บทที่ 18: การชี้นำในทางที่ผิด
ซือเนี่ยนถอนหายใจเบาๆ พลางนึกถึงชะตากรรมของเด็กๆ ในบ้านนี้ ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมโจวเยว่ตงถึงได้เติบโตไปเป็นคนแบบนั้น ก็ในเมื่อวัยเด็กของเขาต้องวนเวียนอยู่กับผู้ใหญ่ที่มีจิตใจวิปริตมากมาย แล้วจิตใจของเด็กน้อยจะบิดเบี้ยวไปได้อย่างไรกัน
นั่นคือหนึ่งในตัวร้ายคนสำคัญของเรื่องในอนาคต เธอจำเป็นต้องสร้างสัมพันธ์อันดีกับเขาไว้ ไม่ได้คาดหวังให้เขาต้องมารักใคร่เอ็นดูอะไร แค่เพียงในวันที่เขาออกตามล้างแค้นผู้หญิงทุกคนที่เคยทำร้ายเขา ขอให้ในบัญชีรายชื่อนั้นไม่มีชื่อของเธออยู่ด้วยก็พอแล้ว
“หนูเข้าใจแล้วค่ะป้าจาง ขอบคุณที่เป็นห่วงนะคะ หนูจะดูแลเด็กๆ ให้ดีที่สุดค่ะ”
เมื่อซือเนี่ยนรับคำอย่างหนักแน่น ป้าจางก็ไม่รู้จะกล่าวอะไรได้อีก จึงได้แต่อุ้มสือโถวลุกขึ้นแล้วขอตัวกลับไป
…
ในขณะเดียวกัน ที่บ้านของตัวเอง ป้าหลิวกำลังนอนเหยียดยาวรับแดดอย่างสบายอารมณ์อยู่บนเก้าอี้หวาย เปลือกตาเปิดขึ้นครึ่งหนึ่งเมื่อได้ยินเสียงคนเดินเข้ามา นับตั้งแต่ได้งานที่บ้านสกุลโจว ชีวิตของเธอก็สุขสบายขึ้นมากโข เดือนหนึ่งได้รับเงินถึง 50 หยวน แม้จะรวมค่ากับข้าว แต่เธอไม่ค่อยได้ออกไปซื้อเองอยู่แล้ว แค่หยิบฉวยของจากบ้านไปทำพอให้ผ่านๆ ไปในแต่ละมื้อ เดือนๆ หนึ่งจึงเหลือเงินเก็บเข้ากระเป๋าตัวเองไม่ต่ำกว่า 40 หยวน ไหนจะเนื้อที่โจวเยว่เซินส่งกลับมาให้ลูกๆ เธอก็ยังแอบหยิบติดมือกลับมาได้ไม่น้อย
ด้วยตำแหน่งนี้ ทำให้พ่อแม่สามีไม่กล้าหือกับเธอเหมือนเคย แต่ละวันของเธอจึงผ่านไปอย่างเกียจคร้าน มีหน้าที่แค่ไปทำอาหารให้เด็กๆ เพียงสองมื้อ
ดังนั้น เธอจะยอมให้ซือเนี่ยนมาแย่งตำแหน่งนี้ไปไม่ได้เด็ดขาด หากซือเนี่ยนปักหลักอยู่ที่นี่ได้ งานของเธอก็ต้องหลุดลอยไป แล้วจะให้เธอไปหางานสบายๆ ได้เงินดีแบบนี้จากที่ไหนได้อีก
ป้าหลิวคำนวณในใจว่าผู้หญิงจากในเมืองอย่างซือเนี่ยนคงไม่รู้ธรรมเนียมว่าต้องนำอาหารไปส่งให้โจวเยว่เซินที่ทำงานเป็นแน่ เดี๋ยวพอถึงเวลาเขาก็ต้องมาตามเธอเอง และเมื่อถึงตอนนั้น เธอจะฉวยโอกาสนี้ต่อรองขอขึ้นเงินเดือนเสียเลย บ้านโจวน่ะขาดทุกอย่าง ยกเว้นเงิน
เมื่อเห็นว่าเป็นลูกสาวตัวเองกลับมา เธอก็รีบลุกขึ้นนั่งตัวตรง “กุ้ยฟาง เป็นยังไงบ้างล่ะลูก เข้ากับพี่โจวของลูกได้ดีไหม”
หลิวกุ้ยฟางที่กำลังอัดอั้นตันใจ พอได้ยินคำถามของแม่ น้ำตาที่กลั้นไว้ก็ทะลักออกมา เธอโวยวายอย่างไม่อายใคร “จะไปเข้ากันได้ยังไงล่ะแม่! ยัยลูกสาวบ้านหลินนั่นก็ไปส่งข้าวด้วยเหมือนกัน พี่โจวเขาไม่รับข้าวของหนูเลย หนูอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว ต่อไปใครๆ ก็ต้องนินทาว่าหนูหน้าด้านไปให้ท่าเขาทั้งที่เขามีเมียแล้ว!”
ภาพสายตาดูถูกของบรรดาผู้หญิงในหมู่บ้านตอนที่เดินกลับมาฉายชัดขึ้นในหัว ทำให้ใบหน้าของหลิวกุ้ยฟางร้อนผ่าว
ป้าหลิวเบิกตากว้าง “อะไรนะ! แกว่าใครไปส่งข้าว”
“ก็ยัยลูกสาวบ้านหลินที่พ่อแม่เคยพูดกันว่าจะแต่งกับพี่โจวน่ะสิ! แม่ไม่ใช่เหรอที่บอกว่ามันทำกับข้าวไม่เป็น แล้วทำไมมันถึงทำเป็น แถมยังหน้าด้านเอาไปส่งให้พี่โจวถึงที่ด้วย!”
คำพูดของลูกสาวราวกับค้อนที่ทุบลงกลางศีรษะของป้าหลิว ผู้หญิงคนนั้นทำอาหารเป็น แถมยังขยันเอาอกเอาใจโจวเยว่เซินอีกด้วย
ความพินาศมาเยือนแล้ว หากผู้หญิงคนนั้นทำหน้าที่แม่บ้านได้ดี แล้วจะมีเหตุผลอะไรให้ต้องจ้างเธอทำงานต่อ เมื่อนั้นเธอก็ต้องระเห็จกลับไปอยู่ใต้อำนาจของแม่สามีที่จ้องจับผิดเธอทุกฝีก้าวอีกครั้ง
ป้าหลิวเจ็บใจที่วันนี้ตัวเองไม่ได้ไปที่บ้านโจว ถ้าเธอไปก็คงจะรู้เรื่องราวได้เร็วกว่านี้ ไม่ต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าอับอายเช่นนี้ ทั้งหมดเป็นเพราะยัยซือเนี่ยนคนเดียวที่ทำให้เธอหงุดหงิดจนไม่อยากไปทำงาน
ไม่ได้! เธอจะยอมเสียตำแหน่งนี้ไปให้ผู้หญิงแพศยาคนนั้นไม่ได้เด็ดขาด! ขณะที่ความคิดพยาบาทกำลังแล่นพล่านในหัว แววตาร้ายกาจของป้าหลิวก็ฉายประกายขึ้นเมื่อนึกแผนการบางอย่างออก
เธอลุกพรวดขึ้นมาทันที พลางชำเลืองมองนาฬิกา อีกไม่กี่ชั่วโมง โจวเยว่ตงกับโจวเยว่หานก็ใกล้จะเลิกเรียนแล้ว
ในเมื่อเธอจัดการกับแม่มันไม่ได้ ก็ต้องหันไปเล่นงานที่ลูกแทน ขอแค่ทำให้เด็กสองคนนั่นเกลียดชังซือเนี่ยนได้ เธอก็จะต้องถูกเฉดหัวออกจากบ้านไป เหมือนกับผู้หญิงคนก่อนไม่มีผิด!
บ่ายวันนั้น ป้าหลิวจึงไปดักรอสองพี่น้องสกุลโจวที่เส้นทางกลับบ้านอย่างใจจดใจจ่อ ไม่นานนักก็เห็นร่างเล็กสองร่างในชุดนักเรียนกำลังเดินกลับมาแต่ไกล
เธอกระตือรือร้นขึ้นมาทันที รีบปรับสีหน้าให้ดูตื่นตระหนกแล้ววิ่งเข้าไปหา
“แย่แล้วเยว่ตง เยว่หาน! ในที่สุดพวกเธอก็กลับมา”
เด็กชายทั้งสองชะงักฝีเท้าแล้วขมวดคิ้ว “มีอะไรเหรอครับคุณย่าหลิว”
“ตอนพวกเธอไปโรงเรียนน่ะสิ ย่าแวะไปที่บ้าน แล้วก็เห็นแม่เลี้ยงคนใหม่ที่พ่อหามาให้กำลังทารุณน้องสาวของพวกเธออยู่ ทั้งตบทั้งหยิกจนเหยาเหยาร้องไห้แทบขาดใจ พอเข้าไปห้าม เธอก็ด่าย่าว่าไม่ใช่เรื่อง แล้วยังจะไล่ย่าออกจากงานอีก!” ป้าหลิวบีบน้ำตาเล่าเรื่องเท็จ
“อะไรนะครับ!” โจวเยว่ตงและโจวเยว่หานหน้าเปลี่ยนสี ทั้งคู่ทำท่าจะวิ่งกลับบ้านทันที
ป้าหลิวรีบคว้าแขนเด็กทั้งสองไว้ พลางตีหน้าเศร้า “อย่าเพิ่งใจร้อนไป ผู้หญิงคนนั้นมารยาเก่งจะตาย ตอนนี้ถ้าพวกเธอพรวดพราดกลับไป เธอก็ต้องแสร้งทำดีกับเหยาเหยาแน่ น้องยังเด็ก ใครโอ๋นิดหน่อยก็ลืมหมดแล้ว พวกเธอไม่มีหลักฐานอะไรไปสู้หรอก เผลอๆ จะโดนเธอเป่าหูพ่อ ให้พ่อเกลียดพวกเธอมากกว่าเดิมอีก”
เธอถอนหายใจยาว “อย่าลืมสิว่าพวกเธอก็ไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของเขาอยู่แล้ว ผู้หญิงคนนั้นหน้าตาก็สวยเหมือนนางจิ้งจอก จิตใจก็คดเคี้ยว รับรองได้เลยว่าเธอต้องหาทางกำจัดพวกเธอสองคนทิ้งเหมือนผู้หญิงคนก่อนแน่ ถ้าตอนนี้พวกเธอไปหาเรื่อง ก็เท่ากับเดินเข้ากับดักของเธอเลยนะ!”
โจวเยว่ตงและโจวเยว่หานกำหมัดแน่นด้วยความโกรธจนตัวสั่น
“แล้วพวกเราควรทำยังไงดีครับ”
ป้าหลิวกลอกตาอย่างมีเลศนัย “เยว่ตง เธอลองคิดดูสิ ถึงย่าจะเคยดุเคยว่าพวกเธอบ้าง แต่ย่าไม่เคยลงไม้ลงมือกับพวกเธอใช่ไหม”
โจวเยว่ตงก้มหน้าลงจนมองไม่เห็นแววตา ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ “ครับ”
“ย่าไม่เคยคิดร้ายกับพวกเธอสามพี่น้อง แต่ผู้หญิงคนนั้นน่ะต่างออกไป ตอนนี้นอกจากเธอจะจ้องเล่นงานพวกเธอแล้ว ยังคิดจะไล่ย่าไปด้วย ถ้าไม่มีใครคอยดูแล พวกเธอจะต้องลำบากขนาดไหนคงไม่ต้องให้ย่าบอก”
“จริงๆ แล้วเรื่องนี้มันไม่ยากเลย ขอแค่พวกเธอสองคนพี่น้องยอมทำตามที่ย่าบอก ย่ารับรองว่าจะช่วยพวกเธอไล่ผู้หญิงคนนั้นออกไปจากบ้านให้ได้...”
…
บ่ายคล้อย ซือเนี่ยนพาเหยาเหยานอนกลางวันอย่างเป็นสุข
หนูน้อยเหยาเหยาเป็นเด็กที่เลี้ยงง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อตื่นขึ้นมาก็ไม่เคยร้องไห้งอแง ซือเนี่ยนจึงเปิดโทรทัศน์ให้ดู เธอก็นั่งนิ่งๆ อยู่บนโซฟาอย่างเรียบร้อย ซือเนี่ยนวางขนมปังกรอบกับลูกอมไว้ให้ใกล้ๆ เผื่อว่าเธอจะหิว เด็กหญิงตัวน้อยก็รู้จักแกะห่อลูกอมใส่ปากเองได้
เมื่อกะเวลาว่าลูกชายคนโตและคนรองใกล้จะกลับมาแล้ว ซือเนี่ยนจึงเข้าครัวเพื่อเตรียมอาหารเย็น ผักที่ซื้อมาเมื่อวานยังมีเหลือเฟือ แต่เพราะเธอตื่นสายไปหน่อย จึงตัดสินใจทำบะหมี่มือดึงแทน โดยนำแป้งสาลีออกมานวดและฟาดจนได้ที่ บะหมี่ที่ทำด้วยวิธีนี้จะมีเส้นที่เหนียวนุ่มและอร่อยเป็นพิเศษ
บ้านนี้ใช้น้ำมันหมูในการประกอบอาหารเป็นหลัก ซึ่งเข้ากันได้ดีกับอากาศเย็นๆ เช่นนี้ แค่เพียงนำเส้นบะหมี่ไปต้มแล้วคลุกกับน้ำมันหมูและต้นหอมซอยก็อร่อยเลิศรสแล้ว แถมยังประหยัดเวลาอีกด้วย
ซือเนี่ยนกำลังเพลิดเพลินกับการดึงเส้นบะหมี่ให้บางที่สุดเท่าที่จะทำได้ในครัว เธอหันกลับไปหยิบของ และนั่นเองที่ทำให้เธอแทบหยุดหายใจ เด็กชายร่างเล็กคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เขากำลังจ้องมองเธอเขม็งด้วยสายตาที่ว่างเปล่า
โจวเยว่ตง! เขากลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมถึงเดินได้เงียบเชียบราวกับวิญญาณขนาดนี้
แม้จะเป็นเพียงเด็กตัวเล็กๆ แต่การถูกจ้องมองด้วยสายตาเช่นนั้นก็ทำให้ซือเนี่ยนรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลังได้ไม่ยาก โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงคำบรรยายในนิยายที่ว่าเด็กคนนี้จะเติบโตไปเป็นคนวิปริตและน่ากลัวเพียงใด เธอก็อดที่จะรู้สึกหวาดหวั่นไม่ได้เลย
[จบบท]