บทที่ 188: พลังงานล้นเหลือ
ซือเนี่ยนค่อยๆ ปรือตาขึ้นมา แสงแดดยามเช้าที่ส่องลอดหน้าต่างเข้ามาทำให้เธอต้องกระพริบตาถี่ๆ ก่อนจะปรับโฟกัสได้ แต่แล้วภาพที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้เธอต้องขยี้ตาตัวเองอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ ราวกับว่าสมองยังประมวลผลไม่ทัน หรือบางทีอาจจะเป็นแค่ฝันไป
แต่ไม่ว่าเธอจะเพ่งมองกี่ครั้ง สิ่งที่แขวนเด่นอยู่ตรงราวตากผ้านอกระเบียงก็ยังคงเป็นภาพเดิม
มันคือชุดกระโปรงตัวเดียวกับที่เธอเพิ่งควักเงินซื้อมาเมื่อวานไม่มีผิดเพี้ยน ทุกอย่างเหมือนกันหมด ทั้งเนื้อผ้า ทั้งการตัดเย็บ ต่างกันก็แค่สีสันเท่านั้น
เรื่องแบบนี้มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน ซือเนี่ยนเกิดคำถามขึ้นในใจ ก่อนที่ความสงสัยจะแปรเปลี่ยนเป็นความตระหนก เธอรีบพลิกตัวลงจากเตียงแล้ววิ่งลงไปชั้นล่างทันที แต่สิ่งที่พบกลับเป็นเพียงความว่างเปล่า บรรยากาศภายในบ้านเงียบเชียบ ไฟทุกดวงถูกปิดสนิท
ป่านนี้แล้ว โจวเยว่เซินคงกลับไปง่วนอยู่กับงานที่ฟาร์มหมูตามเคย
ถ้าไม่ใช่เพราะชุดกระโปรงตัวนั้นที่ยังคงแกว่งไกวท้าทายสายลมอยู่ด้านนอก ซือเนี่ยนคงปักใจเชื่อไปแล้วว่าเมื่อคืนสามีของเธอไม่ได้กลับมานอนที่บ้านเลยด้วยซ้ำ
แต่พอคิดอีกทีมันก็มีบางอย่างไม่สมเหตุสมผล ถ้าเขากลับมาจริงๆ ทำไมเธอถึงไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย ปกติแล้วเธอไม่ใช่คนหลับลึกขนาดนั้น แค่มีเสียงกุกกักเบาๆ ก็มักจะตื่นแล้ว แต่นี่กลับหลับสนิทจนเช้า นั่นก็หมายความได้อย่างเดียวว่าถึงเขาจะกลับมา แต่ก็คงไม่ได้ขึ้นมานอนพักผ่อนบนเตียงสินะ
ตารางงานของเขาเมื่อวานก็แน่นเอี๊ยด พอกลับมาถึงบ้านได้ไม่ทันไรก็ต้องรีบไปจัดการธุระที่ฟาร์มหมูต่อทันที ถ้าจะหาเวลาเข้าเมืองจริงๆ ก็คงต้องรอให้เคลียร์งานตอนกลางคืนเสร็จเรียบร้อยเสียก่อน
ซึ่งนั่นก็หมายความว่าผู้ชายคนนี้ยอมสละเวลาพักผ่อนของตัวเอง ขับรถฝ่าความมืดเข้าไปในเมืองอีกรอบ เพียงเพื่อจะซื้อชุดกระโปรงตัวใหม่มาทดแทนตัวที่เธอทำเสียไปอย่างนั้นเหรอ
ความคิดนั้นทำให้ซือเนี่ยนยืนนิ่งราวกับถูกสาป
เธอมีชีวิตอยู่บนโลกนี้มานานพอสมควร ถ้านับรวมชีวิตก่อนที่จะเข้ามาอยู่ในนิยายเรื่องนี้ด้วยก็ถือว่าเกือบสองชาติแล้ว แต่กลับไม่เคยมีใครทุ่มเทและใส่ใจเธอได้ถึงขนาดนี้มาก่อนเลยสักคน
การยอมอดหลับอดนอนทั้งคืนเพื่อของเพียงชิ้นเดียวมันเป็นอะไรที่เกินความคาดหมายไปมาก หากเรื่องราวแบบนี้ไปเกิดขึ้นกับคนอื่นในยุคที่เธอจากมา ป่านนี้คงโดนเพื่อนๆ แซวจนหูชาไปแล้วว่าเป็นพวก ‘คลั่งรัก’ ตัวพ่อ
เมื่อก่อนเธอออกจะหมั่นไส้คนประเภทนี้อยู่ไม่น้อย แต่พอมาเจอกับตัวเองแบบนี้แล้วกลับพูดไม่ออก ความรู้สึกบางอย่างมันจุกอยู่ที่อก
โจวเยว่เซินอาจจะไม่ใช่ผู้ชายปากหวานหรือแสดงความรู้สึกเก่งกาจ แต่ทุกการกระทำของเขามันชัดเจนเสียยิ่งกว่าคำพูดนับพันคำ
จะว่าเขาฉลาดก็ไม่เชิง เพราะคนฉลาดที่ไหนกันจะยอมอดนอนขับรถไปไกลขนาดนั้นเพื่อชุดนอนแค่ตัวเดียว แต่จะหาว่าเขาโง่ก็ไม่ได้ เพราะทั้งความสามารถในการทำงานและการหาเงินของเขาก็เป็นที่ประจักษ์แก่ทุกคน
ซือเนี่ยนยอมรับกับตัวเองอย่างตรงไปตรงมาว่าที่ผ่านมาเธอเองก็ยังกั๊กๆ ความรู้สึกไว้เสมอ ไม่ได้เปิดใจให้เขาอย่างเต็มร้อย พยายามใช้เหตุผลนำหน้าความรู้สึกมาโดยตลอด
แต่เมื่อผู้ชายคนหนึ่งยอมทำเพื่อเธอได้ถึงขนาดนี้ ในฐานะของผู้หญิงคนหนึ่งแล้ว มันยากเหลือเกินที่จะไม่หวั่นไหว
บางทีความรักอาจทำให้คนเรารู้สึกว่าสิ่งที่ทำไปมันยังดีไม่พอ ในตอนนี้หัวใจของเธอจึงเปี่ยมล้นไปด้วยความรู้สึกผิด เธอไม่อยากเป็นฝ่ายรับอยู่เพียงด้านเดียวอีกต่อไป
หลายวันที่ผ่านมาโจวเยว่เซินต้องคอยตามประกบดูแลเธอไม่ห่างก็คงเหนื่อยสายตัวแทบขาดแล้ว นี่ยังมาอดนอนทั้งคืนอีก ต่อให้ร่างกายแข็งแรงแค่ไหน แต่ด้วยวัยที่แตะเลขสามเข้าไปแล้ว หากยังหักโหมแบบนี้ต่อไป มีหวังได้ล้มป่วยลงสักวันแน่ๆ
ไม่ได้การแล้ว เธอต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อบำรุงร่างกายให้เขาสักหน่อย ว่าแล้วก็นึกขึ้นได้ว่ายังมีเก๋ากี้กับหัวมันที่ซื้อเก็บไว้ในครัวอยู่พอดี เมื่อคิดได้ดังนั้นซือเนี่ยนก็หมดสิ้นความง่วงเป็นปลิดทิ้ง เธอรีบตรงไปยังห้องครัวทันทีเพื่อรื้อค้นวัตถุดิบที่เก็บตุนไว้ ถ้าเริ่มตั้งไฟตุ๋นตั้งแต่ตอนนี้ ก็น่าจะเปื่อยได้ที่ทันมื้อกลางวันพอดี
เธอจัดการนำถั่วเหลืองมาล้างให้สะอาด จากนั้นก็หยิบขาหมูรมควันที่เป็นของขึ้นชื่อของคนชนบทออกมาจัดการ
ขาหมูรมควันอาจจะไม่ได้นุ่มละมุนลิ้นเหมือนขาหมูสดๆ แต่เนื้อสัมผัสที่เหนียวหนึบหนับกำลังดีกับกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์คือสิ่งที่มัดใจเหล่าพ่อบ้านได้อยู่หมัด ไม่ว่าจะนำไปผัดหรือตุ๋นก็อร่อยเหาะทั้งนั้น และเมนูที่ซือเนี่ยนตั้งใจจะทำในวันนี้ก็คือ ‘ขาหมูตุ๋นถั่วเหลือง’ นั่นเอง
ขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบอาจจะดูยุ่งยากไปสักหน่อย โดยเฉพาะการล้างขาหมูที่ผ่านการหมักเกลือมาอย่างเข้มข้น ต้องล้างแล้วล้างอีกหลายๆ รอบ ไม่อย่างนั้นน้ำซุปที่ได้คงจะเค็มจนทานไม่ได้
เธอเริ่มจากการนำขาหมูไปย่างไฟอ่อนๆ จนหนังด้านนอกเริ่มไหม้เกรียม จากนั้นจึงนำไปขัดล้างในน้ำร้อนเพื่อขจัดคราบดำออกให้หมดจด ก่อนจะใช้มีดปังตอเล่มใหญ่ที่สุดในบ้านออกแรงสับมันออกเป็นสองท่อนอย่างทุลักทุเล
ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากหั่นให้มันเล็กลงกว่านี้ แต่ด้วยพละกำลังที่มีอยู่อย่างจำกัด การสับให้ขาดออกจากกันได้ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว
เมื่อล้างจนสะอาดดีแล้ว เธอก็นำมันไปต้มในน้ำเดือดพร้อมกับใส่ขิง ต้นหอม และกระเทียมลงไปเพื่อดับกลิ่นคาว ก่อนจะตักขึ้นมาใส่หม้อตุ๋นใบใหญ่
เนื่องจากเนื้อหมูมีความเค็มในตัวอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องปรุงรสอะไรเพิ่มเติม แค่ตุ๋นด้วยไฟอ่อนๆ ไปเรื่อยๆ ความหอมหวานจากธรรมชาติก็จะค่อยๆ ซึมซาบออกมาเอง
ซือเนี่ยนปิดฝาหม้อแล้วปล่อยให้มันทำหน้าที่ของตัวเองไป ก่อนจะเดินขึ้นไปชั้นบนเพื่อดูลูกๆ
เธอแง้มประตูห้องของเด็กๆ เข้าไปอย่างเงียบเชียบ ช่วงนี้โจวซีเหยาย้ายมานอนกับพี่ชายทั้งสอง และก็เป็นไปตามคาด เจ้าตัวเล็กตื่นนอนเรียบร้อยแล้ว
ในขณะที่พี่ชายทั้งสองยังคงหลับสนิทเพราะวันนี้เป็นวันหยุดไม่ต้องไปโรงเรียน โดยเฉพาะโจวเจ๋อหานที่ถึงแม้จะตัวเล็กนิดเดียวแต่กลับนอนกรนเสียงดังสนั่นห้องจนซือเนี่ยนอดขำไม่ได้ ส่วนโจวเจ๋อตงนั้นนอนหลับเงียบกริบสมกับเป็นพี่ใหญ่ผู้สุขุม
เจ้าก้อนแป้งตัวน้อยคงจะหิวมาก เธอนั่งกอดขวดนมเปล่าๆ ของตัวเองแล้วออกแรงดูดอย่างสุดกำลัง เส้นผมนุ่มสลวยที่ตอนนี้ยุ่งเหยิงไปหมดเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อจนแนบไปกับใบหน้า
ถึงจะตื่นแล้วเจ้าตัวก็ไม่ได้ส่งเสียงดังรบกวนการนอนของพี่ๆ เลยสักนิด นั่งรออย่างสงบเสงี่ยมอยู่บนเตียง จนกระทั่งเห็นซือเนี่ยนเดินเข้ามานั่นแหละ ดวงตากลมโตคู่นั้นก็พลันเป็นประกายขึ้นมาทันที
เธอลุกขึ้นนั่งตัวตรง ชูขวดนมในมือเล็กๆ ขึ้นสูงพลางส่งเสียงอ้อน "แม่ขา...หมดแล้ว"
"จ้าๆ เดี๋ยวแม่ไปเตรียมของอร่อยๆ ให้นะคะ" ซือเนี่ยนเดินเข้าไปอุ้มลูกสาวตัวน้อยขึ้นมาแนบอก การเคลื่อนไหวของเธอเป็นไปอย่างนุ่มนวลที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนการพักผ่อนของลูกชายทั้งสอง
เนื่องจากวันนี้เด็กๆ อยู่กันพร้อมหน้า ซือเนี่ยนจึงเตรียมอาหารเช้าง่ายๆ อย่างโจ๊กและไข่ต้มไว้ให้ ส่วนของโจวซีเหยาก็มีนมผงอุ่นๆ เพิ่มมาอีกหนึ่งขวด แต่ในขณะที่แม่ลูกกำลังนั่งทานอาหารเช้ากันอยู่เพลินๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
ซือเนี่ยนลุกไปเปิดประตูก็พบกับสือโถวที่ยืนทำตาแป๋วรออยู่หน้าบ้าน สภาพของเด็กชายดูเหมือนเพิ่งจะตื่นนอน ผมเผ้ายุ่งเหยิง ที่หางตายังมีคราบขี้ตาติดอยู่ เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ดูจะตัวใหญ่เกินไป แถมยังใส่แค่รองเท้าฟางเก่าๆ จนเห็นนิ้วเท้าโผล่ออกมา
พอเห็นว่าเป็นซือเนี่ยน ดวงตาของสือโถวก็เบิกกว้างขึ้นอย่างดีใจ "น้าครับ! น้ากลับมาแล้วเหรอครับ"
เขาคงจะได้กลิ่นหอมฉุยของอาหารที่ลอยออกมาจากในครัวตั้งแต่ตอนแปรงฟันเป็นแน่ และคงจะเดาได้ในทันทีว่าเจ้าของฝีมือการทำอาหารเลิศรสนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากน้าซือเนี่ยนคนสวย เมื่อคิดได้ดังนั้นก็ไม่รอช้า รีบวิ่งแจ้นมาหาถึงที่
"สือโถวเองเหรอ เข้ามาสิจ๊ะ มาเล่นกับน้องในบ้านเร็ว กินข้าวเช้ามาหรือยังเรา" ซือเนี่ยนยิ้มพลางเปิดประตูให้กว้างขึ้น
เด็กชายตอบกลับอย่างหนักแน่น "กินแล้วครับน้า" ก่อนจะเสริมประโยคเด็ดตามมา "แต่ว่าผมยังกินไม่ค่อยอิ่มเลยครับ"
คำตอบซื่อๆ ของเด็กน้อยทำเอาซือเนี่ยนหลุดหัวเราะออกมา เธอลูบหัวเขาเบาๆ ด้วยความเอ็นดู "ได้เลย งั้นเข้ามาในบ้าน เดี๋ยวน้าหาของอร่อยๆ ให้กินเพิ่ม"
ว่าแล้วเธอก็จูงมือสือโถวเข้ามาในบ้าน พอเห็นโจวซีเหยานั่งกินโจ๊กอยู่บนเก้าอี้เตี้ยๆ เด็กชายก็รีบปล่อยมือแล้ววิ่งเข้าไปหาทันที
"น้องเหยาเหยาดูนี่สิ พี่มีของดีมาฝากด้วยนะ" พูดจบเขาก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงหยิบเอาผลไม้ป่าสีสันสดใสสองสามลูกออกมาอวดน้องสาว
ในจังหวะนั้นเอง โจวเจ๋อตงกับโจวเจ๋อหานที่ตื่นนอนเพราะทนกลิ่นหอมยั่วน้ำลายของอาหารไม่ไหวก็เดินลงบันไดมาพอดี ภาพที่เห็นคือสือโถวกำลังยื่นผลไม้ป่าที่ดูไม่ค่อยสะอาดนักให้น้องสาวสุดที่รักของพวกเขากิน
หากเป็นสถานการณ์ปกติ สองพี่น้องคงไม่ว่าอะไร แถมยังอาจจะรู้สึกดีกับสือโถวด้วยซ้ำที่คอยนึกถึงและแบ่งปันของดีๆ ให้น้องสาวของพวกเขาเสมอ แต่หลังจากเหตุการณ์เมื่อวานแล้ว โจวเจ๋อหานกลับรีบวิ่งลงมาห้ามน้องสาวทันที
"ไม่ได้นะ! น้องจะกินของแบบนั้นไม่ได้ เดี๋ยวท้องก็มีพยาธิหรอก"
สือโถวสะดุ้งเล็กน้อยกับเสียงห้ามนั้น "พยาธิเหรอ ทำไมถึงจะมีพยาธิได้ล่ะ" เขารีบชูผลไม้ในมือขึ้นมาให้ดูเป็นหลักฐาน "นี่มันผลไม้ป่านะครับพี่รอง เมื่อก่อนพี่ก็เคยกิน ไม่เห็นจะมีพยาธิเลย"
โจวเจ๋อหานกอดอกมองอย่างผู้รู้ "คุณแม่บอกว่าห้ามเก็บผลไม้ป่ากินเอง แล้วก็ต้องล้างมือก่อนกินข้าวทุกครั้งด้วย ถ้าไม่รักษาความสะอาด ในท้องก็จะมีพยาธิเต็มไปหมดเหมือนที่สือโถวเคยเป็นนั่นแหละ"
เด็กชายชี้ไปที่เพื่อนบ้านตัวน้อย "นายไม่รักความสะอาดขนาดนี้ ในท้องของนายต้องมีพยาธิอยู่แน่ๆ เลย"
คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของโจวเจ๋อหานกลับสร้างแรงสั่นสะเทือนในใจของสือโถวได้อย่างมหาศาล ภาพความทรงจำอันเลวร้ายในอดีตย้อนกลับมาฉายชัดในหัวอีกครั้ง
...ภาพของพยาธิตัวยาวน่าเกลียดน่ากลัวที่เคยอาศัยอยู่ในท้องของเขา ความเจ็บปวดทรมานจนกินข้าวไม่ลง และรสชาติขมปร่าของยาที่ต้องกล้ำกลืนฝืนทนกินเข้าไป ความกลัวระลอกใหม่ถาโถมเข้าใส่จนเด็กชายตัวแข็งทื่อ ก่อนจะปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น
"ฮือๆๆ ผมมีพยาธิเหรอ ในท้องผมมีพยาธิอีกแล้วเหรอพี่รอง แบบนี้ผมก็ต้องตายแน่ๆ เลยใช่ไหม ฮือๆๆ"
เสียงร้องไห้จ้าทำให้ซือเนี่ยนต้องรีบละมือจากงานในครัวแล้วออกมาดูทันที พอเห็นสือโถวยืนปาดน้ำตาป้อยๆ ด้วยใบหน้าเศร้าสร้อยก็อดถามด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ "เกิดอะไรขึ้นจ๊ะ ทำไมสือโถวถึงร้องไห้เสียงดังขนาดนี้"
โจวเจ๋อหานรีบวิ่งเข้าไปเกาะขาซือเนี่ยนแล้วชี้แจงแถลงไขทันที "คุณแม่ครับ ผมเปล่าแกล้งสือโถวนะครับ แต่สือโถวเขาไม่รักษาความสะอาด ในท้องก็ต้องมีพยาธิแน่ๆ ผมก็เลยบอกเขาไป เขาก็เลยกลัวจนร้องไห้ครับ"
พูดจบเจ้าตัวก็เงยหน้าขึ้นถามด้วยความไม่แน่ใจ
"คุณแม่ครับ...ในท้องของผมจะไม่มีพยาธิใช่ไหมครับ"
แววตาของเด็กชายเต็มไปด้วยความกังวล เขายังไม่อยากตายตอนนี้ เขายังมีภารกิจสำคัญในการหาเงินมาเลี้ยงดูคุณแม่และน้องสาวสุดที่รักอยู่นะ
ซือเนี่ยนเห็นท่าทางจริงจังของลูกชายแล้วก็อดขำไม่ได้ แต่ก็ต้องรีบเข้าไปไกล่เกลี่ยสถานการณ์ "โอ๋ๆ เด็กโง่ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะต้องมีพยาธิในท้องซะหน่อยจ้ะ แค่เรารู้จักรักษาความสะอาด ล้างมือก่อนกินข้าวทุกครั้ง แค่นี้เจ้าพยาธิตัวร้ายก็ไม่มายุ่งกับเราแล้ว"
ว่าแล้วก็หันไปปลอบเด็กชายข้างบ้าน "สือโถวไม่ต้องร้องนะ พี่รองเขาแค่ล้อเล่นเฉยๆ"
สือโถวที่ยังคงสะอึกสะอื้นเงยหน้าขึ้นมองเธอด้วยดวงตาแดงก่ำ "จริงเหรอครับน้า ในท้องของผมไม่มีพยาธิจริงๆ ใช่ไหมครับ"
คำถามนั้นทำให้ซือเนี่ยนถึงกับไปไม่เป็น เมื่อกวาดตามองสภาพมอมแมมของเด็กชายตรงหน้าแล้ว เธอก็ไม่กล้าที่จะตอบรับอย่างเต็มปากเต็มคำเท่าไหร่นัก เด็กในวัยนี้กับปัญหาเรื่องพยาธิถือเป็นของคู่กันในสังคมชนบท โชคดีที่ลูกชายทั้งสองของเธอค่อนข้างจะรักความสะอาดอยู่บ้าง แต่สำหรับสือโถวแล้ว...
เธอไอออกมาเบาๆ เพื่อกลบเกลื่อนความกระอักกระอ่วน "เอ่อ...ถึงจะมีก็ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ เดี๋ยวนี้เขามียาดีแล้ว กินแป๊บเดียวก็หายเป็นปกติแล้วล่ะ ที่สำคัญคือต่อไปนี้สือโถวต้องจำไว้นะว่าจะต้องรักษาความสะอาดอยู่เสมอ แล้วมันก็จะไม่กลับมาเป็นอีก"
สือโถวที่เชื่อมั่นในตัวซือเนี่ยนอย่างเต็มเปี่ยมรีบพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนใหม่ที่รักความสะอาดให้จงได้
กว่าขาหมูตุ๋นถั่วเหลืองจะเปื่อยนุ่มได้ที่ก็ล่วงเลยมาถึงตอนเที่ยงวันพอดี เด็กๆ พากันออกไปวิ่งเล่นข้างนอกนานแล้ว
ซือเนี่ยนเห็นว่าเป็นวันหยุดที่หาได้ยากจึงปล่อยให้ลูกชายทั้งสองพาน้องสาวออกไปเปิดหูเปิดตาบ้าง
ส่วนสือโถวหลังจากได้รับคำแนะนำจากซือเนี่ยนแล้วก็รีบวิ่งกลับบ้านไปร้องแรกแหกกระเชอขออาบน้ำทันที ทำเอาผู้เป็นย่าถึงกับตกอกตกใจยกใหญ่ นึกแปลกใจว่าเหตุใดวันนี้หลานชายที่ปกติซุกซนเป็นลิงถึงได้ลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองรักความสะอาดขึ้นมาได้
ซือเนี่ยนบรรจงหั่นเนื้อขาหมูเป็นชิ้นพอดีคำ จัดแจงใส่ปิ่นโตเพื่อเตรียมนำไปส่งให้โจวเยว่เซินที่ฟาร์ม เธอยังไม่ลืมที่จะทำน้ำจิ้มรสเด็ดใส่ถ้วยเล็กๆ ไปด้วย แม้ตัวเองจะกินเผ็ดไม่เก่งแต่ก็อดไม่ได้ที่จะต้องขอชิมสักหน่อยเพื่อความชุ่มชื่นหัวใจ
ด้วยความที่เธอก็ยังไม่ได้ทานมื้อเที่ยงเช่นกันจึงตักเผื่อไปค่อนข้างเยอะ กะว่าจะไปนั่งทานเป็นเพื่อนเขาที่นั่นเลย ปล่อยให้ทานข้าวคนเดียวคงจะเหงาน่าดู เธอเลาะกระดูกชิ้นโตๆ ไว้ให้เจ้าต้าหวงสองสามชิ้น ก่อนจะคว้ากุญแจแล้วเดินออกจากบ้านไป
ระยะทางจากบ้านไปถึงฟาร์มหมูใช้เวลาเดินไม่ถึง 10 นาทีเท่านั้น ไม่นานซือเนี่ยนก็มาถึงที่หมาย บรรยากาศภายในฟาร์มดูคึกคัก เหล่าคนงานกำลังนั่งล้อมวงทานอาหารกลางวันกันอย่างเอร็ดอร่อย แต่ในกลุ่มคนเหล่านั้นกลับไร้เงาของโจวเยว่เซิน
"พี่สะใภ้! เอาข้าวมาส่งให้หัวหน้าเหรอครับ" หนึ่งในคนงานเอ่ยทักขึ้นอย่างคุ้นเคย
"วันนี้กับข้าวดูน่ากินจังเลยนะครับ หัวหน้าโชคดีจริงๆ" อีกคนกล่าวเสริม
ซือเนี่ยนยิ้มรับอย่างเป็นมิตร "แล้วเขาไปไหนเสียล่ะคะ"
"หัวหน้าพักอยู่ในออฟฟิศน่ะครับ อ้อ! เมื่อกี๊ผมเห็นเด็กๆ เข้าไปหาเขาด้วยนะ พี่ลองเข้าไปดูสิครับ น่าจะยังอยู่กันครบ"
ซือเนี่ยนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยอย่างแปลกใจ ก่อนจะเบนเข็มตรงไปยังห้องทำงานของสามีทันที และยังไม่ทันที่จะก้าวเท้าเข้าไปถึงด้านใน เสียงเจื้อยแจ้วอันคุ้นเคยของลูกชายคนรองก็ดังลอดออกมาเสียก่อน
"...คุณแม่บอกว่าเด็กคนไหนไม่รักความสะอาด ในท้องก็จะมีพยาธิเต็มไปหมดเลยครับคุณพ่อ น่ากลัวมากๆ เลยนะครับ แล้วคุณแม่ก็บอกอีกว่าต้องกินยา พอกินยาเข้าไปแล้วพยาธิมันก็จะออกมาเอง ตัวมันยาวมากๆ เลยนะครับ เมื่อก่อนสือโถวก็เคยเป็น เขาบอกว่าปวดท้องมากด้วย คุณพ่อครับ ต่อไปนี้ผมจะล้างมือก่อนกินข้าวทุกครั้ง คุณพ่อก็ต้องล้างด้วยนะครับ เราต้องรักษาความสะอาด ไม่อย่างนั้นถ้ามีพยาธิแล้วจะปวดท้องมากๆ เลยนะครับ"
โจวเจ๋อหานกำลังยืนบรรยายสรรพคุณของพยาธิให้ผู้เป็นพ่อฟังอย่างออกรสออกชาติ โดยมีโจวซีเหยาที่นั่งอยู่บนเตียงข้างๆ คอยพยักหน้าหงึกๆ ประกอบอย่างรู้งาน ถึงแม้จะยังไม่เข้าใจเนื้อหาทั้งหมดก็ตาม
โจวเยว่เซินนั่งฟังเรื่องราวจากลูกชายด้วยความสงบ เขารู้ดีว่าปัญหาเรื่องพยาธิเป็นเรื่องปกติสำหรับเด็กในชนบท ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร ถึงอย่างนั้นคนส่วนใหญ่ก็มักจะมองข้ามไปเพราะคิดว่าเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยที่กินยาเม็ดเดียวก็หาย
แต่สำหรับลูกๆ ของเขาแล้ว ด้วยการดูแลเอาใจใส่ของซือเนี่ยนทำให้พวกเขาค่อนข้างจะรักความสะอาดกว่าเด็กคนอื่น จึงไม่เคยประสบปัญหานี้เลยสักครั้ง และยิ่งโตขึ้นก็ยิ่งได้รับการปลูกฝังเรื่องสุขอนามัยมากขึ้น โอกาสที่จะเกิดเรื่องแบบนั้นจึงแทบไม่มีเลย
เขารับฟังเรื่องราวทั้งหมดด้วยความตั้งใจก่อนจะพยักหน้าเบาๆ แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"พ่อเข้าใจแล้ว"
สิ้นเสียงของเขา ประตูก็ถูกเคาะเบาๆ ก่อนที่ร่างของซือเนี่ยนจะปรากฏขึ้นพร้อมกับปิ่นโตในมือ
"คุณแม่! คุณแม่มาแล้ว!" โจวเจ๋อหานร้องขึ้นอย่างดีใจ ความสนใจทั้งหมดถูกเบี่ยงเบนมาที่ผู้มาใหม่ทันที
เขาเล่าว่าตอนเช้าหลังจากที่คุณแม่อนุญาตให้ออกมาเล่นข้างนอก พวกเขาก็ไม่รู้จะไปไหนเพราะไม่มีเพื่อนในหมู่บ้าน สุดท้ายเลยตัดสินใจมาดูหมูน้อยที่ฟาร์มแทน
โจวเยว่เซินลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงเข้ามาหาเธอ เขายื่นมือไปรับปิ่นโตที่ดูหนักอึ้งในมือของเธอมาถือไว้เอง ก่อนจะจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเธอ "มาแล้วเหรอ"
สายตาของเขาทำให้ซือเนี่ยนหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ภาพของชุดกระโปรงตัวใหม่เมื่อเช้าแวบเข้ามาในหัว แต่การจะพูดคุยเรื่องนี้ต่อหน้าเด็กๆ ก็ดูจะไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก เธอจึงทำได้เพียงพยักหน้าแล้วเปลี่ยนเรื่องคุย "ค่ะ ฉันตุ๋นขาหมูมาให้ แล้วก็มีกับข้าวอีกสองสามอย่าง คุณคงหิวแล้วใช่ไหมคะ"
"อืม ลำบากคุณแล้ว"
ซือเนี่ยนลอบสังเกตสีหน้าท่าทางของเขาแล้วก็ต้องทึ่งในใจ แม้จะรู้ว่าเมื่อคืนเขาไม่ได้นอนเลยทั้งคืน แต่สภาพของเขากลับดูสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ไม่มีร่องรอยของความอ่อนเพลียให้เห็นเลยแม้แต่น้อย ช่างแตกต่างจากเธอลิบลับที่ถ้าวันไหนนอนดึกเกินตีสอง วันรุ่งขึ้นก็จะกลายร่างเป็นซอมบี้หน้าเหลืองทันที
เมื่อก่อนเธอเคยคิดว่าเรื่องราวในนิยายที่พระเอกเป็นประธานบริษัทแล้วป่วยเป็นโรคนอนไม่หลับแต่ยังคงความหล่อเนี้ยบไว้ได้ตลอดเวลานั้นเป็นเรื่องที่เหลวไหลสิ้นดี แต่ตอนนี้เธอเชื่อสนิทใจแล้ว
"คุณแม่ครับ ผมก็อยากกินด้วย" ความคิดของซือเนี่ยนสะดุดลงเมื่อถูกแรงกระตุกเบาๆ ที่ชายเสื้อ เจ้าของแรงนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นโจวเจ๋อหานที่กำลังทำตาแป๋วมองมาที่ปิ่นโตในมือของพ่ออย่างไม่วางตา
ซือเนี่ยนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเธอตักอาหารมาเผื่อแค่ตัวเองกับสามีเท่านั้น แต่ตอนนี้กลับมีสมาชิกตัวน้อยเพิ่มขึ้นมาอีกตั้งสามคน
[จบบท]