหยิบองุ่นชิ้นสุดท้าย พอได้ยินบทสนทนาของผู้ใหญ่ก็รีบชักมือกลับทันควัน แล้วยืนตัวตรงรายงานเสียงดังฟังชัด "คุณแม่ครับ คืนนี้ผมกินไปแค่...เอ่อ...ห้าลูกเองครับ ไม่ได้ตะกละเหมือนน้องสาวเลยสักนิด"
เหยาเหยาในอ้อมแขนของแม่เอียงคอส่งสายตาใสซื่อไปให้พี่ชายอย่างไม่เข้าใจ
ซือเนี่ยนเอื้อมมือไปหยิกแก้มของลูกชายเบาๆ "เสี่ยวหานเป็นเด็กดีจริงๆ ดึกมากแล้ว รีบขึ้นไปนอนได้แล้วลูก"
โจวเจ๋อหานเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยอย่างภาคภูมิใจ "ผมต้องแปรงฟัน ล้างหน้า แล้วก็ล้างเท้าให้สะอาดก่อน ถึงจะเข้านอนได้ครับ"
ซือเนี่ยนเห็นท่าทีจริงจังของเขาก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ "จ้ะ ดีมากลูก"
โจวเจ๋อตงที่เพิ่งแปรงฟันเสร็จและกำลังจะเดินเข้าห้อง ได้ยินน้องชายพูดแบบนั้นก็ชะงักเท้า แล้วหมุนตัวเดินกลับออกไปเงียบๆ
โจวเจ๋อหานที่กำลังเคลิบเคลิ้มกับคำชมของแม่ เดินออกมาจากห้องโถงด้วยอาการเหมือนคนหัวหมุนเล็กน้อย แล้วก็เห็นพี่ชายกำลังก้มหน้าก้มตาล้างหน้าอยู่ในกะละมัง
"พี่ครับ อย่าเพิ่งเทน้ำทิ้งนะ ผมจะล้างด้วย" เขาร้องบอกแล้วรีบวิ่งเข้าไปสมทบ
ซือเนี่ยนอุ้มเหยาเหยาขึ้นไปบนห้องนอนชั้นบน เธอยังคงได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กชายทั้งสองดังแว่วๆ มาจากข้างล่าง
โจวเยว่เซินเดินตามขึ้นมาแล้วเปิดประตูห้องให้ ซือเนี่ยนกำลังอุ้มเหยาเหยาที่ยังตาแป๋วไม่มีทีท่าง่วงนอนแม้แต่น้อย เดินวนไปวนมาเพื่อกล่อมนอน
เขาเดินเข้าไปหาแล้วเอ่ยขึ้น "เดี๋ยวผมอุ้มเอง"
ซือเนี่ยนก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพราะเจ้าตัวเล็กนี่ก็มีน้ำหนักพอตัว แขนขาที่บอบบางของเธออุ้มได้ไม่นานก็เริ่มออกอาการเมื่อยล้า เธออดที่จะนับถือในความแข็งแกร่งของคุณแม่คนอื่นๆ ที่ต้องอุ้มลูกตลอดทั้งวันไม่ได้จริงๆ
โชคดีที่ตอนนี้เหยาเหยาเริ่มเดินได้แล้ว ทำให้ไม่ต้องอุ้มเธอตลอดเวลา ประกอบกับมีพี่ชายทั้งสองคอยช่วยดูแล และเวลาที่โจวเยว่เซินอยู่บ้าน เขาก็จะเป็นคนรับหน้าที่ดูแลลูกๆ เป็นหลัก ทำให้ซือเนี่ยนมีหน้าที่แค่กล่อมลูกสาวนอนในตอนกลางคืนเท่านั้น
แต่ดูเหมือนว่าคืนนี้เหยาเหยาจะนอนกลางวันมาเต็มอิ่มเกินไปหน่อย ไม่ว่าพ่อจะอุ้มเดินกล่อมอย่างไร หนูน้อยก็ยังคงลืมตาแป๋วจ้องมองไปรอบๆ อย่างสนใจ แถมยังซุกซนเอามือไปดึงแก้มของพ่อเล่นบ้าง หรือไม่ก็กอดคอเขาไว้แน่น
หลังจากพยายามกล่อมอยู่พักใหญ่แต่ก็ไม่เป็นผล ในที่สุดโจวเยว่เซินก็ตัดสินใจยอมแพ้ แล้วคิดจะนำภารกิจสุดหินนี้ไปโยนให้ลูกชายทั้งสองคนช่วยจัดการแทน เขาจึงอุ้มลูกสาวแล้วหมุนตัวกำลังจะเดินออกจากห้องไป
ซือเนี่ยนที่กำลังนั่งทาครีมบำรุงผิวอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งร้องทักขึ้นทันที "คุณจะไปไหน"
โจวเยว่เซินหันกลับมามองเธอ หญิงสาวในชุดนอนผ้าไหมเนื้อดีกำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง เรือนผมสีดำขลับยาวสลวยถูกปล่อยทิ้งตัวลงกลางหลังอย่างเป็นธรรมชาติ ผมของเธอทั้งนุ่มและเงางามราวกับเส้นไหม แสงไฟนวลตาที่สาดส่องลงมากระทบเรือนผมของเธอ สะท้อนเป็นประกายระเรื่อ ขับให้ใบหน้าที่งดงามอยู่แล้วยิ่งดูอ่อนหวานและนุ่มนวลขึ้นไปอีก
สวยจนแทบหยุดหายใจ
แต่สายตาที่เธอมองมานั้นกลับไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย
โจวเยว่เซินมองเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ลูกยังไม่ยอมนอน ผมจะพาไปนอนกับพวกพี่ๆ"
ซือเนี่ยนจ้องหน้าเขากลับ "นั่นเพราะคุณกล่อมไม่เป็นต่างหาก ส่งมาให้ฉันนี่"
โจวเยว่เซินชะงักไปเล็กน้อย เขามองหน้าเธอแล้วพูดต่อ "เสี่ยวตงกำลังจะนอนแล้ว เดี๋ยวถ้าเราไม่พาไปตอนนี้จะเป็นการรบกวนเขานะ"
ซือเนี่ยนแค่นยิ้ม "ใครบอกว่าจะพาไปนอนห้องนั้น คืนนี้เหยาเหยาจะนอนที่นี่ นอนกับฉัน"
โจวเยว่เซิน: "..."
เมื่อตอนบ่ายเขายังเห็นว่าเธออารมณ์ดีอยู่เลย นึกว่าเรื่องนั้นคงจะจบไปแล้ว แต่ตอนนี้โจวเยว่เซินถึงได้ตระหนักว่า เรื่องเมื่อตอนบ่ายมันยังไม่จบ...นี่เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น
ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไรต่อ ซือเนี่ยนก็เดินเข้ามารับตัวเหยาเหยาไปอุ้มเสียเอง เธอเห็นว่าลูกสาวยังไม่มีทีท่าว่าจะง่วงเลยจริงๆ แล้วก็เหลือบไปเห็นร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มที่ยังยืนค้างอยู่ตรงประตู เธอเลือกที่จะไม่สนใจเขา แล้วหันมาพูดกับลูกสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "เดี๋ยวแม่เล่านิทานให้ฟังดีไหมจ๊ะ"
"แม่จะเล่าเรื่องเจ้าหญิงสโนว์ไวท์ให้ฟังเอาไหมเอ่ย"
ตอนแรกซือเนี่ยนคิดจะเล่านิทานเรื่อง 'แกะน้อยเหม่ยหยางหยางกับหมาป่าใจร้าย' แต่แล้วก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าการ์ตูนเรื่องนี้ยังไม่มีในยุคนี้ ขืนเล่าออกไปตอนนี้ อนาคตข้างหน้าถ้าการ์ตูนเรื่องนี้ดังขึ้นมา โจวเยว่เซินจะไม่สงสัยเอาเหรอ เธอจึงเปลี่ยนใจมาเล่าเรื่องเจ้าหญิงสโนว์ไวท์แทน ซึ่งเป็นนิทานคลาสสิกที่น่าจะปลอดภัยกว่า
น้ำเสียงของเธอใสกังวานน่าฟัง ประกอบกับพื้นฐานการเป็นผู้ประกาศข่าว ทำให้สำเนียงของเธอชัดเจนและไพเราะอย่างเป็นธรรมชาติ ขนาดโจวเยว่เซินที่ยืนอยู่ยังอดที่จะหันกลับมามองไม่ได้
สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจไม่ไปไหน แต่เลือกที่จะเดินไปนั่งลงเงียบๆ อยู่ข้างเตียงแทน
ประตูห้องนอนไม่ได้ปิดสนิทดีนัก
โจวเจ๋อหานที่เพิ่งจะล้างหน้าแปรงฟันเสร็จเรียบร้อยและกำลังเดินขึ้นมาชั้นบน พอมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเสียงหวานๆ ของแม่เล็ดลอดออกมา
"กระจกวิเศษจงบอกข้าเถิด ใครงามเลิศในปฐพี"
ตอนแรกเขาก็ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร แต่ด้วยความสงสัยจึงค่อยๆ ย่องเข้าไปแอบฟังใกล้ๆ ถึงได้รู้ว่าแม่กำลังเล่านิทานให้น้องสาวฟังอยู่นั่นเอง
เจ้าตัวเล็กรู้สึกอิจฉาน้องสาวขึ้นมาจับใจ เขารีบเอาตัวไปแนบกับบานประตู พยายามเงี่ยหูฟังเรื่องเล่าอย่างตั้งใจ แต่ฟังไปฟังมาเปลือกตาก็เริ่มหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ผล็อยหลับไปทั้งอย่างนั้น
โจวเยว่เซินรอจนกระทั่งซือเนี่ยนเล่านิทานจบ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่เจ้าตัวเล็กในอ้อมแขนของเธอหลับสนิทไปแล้ว เขาจึงค่อยๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินไปที่ประตู
แต่เมื่อเปิดประตูออกไป ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือร่างเล็กๆ ของโจวเจ๋อหานที่นอนขดตัวอยู่หน้าประตู มือทั้งสองข้างถูกพนมเข้าหากันแล้วรองไว้ใต้แก้ม ในขณะที่ใบหน้าเล็กๆ นั้นเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข มือของโจวเยว่เซินที่จับลูกบิดประตูอยู่ชะงักค้างไปชั่วขณะ
ซือเนี่ยนเห็นว่าเขาเปิดประตูแล้วนิ่งไปก็เลยร้องถามขึ้นอย่างสงสัย
"เป็นอะไรไปคะ"
โจวเยว่เซินมองใบหน้าที่หลับปุ๋ยอย่างมีความสุขของลูกชายแล้วก็อดที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ได้ เขาตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ไม่มีอะไรครับ"
เขาก้มลงช้อนร่างของลูกชายขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนอย่างนุ่มนวล ปิดประตูห้องนอนของตัวเองเบาๆ แล้วจึงอุ้มลูกชายกลับไปส่งที่ห้องนอน
คืนนั้นผ่านไปอย่างเงียบสงบ
ปกติแล้วซือเนี่ยนเป็นคนนอนดิ้น ต้องให้โจวเยว่เซินนอนกอดไว้เธอถึงจะไม่ถีบผ้าห่มออกจากตัว คืนนี้ถึงแม้จะมีเหยาเหยานอนคั่นกลางอยู่ เธอก็ยังคงเผลอไผลขยับตัวมุดเข้าไปในอ้อมแขนของเขาตามสัญชาตญาณ
สัมผัสที่ไม่คุ้นเคยทำให้เธอสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที แต่สิ่งที่เห็นเมื่อลืมตาคือแผงอกกว้างของเขา
ดูเหมือนว่าโจวเยว่เซินจะยังไม่ตื่นดีนัก เพราะทันทีที่เธอขยับเข้าไปใกล้ เขาก็เอื้อมแขนมาโอบรัดเธอไว้ในอ้อมกอดตามความเคยชิน
ซือเนี่ยนกำลังจะนึกสงสัยว่าแล้วเหยาเหยาหายไปไหน แต่ในตอนนั้นเองมือของเขาก็เริ่มเคลื่อนไหว
ฝ่ามือใหญ่หยาบกร้านของเขาลูบไล้ใบหน้าของเธออย่างอ่อนโยน พร้อมกับดึงรั้งร่างของเธอให้แนบชิดยิ่งขึ้น ก่อนที่มืออีกข้างจะเริ่มซุกซนเลื่อนจากปกเสื้อของเธอเข้าไปด้านใน สัมผัสกับเนินเนื้อนุ่มนิ่มอย่างแผ่วเบา
แล้วจึงบีบเคล้นมันเบาๆ สองสามครั้ง
ซือเนี่ยน: “...”
[จบบท]