บทที่ 184: เธอจงใจทำแบบนี้
ภาพในอดีตฉายซ้ำขึ้นมาในหัวของฟู่หยาง ครั้งนั้นเป็นตอนที่ฟู่เชียนเชียนจัดการเรื่องตำแหน่งงานให้กับซือเนี่ยน เขาจำได้ว่าเธอเคยอุ้มเด็กคนเดียวกันนี้ไปที่บ้านของเขา ใบหน้าของเธอในตอนนั้นดูนุ่มนวล อ่อนหวาน รอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้างดงามยิ่งกว่าดอกไม้ใดๆ ที่เขาเคยพบเห็น
แต่ในสายตาของฟู่หยาง ภาพเหล่านั้นมันคือการเสแสร้ง เขามั่นใจว่าเธอรู้ว่าเขาอยู่ในบ้าน จึงจงใจเลือกมุมที่เขาสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน แล้วแสร้งทำเป็นรักใคร่เอ็นดูเด็ก เพื่อหวังว่าภาพลักษณ์จอมปลอมนั้นจะทำให้เขามองเธอดีขึ้นได้บ้างสักนิดก็ยังดี
ด้วยความคิดเช่นนั้น เขาจึงไม่เคยเก็บภาพเหล่านั้นมาใส่ใจแม้แต่น้อย มันก็เป็นแค่ละครฉากหนึ่งของผู้หญิงที่ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตัวเองต้องการเท่านั้น
แต่ในวันนี้มันต่างออกไป ซือเนี่ยนไม่มีทางรู้ล่วงหน้าได้เลยว่าเขาจะมาปรากฏตัวที่นี่ และจากที่เขารู้จักเธอมา ผู้หญิงคนนี้รักความสะอาดเป็นชีวิตจิตใจ ปกติแล้วแม้แต่แขกที่มาเยี่ยมบ้าน เธอยังไม่เคยอนุญาตให้ใครย่างกรายเข้าไปในห้องนอนของเธอเลยด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับการจะยอมให้เด็กคนไหนเข้ามาคลุกคลีใกล้ชิด
ทว่าภาพที่เขาเห็นอยู่ตรงหน้าคือซือเนี่ยนกำลังกินซาลาเปาชิ้นที่เด็กน้อยคนนั้นกัดไปแล้วอย่างไม่รังเกียจ ใบหน้าของเธอดูผ่อนคลายและเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนอย่างแท้จริง
ถ้าทั้งหมดนี่เป็นการแสดง เธอก็ไม่จำเป็นต้องลงทุนลงแรงถึงขนาดนี้เลยด้วยซ้ำไป สถานการณ์ตรงนี้ไม่ได้มีใครอื่นที่จะมาคอยจับจ้องหรือตัดสินภาพลักษณ์ของเธอ การกระทำเช่นนี้จึงดูไร้เหตุผลสิ้นดี
หรือว่านี่จะเป็นตัวตนที่แท้จริงของเธอ? เป็นด้านที่เขาไม่เคยได้เห็นและไม่เคยคิดว่าจะมีอยู่จริง
ความคิดนี้ทำให้ฟู่หยางเหม่อลอยไปชั่วขณะ ภาพของซือเนี่ยนที่เขากำลังเผชิญหน้าอยู่กับภาพของผู้หญิงคนเดิมในความทรงจำของเขามันช่างแตกต่างกันราวกับเป็นคนละคน ไม่ใช่แค่ท่าที แต่เป็นรัศมีบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวตนของเธอ มันได้เปลี่ยนไปแล้วโดยสิ้นเชิง ซือเนี่ยนคนเดิมที่เขารู้จักไม่เคยมีความอดทนหรือความอ่อนโยนให้กับเด็กคนไหนได้มากขนาดนี้
แม้ความสับสนจะก่อตัวขึ้นในใจ แต่เขาก็ต้องปัดมันทิ้งไปก่อน เพราะนี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาครุ่นคิดเรื่องส่วนตัว เป้าหมายหลักที่ทำให้เขาต้องมาที่นี่ในวันนี้คือการโน้มน้าวให้ซือเนี่ยนยอมยุติเรื่องราวกับหลินซือซือแบบเงียบๆ แม้เขาจะยอมรับว่าการขโมยเงินเป็นเรื่องที่เลวร้าย แต่ในเมื่อทางตระกูลซือแสดงความรับผิดชอบโดยการจะคืนเงินให้ทั้งหมดแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องทำให้เรื่องมันอื้อฉาวไปมากกว่านี้
ลึกๆ แล้วเขาไม่อยากจะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับปัญหาของผู้หญิงเลยสักนิด มันเป็นเรื่องที่น่ารำคาญใจสำหรับเขาเสมอ แต่สถานการณ์ในตอนนี้มันลุกลามใหญ่โตจนกลายเป็นเรื่องน่าอับอาย ประกอบกับความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างเขากับหลินซือซือในปัจจุบัน หากเขานิ่งเฉย ก็อาจจะถูกครหาในทางเสียๆ หายๆ ได้
การตอแยอย่างไม่ลดละของคนตระกูลซือก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขารำคาญจนต้องยอมตกลงมาที่นี่
อีกอย่าง เขามองว่านี่ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไร ซือเนี่ยนน่าจะยอมทำตามที่เขาขอ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอไม่เคยปฏิเสธคำขอร้องใดๆ ของเขาเลยสักครั้งเดียว
เมื่อคิดได้อย่างนั้น ฟู่หยางจึงตัดสินใจก้าวเท้าเข้าไปหาเธอ
ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นทำให้ซือเนี่ยนต้องละสายตาจากเด็กน้อยตรงหน้า เธอหันไปตามเสียงแล้วก็ได้สบตากับใบหน้าหล่อเหลาที่แฝงไปด้วยความหยิ่งทะนงอันเป็นเอกลักษณ์ของฟู่หยาง
ซือเนี่ยนถึงกับกระตุกมุมปาก การที่เขามาปรากฏตัวที่นี่ได้ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของหลินซือซือ ดูเหมือนว่าทางตระกูลซือจะทุ่มสุดตัวจริงๆ ถึงขนาดไปลากเอาคนอย่างฟู่หยางที่รักศักดิ์ศรีและหยิ่งในตัวเองเป็นที่สุดให้มาช่วยพูดได้ แสดงว่าเรื่องนี้คงจะส่งผลกระทบกับเขาไม่น้อย
แต่ก็นะ...พ่อหนุ่ม การจะมาขอร้องใครสักคน มันก็ควรจะมีท่าทีที่เหมาะสมกว่านี้ไม่ใช่หรือไง การทำหน้าเหมือนกำลังโปรดสัตว์อยู่นี่มันคืออะไรกัน
ซือเนี่ยนอดไม่ได้ที่จะกลอกตาอย่างระอาใจ เธอหันกลับไปสนใจเด็กน้อยตรงหน้าต่อ ตักโจ๊กข้าวฟ่างคำสุดท้ายป้อนเข้าปากเล็กๆ นั้นอย่างเบามือ รสหวานละมุนของโจ๊กทำให้เหยาเหยาถึงกับหลับตาพริ้มอย่างมีความสุข
หลังจากป้อนโจ๊กเสร็จ ซือเนี่ยนก็หยิบไข่ต้มขึ้นมา ค่อยๆ ปอกเปลือกอย่างใจเย็น เพราะเด็กในวัยนี้ต้องการสารอาหารเพื่อการเจริญเติบโต การกินไข่วันละฟองจึงเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้เลย
ฟู่หยางซึ่งยืนรอให้ซือเนี่ยนเป็นฝ่ายทักทายก่อนถึงกับขมวดคิ้ว เธอตาบอดหรืออย่างไร เขาเคาะประตูเสียงดังขนาดนั้น ไม่ได้ยินเชียวหรือ
ไม่สิ เธอไม่ได้หูหนวก แต่เธอจงใจทำ
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัว สีหน้าของฟู่หยางก็เคร่งขรึมลงทันที เธอคงจะยังฝังใจแค้นเรื่องที่เขากำลังจะแต่งงานกับหลินซือซืออยู่เป็นแน่ ไม่เช่นนั้นแล้ว การที่เขาอุตส่าห์ลดตัวมาหาเธอถึงที่ มีหรือที่เธอจะกล้าทำเป็นเมินเฉยใส่
เขายอมรับว่าเรื่องทั้งหมดนี้มันไม่ยุติธรรมสำหรับซือเนี่ยน ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุการณ์วันนั้น เธอก็คงไม่ต้องระเห็จมาแต่งงานกับผู้ชายบ้านนอกแบบนี้ ดังนั้นการที่เธอจะไม่ยอมให้อภัยหลินซือซือจึงเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้
เมื่อคิดตามเหตุผล ความขุ่นมัวในใจของเขาก็เบาบางลงเล็กน้อย เอาเถอะ ในเมื่อชีวิตเธอมันน่าสงสารขนาดนี้แล้ว เขาก็ไม่ควรจะไปถือสาหาความอะไรกับท่าทีเล็กๆ น้อยๆ ของเธอ
เขาจึงเดินเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด ก่อนจะใช้นิ้วเคาะลงบนโต๊ะตรงหน้าเธอเบาๆ "ซือเนี่ยน อย่าเข้าใจผิดไปล่ะ ผมไม่ได้ตั้งใจมาหาคุณโดยเฉพาะ แค่อยากจะคุยเรื่องของหลินซือซือหน่อย..."
ฟู่หยางรีบออกตัวก่อน เพราะกลัวว่าซือเนี่ยนจะสำคัญตัวผิด คิดว่าการที่เขามาหาในวันนี้เป็นเพราะเขารู้สึกเสียใจทีหลัง แม้เขาจะยอมรับว่าตัวตนใหม่ของซือเนี่ยนทำให้เขามองเธอเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ไม่ได้รู้สึกรังเกียจเหมือนแต่ก่อน แต่ด้วยทิฐิและศักดิ์ศรีที่มีอยู่เต็มอก มันไม่อนุญาตให้เขาก้มหัวให้กับผู้หญิงคนไหน โดยเฉพาะคนที่เขาเคยเกลียดชังมาก่อน การจะให้เขายอมเสียหน้าเป็นเรื่องที่ไม่มีวันเกิดขึ้นเด็ดขาด
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้พูดเข้าประเด็นสำคัญ เสียงของซือเนี่ยนก็ดังแทรกขึ้นมาอย่างเรียบนิ่ง
"เราสนิทกันด้วยเหรอ"
คำถามนั้นทำให้ฟู่หยางชะงักงันไปอีกครั้ง สมองของเขาขาวโพลนไปชั่วขณะ
หากการเมินเฉยในตอนแรกคือการเสแสร้ง งั้นสายตาที่เธอมองมาที่เขาในตอนนี้ก็คงจะเป็นความจริงสินะ แววตาที่สงบนิ่งและว่างเปล่าคู่นั้นทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรง
ดวงตาของเธอใสราวกับน้ำในลำธาร คิ้วโก่งสวยรับกับใบหน้า แต่บนใบหน้านั้นกลับปราศจากอารมณ์ความรู้สึกใดๆ ต่อการปรากฏตัวของเขา ไม่มีความแปลกใจ ไม่มีความยินดี และไม่มีแม้แต่ความตื่นเต้นใดๆ ทั้งสิ้น ราวกับว่าเขาก็เป็นแค่คนแปลกหน้าคนหนึ่งที่บังเอิญเดินผ่านเข้ามาในชีวิต
สายตาเช่นนั้นมันทำร้ายความรู้สึกของฟู่หยางยิ่งกว่าการถูกด่าทอหรือแสดงความโกรธเกรี้ยวเสียอีก เขายอมให้เธอเกลียด ยอมให้เธอแค้น หรือแม้แต่จะอาละวาดใส่เขาก็ยังดีกว่าการต้องมาเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าแบบนี้
เขายอมรับว่าไม่เคยรักเธอ แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็เติบโตมาด้วยกันในฐานะเพื่อนเล่นตั้งแต่วัยเยาว์ การที่เขายังรักษาสัญญาหมั้นหมายไว้ได้นานหลายปี ก็เพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์ในอดีต ไม่อยากจะตัดรอนกันอย่างไร้เยื่อใย อย่างน้อยที่สุด มันก็ยังมีความผูกพันในฐานะอื่นนอกเหนือจากความรักหลงเหลืออยู่
แต่ท่าทีของซือเนี่ยนในตอนนี้กลับแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าไม่มีเยื่อใยใดๆ ต่อกันอีกแล้ว เขา...ผู้ชายที่เคยเป็นศูนย์กลางในชีวิตของเธอมาโดยตลอด บัดนี้กลับกลายเป็นอากาศธาตุในสายตาเธอไปเสียแล้ว
ความจริงข้อนี้มันยากเกินกว่าที่ฟู่หยางจะยอมรับได้
ตอนแรกเขาคิดว่าเธอคงจะกำลังน้อยใจเรื่องของหลินซือซืออยู่ แต่ความเฉยเมยที่ฉายชัดอยู่บนใบหน้าของเธอในตอนนี้มันบอกทุกอย่าง แถมยังเจือไปด้วยความรำคาญอีกต่างหาก
หรือว่าจะเป็นเพราะเรื่องเมื่อวานที่เขาเข้าใจเธอผิด? เธอก็เลยยังโกรธเขาอยู่ ซือเนี่ยนก็เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแคบแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เมื่อวานเขาเองก็คาดไม่ถึงว่าหลินซือซือจะกล้าขโมยเงินจำนวนมากขนาดนั้นจริงๆ เขาจึงไม่เชื่อคำพูดของเธอ และเรื่องทั้งหมดมันก็เกิดขึ้นหลังจากที่เธอเพิ่งกลับไป มันก็ไม่แปลกที่เขาจะเข้าใจผิด แต่หลังจากที่รู้ความจริงว่าหลินซือซือทำไปเพื่อต้องการจะขับไล่เธอ เขาก็รู้สึกสงสารเธอจับใจ แต่ดูตอนนี้สิ เธอก็มีชีวิตที่ดีไม่ใช่หรือไง
ซือเนี่ยนขี้เกียจจะต่อบทสนทนาใดๆ ทั้งสิ้น สำหรับฟู่หยางแล้ว นอกจากความหยิ่งยโสและความหลงตัวเองที่น่าหมั่นไส้ เธอก็ไม่ได้รู้สึกเกลียดชังอะไรเขาเป็นพิเศษ อย่างน้อยเขาก็ไม่เคยตามราวีหาเรื่องเธอเหมือนอย่างหลินซือซือ นิสัยหลงตัวเองของเขาก็แค่เรื่องน่ารำคาญที่เธอไม่อยากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยก็เท่านั้น
แต่ถ้าเขาจะมาที่นี่เพื่อพูดแทนหลินซือซือล่ะก็ อย่าหวังว่าเธอจะไว้หน้า
เธอเริ่มเก็บถ้วยชามบนโต๊ะไปพลาง วางแผนในใจว่าจะขนของที่ซื้อมาเมื่อวานกลับบ้านอย่างไรดี โจวเยว่เซินขี่มอเตอร์ไซค์มา คงจะขนของทั้งหมดกลับไปไม่ไหวแน่ๆ เธอซื้อทั้งเสื้อผ้าและของเล่นให้ลูกชายทั้งสองตั้งมากมาย แค่คิดว่าพอกลับไปแล้วเด็กๆ จะดีใจกันขนาดไหน โดยเฉพาะเจ้าสองที่คงจะยิ้มไม่หุบไปทั้งวัน ใบหน้าของซือเนี่ยนก็ปรากฏรอยยิ้มอ่อนโยนขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
เธอยอมรับว่าประหลาดใจที่เห็นฟู่หยางที่นี่ ไม่คิดเลยว่าหลินซือซือจะมีอิทธิพลกับผู้ชายคนนี้ถึงขนาดที่ทำให้เขายอมเสียเวลามาทำเรื่องแบบนี้ได้ แต่ถึงเขาจะเป็นพระเอกของเรื่อง เธอก็ไม่คิดจะให้สิทธิพิเศษใดๆ ทั้งนั้น
"พูดแบบนี้หมายความว่าไง"
ฟู่หยางเห็นเธอไม่สนใจ แถมยังทำท่าเหมือนกำลังฝันกลางวันต่อหน้าเขาอีกต่างหาก ความอดทนของเขาก็ขาดผึง ใบหน้าหล่อเหลาพลันบึ้งตึง เขาทิ้งงานสำคัญเพื่อมาที่นี่ แต่กลับต้องมาเจอท่าทีแบบนี้เนี่ยนะ เวลาของเขามีค่า การที่เขายอมสละมันมาให้เธอ ก็ถือเป็นการให้เกียรติเธอมากพอแล้ว เธอไม่ควรจะทำตัวไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงแบบนี้
"ก็ความหมายตามที่พูดนั่นแหละ หรือฟังไม่เข้าใจ เราสนิทกันมากขนาดนั้นเลยเหรอ"
"นี่เธอ! พูดบ้าอะไร แน่นอนว่าไม่สนิทอยู่แล้ว" ฟู่หยางไม่อยากจะพูดจาหยาบคาย แต่สีหน้าเรียบเฉยของซือเนี่ยนมันกวนประสาทเขาอย่างแรง เขาจึงโพล่งออกไปอย่างลืมตัว "ถ้าพ่อแม่เธอไม่มาอ้อนวอนขอให้ฉันช่วยนะ ฉันไม่มีทางเสียเวลามาหาเธอหรอก"
ซือเนี่ยนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากยกยิ้มหยัน "ก็ในเมื่อไม่สนิทกัน แล้วทำไมฉันต้องคุยกับคุณด้วยล่ะ"
"!!!"
ฟู่หยางหน้าชาไปทั้งแถบ เขายืนนิ่งอึ้งอยู่ตรงนั้นราวกับถูกสาปให้เป็นหิน พูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว
[จบบท]