บทที่ 189: ชื่อเสียงของหัวหน้าที่ป่นปี้
ซือเนี่ยนยิ้มรับคำของลูกชายอย่างอ่อนโยน เธอโน้มตัวลงไปใช้ฝ่ามือลูบกลุ่มผมนุ่มของเขาเบาๆ “พวกหนูกินกันไปก่อนเลย เดี๋ยวแม่กลับไปที่บ้านเอาอาหารมาเพิ่มให้ เราจะได้อยู่กินข้าวเที่ยงเป็นเพื่อนคุณพ่อที่นี่กัน ดีไหมจ๊ะ”
โจวเยว่เซินที่กำลังง่วนอยู่กับการเก็บเอกสารบนโต๊ะทำงานก็เดินเข้ามาหาทุกคนทันที “พวกคุณกินกันที่นี่แหละ ผมจะกลับไปเอง”
ถึงแม้อาหารที่ซือเนี่ยนห่อมาจะดูมีปริมาณไม่น้อย แต่เมื่อเทียบกับจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้นมาอีกสามคนแล้วก็อาจจะไม่เพียงพอ โจวเยว่เซินคงทนไม่ได้หากต้องปล่อยให้ลูกๆ ทั้งสามมองเขากินข้าวตาปริบๆ และที่สำคัญเขาไม่อยากให้ภรรยาต้องเหนื่อยวิ่งกลับไปกลับมาอีกรอบ
ความคิดของเธอนั้นดีมาก และเด็กๆ เองก็ดูจะตื่นเต้นและตั้งตารอคอยเป็นพิเศษ การที่จะได้นั่งล้อมวงกินข้าวเที่ยงกับเขาที่ทำงานแบบนี้เป็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิต
ในวันธรรมดาทั่วไป โจวเยว่เซินมักจะนั่งกินข้าวคนเดียวเงียบๆ ที่นี่เสมอ เมื่อกินเสร็จก็กลับไปทำงานต่อ หรือไม่ก็หาเวลาพักสายตาสักครู่ เขาคุ้นชินกับกิจวัตรที่ซ้ำซากจำเจเช่นนี้มานานแล้ว การที่มีภรรยาและลูกๆ มาอยู่ด้วย กลับทำให้หัวใจของเขาได้สัมผัสกับความรู้สึกบางอย่างที่แตกต่างออกไปจากชีวิตอันแสนน่าเบื่อหน่ายที่ผ่านมา
ซือเนี่ยนรีบหันไปมองหน้าสามี “อย่าเลยค่ะ ฉันไปเองดีกว่า คุณทำงานเหนื่อยมาทั้งวันแล้วนะคะ”
“คุณแม่ครับ เดี๋ยวผมไปเอง” โจวเจ๋อตงเสนอตัวขึ้นมา ตอนแรกเขากะจะบอกว่าตัวเองไม่กินก็ได้ แต่ก็รู้ดีว่าพ่อกับแม่คงไม่ยอมปล่อยให้เขายืนมองท่านทั้งสองกินข้าวเฉยๆ แน่ ในฐานะลูกชายคนโตของบ้าน โจวเจ๋อตงรู้สึกว่านี่คือหน้าที่ที่เขาควรจะแบ่งเบาภาระจากพ่อแม่
คุณพ่อทำงานหนักมาทุกวัน ส่วนคุณแม่ก็ต้องคอยดูแลทุกคนในบ้าน เขาจะทำตัวเป็นภาระนั่งรอให้ใครต่อใครกลับไปเอาอาหารมาให้ได้อย่างไร
เมื่อพูดจบ เขาก็ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใหญ่ทั้งสองได้ทัดทาน รีบวิ่งออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
โจวเจ๋อหานเหลือบมองแผ่นหลังของพี่ชายสลับกับใบหน้าของพ่อและแม่ ก่อนจะตัดสินใจวิ่งตามออกไปอีกคน “พี่ครับ รอผมด้วย ผมไปด้วย”
โจวเจ๋อตงที่เพิ่งจะวิ่งออกจากประตูไปได้ไม่ไกลนัก ก็ถูกน้องชายวิ่งตามมาทัน
“พี่ครับ เราไปด้วยกันนะ รีบวิ่งหน่อย จะได้กลับมากินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากับคุณพ่อคุณแม่”
ปกติพวกเขาจะกินข้าวกันที่บ้าน แต่วันนี้จะได้มากินข้าวกับพ่อแม่ที่ฟาร์มหมู แค่คิดโจวเจ๋อหานก็รู้สึกตื่นเต้นและมองว่าเป็นเรื่องที่แปลกใหม่สำหรับเขาแล้ว
เด็กน้อยจึงเร่งฝีเท้าวิ่งสุดกำลัง แม้จะตัวเล็กกว่าโจวเจ๋อตง แต่ความเร็วของเขากลับดูจะนำหน้าไปหนึ่งก้าวเสมอ เขาทั้งวิ่งทั้งพูดไปด้วยแต่กลับไม่มีอาการหอบให้เห็นเลยแม้แต่น้อย
ซือเนี่ยนมองภาพเด็กชายสองคนที่กำลังวิ่งแข่งกันออกไป ก่อนจะหันมาสบตากับโจวเยว่เซิน ทั้งสองทำได้เพียงส่งยิ้มให้กันอย่างจนใจ
เธอเปิดปิ่นโตออกและจัดเรียงอาหารอย่างเป็นระเบียบบนโต๊ะทำงานของเขา มีซุปหนึ่งอย่าง ผัดผักสองอย่าง และข้าวสวยอีกสองถ้วย
ในน้ำซุปสีขาวนวลเต็มไปด้วยเนื้อหมูสามชั้นที่ถูกจัดเรียงไว้อย่างสวยงาม แทรกด้วยมันเทศที่ตุ๋นจนเปื่อยนุ่ม บนผิวซุปมีหยดน้ำมันเล็กๆ และเมล็ดเก๋ากี้สีแดงสดลอยอยู่ แค่เพียงได้เห็นก็ชวนให้น้ำลายสอและอยากอาหารขึ้นมา
ซือเนี่ยนเลื่อนชามซุปไปวางไว้ตรงหน้าโจวเยว่เซิน พอดีกับที่เขามองมาสบตาเธอเข้าพอดี “โจวเยว่เซินคะ เมื่อคืนคุณแทบไม่ได้พักผ่อนเลย ดื่มซุปนี่เยอะๆ นะคะ จะได้บำรุงร่างกาย”
แต่ยังไม่ทันที่ซือเนี่ยนจะพูดจบประโยคดี ก็มีกลุ่มคนเดินเข้ามาหยุดอยู่ที่หน้าประตู เธอหันไปมองก็พบว่าเป็นอวี๋ตงและคนงานอีกสองสามคนกำลังยืนถือเนื้อสดอยู่ในมือ
ไม่ได้พักผ่อน? ดื่มซุปเยอะๆ? บำรุงร่างกาย?
กลุ่มคนที่ยืนออกันอยู่หน้าประตูถึงกับชะงักงันไปตามๆ กัน ทุกสายตาจับจ้องไปที่ซุปชามนั้นสลับกับใบหน้าของหัวหน้าที่พวกเขาเคารพยำเกรง นี่พวกเขากำลังพูดถึงหัวหน้าโจวคนเดียวกับที่ทุกคนรู้จักอยู่จริงๆ หรือ
เมื่อซือเนี่ยนเห็นว่าทุกคนเอาแต่ยืนเงียบ ก็เลยลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย “ฉันอยู่ตรงนี้ พวกคุณเลยคุยธุระกันไม่สะดวกหรือเปล่าคะ”
อวี๋ตงและกลุ่มคนงานต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก และท่ามกลางบรรยากาศที่แสนจะน่าอึดอัดนี้ อวี๋ตงก็ถูกใครบางคนดันออกมาข้างหน้า
เขายังไม่ทันได้ตั้งตัว พอรู้ตัวอีกทีก็ต้องมาเผชิญหน้ากับสายตาของคนทั้งสอง อวี๋ตงถึงกับต้องกัดฟันกรอดอยู่ในใจ ไอ้พวกเด็กเวรเอ๊ย
ชายหนุ่มทำได้เพียงส่งยิ้มแห้งๆ กลับไป “ไม่ ไม่ใช่ครับพี่สะใภ้ พี่สะใภ้อยู่ที่นี่ก็ดีแล้วครับ”
เมื่อพูดจบ เขาก็ลอบมองโจวเยว่เซินด้วยหางตา เหงื่อเย็นๆ เริ่มผุดขึ้นมาเต็มหน้าผาก บ้าเอ๊ย ทำไมทุกครั้งเขาต้องมาปรากฏตัวในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสมแบบนี้ด้วยนะ เขาเกือบลืมเรื่องนี้ไปสนิทแล้วเชียว ไม่คิดว่าพี่สะใภ้จะหยิบยกขึ้นมาพูดอีกครั้ง แถมยังต่อหน้าคนอื่นๆ อีก เกียรติภูมิและบารมีที่หัวหน้าอุตส่าห์สั่งสมมาทั้งชีวิต ต้องมาพังทลายลงในวันนี้
เขาปาดเหงื่อที่ไหลอยู่บนหน้าผาก “พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ เนื้อพวกนี้เป็นส่วนที่ผมตั้งใจเก็บไว้ให้เป็นพิเศษสำหรับวันนี้ พี่ใหญ่บอกผมไม่ใช่เหรอว่าพี่สะใภ้กับป้าหลินจะทำเนื้อตุ๋นพะโล้ พอดีพี่สะใภ้มา ผมก็เลยคิดว่าจะเอามาให้ดูว่าปริมาณเท่านี้จะพอไหม ถ้าไม่พอพรุ่งนี้ผมจะได้เก็บไว้ให้เยอะหน่อย แล้วจะเอาไปส่งให้ถึงที่บ้านเลย”
ซือเนี่ยนกวาดตามองเนื้อในมือของพวกเขาแวบหนึ่ง ซึ่งล้วนแต่เป็นพวกไส้ใหญ่ ขาหมู หู และหางหมูทั้งสิ้น ชิ้นส่วนเหล่านี้ไม่ค่อยเป็นที่นิยมนักเพราะมีเนื้ออยู่น้อย แต่กลับเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศสำหรับนำไปทำเนื้อตุ๋นพะโล้
เธอพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะสังเกตเห็นว่าในมือของคนอื่นๆ ก็มีเนื้ออยู่เช่นกัน จึงเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย “แล้วเนื้อพวกนั้นล่ะคะ”
คนอื่นๆ ที่เพิ่งจะดึงสติกลับมาได้จากประโยคเด็ดของซือเนี่ยนที่ว่าหัวหน้าของพวกเขา ‘ร่างกายไม่ไหว’ ในหัวของทุกคนยังคงมีแต่คำว่า ‘อะไรนะ หัวหน้าของเราไม่ไหวเหรอ’ วนเวียนอยู่
ที่แท้หัวหน้าก็แอบบำรุงร่างกายอยู่ลับหลังนี่เอง รูปร่างภายนอกที่ดูแข็งแกร่งกำยำ แท้จริงแล้วเป็นแค่ภาพลวงตา ถึงขั้นต้องพึ่งซุปบำรุงกันแล้วเชียวหรือ
มิน่าล่ะ เวลาพี่สะใภ้ทำอาหารจะต้องมีซุปมาด้วยเสมอ และมิน่าล่ะที่หัวหน้าชอบแอบกินข้าวคนเดียวเงียบๆ ในห้องทำงาน ที่แท้ก็เพื่อปกปิดความจริงที่ว่าเขา ‘ไม่ไหว’ แล้วนี่เอง
แต่ถึงจะไม่ไหวแล้ว หัวหน้าก็ยังอุตส่าห์โหมงานหนักทั้งคืน ผลก็เลยเป็นอย่างที่เห็น ร่างกายถึงได้อ่อนเพลียลง แต่พี่สะใภ้ก็ช่างเป็นคนดีจริงๆ ไม่เพียงแต่จะไม่รังเกียจ แต่ยังอุตส่าห์ต้มซุปบำรุงร่างกายให้สามีอีก น่าอิจฉาจริงๆ
อวี๋ตงเห็นท่าไม่ดีจึงกระแอมออกมาเสียงดัง
กลุ่มคนงานถึงได้สติและหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที “พี่สะใภ้ครับ พอดีได้ยินมาว่าเนื้อตุ๋นพะโล้ฝีมือพี่สะใภ้อร่อยมาก พวกเราก็เลยซื้อเนื้อกันมาเองนิดหน่อย ไม่ทราบว่าตอนที่พี่สะใภ้ทำ จะพอจะช่วยทำส่วนของพวกเราเผื่อไปด้วยได้ไหมครับ แต่ถ้าไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรนะครับ”
ซือเนี่ยนนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะหันไปมองโจวเยว่เซิน
ชายหนุ่มยังคงมีใบหน้าที่เรียบเฉย แต่กลับตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา “อยากกินก็กลับไปทำกันเอง ภรรยาฉันไม่ได้มีหน้าที่มาทำอาหารให้พวกนาย”
ทุกคนถึงกับรู้สึกชาวาบไปทั้งตัว หรือจะเป็นเพราะเมื่อครู่พวกเขาบังเอิญได้ยินเรื่องที่พี่สะใภ้จะทำซุปบำรุงร่างกายให้หัวหน้าเข้า หัวหน้าก็เลยโกรธ
กลุ่มคนงานตกใจจนตัวสั่นรีบยืนตัวตรงแหน่ว “หัวหน้าพูดถูกครับ พวกเราผิดไปแล้วจริงๆ”
“หัวหน้าครับ เมื่อกี้นี้พวกเราไม่ได้ยินอะไรเลยนะครับ ไม่ได้ยินจริงๆ”
เมื่อพูดจบ กลุ่มคนงานก็รีบหอบหิ้วเนื้อของตัวเองวิ่งหนีหายไปภายใต้สายตาอันน่าเกรงขามของโจวเยว่เซิน
อวี๋ตง: “…”
เขายิ้มอย่างเจื่อนๆ “เอ่อ ฮ่าๆๆๆ ผมเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังมีธุระต้องไปทำ พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ งั้นผมขอตัวก่อนนะ”
พูดจบเขาก็รีบคว้าห่อเนื้อแล้ววิ่งตามคนอื่นๆ ออกไปอย่างรวดเร็ว
อุตส่าห์ตั้งใจจะมาขอข้าวเที่ยงกินด้วยแท้ๆ ก็เพราะไอ้พวกเด็กเวรนั่นแหละที่ดึงดันจะตามมาด้วยให้ได้ คราวนี้เป็นไงล่ะ ชื่อเสียงของหัวหน้าป่นปี้หมดแล้ว
ตอนแรกที่เขาเห็นลูกชายทั้งสองของหัวหน้าวิ่งออกไป ก็นึกว่าซือเนี่ยนกลับไปแล้ว ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่กล้าเดินดุ่มๆ เข้ามาแบบนี้หรอก ก็จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของเขา ตราบใดที่พี่สะใภ้มาที่นี่เมื่อไหร่ เป็นต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับเขาทุกที
คราวนี้ล่ะดีเลย ข่าวที่ว่าหัวหน้า ‘ไม่ไหว’ ต้องแพร่สะพัดไปทั่วทั้งฟาร์มหมูแน่ แล้วความพยายามทั้งหมดที่เขาทำมามันเพื่ออะไรกัน
ที่จริงแล้วซือเนี่ยนก็ไม่ค่อยอยากจะตอบตกลงเท่าไหร่นัก ถึงแม้การทำเนื้อตุ๋นพะโล้จะไม่ใช่เรื่องยาก แต่ถ้าเธอช่วยคนหนึ่งแล้ว คนอื่นๆ ก็จะตามมาขอความช่วยเหลืออีกเรื่อยๆ ถึงตอนนั้นเธอก็คงปฏิเสธได้ลำบาก เรื่องที่ต้องหาความลำบากใส่ตัวแบบนี้ เธอไม่ทำเด็ดขาด
แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าโจวเยว่เซินและลูกน้องของเขา การที่จะปฏิเสธไปตรงๆ ก็ดูจะเป็นการไม่ไว้หน้าสามี เธอจึงเลือกที่จะโยนอำนาจการตัดสินใจทั้งหมดไปให้เขาแทน
โชคดีที่ผู้ชายคนนี้ก็ไม่ใช่คนที่จะยอมใครง่ายๆ อยู่แล้ว อย่างไรเสียเขาก็ไม่กลัวที่จะต้องไปขัดใจใคร
“ไม่ต้องไปสนใจพวกเขาหรอก กินข้าวกันเถอะ” โจวเยว่เซินละสายตาจากประตูแล้วหันมามองเธอ
ซือเนี่ยนพยักหน้ารับ “ค่ะ”
ไม่นานนัก โจวเจ๋อตงกับโจวเจ๋อหานก็ถือปิ่นโตใบเล็กของตัวเองกลับมาถึงพอดี
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารของครอบครัวทั้งห้าดำเนินไปอย่างเรียบง่ายและอบอุ่นเช่นเคย
หลังจากที่มื้ออาหารสิ้นสุดลง เด็กชายทั้งสองก็รีบลุกขึ้นเก็บถ้วยชามของตัวเองแล้วแยกย้ายกลับบ้านไปก่อน
น้ำจิ้มพริกสูตรพิเศษที่ซือเนี่ยนปรุงในวันนี้มีกลิ่นหอมเตะจมูกและรสชาติเผ็ดร้อนถึงใจ แม้เธอจะไม่ใช่คนที่กินเผ็ดเก่งนักแต่ก็อดใจไม่ไหวทุกที ตอนนี้ความเผ็ดร้อนก็ทำเอาเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นมาตามขมับ เธอสูดปากซี้ดซ้าดไม่หยุด
โจวเยว่เซินเหลือบมองภรรยา ริมฝีปากอวบอิ่มของเธอแดงระเรื่อและดูจะเจ่อขึ้นเล็กน้อยเพราะรสเผ็ดจัดจ้าน ยิ่งขับให้ดูสดใสราวกับดอกซากุระที่กำลังเบ่งบานเต็มที่
เขาเบือนสายตาไปทางอื่น คว้าขวดน้ำที่วางอยู่ใกล้ๆ เปิดฝาแล้วยื่นส่งให้เธอ
“กินเผ็ดไม่ได้คราวหลังก็กินให้น้อยลงหน่อย ไม่ดีต่อกระเพาะ”
ซือเนี่ยนรับขวดน้ำมาดื่มรวดเดียว พอได้ยินคำพูดของเขาก็แย้งขึ้นมาอย่างไม่ยอมแพ้ “ฉันกินได้น่า”
ถึงแม้ภายนอกจะดูเหมือนว่าเธอเผ็ดจนทนไม่ไหว แต่จริงๆ แล้วมันยังอยู่ในระดับที่เธอรับมือได้สบายมาก หากชีวิตนี้ต้องกินแต่อาหารรสจืดชืดเหมือนสามีของเธอแล้วล่ะก็ จะไปหาความสนุกจากที่ไหนได้อีก
สำหรับซือเนี่ยนแล้ว โลกที่ปราศจากรสเผ็ดร้อนก็เหมือนโลกที่ไม่สมบูรณ์แบบ เพียงแต่ร่างกายนี้อาจจะบอบบางเกินไปสักหน่อยเท่านั้น
ทว่าเมื่อเธอเงยหน้าขึ้น ก็สบเข้ากับสายตาที่ไม่เข้าใจของโจวเยว่เซิน เห็นไหมล่ะ คนที่ไม่กินเผ็ดไม่มีวันเข้าใจจิตวิญญาณของคนที่รักรสเผ็ดได้หรอก
“โจวเยว่เซิน คุณไม่เคยลองกินของเผ็ดๆ เลยใช่ไหมคะ”
ชายหนุ่มที่กำลังเช็ดทำความสะอาดโต๊ะอยู่ถึงกับชะงักมือไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมามองหน้าเธอ
โดยปกติแล้วเขาเป็นคนกินอาหารรสจืด ไม่ค่อยโปรดปรานอาหารรสจัดเท่าไหร่นัก เวลาที่ซือเนี่ยนทำอาหาร เธอก็มักจะคำนึงถึงลูกๆ อยู่เสมอ จึงใส่พริกในปริมาณที่น้อยมาก ซึ่งเป็นระดับที่เขาสามารถกินได้อย่างไม่มีปัญหา
แต่เขาก็ยังไม่ค่อยเข้าใจพฤติกรรมของภรรยาอยู่ดี ที่ไม่ว่าจะกินเนื้ออะไรก็ต้องจิ้มน้ำจิ้มพริกเสมอ เผ็ดร้อนจนเหงื่อไหลไคลย้อยขนาดนั้นแล้วก็ยังจะกินต่อ เขาไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจเสียทีเดียว เพียงแต่เป็นห่วงว่ามันจะไม่ดีต่อสุขภาพของเธอ หากกินมากเกินไปอาจจะทำให้ปวดท้องได้
เขาจึงพยักหน้ายอมรับแต่โดยดี
ซือเนี่ยนเผยรอยยิ้มที่สดใสราวกับดอกไม้แรกแย้ม เธอใช้นิ้วกวักเรียกเขาเบาๆ
แม้จะไม่ค่อยเข้าใจความหมายของการกระทำนั้น แต่โจวเยว่เซินก็ยอมเดินเข้าไปหาแต่โดยดี
เพียงชั่วพริบตา สองแขนเรียวขาวของซือเนี่ยนก็เอื้อมขึ้นมาโอบรอบลำคอของเขา ดวงตาคู่สวยช้อนมองขึ้นอย่างมีความหมาย
“โจวเยว่เซิน มาจูบกันไหมคะ ฉันเพิ่งดื่มน้ำบ้วนปากไปเองนะ”
โจวเยว่เซินนิ่งไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบจ้องมองเธอไม่วางตา
“อืม”
ซือเนี่ยนโน้มคอของชายหนุ่มลงมา เขย่งปลายเท้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อประทับริมฝีปากของตัวเองลงบนริมฝีปากบางของเขา ก่อนจะสอดปลายลิ้นเข้าไปทักทายอย่างหยอกเย้า
ระหว่างที่ริมฝีปากและลิ้นกำลังพัวพันกันอย่างดูดดื่ม ลมหายใจอุ่นร้อนก็แผ่ซ่านไปทั่วโพรงปากของคนทั้งสอง
คิ้วเข้มของโจวเยว่เซินขมวดเข้าหากันอย่างรวดเร็วจนสังเกตได้
ซือเนี่ยนกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะค่อยๆ ถอนริมฝีปากออก
ซี้ด! เผ็ด...
ริมฝีปากของโจวเยว่เซินร้อนผ่าว ความรู้สึกเผ็ดร้อนราวกับมีไฟลุกโชนอยู่ในปาก เขาคว้าขวดน้ำที่เธอวางไว้ข้างๆ มากรอกเข้าปากอย่างรวดเร็ว
ซือเนี่ยนมองท่าทีลนลานที่หาดูได้ยากของสามีแล้วก็เผลอหลุดหัวเราะออกมา
“เป็นไงคะ ตื่นเต้นเร้าใจไหมล่ะ พอจะเข้าใจความรู้สึกของคนที่ชอบกินเผ็ดหรือยัง”
โจวเยว่เซิน: “...”
วันต่อมา
ซือเนี่ยนเดินทางไปยังบ้านตระกูลหลิน
เนื้อหมูสดถูกจัดส่งไปล่วงหน้าแล้ว เธอจึงขี่จักรยานโดยมีโจวซีเหยานั่งซ้อนท้าย และไม่ลืมที่จะห่อเครื่องเทศสำหรับทำเนื้อตุ๋นพะโล้ติดมือไปด้วย
แม้ว่าเธอจะเคยเปรยเรื่องนี้กับครอบครัวไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่เพราะเหตุการณ์ที่แม่หลินถูกทำร้ายร่างกาย ทำให้แผนทุกอย่างต้องหยุดชะงักและยังไม่มีโอกาสได้เริ่มต้น
เมื่อสองวันก่อนแม่หลินเพิ่งจะออกจากโรงพยาบาล แต่เพราะเธอต้องไปร่วมงานแต่งงานของหลินซือซือ จึงไม่ได้ไปรับท่านด้วยตัวเอง ท่านคงจะได้พักฟื้นจนอาการดีขึ้นมากแล้ว
ซือเนี่ยนตั้งใจว่าจะรีบดำเนินการเรื่องธุรกิจเนื้อตุ๋นพะโล้ให้เป็นรูปเป็นร่างโดยเร็วที่สุด เพื่อที่จะได้หาเงินก้อนโตทันก่อนช่วงเทศกาลปีใหม่ จะได้ให้ครอบครัวของแม่หลินได้เฉลิมฉลองปีใหม่อย่างสุขสบายเสียที
เรื่องของหลินซือซือแม้จะยังอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย แต่ก็ไม่ต่างอะไรกับการดิ้นรนเฮือกสุดท้ายของคนใกล้ตาย โดยรวมแล้วถือว่าเรื่องราวจบลงไปหนึ่งเปลาะ
ลำดับต่อไปซือเนี่ยนจะต้องเตรียมตัวสำหรับเรื่องการไปเรียนแล้ว เมื่อเปิดเทอมหลังปีใหม่ เธอก็จะไม่มีเวลาว่างมาคอยสอนใครทำอาหารอีก
ถึงแม้แม่หลินจะออกจากโรงพยาบาลแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีการจัดงานเลี้ยงอะไรเป็นพิเศษ ในสังคมชนบท บาดแผลเพียงเท่านี้ไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร พักผ่อนไม่นานก็หายดี ไม่มีความจำเป็นต้องสิ้นเปลืองจัดงานเลี้ยงฉลองให้วุ่นวาย
ยิ่งไปกว่านั้น บรรยากาศภายในหมู่บ้านตระกูลหลินในช่วงนี้ก็ดูจะแปลกประหลาดไปจากเดิม
ทันทีที่ซือเนี่ยนปั่นจักรยานเข้ามาในหมู่บ้าน เสียงซุบซิบนินทาก็ดังขึ้นมาจากทุกทิศทุกทาง เป็นที่แน่ชัดว่าทุกคนยังคงไม่เข้าใจการกระทำของครอบครัวพ่อหลินที่ทำให้ลูกชายของลุงใหญ่หลินต้องถูกจับเข้าคุก
ชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างก็มองว่าครอบครัวของพ่อหลินทำเกินกว่าเหตุไปมาก ต้องไม่ลืมว่าลุงใหญ่หลินมีลูกชายเพียงคนเดียว การติดคุกในยุคสมัยนี้ส่งผลกระทบไปถึงสามชั่วอายุคน ไม่ใช่เรื่องที่จะนำมาล้อเล่นได้เลย มันคือการทำลายอนาคตของทั้งครอบครัวอย่างร้ายแรง
หากทั้งสองครอบครัวเป็นเพียงคนอื่นไกล หรือมาจากคนละหมู่บ้าน การที่เรื่องราวจะบานปลายไปถึงขั้นนั้นก็อาจจะยังพอทำความเข้าใจได้ แต่นี่กลับเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน แถมยังเป็นญาติสนิทที่มีสายเลือดเดียวกันอีกด้วย
การกระทำที่ยอมหักหาญกับญาติพี่น้องเพื่อความถูกต้องเช่นนี้เป็นสิ่งที่หลายคนยอมรับไม่ได้ ดังนั้นเมื่อซือเนี่ยนมาถึงหมู่บ้านในวันนี้ บรรดาชาวบ้านที่เคยให้การต้อนรับเธออย่างอบอุ่นก่อนหน้านี้ บัดนี้กลับมองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
พอเธอเดินคล้อยหลังไป กลุ่มชาวบ้านก็รีบจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรส หลายคนปักใจเชื่อไปแล้วว่าเป็นเพราะครอบครัวของพ่อหลินเริ่มมีฐานะร่ำรวยขึ้น จึงกลัวว่าครอบครัวของพี่ชายคนโตจะมาแย่งส่วนแบ่งทางธุรกิจไป ถึงได้ตัดสินใจทำอะไรอย่างเด็ดขาดถึงเพียงนี้
พอมีเงินมีทองเข้าหน่อยก็เริ่มดูถูกญาติพี่น้องที่ยากจนกว่า ในสายตาของพวกเขา นี่คือพฤติกรรมของคนอกตัญญู ส่งผลให้ครอบครัวของพ่อหลินต้องตกเป็นเป้าสายตาและถูกชี้นิ้วนินทาไปทั่วทั้งหมู่บ้านในช่วงนี้
ซือเนี่ยนเข้าใจความคิดของคนเหล่านี้ดี เธอจึงไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร ถ้าคนพวกนี้ไม่นินทาสิถึงจะน่าแปลก เรื่องทำนองนี้ ต่อให้เป็นโลกในอีกสามสิบปีข้างหน้า การที่ญาติพี่น้องทะเลาะกันรุนแรงถึงขั้นแตกหักก็ยังคงเป็นหัวข้อสนทนาให้คนอื่นได้นินทาอยู่ดี ยิ่งไม่ต้องพูดถึงในยุค 80 ที่ความคิดของผู้คนยังคงล้าหลัง
แต่ก็ไม่เป็นไร คนเข้มแข็งมักจะโดดเดี่ยวเสมอ มีเพียงผู้อ่อนแอเท่านั้นที่ต้องรวมกลุ่มกัน
เธอเดินมาถึงบ้านตระกูลหลินด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย
เมื่อเห็นการมาถึงของซือเนี่ยน ทั้งแม่หลินและโจวซุ่ยซุ่ยต่างก็แสดงความดีใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด บอกตามตรงว่าในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา พวกเขาถูกชาวบ้านนินทาจนแทบไม่กล้าสู้หน้าใครแล้ว
หากไม่ได้ลูกสาวคนนี้คอยเป็นหลักให้ ครอบครัวของพวกเขาก็คงไม่มีทางทำใจให้เข้มแข็งได้ถึงขนาดนี้ และพวกเขาก็ได้เรียนรู้อย่างลึกซึ้งแล้วว่า การที่จะก้าวเดินไปบนเส้นทางสู่ความมั่งคั่งที่ซือเนี่ยนได้ปูทางไว้ให้ ก็ย่อมต้องแลกมากับการสูญเสียบางสิ่งบางอย่างไปเช่นกัน
อันที่จริงแล้ว ความสัมพันธ์ของพวกเขากับบ้านใหญ่ก็ไม่ค่อยจะสู้ดีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถึงจะแตกหักกันไปก็คงไม่เป็นอะไร แต่คนเราก็ยังอดที่จะกลัวคำนินทาของคนอื่นไม่ได้ ดังนั้นที่ผ่านมาจึงได้แต่อดทนเรื่อยมา
แต่ในเมื่อตอนนี้ทุกอย่างมันมาถึงจุดแตกหักแล้ว แม้จะไม่ค่อยกล้าเผชิญหน้ากับการถูกชาวบ้านตำหนิติเตียน แต่ในยุคสมัยที่บ้านเมืองสงบสุขเช่นนี้ พวกเขาจะทำอะไรได้มากไปกว่าการนินทาลับหลัง
อย่างมากที่สุดก็แค่ไม่ต้องไปคบค้าสมาคมกับคนพวกนั้นอีกต่อไป
นี่ก็ไม่ได้มีอะไรเสียหาย เทียบกับการต้องเก็บกดความรู้สึกและทนทุกข์ทรมานเหมือนในอดีต การเลือกที่จะเห็นแก่ตัวขึ้นมาบ้างในตอนนี้กลับทำให้ชีวิตมีความสุขมากกว่า
ขอแค่พวกเขาสามารถหาเงินสร้างฐานะของตัวเองได้ ถึงตอนนั้นใครจะมาสนใจเรื่องขี้ปากชาวบ้านพวกนี้อีก
“เนี่ยนเนี่ยน เข้ามาข้างในก่อนลูก เนื้อมาส่งแล้ว แม่กำลังคิดว่าจะไปหาลูกที่บ้านอยู่พอดีเลย” แม่หลินเอ่ยทักทายลูกสาวด้วยรอยยิ้ม
ตอนแรกเธอยังกังวลอยู่ว่าซือเนี่ยนอาจจะยุ่งจนไม่มีเวลามา เพราะเรื่องนี้ต้องเลื่อนออกไปเนื่องจากเธอต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ลูกสาวทั้งต้องดูแลลูกๆ ทั้งยังต้องมาคอยสอนนั่นสอนนี่ให้พวกเขาอีก แค่คิดแม่หลินก็รู้สึกเกรงใจอย่างบอกไม่ถูก
แต่ที่บ้านของเธอไม่มีตู้เย็นเหมือนบ้านของตระกูลโจว เนื้อสดพวกนี้จึงเก็บไว้ได้ไม่นานนัก ต้องรีบนำมาจัดการโดยเร็ว พวกเขากำลังคิดว่าจะไปหาซือเนี่ยนที่บ้านอยู่พอดี ไม่คิดว่าเธอจะเดินทางมาก่อน
“แม่คะ อาการเป็นยังไงบ้าง” ซือเนี่ยนพยักหน้ารับแล้วเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
แม่หลินใช้มือลูบผ้าก๊อซบนศีรษะเบาๆ แล้วตอบด้วยรอยยิ้ม “หายดีแล้วล่ะ ไม่รู้สึกอะไรแล้ว แค่มีอาการคันๆ นิดหน่อย สงสัยแผลคงกำลังจะหายดีแล้วล่ะ แต่ไม่เป็นอะไรหรอก”
“เนื้อพวกนั้นเราล้างเสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว ลูกดูสิว่าจะให้ทำยังไงต่อ”
ซือเนี่ยนพยักหน้า “หนูเอาเครื่องเทศมาด้วยค่ะ เดี๋ยวพวกแม่ก็ผสมตามอัตราส่วนนี้ ต่อไปก็จะทำได้ง่ายขึ้นแล้ว เดี๋ยวหนูจะสอนให้นะคะ”
ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นเสียก่อน
[จบบท]