บทที่ 193: เรื่องราวในวันธรรมดา
"คุณแม่ครับ พรุ่งนี้เราจะได้กินเกี๊ยวกันเหรอครับ"
เสียงใสๆ ของโจวเจ๋อหานดังขึ้นด้วยความตื่นเต้นดีใจ เขาวิ่งไปรอบๆ ตัวซือเนี่ยน ดวงตาเป็นประกายวิบวับ
"ผมชอบกินเกี๊ยวที่สุดเลย พี่ชายล่ะชอบไหม"
โจวเจ๋อตงที่นั่งทำการบ้านอยู่อีกมุมหนึ่งของห้องเหลือบมองน้องชายด้วยสายตาระอาใจ ปากก็บอกว่าชอบอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ไม่เคยได้กินของแบบนั้นมาก่อนสักหน่อย
แต่พอเห็นสายตาของคุณแม่มองมาที่ตัวเอง เด็กชายก็รีบปรับท่านั่งให้นิ่งขึ้นแล้วตอบกลับไป "ผมก็ชอบครับคุณแม่"
ยังไม่ทันที่บทสนทนาจะดำเนินต่อไป เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้นจากทางหน้าบ้าน พร้อมกับร่างสูงของใครคนหนึ่งที่ก้าวเข้ามา
โจวเยว่เซินกลับมาพร้อมกับไอเย็นยะเยือกจากข้างนอก อากาศในชนบทช่วงกลางคืนเริ่มจะหนาวจับใจแล้วจริงๆ
ซือเนี่ยนแปลกใจไม่น้อยที่เห็นเขากลับมาเร็วกว่าปกติ เพราะช่วงใกล้เทศกาลแบบนี้ ที่ฟาร์มหมูจะยุ่งวุ่นวายจนแทบไม่มีเวลาได้พักหายใจ เวลาที่เขาจะได้กลับบ้านจึงน้อยลงไปโดยปริยาย
ยังไม่ทันที่เธอจะได้เอ่ยปากทักทาย โจวเจ๋อหานก็วิ่งปรื๋อเข้าไปหาพ่อของตัวเองเป็นคนแรก เด็กชายเกาะแขนแกร่งของโจวเยว่เซินแล้วเขย่าไปมา
"คุณพ่อ คุณพ่อ พรุ่งนี้เราจะกินเกี๊ยวกันนะ ผมจะกินตัวใหญ่ๆ ตั้ง 10 ตัวเลย"
ซือเนี่ยนหัวเราะเบาๆ กับท่าทางของลูกชายคนเล็ก "พอดีเสี่ยวหานเขาบอกว่าพรุ่งนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่น่ะค่ะ ฉันเลยกะว่าจะทำเกี๊ยวกินกันในครอบครัว คุณว่าดีไหมคะ"
โจวเยว่เซินมองหน้าภรรยา แม้ร่างกายจะเหน็บหนาวมาจากข้างนอก แต่แววตาของเขากลับอบอุ่นอย่างน่าประหลาด
"ดีสิ"
เขาตอบรับคำเดียวสั้นๆ แต่ก็เพียงพอแล้วสำหรับซือเนี่ยน เพราะเธอรู้ดีว่าไม่ว่าเธอจะทำอะไร เขาก็เห็นดีเห็นงามไปด้วยเสมอ และสำหรับฝีมือการทำอาหารของเธอแล้ว เกี๊ยวก็คงจะอร่อยไม่แพ้เมนูอื่นๆ เช่นกัน
โจวเจ๋อหานวิ่งกลับมาซบแขนแม่เหมือนเดิม คราวนี้เขาเงยหน้าขึ้นมาออดอ้อนขอของหวานเพิ่ม "คุณแม่ครับ ผมอยากกินบัวลอยด้วยนะ เอาแบบกลมๆ หวานๆ เลย"
"ได้สิจ๊ะ อยากกินอะไรแม่ทำให้หมดเลย" ซือเนี่ยนลูบหัวลูกชายเบาๆ
"คุณแม่ใจดีที่สุดในโลกเลย ขอบคุณครับคุณแม่"
โจวเยว่เซินเดินไปอุ้มโจวซีเหยาที่กำลังนั่งเล่นตุ๊กตาหมีอยู่เงียบๆ ขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ซือเนี่ยน
"พรุ่งนี้ผมจะกลับมาตอน 10 โมง"
"พรุ่งนี้ไม่ยุ่งแล้วเหรอคะ" เธอถามด้วยความแปลกใจ
"เป็นวันหยุดปีใหม่ หลังจากส่งของเสร็จก็หยุดแล้ว วันนี้ผมแค่กลับมาบอกคุณก่อน เดี๋ยวต้องกลับไปที่ฟาร์มอีก" เนื่องจากมีออเดอร์สินค้าสำหรับวันหยุดเข้ามาเป็นจำนวนมาก และโจวเยว่เซินก็อยากให้ลูกน้องได้หยุดพักผ่อน ทุกคนเลยต้องเร่งทำงานล่วงเวลากันในคืนนี้ ส่วนเขาเองก็แค่ปลีกตัวกลับมาดูที่บ้านชั่วครู่เท่านั้น
"แล้วต้องทำถึงเมื่อไหร่คะ" ซือเนี่ยนถามด้วยความเป็นห่วง
"อีกไม่นานหรอก พวกคุณนอนกันก่อนได้เลย"
เธอจ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับเบาๆ
"คุณพ่อจะอยู่ฉลองปีใหม่กับพวกเราใช่ไหมครับ แล้วจะมาช่วยพวกเราห่อเกี๊ยวด้วยรึเปล่า" เด็กชายทั้งสองถามขึ้นพร้อมกันอย่างตื่นเต้น
โจวเยว่เซินพยักหน้า "ใช่"
"เย้ ได้ห่อเกี๊ยวกับคุณพ่อแล้ว"
ซือเนี่ยนลุกขึ้นเพื่อจะไปอุ่นอาหารเย็นให้สามี
โจวเจ๋อตงจึงหันไปพูดกับน้องชายที่ยังคงตื่นเต้นไม่หยุด "รีบไปทำการบ้านแล้วเข้านอนได้แล้ว"
ก่อนที่เขาจะนึกอะไรขึ้นมาได้ "จริงสิ ฟืนที่บ้านเราใกล้จะหมดแล้ว พรุ่งนี้เราตื่นเช้าๆ ไปช่วยกันเก็บฟืนมาให้คุณแม่ต้มเกี๊ยวกันดีกว่า"
คำพูดของพี่ชายราวกับเป็นยากระตุ้นชั้นดี โจวเจ๋อหานรีบวิ่งไปเปิดสมุดการบ้านของตัวเองทันที การบ้านที่คุณครูให้ในวันนี้คือการเขียนเรียงความเกี่ยวกับวันขึ้นปีใหม่ ตอนแรกเขาก็มืดแปดด้านไม่รู้จะเขียนอะไรดี แต่ตอนนี้จู่ๆ ความคิดก็แล่นฉิวไปหมด เขาเปิดสมุดแล้วจรดดินสอเขียนลงไปอย่างไม่ลังเล
หัวข้อ: การห่อเกี๊ยวกับคุณพ่อคุณแม่ (ฉบับร่าง)
เนื้อหา: คุณแม่บอกว่าพรุ่งนี้เป็นวันปีใหม่ ท่านจะทำเกี๊ยวให้พวกเรากิน คุณพ่อเพิ่งกลับมาจากโรงเชือดหมู ท่านก็บอกว่าจะมาช่วยพวกเราห่อเกี๊ยวด้วยเหมือนกัน ผมเดาว่าคุณพ่อต้องขี้โม้แน่ๆ เลย เขาจะไปห่อเกี๊ยวเป็นได้ยังไงกัน แต่ผมไม่เหมือนคุณพ่อนะ คุณแม่บอกว่าผมฉลาดจะตายไป เดี๋ยวดูสิว่าพรุ่งนี้ผมจะเรียนรู้ได้ในพริบตาเดียวเลยคอยดู เกี๊ยวที่ผมปั้นจะต้องเป็นตัวที่ใหญ่ที่สุดแล้วก็สวยที่สุดในบ้านด้วย อ้อ แล้วผมก็จะกินเกี๊ยว 10 ตัว กินบัวลอยอีก 10 ลูกใหญ่ๆ โอ๊ย มีความสุขจังเลย
เด็กชายเขียนไปก็ยิ้มไป จนโจวเจ๋อตงที่กำลังนั่งคัดลายมืออยู่ข้างๆ ต้องแอบเหล่ตามองอยู่หลายครั้ง นี่น้องชายของเขากำลังฝันหวานถึงเรื่องอะไรอยู่นะ ถึงได้ทำหน้าตาเคลิบเคลิ้มซะขนาดนั้น
เขาส่ายหัวเบาๆ แล้วก้มหน้าก้มตาคัดลายมือของตัวเองต่อไป สมุดคัดลายมือที่คุณแม่ซื้อมาให้มีแบบตัวอักษรแปลกตาที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนเต็มไปหมด โจวเจ๋อตงรู้สึกสนใจมันมาก ทุกๆ วันหลังจากทำการบ้านเสร็จ เขาจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมงในการฝึกคัดลายมือ และหลังจากที่ฝึกฝนมาได้ระยะหนึ่ง เขาก็พบว่าลายมือของตัวเองดูสวยงามและเป็นระเบียบขึ้นมากจริงๆ
คุณแม่นี่เก่งที่สุดเลย หาของดีๆ มีประโยชน์มาให้พวกเขาได้เสมอ
ทางด้านห้องครัว ซือเนี่ยนกำลังง่วนอยู่กับการอุ่นอาหารให้โจวเยว่เซิน เธอจะทำอาหารเผื่อไว้สำหรับเขาทุกมื้อ แล้วแบ่งเก็บไว้ต่างหาก เผื่อว่าเขากลับมาดึกๆ ดื่นๆ จะได้มีอะไรร้อนๆ กินรองท้องได้ทันที
หลังจากทำมื้อเย็นเสร็จ เถ้าถ่านในเตาก็ยังคงร้อนระอุอยู่ ซึ่งสามารถใช้ให้ความร้อนต่อไปได้อีกพักใหญ่
ขณะที่เธอกำลังผัดกับข้าวอยู่ในกระทะ จู่ๆ เงาร่างสูงใหญ่ก็ทาบทับลงมาจากด้านหลังจนเธอรู้สึกได้
ซือเนี่ยนหันกลับไปมองก็พบว่าเป็นโจวเยว่เซินที่เดินตามเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ระยะห่างของพวกเขาสองคนในตอนนี้ใกล้กันมากจนหัวใจของเธอเต้นไม่เป็นส่ำ
ไอเย็นจากร่างกายของเขาจางหายไปหมดแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงกลิ่นกายจางๆ อันเป็นเอกลักษณ์ที่ให้ความรู้สึกสดชื่น
"คุณเข้ามาทำไมหรือคะ หิวแล้วเหรอ ทางนี้ใกล้จะเสร็จแล้วค่ะ"
โจวเยว่เซินก้มลงมองเธอ ดวงตาสีนิลของเขาลุ่มลึกราวกับมหาสมุทรที่พร้อมจะดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่างให้จมดิ่งลงไป
ซือเนี่ยนรู้สึกว่าขนตาของตัวเองกำลังสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้ ขณะที่กำลังคิดว่าจะพูดอะไรเพื่อทำลายความเงียบนี้ดี เขาก็ยื่นมือออกมาหาเธอ
"ผมทำเองดีกว่า ดึกแล้ว คุณไปพักผ่อนเถอะ" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและนุ่มนวล
"ไม่ต้องหรอกค่ะ ของฉันใกล้จะเสร็จแล้ว คุณไปตักซุปร้อนๆ มาดื่มแก้หนาวก่อนดีกว่า อยู่ในหม้อตรงนั้นน่ะค่ะ"
เขาหันไปมองตามที่เธอบอกแล้วเดินไปเปิดตู้กับข้าวหยิบชามใบใหญ่ออกมา เมื่อเปิดฝาหม้อดินเผา ไอความร้อนพร้อมกับกลิ่นหอมของน้ำซุปก็ลอยฟุ้งขึ้นมาทันที
ซือเนี่ยนมักจะทำซุปตุ๋นไว้เสมอในทุกมื้ออาหาร เพราะมันดีต่อสุขภาพ หลายปีที่ผ่านมานี้โจวเยว่เซินทำงานหนักจนไม่มีเวลากินข้าวให้ตรงเวลา แม้ว่ากระเพาะของเขาจะแข็งแกร่งแค่ไหน แต่บางครั้งก็ยังมีอาการปวดท้องอยู่บ้าง แต่หลังจากที่ได้ซดซุปร้อนๆ ฝีมือเธอทุกวัน อาการเหล่านั้นก็ค่อยๆ หายไปจนไม่กลับมาเป็นอีกเลย
โจวเยว่เซินไม่ได้ยกอาหารออกไปกินข้างนอก แต่เลือกที่จะนั่งกินง่ายๆ ที่โต๊ะเล็กในครัวแทน ห้องครัวของบ้านโจวมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ซือเนี่ยนจึงเอาโต๊ะเล็กๆ มาตั้งไว้ เผื่อวันไหนมีแขกมาบ้านเยอะๆ จะได้ใช้เป็นที่นั่งเสริมได้ และยังใช้วางของต่างๆ ได้สะดวกอีกด้วย
หลังจากที่เขากินเสร็จ เธอก็จัดการเก็บล้างถ้วยชาม แล้วเดินไปส่งเขาที่หน้าประตู
ข้างนอกมืดสนิท มีเพียงแสงจันทร์สลัวๆ กับลมหนาวที่พัดโชยมาเป็นระยะ ซือเนี่ยนที่สวมเพียงชุดอยู่บ้านบางๆ รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว
โจวเยว่เซินมองเธอด้วยแววตาอ่อนโยน "กลับเข้าไปนอนเถอะ"
เธอพยักหน้ารับ "คุณก็รีบกลับมานะคะ"
เขาพยักหน้าเบาๆ ทั้งสองยืนสบตากันอยู่เงียบๆ ท่ามกลางความมืด เด็กๆ เข้าห้องนอนกันไปหมดแล้ว ต้าหวงเองก็หลบไปนอนในที่ของมัน บรรยากาศรอบตัวจึงเหลือเพียงเสียงลมหวีดหวิวกับเสียงลมหายใจของคนสองคน
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง โจวเยว่เซินก็ขยับเข้าไปใกล้ ร่างสูงของเขาโน้มลงมาเล็กน้อย มือใหญ่ประคองท้ายทอยของเธอไว้ ก่อนจะประทับจุมพิตแผ่วเบาลงบนขมับของเธอ
"ฝันดี"
ขนตาของซือเนี่ยนสั่นระริก "ฝันดีค่ะ"
…
ณ ฟาร์มหมู
เสียงร้องโหยหวนของหมูดังระงมไปทั่วบริเวณจนกระทั่งถึงตีหนึ่งจึงค่อยๆ สงบลง รอบๆ ฟาร์มไม่ค่อยมีบ้านคนอาศัยอยู่มากนัก เพราะตอนที่โจวเยว่เซินมาเช่าที่นี่ มันเป็นเพียงที่ดินรกร้างว่างเปล่าเท่านั้น ดังนั้นต่อให้พวกเขาจะเชือดหมูกันตอนดึกดื่นแค่ไหน ก็ไม่มีทางไปรบกวนการนอนของใครได้อย่างแน่นอน
หลังจากที่เชือดหมูและแพ็กลงกล่องเรียบร้อยแล้ว โจวเยว่เซินกับหลินเฟิงก็ต้องขับรถฝ่าความมืดเพื่อนำของไปส่งในตัวเมืองต่อทันที การขับรถตอนกลางคืนค่อนข้างอันตราย หากปล่อยให้หลินเฟิงไปคนเดียวเขาก็ไม่สบายใจนัก โจวเยว่เซินจึงต้องไปด้วยตัวเองเสมอ อย่างน้อยถ้าเหนื่อยก็ยังมีคนช่วยสลับกันขับได้
เวลาตีสอง อวี๋ตงเดินหาวเข้ามาในห้องทำงานของโจวเยว่เซิน
เขายังคงนั่งเขียนรายการสินค้าอยู่ที่โต๊ะ อวี๋ตงจึงเอ่ยปากเรียก "พี่ใหญ่"
โจวเยว่เซินไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามอง เขายังคงง่วนอยู่กับการจัดเอกสารบนโต๊ะ "มีเรื่องอะไร"
"พรุ่งนี้เราหยุดไม่ใช่เหรอ ผมเลยชวนพวกพี่น้องไว้ว่าจะไปรวมตัวสังสรรค์กันในเมืองตอนเย็นๆ หน่อย"
โจวเยว่เซินลุกขึ้นยืน รวบรวมเอกสารทั้งหมดแล้วเย็บติดกัน ก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะ "ไม่มีเวลา"
อวี๋ตงถึงกับร้องออกมา
"โธ่ เราไม่ได้รวมตัวกันมานานแค่ไหนแล้วเนี่ย ทุกคนบ่นคิดถึงอยากจะชนแก้วด้วยกันจะแย่แล้ว อุตส่าห์ได้หยุดทั้งที พี่ดันไม่ไปเนี่ยนะ ยังเห็นพวกเราเป็นพี่เป็นน้องกันอยู่ไหมเนี่ย"
[จบบท]