บทที่ 192: บทเริ่มต้นของความหอมกรุ่น
บทสรุปเรื่องราวของหลินซือซือถูกส่งมาถึงอย่างรวดเร็วชนิดที่ไม่ต้องให้ใครรอนาน ด้วยความร้ายแรงของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น บทลงโทษจึงไม่ใช่แค่การชดใช้เงินให้ครอบครัวผู้เสียหายเป็นจำนวน 3,000 หยวน พร้อมค่าปลอบขวัญอีก 200 หยวน แต่ยังรวมถึงการต้องเข้าไปชดใช้กรรมในคุกเป็นเวลา 1 ปีเต็ม
ข่าวทั้งหมดนี้ถูกส่งตรงถึงซือเนี่ยนพร้อมกับเงินก้อนโตที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำมามอบให้ถึงที่ ไม่เว้นแม้แต่ข่าวคราวการถูกจองจำของคู่กรณี เธอก็รับรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว
อาจจะดูเหมือนเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แค่ปีเดียว แต่สำหรับยุคสมัยนี้แล้ว การมีประวัติติดตัวถือเป็นตราบาปที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง มันหมายความว่าอนาคตของหลินซือซือแทบจะดับวูบลงไปทันที ต่อให้เธอพยายามแทบตายจนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้สำเร็จ ประตูสู่การเป็นข้าราชการก็จะปิดตายใส่หน้าเธอ และที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือชะตากรรมนี้จะส่งผลไปถึงวงศ์ตระกูลของเธอถึงสามชั่วอายุคนเลยทีเดียว ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าบ้านฟู่จะยังเปิดแขนต้อนรับลูกสะใภ้ที่มีมลทินมัวหมองแบบนี้อยู่หรือเปล่า
เรียกได้ว่าทันทีที่หลินซือซือได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกครั้ง ก็มีปัญหาชีวิตกองเท่าภูเขารอให้เธอสะสางอยู่แล้ว คงไม่มีเวลาว่างมาสร้างความเดือดร้อนให้ใครได้อีกพักใหญ่ ส่วนคำถามที่ว่าเธอจะกลับมาแก้แค้นในอนาคตหรือไม่นั้น ซือเนี่ยนไม่ได้เก็บมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย ในสายตาเธอ หลินซือซือก็เป็นแค่คนโง่คนหนึ่งที่ไม่ได้อยู่นอกเหนือความสามารถที่เธอจะจัดการได้
ในที่สุดเงิน 3,000 หยวนก็กลับมาอยู่ในมือเจ้าของที่แท้จริงเสียที
ความรู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจทำให้ซือเนี่ยนอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ตกเย็นเธอจึงลงมือช่วยแม่หลินและคนอื่นๆ ขะมักเขม้นอยู่กับการเตรียมน้ำพะโล้สูตรเด็ดกันตลอดทั้งคืน
เหตุผลที่ต้องอดหลับอดนอนกันขนาดนี้ก็เพราะหลินเซียวมีคิวต้องไปส่งของตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ราวๆ ตี 4 ตี 5 ของวันรุ่งขึ้น ดังนั้นพวกเขาจึงต้องเริ่มกระบวนการตุ๋นทุกอย่างตั้งแต่คืนนี้ เพื่อให้เนื้อซึมซับรสชาติของเครื่องเทศเข้าไปอย่างเต็มที่ และพร้อมส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายในตอนเช้าได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด
เช้าวันใหม่มาพร้อมกับความคึกคักของชาวบ้านที่พากันมุ่งหน้าไปยังฟาร์มหมูเพื่อจับจองเนื้อสดใหม่ ใครๆ ก็รู้ดีว่าโจวเยว่เซินจะไม่เก็บเนื้อหมูไว้เยอะ เพราะถ้าขืนขายไม่หมด ความสดใหม่ก็จะหายไปในวันถัดไปทันที หลักการง่ายๆ คือใครมาก่อนมีสิทธิ์ก่อน เป็นเรื่องปกติที่พอได้ยินเสียงเริ่มชำแหละหมูเมื่อไหร่ ผู้คนก็จะมายืนรอต่อคิวกันแล้ว
แต่เช้านี้มีบางอย่างที่แตกต่างออกไป ทันทีที่ย่างเท้าเข้าสู่เขตฟาร์มหมู กลิ่นหอมเข้มข้นที่ชวนให้น้ำลายสอพลันลอยมาปะทะจมูกอย่างจัง ทำเอาบรรดาคุณป้าที่ตื่นมาทำภารกิจตั้งแต่เช้ามืดถึงกับต้องหยุดชะงักและยืนตัวตรงสูดกลิ่นเข้าปอดกันเป็นแถว
“โอ๊ย! กลิ่นอะไรเนี่ย หอมมาจากไหนกัน”
“หอมจริงๆ นี่มันกลิ่นอะไรกันนะ”
“เอ... กลิ่นแบบนี้ฉันคุ้นๆ เหมือนเคยได้กลิ่นตอนเดินผ่านหน้าบ้านพี่ใหญ่โจวเลยนะ น่าจะเป็นกลิ่นเนื้อตุ๋นพะโล้นี่แหละ หอมจนสามีฉันต้องหยุดดมทุกทีที่เดินผ่าน”
“เนื้อตุ๋นพะโล้! หรือว่าจะเป็นเมนูที่สหายซือเนี่ยนเคยพูดไว้ว่าจะสอนแม่ทำขายคราวก่อนนั่นเอง”
เมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวได้ ทุกคนก็ไม่รอช้า รีบสาวเท้าวิ่งไปยังต้นตอของกลิ่นหอมนั้นทันที แล้วภาพที่เห็นก็เป็นไปตามคาด แม่หลินกับโจวซุ่ยซุ่ยกำลังยืนหั่นเนื้อส่งให้เหล่าคนงานในโรงงานได้ลิ้มลอง กลิ่นหอมที่โชยออกมานั้นมันช่างรุนแรงเสียเหลือเกิน แค่ได้สูดกลิ่นเข้าไปก็ทำเอากระเพาะร้องประท้วงแล้ว
นี่มันจะหอมเกินไปแล้ว! ภรรยาคนสวยของพี่ใหญ่โจวไปได้สูตรเด็ดเคล็ดลับนี้มาจากที่ไหนกัน
น้ำใสๆ ที่ไม่ได้มาจากตา แต่มาจากต่อมน้ำลาย เริ่มเอ่อล้นขึ้นมาที่มุมปากของทุกคนด้วยความอิจฉา
“พี่สาวจ๊ะ นี่ใช่เนื้อตุ๋นพะโล้ที่ทำขายรึเปล่า โลละเท่าไหร่ แล้วพอจะให้ชิมสักหน่อยได้ไหม”
แม่หลินยิ้มรับ “ได้เลยจ้ะ ชิมก่อนได้เลย ถ้าถูกใจค่อยซื้อไป”
“ขาหมูโลละ 1.3 หยวน ส่วนอื่นๆ โลละ 1 หยวนจ้ะ”
ปริมาณเนื้อตุ๋นพะโล้ที่ทำมาวันนี้มีไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องใน หูหมู และขาหมู เพราะต้นทุนของเนื้อหมูล้วนๆ ค่อนข้างสูง ขนาดในตัวเมืองเนื้อหมูคุณภาพดียังขายกันโลละ 1.5 หยวน ดังนั้นเธอจึงเลือกทำส่วนที่ราคาไม่สูงมากนักเป็นหลัก
“หา! นี่มันเครื่องในหมูชัดๆ ไหนจะหูหมู ขาหมูอีก ของพวกนี้แทบไม่มีเนื้อเลยนะ ยังจะกล้าขายตั้งโลละ 1.3 หยวนอีกเหรอ ทำไมไม่ไปปล้นเขาเลยล่ะ” หญิงคนหนึ่งในกลุ่มโพล่งขึ้นมาอย่างหัวเสีย พวกเขาชินกับการซื้อเนื้อหมูราคาถูกจากที่นี่ ซึ่งถูกกว่าในเมืองตั้งเยอะ แถมยังได้เนื้อติดมันอย่างดีอีกต่างหาก ของที่แม่หลินเอามาขายกลับมีราคาสูงกว่าเสียอย่างนั้น
แต่แม่หลินในวันนี้ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป ประสบการณ์จากการค้าขายทำให้เธอใจเย็นลงมาก เธออธิบายด้วยความสงบ “เครื่องเทศมันก็มีราคาของมันนะจ๊ะ ถ้าใครรับราคานี้ได้ก็ค่อยซื้อไป”
ลูกสาวของเธอกำชับมาอย่างดีว่าห้ามลดราคาเพียงเพราะมีคนบ่นว่าแพงเด็ดขาด เพราะนั่นจะยิ่งทำให้คนอื่นมองว่าเธอกำลังยอมขาดทุนเพื่อเรียกลูกค้า ที่สำคัญ ครอบครัวของเธอเป็นคนซื่อตรงเสมอมา
เหมือนกับตอนที่ทำขนมขาย ส่วนผสมทุกอย่างล้วนคัดสรรแต่ของดีๆ มาใช้
การจะตุ๋นเนื้อให้ออกมาหอมอร่อยขนาดนี้ต้องใช้เครื่องเทศจำนวนมาก ไหนจะเวลาและแรงที่ลงไปอีก กำไรเพียงน้อยนิดที่ได้มาจึงถือว่าสมน้ำสมเนื้อแล้ว
คำอธิบายที่ตรงไปตรงมาทำให้ทุกคนเงียบไป ไม่มีใครสามารถหาข้อโต้แย้งได้อีก
แม้ในใจจะยังรู้สึกว่าแพงอยู่บ้าง แต่ท้องไส้ที่ว่างเปล่ามาตั้งแต่เช้า ประกอบกับกลิ่นหอมที่ยั่วยวนไม่หยุดหย่อน มันช่างเป็นการทรมานที่โหดร้ายเสียจริง สุดท้ายความอยากก็เอาชนะความเสียดายไปได้
“ถ้างั้นขอลองชิมหน่อยก็แล้วกัน ถ้าอร่อยจริงก็จะซื้อ”
แม่หลินพยักหน้า ก่อนจะหั่นเนื้อชิ้นเล็กๆ ส่งให้ทุกคนได้ลองชิม
ในตอนแรก ทุกคนยังคงมีท่าทีไม่เชื่อเท่าไรนัก คิดว่าคงเป็นแค่การประโคมใส่เครื่องเทศลงไปเยอะๆ เท่านั้น แต่ทันทีที่เนื้อสัมผัสลิ้น ดวงตาของทุกคนก็พลันเบิกกว้างขึ้นมาพร้อมกัน ลำไส้หมูที่ดูหน้าตาธรรมดา กลับมีรสชาติที่หอมอร่อยเกินคาด ไม่มีกลิ่นคาวหรือความเลี่ยนแม้แต่น้อย ยิ่งเคี้ยวนานเท่าไหร่ ความหอมก็ยิ่งแผ่ซ่านไปทั่วทั้งปาก ขนาดกลืนลงคอไปแล้วรสชาติก็ยังคงตราตรึงอยู่ไม่จางหาย
ส่วนเนื้อหมูก็นุ่มละมุนจนแทบไม่ต้องเคี้ยว มันละลายหายไปในปาก ทิ้งไว้เพียงความนุ่มนวลที่ไม่เลี่ยนเลยสักนิด นี่มันอร่อยกว่าเนื้อหมูที่พวกเขาผัดกินกันเองที่บ้านลิบลับ!
ทุกคนต่างหันมามองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ “อร่อยมาก! ทำไมมันถึงได้หอมขนาดนี้ ทำยังไงเหรอจ๊ะพี่สาว” ทุกคนต่างกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ อยากจะขอชิมอีกสักชิ้น แต่ก็รู้สึกเก้อเขินเพราะมีสายตาหลายคู่จับจ้องอยู่
แม่หลินตอบเรียบๆ “ก็ไม่ยากเท่าไหร่หรอกจ้ะ แต่มันต้องใช้เครื่องเทศเยอะ แล้วก็ค่อนข้างจุกจิกหน่อย”
เมื่อได้ยินแบบนั้น ทุกคนก็ไม่กล้าซักไซ้ต่อ เพราะรู้ดีว่าเครื่องเทศที่พวกเขารู้จักก็มีอยู่แค่ไม่กี่อย่าง คงไม่มีปัญญาทำเองได้อย่างแน่นอน ตอนนี้จึงตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่อยาก จะซื้อก็เสียดายเงิน แต่ถ้าไม่ซื้อก็คงต้องทนทรมานกับความอยากไปทั้งวัน
แม่หลินไม่ได้แสดงท่าทีเดือดร้อนอะไรกับสถานการณ์ตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน เหล่าคนงานในฟาร์มหมูที่ได้ลองชิมต่างหากที่ส่งเสียงอ้อนวอนขอให้เธอช่วยเก็บเนื้อส่วนหนึ่งไว้ให้พวกเขากลับไปกินแกล้มเหล้าที่บ้านด้วย ลูกเขยของเธอได้บอกไว้แล้วว่าสินค้าพวกนี้มีตลาดรองรับอยู่แล้ว การขายในหมู่บ้านจึงเป็นเพียงแค่ผลพลอยได้เท่านั้น ขายได้ก็ดี ขายไม่ได้ก็ไม่เป็นไร
ดังนั้นแม่หลินจึงไม่อยากเสียเวลาต่อปากต่อคำกับคนเหล่านี้เพื่อเงินเพียงไม่กี่เหมา เธอหันไปชั่งเนื้อส่วนหนึ่งให้พวกคนงาน
พอเห็นว่าเนื้อหมูฝั่งนู้นถูกลำเลียงขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว เธอกับโจวซุ่ยซุ่ยก็เริ่มเก็บข้าวของเพื่อเตรียมตัวเดินทางเข้าไปในเมืองพร้อมกัน ที่นั่นยังมีขนมอีกหลากหลายชนิดรอให้พวกเธอไปวางขายอยู่ ที่บ้านมีเด็กๆ ต้องดูแลหลายคน ภาระค่าใช้จ่ายก็สูงเป็นเงาตามตัว แน่นอนว่าต้องรีบกอบโกยในช่วงที่ยังมีโอกาส
เมื่อเห็นว่าแม่ค้ากำลังจะจากไป บรรดาชาวบ้านที่ลังเลอยู่ก็เกิดอาการร้อนรนขึ้นมาทันที พวกเขารีบกรูเข้าไปรั้งไว้
“เดี๋ยวก่อนสิพี่สาว! แบ่งให้ฉันหน่อยเถอะ”
“ใช่ๆ ฉันก็เอาด้วย จะเอาไปให้ตาแก่ที่บ้านแกล้มเหล้าซะหน่อย”
...
กิจการของครอบครัวหลินเจริญรุ่งเรืองเฟื่องฟูอย่างฉุดไม่อยู่ ทันทีที่ข่าวการมาถึงของเนื้อตุ๋นพะโล้แพร่สะพัดออกไป ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศต่างก็เดินทางมาเพื่อลิ้มลองรสชาติในตำนาน แม้ในตอนแรกหลายคนจะยังคงตั้งแง่สงสัย แต่สุดท้ายทุกคนก็ต้องยอมศิโรราบให้กับความอร่อยจนกลายเป็นลูกค้าประจำไปโดยปริยาย ปริมาณที่แม่หลินทำในแต่ละวันไม่เคยเพียงพอต่อความต้องการของตลาดเลย
ในที่สุด โจวซุ่ยซุ่ยจึงตัดสินใจรับผิดชอบดูแลการทำขนมทั้งหมด ส่วนแม่หลินก็ทุ่มเทสมาธิให้กับการทำเนื้อตุ๋นพะโล้แต่เพียงผู้เดียว การแบ่งงานกันทำของสองแม่ผัวลูกสะใภ้ทำให้ปัญหาการผลิตไม่ทันหมดไป พ่อหลินเองถึงแม้ขาจะไม่เอื้ออำนวย แต่ก็ยังคอยช่วยเหลืองานเล็กๆ น้อยๆ อย่างการล้างทำความสะอาดอยู่ไม่ห่าง
ภาพของครอบครัวที่ทุกคนต่างมีหน้าที่และช่วยกันทำมาหากินอย่างแข็งขัน แม้จะเหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่รอยยิ้มและความสุขกลับไม่เคยจางหายไปจากใบหน้าของพวกเขาเลยแม้แต่วินาทีเดียว หากทุกอย่างยังคงดำเนินต่อไปเช่นนี้ ต่อให้ปีนี้ฟ้าฝนจะไม่เป็นใจจนเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ไม่ดีเท่าที่ควร พวกเขาก็จะสามารถเฉลิมฉลองปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงได้อย่างอบอุ่นและมีความสุขแน่นอน
ฤดูหนาวของปีนี้มาเยือนช้ากว่าปกติเล็กน้อย แต่อากาศก็เริ่มเย็นลงจนรู้สึกได้ หลังมื้อค่ำอันแสนอบอุ่น โจวเจ๋อหานเดินเข้ามาออดอ้อนซือเนี่ยนที่อยู่ใกล้ๆ
“คุณแม่ครับ ครูบอกว่าพรุ่งนี้เป็นวันปีใหม่ เราได้หยุดเรียนหนึ่งวันครับ”
ซือเนี่ยนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้น
“วันปีใหม่เหรอ ดีเลย งั้นพรุ่งนี้เราทำเกี๊ยวกินกันดีไหม”
“เกี๊ยวเหรอครับ ใช่ไอ้ลูกกลมๆ ขาวๆ หรือเปล่า” โจวเจ๋อหานถามด้วยดวงตาที่เปล่งประกาย
“เจ้าโง่เอ๊ย อันนั้นมันบัวลอยต่างหาก”
[จบบท]