บทที่ 177: งานวิวาห์และเงาอิจฉา
ความเป็นจริงที่ว่าบ้านตระกูลโจวฐานะดีนั้นเป็นที่รู้กันมานานแล้ว และแน่นอนว่าความอิจฉาริษยาก็เป็นของคู่กัน แต่เพราะที่ผ่านมาครอบครัวนี้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่เคยโอ้อวดความมั่งคั่งให้ใครเห็น ชาวบ้านจึงได้แต่เก็บความอิจฉานั้นไว้ในใจ ไม่มีหัวข้อให้หยิบยกมาพูดจาเสียดสีได้ถนัดปากนัก
ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลโจวเองก็ยุ่งกับกิจการจนแทบไม่มีเวลามาสุงสิงกับใคร เรื่องซุบซิบนินทาจึงค่อยๆ จางหายไปตามกาลเวลา
แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อซือเนี่ยนก้าวเข้ามาในชีวิตของพวกเขา การมาของเธอไม่ได้กระทบแค่คนในตระกูลโจว แต่ยังลุกลามไปถึงคนนอก โดยเฉพาะคนจากหมู่บ้านข้างเคียง
ในละแวกนี้ ครอบครัวที่ลืมตาอ้าปากได้จากการทำธุรกิจมีเพียงไม่กี่หยิบมือ ใครมีเงินมีทองขึ้นมาหน่อยก็กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกกล่าวขวัญถึงไม่รู้จบสิ้น
การที่ซือเนี่ยนแต่งเข้าตระกูลโจว แล้วยังดึงครอบครัวฝั่งตัวเองให้ลุกขึ้นมาทำมาค้าขายจนมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ จึงกลายเป็นเรื่องที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ
หากครอบครัวของเธอเป็นชาวเมือง บางทีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อาจจะไม่หนาหูเท่านี้ แต่นี่กลับเป็นครอบครัวจากหมู่บ้านหลินที่อยู่ติดกัน ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความยากจนข้นแค้นเป็นอันดับท้ายๆ ของตำบล
ด้วยความที่สองหมู่บ้านตั้งอยู่ไม่ไกลกัน จึงมีคนไม่น้อยที่รู้จักมักจี่กับตระกูลหลินเป็นอย่างดี และรู้ซึ้งถึงความลำบากของครอบครัวนั้นที่มีลูกดกแต่ฐานะยากจน
แต่บัดนี้ ทุกอย่างกลับตาลปัตร พวกเขาอาศัยบารมีของโจวเยว่เซินเป็นใบเบิกทาง เริ่มต้นทำธุรกิจของตัวเองจนมีเงินมีทองใช้จ่ายคล่องมือ ไม่ใช่แค่การขายขนมหวาน แต่ยังขยับขยายไปถึงการทำเนื้อตุ๋นพะโล้ขายอีกด้วย
เรื่องขนมยังพอทำเนา เพราะดูแล้วคงไม่ได้กำรี้กำไรมากมายนัก
แต่เนื้อสัตว์นั้นต่างออกไป มันคือขุมทรัพย์ที่ทำให้ตระกูลโจวสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้ การที่ตระกูลหลินกระโดดเข้ามาในธุรกิจนี้ ย่อมหมายถึงอนาคตที่สดใสและเงินทองที่กำลังจะไหลมาเทมาอย่างแน่นอน
ภาพความสำเร็จที่เห็นอยู่ตรงหน้า สร้างความรู้สึกอิจฉาให้คุกรุ่นอยู่ในใจของใครหลายคน
ยิ่งเมื่อได้เห็นโจวเยว่เซินขยันพาซือเนี่ยนนั่งรถเข้าเมืองอยู่บ่อยครั้ง ความรู้สึกซับซ้อนในใจก็ยิ่งทวีคูณ พวกเขายังจำได้ดีว่าภรรยาคนก่อนของโจวเยว่เซินนั้นเข้ากับเขาไม่ได้เลยแม้แต่น้อย จนทุกคนพากันตราหน้าว่าเขาเป็นคนเลือดเย็น ไม่มีความรู้สึกใดๆ กับผู้หญิง การแต่งงานเป็นเพียงการหาคนมาช่วยดูแลลูกๆ เท่านั้น
แม้จะอิจฉาในความร่ำรวยของเขา แต่เมื่อนึกถึงภาพลูกสาวของตัวเองต้องไปใช้ชีวิตคู่อย่างไร้รัก แถมยังต้องรับภาระเลี้ยงดูลูกติดของสามี ความคิดที่จะเกี่ยวดองกับตระกูลโจวจึงไม่เคยอยู่ในหัวของใครเลย
ในตอนแรก พวกเขายังนึกสมเพชซือเนี่ยนที่คิดสั้น แต่เมื่อได้เห็นสายตาและการกระทำที่โจวเยว่เซินมีต่อเธอ ความรู้สึกเสียดายก็แล่นปราดเข้ามาในหัวใจจนแทบอยากจะทึ้งผมตัวเอง
และในที่สุด ความรู้สึกที่อัดอั้นตันใจก็ระเบิดออกมาเป็นคำพูด เมื่อมีคนเปิดประเด็น วงสนทนาก็ยิ่งเผ็ดร้อนและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ขณะที่ทุกคนกำลังสาดวาจาใส่กันอย่างเมามัน เสียงเสียดสีก็ดังแทรกขึ้นมา "อ้าว นี่บ้านเหล่าหลิวไม่ใช่เหรอ เมื่อก่อนลูกสาวบ้านเธอยังเคยไปขอให้เนี่ยนเนี่ยนช่วยสอนทำขนมถั่วเขียวอยู่เลยนี่นา ว่ายังไงล่ะ สงสัยจะทำไม่สำเร็จสินะ ถึงได้มานั่งนินทาเขาอยู่ตรงนี้"
ทุกคนหันไปตามเสียง ก็เห็นป้าจางยืนถือตะกร้าส่งสายตาเย้ยหยันมาให้ บรรยากาศจึงเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน
เรื่องที่หลายครอบครัวในหมู่บ้านเคยส่งลูกหลานไปขอวิชาทำขนมจากซือเนี่ยนนั้นเป็นความจริง แต่ใครจะไปคาดคิดว่ากรรมวิธีจะยุ่งยากและสิ้นเปลืองเพียงนั้น นอกจากถั่วเขียวแล้ว ยังต้องใช้วัตถุดิบราคาแพงอย่างน้ำผึ้งและน้ำตาลทรายขาวอีกด้วย
ลำพังแค่น้ำตาลที่บ้าน พวกเขายังต้องคิดแล้วคิดอีกก่อนจะใช้ นับประสาอะไรกับการนำมาทำขนมฟุ่มเฟือยเช่นนี้ ไหนจะน้ำผึ้งที่ทั้งแพงและหาซื้อได้ยากเย็นแสนเข็ญอีก
ขั้นตอนอาจจะไม่ซับซ้อน แต่ส่วนผสมนี่แหละคือปัญหาใหญ่ หลังจากไปดูลาดเลาเพียงครั้งเดียว ทุกคนก็พากันถอดใจ ไม่คิดจะเรียนต่ออีก
พวกเขาคิดว่าคงไม่มีใครในหมู่บ้านทำขนมนี้ขายได้สำเร็จ แต่ที่ไหนได้ ตระกูลหลินกลับฉวยโอกาสนี้สร้างเป็นธุรกิจขึ้นมาจนได้ดิบได้ดี ความรู้สึกเสียดายระคนเจ็บใจจึงเกิดขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะไปเปิดศึกแย่งชิงลูกค้ากันตรงๆ
"เมื่อครู่ฉันได้ยินเธอพูดว่าซือเนี่ยนเป็นคนเห็นแก่ตัว ช่วยเหลือแต่ญาติพี่น้องตัวเอง ฉันก็นึกว่าครอบครัวเธอไม่มีโอกาสได้เรียนกับเขาสะอีก ที่ไหนได้...เรียนแล้วแต่ทำไม่เป็นเองนี่นา พอเห็นคนอื่นทำได้ดีกว่า ก็มากล่าวหาว่าร้ายเขาแบบนี้ เธอยังมีความเป็นคนอยู่บ้างไหม"
ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากโต้ตอบ พวกเขาชอบนินทาจริง แต่ก็ทำกันแค่ลับหลังเท่านั้น การที่ป้าจางซึ่งมีบ้านอยู่ใกล้กับตระกูลโจวมาได้ยินเข้า หากเรื่องนี้ไปถึงหูของซือเนี่ยนคงไม่ดีแน่
หญิงคนที่ถูกต่อว่าหน้าแดงก่ำ พยายามแก้ตัวเสียงอ่อย "ที่ฉันพูดมันก็เป็นเรื่องจริงทั้งนั้น นั่นมันครอบครัวลุงแท้ๆ ของเธอเลยนะ ทำกันขนาดนี้มันไม่ไว้หน้ากันชัดๆ การที่เธอจะช่วยสอนคนในครอบครัวตัวเองมันก็เป็นเรื่องที่ควรทำอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ"
คนอื่นๆ ที่นั่งฟังอยู่ก็เริ่มพยักหน้าเห็นด้วย
ป้าจางแค่นเสียงหัวเราะ "ขนาดพวกเธอเป็นคนนอก เธอยังยอมสอนให้ แต่กับลุงแท้ๆ ของตัวเองกลับไม่ยอมช่วย คิดดูสิว่าครอบครัวนั้นต้องไร้ยางอายขนาดไหน ถึงขนาดเคยบุกไปที่บ้านเพื่อขอหมูสามชั้นตั้งสิบจิน แค่นั้นก็น่ารังเกียจพอแล้ว แต่ไม่นึกเลยว่าเธอจะน่ารังเกียจยิ่งกว่า ไปเรียนวิชาจากเขามาแล้ว ยังจะมีหน้ามาเข้าข้างคนพรรค์นั้นอีก"
"ตอนนี้แม่ของเนี่ยนเนี่ยนถูกทำร้ายร่างกายจนต้องนอนโรงพยาบาล แต่เธอยังมีแก่ใจมานั่งแทงข้างหลังเขาอยู่อีก ฉันล่ะอยากจะรอดูจริงๆ ว่าเวรกรรมมันจะตามสนองคนอย่างเธอเมื่อไหร่ รอให้เสี่ยวโจวกลับมาก่อนเถอะ ฉันจะเล่าเรื่องนี้ให้เขาฟังทั้งหมด"
คำขู่ของป้าจางได้ผลชะงัด ทุกคนต่างหน้าซีดเผือดเมื่อได้ยินชื่อของโจวเยว่เซิน
ถึงแม้พวกเขาจะไม่ใช่ญาติสนิท แต่การที่ฟาร์มหมูของโจวเยว่เซินตั้งอยู่ในหมู่บ้าน ก็ทำให้พวกเขาได้รับอานิสงส์ซื้อเนื้อหมูได้ในราคาที่ถูกกว่าที่อื่น จนเป็นที่อิจฉาของหมู่บ้านใกล้เคียง
หากโจวเยว่เซินรู้ว่าพวกเขานินทาภรรยาและแม่ยายของเขาลับหลัง มีหวังได้อดกินหมูราคาถูกกันถ้วนหน้าเป็นแน่
เมื่อความคิดนี้แวบเข้ามาในหัว ทุกคนก็รีบตีตัวออกห่างจากหญิงต้นเรื่องทันที
"พี่จาง อย่าเข้าใจผิดสิ พวกเราก็แค่ฟังพี่หลิวเขาพูดไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้นแหละ จะโทษก็ต้องโทษเขาคนเดียว"
"นั่นสิ พี่หลิวก็พูดจาเกินจริงไป ฉันก็นึกว่าที่เธอไม่พอใจเป็นเพราะคนในครอบครัวตัวเองไม่ได้เรียนกับเขาสะอีก"
"ใช่ๆ เสียแรงที่พวกเราหลงเชื่อมาตั้งนาน"
หญิงที่ชื่อพี่หลิวถูกทิ้งให้เป็นเป้ารับคำตำหนิอยู่เพียงลำพัง ได้แต่ยืนนิ่งพูดอะไรไม่ออก
ป้าจางเดินจากไปอย่างผู้ชนะ ท่าทางไม่ต่างอะไรกับไก่ชนที่เพิ่งตีคู่ต่อสู้มาได้หมาดๆ
***
ณ สถานีตำรวจในตัวเมือง
ผู้กำกับหลี่กำลังเก็บของเตรียมตัวกลับบ้าน แต่เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นก็ทำให้เขาต้องทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อีกครั้งด้วยความหงุดหงิด
"มีเรื่องอะไรอีก"
"ผู้กำกับครับ คนของตระกูลซือมาอีกแล้วครับ เขาบอกว่าจะมาเรียนเชิญท่านไปร่วมงานแต่งงานของลูกสาว"
"ตระกูลซืออีกแล้วเหรอ เมื่อไหร่จะเลิกราวีกันสักที"
ผู้กำกับหลี่บ่นพึมพำด้วยความรำคาญใจอย่างที่สุด เขาจำได้ว่าก่อนหน้านี้ตระกูลซือเคยพยายามมาขอใช้เส้นสายกับเขา แต่เขาก็ปฏิเสธไปทุกครั้งจนอีกฝ่ายเลิกราไปเอง
แต่หลังจากที่เขาไปร่วมงานแต่งงานของโจวเยว่เซิน และได้พบกับครอบครัวนี้อีกครั้ง พวกเขาก็เริ่มแวะเวียนมาหาเขาบ่อยขึ้นจนน่ารำคาญ คนที่ไม่รู้เรื่องคงคิดว่าพวกเขาสนิทสนมกันมากเป็นพิเศษ
และครั้งนี้ถึงกับบุกมาหาเขาถึงที่ทำงานเพื่อเชิญไปงานแต่งงานของลูกสาว ช่างไม่รู้จักกาละเทศะเอาเสียเลย
ขณะที่ความหงุดหงิดกำลังคุกรุ่น เขาก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ "เรื่องสินสอดที่เสี่ยวโจวเคยขอให้ช่วยตรวจสอบไปถึงไหนแล้ว มีความคืบหน้าบ้างไหม"
"เรื่องนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของผู้กองหลี่ครับ ผมเองก็ไม่ทราบรายละเอียด" ลูกน้องตอบกลับมา พร้อมกับเหลือบมองผู้เป็นนายอย่างสงสัย ขนาดเรื่องที่ลูกชายตัวเองเป็นคนดูแล ท่านยังไม่รู้ แล้วเขาจะไปรู้ได้อย่างไร
ผู้กำกับหลี่เหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ ตบโต๊ะดังปัง "เออใช่ เรื่องนี้ลูกชายฉันเป็นคนทำนี่นา ไปตามเขามาพบฉันทีสิ"
พ่อของซือเนี่ยนยืนรออยู่หน้าสถานีตำรวจนานกว่าครึ่งชั่วโมง จนใบหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ ในที่สุดผู้กำกับหลี่ก็เดินออกมา
เขารีบปรับสีหน้าและส่งยิ้มประจบประแจงเข้าไปหา "ท่านผู้กำกับหลี่ครับ"
ผู้กำกับหลี่ที่กำลังอัดควันบุหรี่เข้าปอด เดินตรงเข้ามาตบไหล่ของอีกฝ่ายอย่างสนิทสนม "เหล่าซือเพื่อนยาก เก่งจริงๆ นะเรา เรื่องใหญ่ขนาดลูกสาวจะออกเรือน ทำไมถึงไม่รีบบอกฉันให้เร็วกว่านี้ล่ะ"
ท่าทีและน้ำเสียงที่เป็นกันเองนั้น ดึงดูดสายตาของทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นให้หันมามองเป็นตาเดียว และหนึ่งในนั้นคือ จางเสี่ยวอวิ๋น น้องสาวของจางชุ่ยเหมย ซึ่งทำงานอยู่ที่นี่เช่นกัน
แววตาของจางเสี่ยวอวิ๋นฉายชัดถึงความอิจฉาริษยา เรื่องราวในครั้งก่อนยังคงติดอยู่ในใจของเธอ มันเป็นเครื่องยืนยันว่าตระกูลซือกับท่านผู้กำกับนั้นมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกันจริงๆ
เมื่อคิดถึงเรื่องที่เธอเคยเอ่ยปากขอความช่วยเหลือให้เขาช่วยดันเธอขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น แต่กลับถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย ความขมขื่นก็แล่นริ้วขึ้นมาในใจ หรือว่าพวกเขาจงใจที่จะไม่ช่วยเธอกันแน่
ความรู้สึกอัดอั้นตันใจยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อเธอนึกขึ้นได้ว่าหลินซือซือกำลังจะได้เป็นฝั่งเป็นฝากับฟู่หยาง คุณชายแห่งตระกูลฟู่ผู้มั่งคั่ง เรื่องนี้ทำให้เธอรู้สึกไม่สบอารมณ์มาหลายวันแล้ว
[จบบท]