บทที่ 186: พี่ใหญ่โจวซักเสื้อผ้าให้เมียรัก
ซือเนี่ยนพยักหน้าเบาๆ เป็นเชิงตอบรับว่าเธอจะยอมไว้หน้าให้ จากนั้นจึงลุกขึ้นจูงมือโจวซีเหยาแล้วเดินตามโจวเยว่เซินออกจากสถานีตำรวจไปทันที พวกเขาใช้เวลาอยู่ที่นี่มานานเกินพอแล้ว เรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้ไม่ควรจะมาเสียเวลาด้วยซ้ำ
พอเห็นว่าทั้งหมดเดินลับตาไปแล้ว คุณนายเจิ้งที่กลั้นหายใจมานานก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ถึงเรื่องของหลินซือซือจะยังคาราคาซัง แต่เรื่องของลูกชายตัวดีก็ถือว่าจบลงได้ด้วยดี
เธอมองตามแผ่นหลังของคนทั้งคู่ที่เดินจากไป ผู้ชายคนนั้นรูปร่างสูงใหญ่กำยำ ดูมั่นคงราวกับขุนเขา แค่มองก็รู้สึกได้ถึงความปลอดภัยที่แผ่ออกมา ในอ้อมแขนของเขาอุ้มเด็กน้อยไว้ ส่วนซือเนี่ยนก็เดินอยู่ข้างๆ แม้จะรู้ว่าพวกเขามาจากบ้านนอก แต่ภาพที่เห็นกลับดูเหมาะสมกันอย่างกับอะไรดี ราวกับถูกสร้างมาเพื่อกันและกัน
ก่อนหน้านี้ใครๆ ต่างก็คิดว่าซือเนี่ยนคงจะแต่งงานกับผู้ชายไม่ได้เรื่อง แต่ดูจากตอนนี้แล้ว สามีของเธอไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดเลยสักนิด
คุณนายเจิ้งละสายตาจากคนทั้งคู่แล้วหันกลับมามองลูกชายตัวเองที่ใบหน้าเขียวช้ำ "..."
ตายจริง มัวแต่กังวลเรื่องซือเนี่ยนจนลืมสังเกตไปเลยว่าลูกชายของเธอโดนอัดมาซะน่วมขนาดนี้
ลูกชายของเธอเป็นถึงทหาร แต่ทำไมถึงโดนซ้อมได้เละเทะขนาดนี้ล่ะ หรือว่าเป็นเพราะรู้สึกผิดที่ไปรังแกแม่ลูกเขาเข้าเลยไม่กล้าสู้ คุณนายเจิ้งรู้ฝีมือลูกชายตัวเองดีอยู่แล้ว ยิ่งนึกถึงท่าทีแย่ๆ ที่ฟู่หยางเคยทำกับซือเนี่ยนในอดีตก็ยิ่งมั่นใจว่าความคิดของเธอถูกต้อง
แม้จะสงสารลูกชายจับใจ แต่ความรู้สึกผิดหวังมันมีมากกว่า ตอนนั้นลูกชายเธอไม่ชอบซือเนี่ยนที่คอยตามตอแย จะแสดงท่าทีรำคาญใส่ก็พอเข้าใจได้ แต่ตอนนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว เป็นฝ่ายพวกเขาที่ต้องไปขอความช่วยเหลือจากซือเนี่ยนแท้ๆ แต่เขากลับยังทำตัวแย่ๆ ใส่ แถมยังทำให้ลูกสาวเขาตกใจร้องไห้อีก มันน่าโมโหจริงๆ
เธอทนไม่ไหวจนต้องระเบิดอารมณ์ออกมา "เมื่อก่อนซือเนี่ยนอาจจะทำตัวน่ารำคาญไปบ้าง แต่เด็กคนนั้นก็ไม่เคยคิดร้ายอะไรกับลูกเลยนะ แถมยังดีกับลูกสารพัด ถึงลูกจะไม่ชอบขี้หน้าเขา ก็ไม่ควรฉวยโอกาสตอนที่สามีเขาไม่อยู่ไปรังแกแม่ลูกที่อ่อนแอแบบนั้นไม่ใช่รึไง ลูกเป็นบ้าอะไรไปแล้ว แม่ให้มาช่วยพูดดีๆ แต่ลูกกลับสร้างเรื่องสร้างราวให้ตัวเองเดือดร้อนไปด้วย ยังมีความเป็นลูกผู้ชายอยู่ไหม"
ฟู่หยางหน้าดำเป็นตอตะโก "..."
เขาผิดตรงไหนกัน เขาแค่โมโหไปหน่อยเท่านั้น ยังไม่ได้ลงไม้ลงมืออะไรเลยด้วยซ้ำ แค่เผลอทำเด็กตกใจนิดเดียวก็โดนซ้อมปางตาย แถมยังถูกลากมาสถานีตำรวจ โดนสายตาดูถูกเหยียดหยามจากพวกตำรวจอีก เหมือนเขาเป็นไอ้ชั่วที่ไหนที่ไปรังแกผู้หญิงไม่มีทางสู้
เขายังไม่ได้ทำอะไรซือเนี่ยนเลยสักนิด แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าแม้แต่คนในครอบครัวก็ยังมาโทษเขาอีก ไม่มีใครยอมฟังคำอธิบายของเขาสักคน ให้ตายเถอะ มันน่าเจ็บใจจริงๆ
ฟู่เชียนเชียนที่เพิ่งวิ่งกลับมาหลังจากบอกลาซือเนี่ยนก็จ้องหน้าพี่ชายตาเขม็ง "พี่นี่มันเกินไปจริงๆ นะ ซือเนี่ยนเขาแต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว พี่ยังจะทำเรื่องน่าอายแบบนี้อีก พี่ไม่อาย แต่น้องอายนะ ต่อไปนี้น้องจะเอาหน้าไปเจอซือเนี่ยนได้ยังไง"
ฟู่หยาง: "..."
***
โจวเยว่เซินได้รับผลการตรวจร่างกายของโจวซีเหยาแล้ว คุณหมอแจ้งว่าร่างกายของหนูน้อยแข็งแรงดีทุกอย่าง ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แถมยังดูมีน้ำมีนวลขึ้นกว่าเมื่อไม่กี่เดือนก่อนที่ยังดูขาดสารอาหารอยู่เลยด้วยซ้ำ
ส่วนเรื่องที่ยังพูดไม่ได้นั้น เส้นเสียงของหนูน้อยปกติดีทุกอย่าง สาเหตุน่าจะมาจากการที่ไม่มีใครคอยสอนพูดในช่วงเวลาที่เหมาะสม ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เด็กบางคนถ้าไม่มีคนสอนก็อาจจะพูดไม่ได้จนถึงอายุ 7-8 ขวบเลยทีเดียว
คำพูดของหมอทำให้โจวเยว่เซินตระหนักได้ถึงความผิดพลาดของตัวเอง ที่ผ่านมาเขามัวแต่ทำงานหนัก ไม่ค่อยมีเวลาให้ลูกๆ กลับมาถึงบ้านทีไรพวกเขาก็หลับกันหมดแล้ว ส่วนลูกชายอีกสองคนก็ยังเด็กและมีนิสัยเก็บตัว จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะคอยสอนน้องสาวพูด เขาปล่อยปละละเลยจนพลาดช่วงเวลาสำคัญในการพัฒนาการของลูกไป มันเป็นความผิดของเขาเองจริงๆ
ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นก็ตอนที่ซือเนี่ยนเข้ามาในชีวิตของพวกเขา เธอเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นปัญหานี้และเริ่มสอนให้โจวซีเหยาพูด จนตอนนี้หนูน้อยก็เริ่มพูดคำง่ายๆ ได้บ้างแล้ว
คุณหมอแนะนำให้พวกเขาพยายามพูดคุยและสอนหนูน้อยบ่อยๆ อีกไม่นานก็น่าจะพูดได้เป็นปกติ เมื่อได้ยินดังนั้น ทั้งสองคนก็รู้สึกโล่งใจและเตรียมตัวกลับบ้าน
ซือเนี่ยนกับโจวเยว่เซินมีของที่ซื้อมาเต็มไปหมด โจวเยว่เซินจึงหาเชือกมามัดของทั้งหมดไว้ที่ท้ายรถมอเตอร์ไซค์จนกองพะเนินเหมือนภูเขาลูกย่อมๆ
ซือเนี่ยนมองสามีที่กำลังสาละวนอยู่กับการมัดของ เธอเห็นเขาโยนถุงเสื้อผ้าที่เธอเพิ่งซื้อมาอย่างไม่ใยดี ราวกับว่ามันเป็นแค่กองฟางไร้ค่าก็ไม่ปาน
ซือเนี่ยนเห็นแล้วก็อดปวดใจไม่ได้ "นี่คุณ เบาๆ หน่อยสิคะ ชุดนั้นผ้ามันแพงนะ"
มือที่กำลังง้างเชือกของโจวเยว่เซินชะงักค้างกลางอากาศ เขาหันกลับมามองภรรยา บนใบหน้าคมคายของเขามีรอยแผลถลอกเล็กน้อย ซึ่งกลับยิ่งเสริมให้เขาดูมีเสน่ห์แบบดิบเถื่อนมากขึ้นไปอีก
เขาจ้องมองใบหน้าที่เจือความเจ็บปวดของซือเนี่ยนอยู่ครู่หนึ่ง ดีที่เธอไม่ได้โกรธเขาเรื่องที่ไปชกหน้าฟู่หยาง และก็ไม่ได้คิดจะพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่อีก เขาเบือนหน้าหนีแล้วตอบสั้นๆ
"อืม"
เมื่อเขาจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ซือเนี่ยนก็เดินเข้าไปพร้อมกับหยิบกระดาษทิชชู่ออกมาแล้วกวักมือเรียก "โจวเยว่เซิน ก้มหน้าลงมาหน่อยค่ะ"
โจวเยว่เซินนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะยอมก้มหน้าลงตามคำขอของภรรยาที่กำลังเขย่งปลายเท้าอย่างสุดความสามารถ ซือเนี่ยนค่อยๆ ใช้กระดาษทิชชู่ซับเหงื่อที่ซึมออกมาจากบาดแผลของเขาอย่างแผ่วเบา ถึงแผลจะไม่ลึก แต่ถ้าโดนเหงื่อก็คงจะแสบน่าดู
"ไปหาหมอทำแผลหน่อยไหมคะ" เธอถามด้วยความเป็นห่วง
โจวเยว่เซินรอจนเธอเช็ดแผลให้เสร็จจึงค่อยๆ ยืดตัวขึ้น ลูกกระเดือกของเขาขยับเล็กน้อยก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "แผลแค่นี้เอง ไม่เป็นไรหรอก"
ซือเนี่ยนมองเขาอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าเขาไม่ใส่ใจจริงๆ จึงพยักหน้า "งั้นเรากลับบ้านกันเถอะค่ะ"
ส่วนเรื่องของหลินซือซือนั้น ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนตระกูลซือไปจัดการกันเอง ยังไงซะเงินก็ต้องกลับคืนสู่เจ้าของอยู่แล้ว พวกเขาไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวให้เสียเวลาอีกต่อไป เมื่อมีทั้งพยานและหลักฐานมัดตัวซะขนาดนั้น หลินซือซือคงดิ้นไม่หลุดอย่างแน่นอน
โจวเยว่เซินมองภรรยาที่เอ่ยปากชวนกลับบ้านด้วยกัน
ซือเนี่ยนอุ้มโจวซีเหยาขึ้นนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์โดยมีลูกสาวตัวน้อยอยู่ตรงกลาง ภาพของครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกที่ขี่มอเตอร์ไซค์ห่างออกจากเมืองใหญ่ที่วุ่นวายดูอบอุ่นอย่างประหลาด
เมื่อคืนฝนเพิ่งจะหยุดตกไปหมาดๆ ทำให้ถนนที่มุ่งหน้ากลับหมู่บ้านซึ่งขรุขระเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งเฉอะแฉะและเต็มไปด้วยแอ่งน้ำมากขึ้นไปอีก โจวเยว่เซินรู้สึกได้ถึงวงแขนที่โอบรอบเอวของเขาแน่นขึ้น จึงค่อยๆ ชะลอความเร็วลง แต่ก็ยังไม่วายเจอกับเรื่องไม่คาดฝันจนได้
ขณะที่กำลังเดินทางกลับหมู่บ้าน จู่ๆ ฝนก็เทกระหน่ำลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่พวกเขาต้องมาเจอฝนตกหนักระหว่างทาง
ซือเนี่ยนไม่กลัวว่าตัวเองจะเปียก แต่ของรักของหวงที่เธอเพิ่งซื้อมากับโจวซีเหยาที่กำลังจะเปียกน้ำนี่สิที่ทำให้เธอใจจะขาด โจวเยว่เซินถอดเสื้อนอกของตัวเองคลุมให้ แต่ก็ทำได้แค่ป้องกันฝนให้ลูกสาวเท่านั้น สุดท้ายทั้งสองคนก็กลับมาถึงบ้านในสภาพเปียกมะล่อกมะแล่ก
ทันทีที่ก้าวขาเข้าบ้าน ซือเนี่ยนก็จามออกมาสองครั้งติดๆ กัน เธอขยี้จมูกตัวเองเบาๆ "ฉันจะพาเหยาเหยาไปอาบน้ำก่อนนะคะ"
โจวเยว่เซินเองก็เปียกโชกไปทั้งตัว ผมที่เริ่มยาวขึ้นของเขาเปียกลู่แนบไปกับศีรษะ หยดน้ำเกาะพราวอยู่บนไรผมก่อนจะไหลลงมาตามแนวคิ้วคมเข้ม เสื้อกล้ามที่เปียกชุ่มแนบสนิทไปกับแผงอกกำยำจนเห็นมัดกล้ามเป็นลอนสวย
เขายืนนิ่งอยู่ชั้นล่าง มองตามร่างของซือเนี่ยนที่กำลังอุ้มลูกสาวขึ้นบันไดไปอย่างทุลักทุเล ก่อนจะก้มลงมองกองข้าวของที่วางระเกะระกะอยู่บนพื้น ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นเสื้อผ้าและของเล่นที่เธอตั้งใจเลือกซื้อมาให้ลูกๆ ด้วยความรัก
หากเธอยังอยู่ที่บ้านตระกูลซือ เธอคงไม่ต้องมาตากฝนจนเปียกปอนแบบนี้ แม้ว่าฐานะของเขาจะไม่ได้ย่ำแย่ แต่สำหรับเธอแล้ว มันก็ยังคงเป็นชีวิตที่ลำบากอยู่ดี
โจวเยว่เซินมองตามแผ่นหลังของภรรยาจนลับสายตาไปที่ชั้นสองโดยไม่พูดอะไรสักคำ เขาค่อยๆ ก้มลงหยิบข้าวของที่เปียกน้ำขึ้นมาจัดวางในห้องนั่งเล่นทีละชิ้น แล้วบรรจงใช้ผ้าขนหนูเช็ดทำความสะอาดอย่างเงียบๆ
สำหรับเสื้อผ้าที่เปียกฝน คงมีทางเดียวคือต้องเอาไปซัก
โชคยังดีที่ตอนนี้ฝนหยุดสนิทแล้ว ซือเนี่ยนก็ยังคงขลุกอยู่กับการอาบน้ำสระผม เขาจึงตัดสินใจคว้ากะละมังมาใบหนึ่ง แล้วยกเอาเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มออกไปนอกบ้าน
เขาตักน้ำใส่กะละมังจนเกือบเต็ม ก่อนจะค่อยๆ บรรจงเทผงซักฟอกที่ซือเนี่ยนเพิ่งซื้อมาลงไป เธอเป็นคนพิถีพิถัน แม้แต่ผงซักฟอกก็ยังเลือกยี่ห้อที่ไม่เหมือนใคร ไม่ใช่แบบราคาถูกที่เนื้อหยาบๆ แต่เป็นผงละเอียดที่ให้สัมผัสนุ่มมือ แถมยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ติดมาด้วย
โจวเยว่เซินเทผงซักฟอกลงไปพอประมาณ เขาแยกเอาเสื้อนอกของเด็กๆ ออกไปวางไว้ข้างๆ ก่อนจะหยิบเอาเสื้อผ้าที่ซือเนี่ยนซื้อมาใหม่ใส่ลงไปในกะละมังเป็นอันดับแรก
เสื้อผ้าของเธอดูบอบบางและราคาแพงกว่าใครเพื่อน เนื้อผ้าบางเบาจนแทบจะโปร่งแสง จำเป็นต้องซักอย่างทะนุถนอมก่อนชิ้นอื่น
โจวเยว่เซินก้มหน้าลงมองผ้าเนื้อบางเบาในมือ ก่อนจะเริ่มลงมือขยี้มันอย่างเบามือที่สุดเท่าที่ผู้ชายตัวโตคนหนึ่งจะทำได้ แต่แล้วด้วยความที่ไม่คุ้นชินกับผ้าเนื้อดีราคาแพง หรืออาจจะเพราะเผลอใช้แรงมากไปหน่อย เสียง “แคว่ก” ก็ดังขึ้นมาทำลายความเงียบ
โจวเยว่เซินถึงกับตัวแข็งทื่อ...
ซือเนี่ยนเดินลงมาจากชั้นบนหลังจากจัดการอาบน้ำสระผมจนสบายตัว เธอเพิ่งจะกล่อมโจวซีเหยาจนหลับไปหมาดๆ พอเห็นว่าโจวเยว่เซินยังตัวเปียกโชกอยู่ก็ตั้งใจจะมาไล่ให้เขาไปอาบน้ำเสียที
แต่พอลงมาถึงชั้นล่างกลับไม่เจอใครในห้องนั่งเล่น เธอก็อดแปลกใจไม่ได้ หรือว่าผู้ชายคนนี้จะขยันเกินเหตุ กลับมาถึงบ้านยังไม่ทันหายเหนื่อยก็รีบตรงไปที่ฟาร์มหมูเลยหรือ
ความคิดนั้นยังไม่ทันจางหายไปดี พอเธอเดินมาถึงหน้าประตูบ้าน ภาพที่เห็นก็ทำให้เธอต้องหยุดชะงัก
ร่างสูงใหญ่ของสามีกำลังนั่งขดตัวอยู่บนม้านั่งเตี้ยๆ ที่ดูเล็กไปถนัดตาเมื่อเทียบกับขนาดตัวของเขา ขาที่ยาวและเต็มไปด้วยมัดกล้ามของเขากางออกไปสองข้างอย่างเก้ๆ กังๆ ท่านั่งที่ดูแปลกประหลาดนั้นทำให้เขานั่งตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป
ซือเนี่ยนขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้
“คุณทำอะไรอยู่คะ”
สายตาของเธอค่อยๆ เลื่อนต่ำลง และหยุดอยู่ที่กะละมังซักผ้า ในนั้นคือชุดนอนผ้าไหมเนื้อดีที่เธอเพิ่งจะตกหลุมรักและซื้อมาเมื่อวานนี้
แต่ทว่าตอนนี้ ชุดนอนแสนสวยตัวนั้นกลับอยู่ในกำมือของสามีเธอ...ในสภาพที่มีรูโหว่เบ้อเริ่มเทิ่ม
ซือเนี่ยนถึงกับไปไม่เป็น “?”
โจวเยว่เซินก็พูดอะไรไม่ออกเช่นกัน “...”
…
“อ้าว หนูเนี่ยน กลับมาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”
เสียงทักทายที่ดังขึ้นมาจากทางหน้าบ้านช่วยทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดลงได้ ป้าจางเห็นว่าฝนหยุดตกแล้วจึงรีบออกมาหาหญ้าไปให้หมู พอสะพายตะกร้าเดินออกมาก็เห็นคนทั้งสองยืนอยู่ที่หน้าประตูพอดี เลยตะโกนทักด้วยความดีใจ
สายตาของซือเนี่ยนที่จับจ้องอยู่ที่ชุดนอนตัวโปรดค่อยๆ ละออกมา เธอยิ้มและพยักหน้าให้เพื่อนบ้าน “ค่ะป้าจาง เมื่อวานต้องขอบคุณป้ามากเลยนะคะที่ช่วยดูแลเด็กๆ ให้ เย็นนี้แวะมาทานข้าวที่บ้านฉันนะคะ ฉันซื้อของอร่อยๆ มาเยอะแยะเลย อย่าลืมพาสือโถวมาด้วยล่ะ”
ป้าจางทำหน้าเกรงใจ “โอ๊ย จะพูดให้มันมากความไปทำไมกัน เนื้อที่พ่อหนุ่มโจวเอามาให้คราวก่อนยังกินไม่หมดเลย จะให้ไปรบกวนที่บ้านเธออีกได้ยังไงกัน เพื่อนบ้านกัน ช่วยเหลือกันเล็กๆ น้อยๆ มันเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว เจ้าสองแฝดนั่นก็เป็นเด็กดี ช่วยฉันให้อาหารหมูด้วยซ้ำไป ปกติหนูก็ดูแลเอาใจใส่เจ้าสือโถวลูกป้าดีจะตายไป ไม่ต้องมาเกรงอกเกรงใจกันหรอก”
พูดพลางสายตาของป้าจางก็เหลือบไปเห็นผ้าในมือของโจวเยว่เซินเข้าพอดี สายตาของป้าจางเฉียบคมไม่ใช่เล่น แค่เหลือบมองแวบเดียวก็รู้ทันทีว่าผ้าที่อยู่ในมือนั่นเป็นเสื้อผ้าของผู้หญิงแน่นอน และในบ้านหลังนี้ก็มีซือเนี่ยนเป็นผู้หญิงอยู่แค่คนเดียว ดังนั้น... นี่หัวหน้าโจวกำลังซักเสื้อผ้าให้เมียอยู่น่ะสิ
แหม ช่างเป็นผู้ชายที่น่ารักน่าเอ็นดูอะไรอย่างนี้
ในหมู่บ้านนี้จะมีผู้ชายสักกี่คนที่ยอมทำอะไรแบบนี้ให้เมียตัวเอง อย่าว่าแต่ซักเสื้อผ้าเลย แค่ให้ลุกขึ้นมาทำกับข้าวก็บ่นกันยังกับจะขาดใจตายอยู่แล้ว
ตอนแรกเธอนึกว่าคนเก่งกาจที่มุ่งมั่นแต่จะทำงานหาเงินอย่างโจวเยว่เซินจะไม่สนใจเรื่องหยุมหยิมพวกนี้เสียอีก ขนาดลูกๆ ของตัวเองเขายังฝึกให้ซักเสื้อผ้าเองตั้งแต่อายุไม่เท่าไหร่เลย แต่ตอนนี้กลับมานั่งหลังขดหลังแข็งซักเสื้อผ้าให้เมียตัวเอง เห็นแล้วมันน่าอิจฉาจริงๆ
ป้าจางส่งสายตาล้อเลียนไปให้คนทั้งคู่ ก่อนจะรีบขอตัวไปเก็บหญ้าหมูต่อเพราะกลัวว่าฝนจะตกลงมาอีกรอบ
ซือเนี่ยนยิ้มบางๆ แล้วพยักหน้าตอบรับ
พอคล้อยหลังป้าจางไป ทั้งสองคนก็พูดขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“ผมไม่ได้ตั้งใจ”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
ซือเนี่ยน: “...”
โจวเยว่เซิน: “...”
บรรยากาศกลับมาน่าอึดอัดอีกครั้งอย่างน่าประหลาด จนแม้แต่เจ้าต้าหวงที่นอนหลับอยู่ตรงมุมห้องยังต้องลืมตาขึ้นมามองอย่างงงๆ ว่าเจ้านายของมันกำลังเล่นอะไรกันอยู่
โจวเยว่เซินกระแอมเบาๆ เพื่อทำลายความเงียบ ชายที่ดูสุขุมเยือกเย็นอยู่เสมอ เวลานี้กลับพูดจาติดๆ ขัดๆ อย่างไม่น่าเชื่อ
“ขอโทษด้วยนะ ผมแค่เห็นว่ามันเปียกฝน เลยอยากจะช่วยซักให้”
ซือเนี่ยนเป็นคนรักความสะอาด เสื้อผ้าใหม่ทุกตัวจะต้องผ่านการซักและตากแดดให้แห้งสนิทก่อนเธอถึงจะยอมใส่ โจวเยว่เซินรู้ดีจึงตั้งใจจะซักให้
ซือเนี่ยนไม่คิดเลยว่าเขาจะใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ขนาดนี้ ในใจก็พลันรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด
แต่ก็น่าเสียดายอยู่ดี ชุดนอนผ้าไหมตัวนั้นทั้งแพงและเป็นแบบที่เธอชอบมาก มันเป็นแบบเดียวกับที่ดาราคนโปรดของเธอใส่เลยนะ จะว่าไปแล้วแฟชั่นในเมืองยุคนี้ก็ใช่ย่อยเหมือนกัน ชุดกระโปรงแต่ละแบบทันสมัยจนไม่น่าเชื่อ ต่อให้เอาไปใส่ในยุคอนาคตก็รับรองว่าต้องฮิตติดลมบนแน่นอน สีเขียวอะโวคาโดแบบนี้ยิ่งช่วยขับผิวให้ดูขาวสว่างขึ้นไปอีก เธอถึงกับนึกภาพตัวเองตอนใส่ชุดนี้ออกแล้วแท้ๆ แต่สุดท้ายมันก็มาจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของสามีเธอ
นี่เขาต้องใช้แรงมหาศาลขนาดไหนกันถึงฉีกผ้าไหมขาดได้เนี่ย บางทีเรื่องบางอย่างก็สมควรแล้วที่จะให้ผู้หญิงเป็นคนทำ
ซือเนี่ยนถอนหายใจออกมาเบาๆ โดยไม่รู้ตัว แต่เสียงถอนหายใจเพียงแผ่วเบานั้นกลับทำให้ชายหนุ่มที่รู้สึกผิดเป็นทุนเดิมอยู่แล้วถึงกับหลังแข็งทื่อ
เขาก้มลงมองผ้าเนื้อนิ่มในมือ ผ้าไหมเนื้อดีแบบนี้ต่อให้เอาไปเย็บซ่อมยังไงก็ไม่มีทางกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้
ความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่โจวเยว่เซินอย่างหนักหน่วง วันนี้เขาทำให้เธอต้องตากฝนไม่พอ ยังมาทำเสื้อผ้าตัวใหม่ของเธอพังอีก ชั่วขณะหนึ่งเขารู้สึกว่าตัวเองช่างไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย ชายที่เคยเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม เพิ่งจะได้ลิ้มรสความรู้สึกสงสัยในความสามารถของตัวเองเป็นครั้งแรก
ซือเนี่ยนเห็นท่าทางห่อเหี่ยวของเขาก็ใจอ่อนยวบ เธอจะไปโกรธเขาลงได้ยังไงกัน ในเมื่อเขากำลังนั่งตัวเปียกโชก เสื้อกล้ามแนบติดไปกับแผ่นหลัง แต่สิ่งแรกที่เขาทำกลับไม่ใช่การไปอาบน้ำให้ตัวเอง แต่เป็นการมานั่งซักเสื้อผ้าให้เธอ
หัวใจของเธอแทบจะละลายอยู่แล้ว
“โจวเยว่เซิน ไม่เป็นไรจริงๆ ค่ะ มันก็แค่เสื้อผ้าตัวเดียวเอง”
โจวเยว่เซินนิ่งเงียบไปนาน ก่อนจะขานรับในลำคอเบาๆ “อืม”
***
หลังจากอาบน้ำเสร็จ โจวเยว่เซินก็ตรงไปที่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ทันที
เสื้อผ้าใหม่ถูกนำไปตากไว้ที่ราวหน้าบ้าน ของเล่นที่ซื้อมาก็ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย โชคยังดีที่ของกินไม่โดนฝน แค่เช็ดทำความสะอาดนิดหน่อยก็ใช้ได้แล้ว
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนถึงช่วงบ่าย
ซือเนี่ยนเริ่มรู้สึกหิวจึงเดินเข้าครัวไปหาอะไรทำ เธอปอกมันฝรั่งสองสามหัวแล้วซอยเป็นเส้นบางๆ คลุกเคล้ากับแป้งสาลีเล็กน้อยก่อนจะนำลงไปทอดในกระทะที่ใส่น้ำมันหมูไว้จนร้อนจัด
ไม่นานกลิ่นหอมของน้ำมันหมูก็ฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งห้องครัว เธอทอดจนเส้นมันฝรั่งกลายเป็นสีเหลืองทองน่ารับประทานจึงค่อยตักขึ้นจากกระทะ
แพนเค้กมันฝรั่งทอดกรอบรูปทรงสี่เหลี่ยม ทั้งกรอบทั้งหอม เป็นของว่างที่เธอชอบกินมาตั้งแต่สมัยก่อน ยิ่งโรยหน้าด้วยพริกไทยห้าเครื่องเทศรสเด็ดเข้าไปอีกยิ่งอร่อยจนหยุดไม่ได้ มันคือหนึ่งในสตรีทฟู้ดยอดนิยมของเมืองหนึ่งในอนาคตเลยทีเดียว
โจวเจ๋อตงกับโจวเจ๋อหานสองพี่น้องพอเลิกเรียนปุ๊บก็รีบวิ่งกลับบ้านทันที ระหว่างทางกลับเด็กน้อยทั้งสองยังแวะเก็บผักป่ามาได้อีกไม่น้อย ในมือของพวกเขายังมีผลไม้ป่ากำโตๆ อยู่อีกด้วย
พอเห็นควันไฟลอยอ้อยอิ่งออกมาจากปล่องไฟที่บ้าน โจวเจ๋อหานก็ถึงกับตาโตเป็นไข่ห่าน เขาไม่สนใจจะคุยกับพี่ชายอีกต่อไป แต่กลับวิ่งพรวดเข้าบ้านราวกับเครื่องบินเจ็ต “พี่ครับ คุณแม่กลับมาแล้ว คืนนี้เราจะได้กินของอร่อยๆ กันแล้ว”
ยังไม่ทันจะก้าวขาเข้าบ้านดี กลิ่นหอมก็โชยมาเตะจมูกเข้าอย่างจัง มันเป็นกลิ่นหอมที่มีแต่ฝีมือของคุณแม่เท่านั้นที่จะทำได้
โจวเจ๋อตงเหลือบมองน้องชาย “แล้วเมื่อคืนที่กินไปมันไม่อร่อยรึไง”
เจ้าเด็กตะกละโจวเจ๋อหานที่น้ำลายสอจนแทบจะหยดแหมะอยู่แล้ว พอได้ยินพี่ชายถามแบบนั้นก็หัวเราะแห้งๆ “พี่ครับ ผมไม่ได้หมายความว่าฝีมือทำกับข้าวของพี่ไม่อร่อยนะ”
โจวเจ๋อตงถึงกับพูดไม่ออก “...”
[จบบท]