บทที่ 19: เขา...คงไม่ได้คิดจะฆ่าฉันใช่ไหม
พฤติกรรมแปลกประหลาดที่ยากจะคาดเดาของเด็กชาย ยิ่งทำให้บรรยากาศรอบตัวน่าขนหัวลุกขึ้นเป็นทวีคูณ
เสี้ยววินาทีนั้น ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวก็แล่นผ่านเข้ามาในหัวของซือเนี่ยน...นี่เขาคงไม่ได้คิดจะฆ่าเธอเพื่อปิดปากหรอกนะ
หัวใจของหญิงสาวกระตุกวูบราวกับจะร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม
ซือเนี่ยนสูดลมหายใจเข้าปอดลึกเพื่อสะกดกลั้นความตื่นตระหนก พยายามปั้นสีหน้าให้เรียบเฉยที่สุดแล้วเอ่ยถามออกไป “มีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ”
สายตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องมาที่ซือเนี่ยนอย่างไม่วางตา ราวกับจะมองให้ทะลุเข้าไปถึงข้างใน ความรู้สึกเย็นเยียบแล่นปราดไปทั่วแผ่นหลังของเธอ ผ่านไปครู่ใหญ่ เด็กชายจึงยอมละสายตา ใบหน้าที่ตอบซูบของเขาเริ่มมีเค้าความหล่อเหลาปรากฏให้เห็น แต่สิ่งที่ฉายชัดยิ่งกว่าคือแววตาอันเย็นชาและแฝงไปด้วยไอสังหาร
สมแล้วที่เป็นตัวละครระดับลาสบอสในนิยายได้ ไม่ใช่เด็กธรรมดาจริงๆ
โจวเยว่ตงใช้มือกำสายสะพายกระเป๋าผ้าไว้แน่น ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปเงียบๆ โดยไม่เอ่ยคำใดออกมาสักคำ
“อะไรของเขากันเนี่ย” ซือเนี่ยนรู้สึกจนปัญญาอยู่ลึกๆ เธอส่ายหัวเบาๆ แล้วหันกลับไปจัดการกับบะหมี่ในหม้อต่อ เธอตักน้ำมันหมูหอมฉุยที่เจียวไว้ใส่ลงในชามแต่ละใบ ตามด้วยซีอิ๊วและต้นหอมซอยที่เตรียมไว้ จากนั้นจึงเทน้ำซุปร้อนๆ ตามลงไป หยดน้ำมันเล็กๆ ลอยฟ่องขึ้นมาบนผิว กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของน้ำมันหมูและต้นหอมก็โชยฟุ้งไปทั่วทั้งครัว
เพียงเท่านี้ น้ำซุปสำหรับบะหมี่น้ำมันต้นหอมสูตรง่ายๆ ก็พร้อมเสิร์ฟแล้ว
ภายในห้องนอนของโจวเยว่ตง โจวเยว่หานนั่งนิ่งอยู่ตรงหน้าพี่ชายด้วยสีหน้าสับสน ในอ้อมแขนของเขายังคงประคองร่างเล็กของน้องสาวที่แก้มตุ่ยเพราะกำลังอมลูกอมเอาไว้
“พี่ใหญ่ เราจะเอายังไงกันต่อดี” โจวเยว่หานกลืนน้ำลายอึกใหญ่ พลางมองมือน้อยๆ ของน้องสาวที่ข้างหนึ่งถือขนมปังกรอบ ส่วนอีกข้างก็กำลูกอมนมยี่ห้อต้าไป๋ทู่ไว้แน่น สมองของเขายังคงประมวลผลไม่ทัน
โจวเยว่ตงเอื้อมมือไปเช็ดคราบน้ำลายที่มุมปากให้น้องสาวเบาๆ “รอดูท่าทีไปอีกสักสองสามวัน”
“แต่...แต่ว่าคุณย่าหลิวบอกว่าน้องถูกผู้หญิงใจร้ายคนนั้นแกล้งนะ” โจวเยว่หานสวนกลับอย่างร้อนรน สองแขนกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น ราวกับกลัวว่าจะมีใครมาพรากน้องสาวไปจากอก
“แล้วนายคิดว่าคุณย่าหลิวเป็นคนยังไงล่ะ” โจวเยว่ตงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงและแววตาที่สุขุมเกินกว่าเด็กวัยสิบขวบ
โจวเยว่หานนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น “ผมก็ไม่ค่อยชอบเขาสักเท่าไหร่ เขาทำกับข้าวไม่อร่อยเลยสักนิด แถมยังชอบไปฟ้องพ่อ...”
คำพูดของเขาขาดหายไปกลางคัน เมื่อตระหนักถึงบางสิ่งได้
โจวเยว่ตงอุ้มน้องสาวขึ้นมาไว้บนตัก จ้องมองใบหน้าอิ่มเอิบแดงระเรื่อของเธออย่างพินิจพิจารณา ก่อนจะเอ่ยขึ้นเรียบๆ “ใช่ เขาชอบโกหก”
“...”
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นมาขัดจังหวะความคิดของสองพี่น้อง
ตามมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนของซือเนี่ยนที่ลอดผ่านบานประตูเข้ามา “เด็กๆ มากินข้าวได้แล้วจ้ะ”
สองพี่น้องสบตากันแวบหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องไปพร้อมกัน
ซือเนี่ยนมองเด็กชายทั้งสองที่สวมเสื้อผ้าผ้าดิบสีเทาหม่นซึ่งเต็มไปด้วยรอยปะชุน อากาศช่วงนี้ร้อนอบอ้าว การเดินเท้ากลับมาจากโรงเรียนที่อยู่ไกลออกไป ทำให้บนหน้าผากของทั้งคู่ชื้นไปด้วยเหงื่อ
เด็กทั้งสองคนมีใบหน้าที่คล้ายคลึงกันมาก แต่แววตาของโจวเยว่ตงผู้เป็นพี่กลับฉายแววเย็นชาและเด็ดเดี่ยว ในขณะที่แววตาของโจวเยว่หานผู้เป็นน้องกลับเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและไม่ไว้วางใจ
ซือเนี่ยนเก็บงำความคิดไว้ในใจแล้วเบือนหน้าหนี แต่แล้วก็รู้สึกได้ถึงแรงดึงเบาๆ ที่ชายกระโปรง
เมื่อก้มลงมอง เธอก็สบเข้ากับดวงตากลมโตแป๋วแหววราวกับผลองุ่นของโจวเหยาเหยาที่กำลังเงยหน้ามองเธอตาแป๋ว พร้อมกับชูแขนป้อมๆ ทั้งสองข้างขึ้น เป็นสัญญาณว่าต้องการให้อุ้ม
รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของซือเนี่ยน เธอย่อตัวลงช้อนร่างเล็กป้อมขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะหมุนตัวเดินลงไปยังชั้นล่าง
สัญชาตญาณของเด็กนั้นซื่อตรงและบริสุทธิ์ที่สุดเสมอ ใครที่ดีกับพวกเขา พวกเขาก็จะรักและติดคนนั้น
ซึ่งมันก็ชัดเจนว่า...โจวเหยาเหยาชอบเธอมาก
ต่างจากคุณย่าหลิว ที่เด็กน้อยไม่เคยร้องขอให้อุ้มเลยแม้แต่ครั้งเดียว
โจวเยว่ตงเหลือบมองภาพนั้นด้วยหางตา ก่อนจะพาน้องชายเดินตามลงไปเงียบๆ
บนโต๊ะอาหารมีบะหมี่ร้อนกรุ่นวางเรียงรายอยู่สามชาม บนเส้นบะหมี่แต่ละชามโปะทับด้วยไข่ดาวที่ทอดจนขอบกรอบเป็นสีเหลืองทองน่ารับประทาน กลิ่นหอมหวนยั่วน้ำลายลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ จนเด็กชายทั้งสองที่ท้องว่างมาเกือบทั้งวันต้องเผลอกลืนน้ำลายลงคอ
ซือเนี่ยนทรุดตัวลงนั่ง พลางพยักพเยิดไปทางชามบะหมี่
“กินสิ ถ้าไม่อิ่มในครัวยังมีอีกนะ”
ว่าแล้วเธอก็หันไปคีบเส้นบะหมี่เป่าเบาๆ แล้วป้อนให้กับเหยาเหยาในอ้อมแขน
ครั้งนี้โจวเยว่ตงไม่ได้เอ่ยปากห้ามน้องชายไม่ให้กินอาหารที่เธอทำอีกต่อไป สองพี่น้องก้มหน้าก้มตาซู้ดเส้นบะหมี่เข้าปากด้วยความหิวโหย ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่เคยกินบะหมี่มาก่อน แต่บะหมี่ที่ทั้งหอมกลมกล่อมและเหนียวนุ่มขนาดนี้ พวกเขาเพิ่งจะได้ลิ้มลองเป็นครั้งแรก
มันแตกต่างจากบะหมี่ที่เคยกินลิบลับ ซึ่งมักจะมีแต่กลิ่นแป้งสาลีเหม็นหืน
อาหารฝีมือแม่เลี้ยงอร่อยกว่าฝีมือของคุณย่าหลิวหลายร้อยเท่า นานแล้วที่สองพี่น้องไม่ได้กินอิ่มเต็มท้องแบบนี้
หลังมื้ออาหารจบลง ทั้งสองก็อาสาเก็บถ้วยชามเข้าไปล้างในครัวอย่างแข็งขัน ซือเนี่ยนเองก็ดีใจที่จะได้พัก เธอกลับขึ้นมาบนห้องเพื่อเตรียมเปลี่ยนเสื้อผ้าอาบน้ำ เพราะตอนที่นวดแป้งทำบะหมี่ดึงมือเมื่อครู่ ทำให้เนื้อตัวเธอเหนียวเหนอะหนะไปหมด แต่ในจังหวะที่เธอกำลังจะสวมชุดนอน จู่ๆ ประตูก็ถูกผลักเปิดเข้ามา
ซือเนี่ยนคิดว่าเป็นเหยาเหยาที่เดินตามขึ้นมา จึงหันกลับไปยิ้มทั้งที่ยังสวมเสื้อไม่เสร็จ “แหม เจ้าตัวเล็กนี่ ขาดแม่แป๊บเดี...”
คำพูดยังไม่ทันสุดประโยค รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอก็พลันแข็งค้าง
โจวเยว่เซินที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็มีปฏิกิริยาที่รวดเร็วไม่แพ้กัน เขาเอื้อมมือไปดึงบานประตูปิดลงทันที
ซือเนี่ยนอ้าปากค้าง เสียงกรีดร้องที่ตั้งใจจะเปล่งออกมาพลันจุกอยู่ที่ลำคอ
เธอจัดแจงสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อยด้วยสีหน้าเรียบเฉย พลางตำหนิตัวเองในใจว่าทำไมถึงไม่รอบคอบปิดประตูให้สนิทกว่านี้
หลังจากเปลี่ยนเป็นชุดนอนเสร็จเรียบร้อย เธอก็เดินออกมาจากห้องนอน ก็พบกับร่างสูงของชายหนุ่มที่ยืนหันหลังพิงประตูอยู่
ซือเนี่ยนเผลอสำรวจเรือนร่างของเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าโดยไม่รู้ตัว
เขาตัดผมสั้นเกรียนตามแบบฉบับของผู้ชายในยุคนั้น สวมเพียงเสื้อกล้ามสีเทาตัวเก่า เผยให้เห็นแผ่นหลังกว้างที่ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อจนแนบไปกับผิว เผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อเป็นลอนสวยงามอยู่ภายใต้ร่มผ้า
ผิวบริเวณแขนและหัวไหล่ของเขาเป็นสีทองแดงจากการทำงานกลางแดด กล้ามเนื้อไม่ได้ใหญ่โตจนน่ากลัว แต่กลับอัดแน่นและสมส่วน บ่งบอกถึงความแข็งแรงได้เป็นอย่างดี
ท่อนแขนเต็มไปด้วยเส้นเลือดที่ปูดโปนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด นิ้วมือของเขาทั้งหยาบและยาว มีคนเคยบอกว่าผู้ชายที่มีลักษณะแบบนี้มักจะ “เก่งกาจ” เป็นพิเศษ
ซือเนี่ยนเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างไม่รู้ตัว พอรู้สึกตัวอีกที ชายหนุ่มก็หันกลับมาเผชิญหน้ากับเธอแล้ว และสายตาของเธอก็ดันจับจ้องอยู่ที่ช่วงล่างของเขาพอดิบพอดี
โจวเยว่เซินนิ่งไปเล็กน้อย
“ขอยืมห้องน้ำหน่อยได้ไหม พอดีท่อประปาในห้องน้ำรวมมันเสีย” เขาเหลือบตามองซือเนี่ยนพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
ซือเนี่ยนสะดุ้ง รีบเบือนหน้าหนีทันควัน ความร้อนผ่าววิ่งขึ้นมาที่พวงแก้มจนแดงระเรื่อ “ดะ ได้สิคะ คุณเข้าไปเลย”
“รบกวนหน่อยนะ” โจวเยว่เซินพยักหน้าอย่างสุภาพ ก่อนจะเดินเลี่ยงเข้าไปในห้องโดยไม่มองเธออีก
ซือเนี่ยนโล่งใจที่เขาไม่ได้ถือสา เธอคิดว่าปกติเขาจะกลับบ้านดึกกว่านี้เสมอ วันนี้จึงไม่ได้ระวังตัวตอนเปลี่ยนเสื้อผ้า โชคดีที่ผู้ชายคนนี้ยังมีความเป็นสุภาพบุรุษอยู่บ้าง
เธอถอนหายใจแผ่วเบา แล้วเดินลงไปที่ชั้นล่างเพื่อทำบะหมี่ให้เขาอีกชาม ในเมื่อเขาให้เงินเธอมามากขนาดนี้แล้ว แค่การทำอาหารให้เขาสักสองสามมื้อก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
โจวเยว่เซินใช้เวลาอาบน้ำไม่นาน เพียงสิบนาทีเศษ เขาก็เดินลงมาจากชั้นบนพร้อมกับไออุ่นจางๆ
เขาใช้สายตากวาดมองไปรอบๆ บ้านอย่างแนบเนียน เพียงวันเดียวเท่านั้น บ้านที่เคยรกหูรกตาและเต็มไปด้วยยุงน่ารำคาญ กลับสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบเรียบร้อยจนผิดหูผิดตา อากาศก็ปลอดโปร่งสดชื่น พื้นไม้ถูกขัดถูจนขึ้นเงาสะท้อนแสงไฟ
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นฝีมือของใคร
เพราะในแถบชนบทแบบนี้ คงไม่มีใครขยันทำความสะอาดบ้านจนเอี่ยมอ่องได้ถึงขนาดนี้
บนโต๊ะอาหารมีขวดแก้วใบเล็กวางอยู่ ภายในปักดอกไม้ป่าหลากสีสันที่เก็บมาจากข้างทาง ช่วยแต่งเติมบรรยากาศอันแสนอบอุ่นและมีชีวิตชีวาให้กับบ้านหลังนี้ได้อย่างน่าประหลาด
เมื่อหันไปมองที่โซฟา โจวเยว่ตงและโจวเยว่หานกำลังนั่งทำการบ้านกันอย่างเงียบๆ ส่วนโจวเหยาเหยาก็นอนคว่ำหน้าดูโทรทัศน์อยู่ข้างๆ เด็กหญิงที่เคยเนื้อตัวมอมแมมอยู่เสมอ วันนี้กลับสะอาดสะอ้านขาวผ่อง เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ไม่มีรอยเปื้อนแม้แต่น้อย ดูเหมือนว่าจะอ้วนท้วนขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ
โจวเยว่เซินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขาเดินเข้าไปอุ้มลูกสาวขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน กลิ่นนมหอมหวานอันเป็นเอกลักษณ์ของเด็กน้อยก็ลอยอบอวลเข้ามาในโพรงจมูก
ในมือเล็กๆ ของเธอยังคงกำขนมปังกรอบไว้ครึ่งชิ้น
ของกินเล่นพวกนี้ ที่บ้านไม่เคยมีมาก่อน
โจวเยว่เซินไม่เคยมีประสบการณ์เลี้ยงลูกมาก่อน เขาจึงไม่รู้วิธีดูแลเอาใจใส่พวกเขาอย่างละเอียดอ่อน เขาคิดเสมอว่าแค่มีข้าวกินก็เพียงพอแล้ว
ตารางงานที่รัดตัวทำให้เขาแทบไม่มีเวลาให้ลูกๆ แต่เขาก็ไม่เคยปล่อยให้พวกเขาขาดแคลนเรื่องเงินทอง
แต่ไม่ว่าจะให้เงินไปมากเท่าไหร่ เด็กทั้งสามคนก็ยังคงผอมแห้งแรงน้อยเหมือนเดิม
ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยคิดจะหาผู้หญิงมาช่วยดูแล แต่คนที่เคยหามาก่อนหน้านี้กลับมีจิตใจโหดเหี้ยมและเกือบจะทำร้ายลูกๆ ของเขา
หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น เขาก็ทำได้เพียงจ้างคนมาทำอาหารให้เด็กๆ ที่บ้านเท่านั้น
แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยได้ผลนัก
“พ่อ”
“พ่อครับ”
เมื่อเห็นเขา โจวเยว่ตงและโจวเยว่หานก็รีบยืดตัวตรงแล้วเอ่ยทักทายด้วยความเคารพยำเกรง
“อืม” โจวเยว่เซินวางลูกสาวคนเล็กลงบนตัก พลางมองลูกชายทั้งสองที่มีเค้าโครงหน้าตาคล้ายคลึงกับพี่สาวผู้ล่วงลับของพวกเขา เด็กทั้งสองคนทั้งเคารพและกลัวเขาในเวลาเดียวกัน อาจเป็นเพราะใบหน้าของเขาที่ดูเคร่งขรึมและดุดันโดยธรรมชาติ ขนาดตอนที่เขารับราชการทหาร พวกพลทหารรุ่นน้องยังไม่กล้าสบตาเขาตรงๆ นับประสาอะไรกับเด็กน้อยสองคนนี้
“เรื่องเรียนเป็นยังไงบ้าง” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
[จบบท]