บทที่ 195: แขกไม่ได้รับเชิญ
โจวเจ๋อหานที่กำลังจะวิ่งผ่านพ่อไปถึงกับเบรกตัวโก่ง แม้ว่าโจวเยว่เซินจะไม่เคยดุลูกๆ เลย แต่แค่สายตาคมกริบของเขาก็มีอานุภาพมากพอที่จะทำให้เด็กน้อยขวัญผวาได้แล้ว พูดตามตรงคือโจวเจ๋อหานก็ยังเกรงๆ พ่อคนนี้อยู่ไม่น้อย หลังจากเดินผ่านจุดอันตรายไปได้ เขาก็รีบวิ่งจู๊ดเข้าครัวไปล้างมือทันที
พอโจวเยว่เซินเดินตามเข้าไปในบ้าน ซือเนี่ยนก็กวักมือเรียกอย่างร่าเริง
“คุณ มานี่เร็วค่ะ เรามาช่วยกันห่อเกี๊ยวกัน”
โจวเยว่เซินมองภรรยาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับแล้วเดินไปนั่งลงข้างๆ เธออย่างว่าง่าย
ไม่ทันไร โจวเจ๋อหานก็วิ่งสะบัดมือกลับมา แล้วก็พุ่งตัวเข้าไปแทรกกลางระหว่างพ่อกับแม่ พร้อมกับทำเสียงฮึดฮัด “พ่อครับ ขยับไปหน่อยสิ ผมจะนั่งด้วย มันเบียดนะ”
โจวเยว่เซินเหลือบตามองลูกชายตัวแสบ ก่อนจะยอมขยับที่ว่างให้เขาแทรกตัวเข้ามาจนได้ ทางด้านโจวเจ๋อตงที่อุ้มน้องสาวเดินตามมา เขามองพ่อแม่สลับกับน้องชายที่ยึดพื้นที่ตรงกลางไปแล้วอย่างชั่งใจ สุดท้ายก็เลือกที่จะเดินไปนั่งอีกฝั่งหนึ่งข้างๆ ซือเนี่ยนแทน
“พี่ครับ ดูผมห่อเกี๊ยวนะ” โจวเจ๋อหานทำหน้าขึงขัง หยิบแผ่นแป้งขึ้นมาโชว์พี่ชายอย่างภาคภูมิใจ
โจวเจ๋อตงเหลือบมองแผ่นแป้งยับๆ ในมือน้องชายแวบหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร โจวเจ๋อหานเองก็ไม่สนใจท่าทีของพี่ชาย เขาพูดต่ออย่างกระตือรือร้น “พี่ครับ เรามาแข่งกันไหมว่าใครจะห่อเกี๊ยวได้เยอะกว่ากัน” จากนั้นก็หันไปหาซือเนี่ยน “คุณแม่ คุณแม่ว่าผมกับพี่ใครจะชนะครับ”
ซือเนี่ยนยิ้มอย่างเอ็นดู “แม่ไม่รู้หรอกจ้ะว่าใครจะชนะ แต่แม่จะคอยเชียร์พวกหนูทั้งสองคนเลย”
คำพูดให้กำลังใจนั้นทำให้มือของโจวเจ๋อตงที่กำลังจะหยิบแผ่นแป้งชะงักไป เขาแอบชำเลืองมองซือเนี่ยน พอสบตากับเธอเข้าพอดี ใบหน้าเล็กๆ ก็ขึ้นสีแดงระเรื่อ เขารีบก้มหน้าหนี แต่ดูเหมือนว่าความเร็วในการห่อเกี๊ยวจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
“ถ้าอย่างนั้นผมชนะชัวร์” โจวเจ๋อหานประกาศก้อง เรื่องเรียนอาจจะสู้พี่ชายไม่ได้ แต่เรื่องห่อเกี๊ยวนี่มั่นใจเกินร้อย ถ้าถามว่าเอาความมั่นใจมาจากไหน เขาก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน รู้แค่ว่ามั่นใจก็แล้วกัน
“ผมจะกินไส้เนื้อเยอะๆ เลย” ว่าแล้วก็ตักไส้เนื้อก้อนโตโปะลงบนแผ่นแป้งของตัวเอง โจวเจ๋อตงไม่ได้พูดอะไร แต่ก็แอบตักไส้เนื้อเพิ่มเหมือนกัน แต่เขาฉลาดกว่าน้องชายที่ถ้าใส่ไส้เยอะไป แป้งมันจะแตกโพละออกมา
ซือเนี่ยนเหลือบมองสามี ตอนแรกนึกว่าเขาจะทำไม่เป็น แต่ที่ไหนได้ ท่าทางคล่องแคล่วไม่เบาเลย เธอเลิกคิ้วอย่างทึ่งๆ แล้วหันกลับมามองลูกชายคนรองที่ตอนนี้ทำแป้งแตกสมใจอยาก
เด็กน้อยมีท่าทีเลิ่กลั่ก พอเห็นว่าไม่มีใครสนใจ เขาก็รีบเอาแป้งชิ้นเล็กๆ มาแปะปิดรอยแตกไว้อย่างเนียนๆ ส่วนโจวเจ๋อตงนั้นยังคงก้มหน้าก้มตาห่อเกี๊ยวด้วยสีหน้าจริงจังราวกับกำลังทำภารกิจระดับชาติ โดยมีต้าหวงนั่งหมอบคอยให้กำลังใจอยู่ไม่ห่าง
บรรยากาศแสนสุขดำเนินไปได้ไม่นาน ก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงแหลมปรี๊ดที่ดังขึ้นจากหน้าประตู “พี่ใหญ่ ต้าหวงไปไหนแล้วล่ะ ฆ่าทิ้งไปแล้วเหรอ ดีเลย หมาตัวนั้นมันดุจะตาย กัดคนขึ้นมาจะยุ่งเอานะ”
เสียงนั้นทำให้ทุกคนในบ้านรวมถึงต้าหวงต้องหันไปมองเป็นตาเดียว
ต้าหวงคง: เอ๊ะ ใครตายนะ
ซือเนี่ยนขมวดคิ้วมองไปยังต้นเสียง ก็เห็นโจวถิงถิงหอบข้าวของพะรุงพะรังเดินเข้ามา สงบเสงี่ยมเจียมตัวได้ไม่เท่าไหร่ ก็กลับมาอาละวาดอีกแล้วเหรอ ช่างกล้ากลับมาเหยียบบ้านหลังนี้อีกนะ
เด็กๆ ทั้งสองมองผู้มาเยือนด้วยสายตาระแวดระวัง โจวเยว่เซินขมวดคิ้วมุ่น สีหน้าเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความเย็นชา “เธอมาทำไม”
ที่แท้เรื่องมันก็เป็นแบบนี้...ตอนนี้ครอบครัวฝั่งสามีของโจวถิงถิงกำลังลำบาก แม่สามีตกงาน น้องสามีก็ติดคุก แถมยังต้องคอยส่งเงินให้ใช้จ่ายอีก ภาระทั้งหมดเลยตกมาอยู่ที่เธอกับสามีเต็มๆ
เมื่อวานเธอเพิ่งทะเลาะกับสามีอย่างรุนแรงจนถูกไล่ออกจากบ้านมาหมาดๆ โจวถิงถิงไม่มีที่ไป เลยต้องซมซานกลับมาตายรังที่บ้านนอก
เธอรู้ดีว่าตั้งแต่ความสัมพันธ์กับพี่ชายขาดสะบั้นลง ครอบครัวหลี่ก็ไม่เคยเห็นเธออยู่ในสายตา แถมยังคอยพูดกระทบกระแนะแหนหาว่าเป็นตัวซวยอยู่เรื่อย ยิ่งเมื่อวานนี้พอรู้ข่าวว่าบ้านโจวช่วยครอบครัวของซือเนี่ยนขายเนื้อตุ๋นพะโล้จนร่ำรวย เธอก็ยิ่งโดนด่าหนักกว่าเดิมเข้าไปอีก จนสุดท้ายก็ถูกสามีไล่ออกจากบ้าน
โจวถิงถิงอัดอั้นตันใจจนแทบกระอัก แต่ในหัวก็คิดแผนการออก เธอรู้ว่าขอแค่กลับไปคืนดีกับพี่ชายได้ เดี๋ยวสามีตัวดีก็ต้องบากหน้ามาง้อขอให้เธอกลับบ้านเอง คิดได้ดังนั้นเธอจึงดั้นด้นกลับมา โชคยังดีที่ไม่เจอเจ้าหมาตัวยักษ์เฝ้าอยู่หน้าประตู ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่กล้าก้าวเข้ามาแน่ๆ
เมื่อเห็นสายตาไม่ต้อนรับของทุกคน โจวถิงถิงก็ยังคงตีหน้าหนา เดินเข้ามานั่งลงข้างๆ โต๊ะ มองเกี๊ยวที่ห่อเสร็จแล้วพลางพูดเสียงอ่อนเสียงหวาน “พี่คะ ฉันจะมาทำอะไรได้ ก็ต้องมาเยี่ยมพี่กับหลานๆ น่ะสิคะ ที่ผ่านมาฉันยุ่งมากเลยไม่ได้กลับมาเลย เรื่องเก่าๆ ฉันรู้ว่าฉันผิดไปแล้ว ฉันสำนึกผิดแล้วจริงๆ พี่อย่าโกรธฉันเลยนะ ยังไงซะฉันก็น้องสาวแท้ๆ ของพี่นะคะ”
โจวถิงถิงแสร้งทำหน้าตาน่าสงสาร สายตาก็จับจ้องอยู่ที่ไส้เนื้อบนโต๊ะ เธอเดินมาไกลจนหิวตาลาย ตอนนี้เลยไม่คิดจะเกรงใจใครอีกแล้ว “กินเกี๊ยวกันอยู่เหรอคะ กำลังหิวพอดีเลย พี่สะใภ้ ต้มให้ฉันสักชามสิคะ”
การที่เธอเรียกซือเนี่ยนว่า ‘พี่สะใภ้’ ด้วยน้ำเสียงประจบประแจงแบบนี้ ทำเอาซือเนี่ยนถึงกับขนลุกซู่ มันเข้าตำราที่ว่าไว้ไม่มีผิด ไม่มีเรื่องแล้วมาเอาใจ ไม่ใช่โจรก็ต้องมีแผนชั่วร้ายอะไรสักอย่างแน่นอน
ซือเนี่ยนยังไม่ทันจะได้อ้าปาก โจวเยว่เซินก็ชิงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น “มือไม่มีหรือไง”
ซือเนี่ยนเป็นพี่สะใภ้ ไม่ใช่คนใช้ที่เธอจะมาชี้นิ้วสั่งได้
รอยยิ้มของโจวถิงถิงเจื่อนลงทันที ถ้าเป็นปกติเธอคงวีนแตกไปแล้ว แต่วันนี้กลับทำตัวผิดวิสัย ยิ้มแหยๆ แล้วตอบว่า “ค่ะๆ เดี๋ยวฉันไปต้มเอง”
เด็กทั้งสองมองตามร่างของอาหญิงที่ไม่ได้รับเชิญด้วยความเซ็ง บรรยากาศอบอุ่นเมื่อครู่หายวับไปกับตา พวกเขาไม่ชอบอาคนนี้เลยจริงๆ
แต่ดูเหมือนโจวถิงถิงจะไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรเลย เธอยังขยันขันแข็งยกชามกับตะเกียบมาให้ทุกคน
“พี่ใหญ่คะ ฉันถูกที่บ้านสามีไล่ออกมา คงต้องขออาศัยอยู่ที่นี่สักสองสามวันนะคะ พี่ไม่ต้องห่วงนะ ครั้งนี้ฉันไม่ได้มาหาเรื่องจริงๆ ตอนนี้ฉันตาสว่างแล้ว เห็นธาตุแท้ของคนบ้านนั้นหมดแล้ว ฉันจะไม่ทะเลาะกับพี่เพราะพวกเขาอีกแล้วค่ะ”
เธอแสร้งปาดน้ำตาพลางชำเลืองมองพี่ชาย แต่เขาก็ยังคงทำหน้านิ่ง ไม่ได้รู้สึกเห็นใจเลยสักนิด
โจวถิงถิงกัดฟันกรอด ก่อนจะปล่อยโฮออกมา “พี่คะ ขอร้องล่ะ ให้ฉันอยู่ที่นี่เถอะนะ ฉันรู้ว่าที่ผ่านมาฉันทำไม่ดีกับพี่สะใภ้ไว้เยอะจนทำให้พี่ผิดหวัง แต่มันเป็นเพราะคนบ้านหลี่บังคับฉันจริงๆ นะคะ”
พูดจบก็หันไปบีบน้ำตากับซือเนี่ยน
“พี่สะใภ้ ให้ฉันอยู่ที่นี่เถอะนะ จะให้ฉันเป็นวัวเป็นควายให้ใช้งานก็ได้ ฉันจะอยู่แค่แป๊บเดียวแล้วจะรีบไปเลยค่ะ จริงๆ นะคะ”
ซือเนี่ยนไม่ได้ตอบอะไร แต่เลือกที่จะโยนเผือกร้อนก้อนนี้ไปให้โจวเยว่เซินตัดสินใจแทน โจวถิงถิงเป็นน้องสาวแท้ๆ ของเขา เธอในฐานะคนนอกคงพูดอะไรมากไม่ได้ อีกอย่างเรื่องฉาวโฉ่ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ก็ทำให้ชื่อเสียงของเธอในหมู่บ้านป่นปี้ไปหมดแล้ว ถึงเธอจะไม่แคร์ แต่ถ้าถูกนินทาบ่อยๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องดี
โจวถิงถิงร้องไห้ฟูมฟายไป มือก็คีบเกี๊ยวที่ห่อไว้อย่างสวยงามใส่ชามตัวเองไม่หยุด ซึ่งโจวเจ๋อหานจำได้แม่นว่านั่นเป็นฝีมือของคุณแม่ของเขาทั้งนั้น!
เด็กน้อยหน้ามุ่ยทันที เขาอุ้มชามเกี๊ยวของตัวเองเตรียมจะลุกหนี ไม่อยากจะเห็นหน้าอาหญิงใจร้ายคนนี้อีกต่อไป
โจวถิงถิงเห็นแล้วก็ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ เมื่อก่อนโจวเจ๋อหานขี้ขลาดจะตาย เห็นหน้าเธอก็กลัวจนตัวสั่นเหมือนหนูเห็นแมว แต่ดูตอนนี้สิ กล้าดียังไงมาทำหน้าบึ้งตึงใส่เธอ พี่ชายกับพี่สะใภ้จะทำก็เรื่องหนึ่ง แต่นี่มันแค่เด็กกำพร้าคนหนึ่ง กล้าดียังไงมาทำท่าทางแบบนี้ใส่อาแท้ๆ ของตัวเอง นี่มันจะมากเกินไปแล้วนะ
โจวถิงถิงมองหลานชายด้วยความหมั่นไส้ เมื่อก่อนเด็กคนนี้หัวอ่อนจะตายไป เดี๋ยวนี้ทำไมมันถึงได้แข็งข้อขนาดนี้ คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากซือเนี่ยนที่คอยให้ท้ายจนเคยตัว
เธออดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากแขวะ “พี่ใหญ่ ดูหลานสิคะ ไม่ได้เรื่องเลย คนเป็นอามาทั้งคนไม่รู้จักทักทายไม่พอ ยังจะมาทำหน้าบึ้งใส่กันอีก ไม่รู้ว่าเลี้ยงลูกกันอีท่าไหน”
โจวเยว่เซินข่มความรำคาญที่คุกรุ่นอยู่ในใจ ท่าทีของเขายิ่งเย็นชาลงไปอีกหลายส่วน “ฉันสอนเอง...ถ้าผู้ใหญ่อย่างเธอยังทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีไม่ได้ แล้วจะไปหวังอะไรกับเด็ก ที่นี่ไม่มีห้องว่างให้เธออยู่ กลับไปซะ”
เขาเอ่ยปากไล่อย่างไม่ไว้หน้า ไม่ได้มีท่าทีอ่อนลงเพราะคำพูดประจบประแจงของโจวถิงถิงเลยแม้แต่น้อย น้องสาวคนนี้ของเขามันสมองทึบมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่ถึงยังไงก็เป็นน้องในไส้ จะให้ตัดขาดกันไปเลยก็คงทำไม่ได้
หลายปีมานี้ตั้งแต่แต่งงานออกเรือนไปก็นึกว่าจะนิสัยดีขึ้น แต่พอเขาแต่งงานกับซือเนี่ยน เธอก็กลับมาทำตัวน่ารำคาญเหมือนเดิมไม่มีผิด
พอจนมุมเข้าหน่อย โจวถิงถิงก็เริ่มงัดไม้ตายออกมาใช้ เธอรู้สึกผิดขึ้นมาตะหงิดๆ เรื่องที่เคยพาคนมาอาละวาดจนเด็กๆ ขวัญเสียเมื่อคราวก่อน ที่พี่ชายพูดคงจะหมายถึงเรื่องนั้นสินะ
เธอยอมรับผิดอย่างเสียไม่ได้ “พี่ใหญ่คะ ฉันรู้ว่าฉันผิด ฉันขอโทษก็ได้ แต่พี่ลืมไปแล้วเหรอว่าอีกไม่กี่วันก็จะถึงวันครบรอบวันตายของพี่สาวเราแล้วนะ ที่ฉันกลับมาก็เพราะเรื่องนี้แหละค่ะ...”
เธอพยายามเค้นน้ำตาออกมาสองสามหยด ทำเสียงสั่นเครือ “พี่สาวจากไปตั้งนานแล้ว ครอบครัวเราก็เหลือกันอยู่แค่สองคนพี่น้อง พี่สาวบนสวรรค์คงไม่อยากเห็นเราบาดหมางกันแบบนี้หรอก”
แต่ดูเหมือนว่าพี่ชายของเธอจะใจแข็งเป็นหิน ไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านเลยสักนิด ในใจของโจวถิงถิงจึงอดน้อยเนื้อต่ำใจไม่ได้ เขาเป็นพี่ชายแท้ๆ ของเธอนะ แค่ขอกลับมานอนบ้านสักสองสามคืนทำไมถึงต้องใจดำขนาดนี้ด้วย เธอรู้สึกเหมือนถูกคนทั้งโลกทอดทิ้ง หัวใจแหลกสลายไม่มีชิ้นดี
“ถ้าพี่ยังไม่ยอมให้อภัยฉันเพราะเรื่องที่ฉันทำกับพี่สะใภ้ งั้นฉันจะไปคุกเข่าอยู่หน้าบ้านจนกว่าพวกพี่จะใจอ่อน” พูดจบก็ทำทีเป็นจะเดินออกไปคุกเข่าหน้าบ้าน ในใจก็นับถอยหลัง ‘สาม... สอง... หนึ่ง... เร็วเข้าสิ ห้ามฉันเร็ว!’
เธอไม่ได้อยากจะคุกเข่าจริงๆ หรอก แค่ขู่ให้กลัวเท่านั้นแหละ วันนี้เป็นวันปีใหม่ คนเดินผ่านไปมาให้วุ่น ถ้ามีคนมาเห็นเข้า รับรองว่าได้เป็นขี้ปากชาวบ้านไปอีกนานแน่
แต่ปรากฏว่าทุกคนในบ้านพร้อมใจกันทำหูทวนลม ไม่มีใครคิดจะห้ามเธอเลยสักนิด โจวถิงถิงแทบอยากจะกรอกตามองบน เมื่อคำพูดได้หลุดออกจากปากไปแล้ว จะกลับคำตอนนี้ก็เสียหน้าแย่ เธอจึงกัดฟันแน่น ยอมคุกเข่าลงไปจริงๆ
วินาทีที่หัวเข่าสัมผัสกับพื้นดินเย็นเฉียบ โจวถิงถิงรู้สึกอัปยศอดสูอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ศักดิ์ศรีที่เคยมีถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี ถ้าคุกเข่าในบ้านยังพอทำใจได้ แต่นี่มันนอกบ้านนะ ถ้ามีคนมาเห็นเข้า ไม่ใช่แค่บ้านโจวหรอกที่จะเสียหน้า แต่หน้าของเธอเองก็จะไม่มีที่ให้วางเหมือนกัน
ในตอนที่สถานการณ์กำลังจะเลวร้ายไปกว่านี้ ซือเนี่ยนก็เอ่ยขึ้น “พอแล้วค่ะ ลุกขึ้นเถอะ ทำแบบนี้ฉันรับไม่ไหวหรอก”
สีหน้าของโจวถิงถิงบิดเบี้ยวไปชั่วขณะ แต่พอเห็นสายตาเย็นชาของพี่ชาย เธอก็ฝืนยิ้มออกมา “ถ้าอย่างนั้น...ให้ฉันอยู่ที่นี่ได้หรือยังคะพี่สะใภ้ ตอนนี้พี่ต้องดูแลทั้งลูกๆ ทั้งต้องเอาข้าวไปส่งให้พี่ใหญ่ คงจะเหนื่อยแย่เลย ให้ฉันช่วยแบ่งเบาภาระนะคะ รับรองว่าฉันไม่กินข้าวฟรีๆ แน่นอน”
แน่นอนว่าในใจของเธอมีแผนการซ่อนอยู่...ไหนๆ แม่สามีก็ตกงานแล้ว ถ้าเธอได้เรียนรู้วิธีทำเนื้อตุ๋นพะโล้สูตรเด็ดนี่ไปล่ะก็ อนาคตก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีเงินใช้อีกต่อไป เมื่อคิดถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับ ความอัปยศอดสูที่ได้รับในวันนี้ก็ดูจะคุ้มค่าขึ้นมาทันที
นี่แหละคือการยอมสงบศึกเพื่อรอวันชิงความลับสุดยอด!
“จริงเหรอ พูดแล้วห้ามคืนคำนะ” ซือเนี่ยนถามย้ำ
“จริงสิคะ แน่นอน” โจวถิงถิงรีบรับคำ
ซือเนี่ยนหันไปทางโจวเยว่เซิน “ได้ค่ะ ในเมื่อน้องสาวของคุณอุตส่าห์ตั้งใจมาขอขมาขนาดนี้ ก็ให้เธออยู่ที่นี่เถอะค่ะ ไม่อย่างนั้นถ้าปล่อยให้ไปคุกเข่าอยู่หน้าบ้าน มีหวังได้เป็นขี้ปากชาวบ้านกันพอดี คนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอาจจะนึกว่าเราสองคนพี่ชายพี่สะใภ้ใจร้ายใจดำเกินไปก็ได้”
คำพูดนั้นแทงใจดำโจวถิงถิงอย่างจังจนหน้าแดงก่ำ เธอขบกรามแน่นจนแทบแหลก โจวเยว่เซินมองภรรยาอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าเธอตัดสินใจแล้ว เขาก็ไม่ได้คัดค้านอะไร
การมาถึงของโจวถิงถิงทำให้บรรยากาศการกินเกี๊ยวที่เคยครื้นเครงเงียบเหงาลงถนัดตา เนื้อที่เคยหอมหวนชวนกินก็ดูจะจืดชืดไปเสียดื้อๆ
โจวถิงถิงเดินไปตักเกี๊ยว พอตักขึ้นมาได้หนึ่งตัว โจวเจ๋อหานก็ร้องทักทันที “นั่นพ่อห่อให้คุณแม่นะ”
โจวถิงถิงโมโหจนแทบอยากจะปาชามทิ้ง แต่พอเห็นสายตาของพี่ชายมองมา ก็ต้องฝืนยิ้มแล้วแก้ตัว “ฉันตักให้พี่สะใภ้ต่างหากล่ะ” ว่าแล้วก็หันไปถลึงตาใส่หลานชายตัวแสบ แต่โจวเจ๋อหานหาได้กลัวไม่ เพราะเขารู้ว่าตอนนี้มีคุณพ่อคุณแม่คอยปกป้องอยู่ทั้งคน
พอเห็นโจวถิงถิงตักเกี๊ยวขึ้นมาอีกตัว เขาก็ร้องขึ้นอีก “นั่นพี่ชายห่อให้คุณแม่”
“...”
“ส่วนนั่นก็ผมห่อให้คุณแม่เหมือนกัน ผมไม่ได้ห่อเผื่อคุณสักหน่อย”
“แก!” โจวถิงถิงเลือดขึ้นหน้าจนแทบอยากจะขว้างชามทิ้ง ‘แม่ แม่ แม่อะไรกันนักหนา แม่ของพวกแกตายไปตั้งนานแล้วโว้ย นี่มันผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้’
เธอคิดอย่างหัวเสีย ก่อนจะเลิกสนใจโจวเจ๋อหาน แล้วหันไปตักแต่เกี๊ยวที่ห่ออย่างสวยงามแทน ไอ้พวกหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่นั่นน่ะ เธอไม่พิศวาสหรอก
พอทุกคนในบ้านตักเกี๊ยวเสร็จ เธอก็รีบหยิบเกี๊ยวที่ห่ออย่างประณีตลงไปต้มในหม้อ แต่ยังไม่ทันไร โจวเจ๋อหานก็วิ่งกลับมาจ้องเขม็งที่หม้อเกี๊ยวของเธอ
“มีอะไรอีก” โจวถิงถิงแทบจะกรี๊ดออกมา
“นี่คุณแม่ห่อให้ผมนะ ฮือๆๆ คุณจะมาแย่งของผมไม่ได้”
โจวถิงถิงถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
หลังมื้ออาหาร โจวเยว่เซินก็ขึ้นไปติดตั้งอ่างอาบน้ำให้ซือเนี่ยนบนชั้นสอง พอสบโอกาสที่พี่ชายไม่อยู่ โจวถิงถิงก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือทันที เธอนั่งเหยียดขาบนโซฟาอย่างสบายอารมณ์ มองหลานชายทั้งสองที่กำลังดูทีวีอยู่แล้วก็เริ่มออกคำสั่ง
“นี่พวกแกวันๆ ไม่ทำอะไรเลยหรือไง รู้จักช่วยงานบ้านบ้างสิ เด็กบ้านนอกที่ไหนเขาจะมานั่งสบายแบบพวกแกกัน” ว่าแล้วก็ชี้มือสั่ง “เจ้าคนโต ไปรินน้ำมาให้อาแก้วหนึ่งสิ ส่วนเจ้าคนรอง ไปกวาดบ้านเดี๋ยวนี้เลย สกปรกจะตายอยู่แล้ว แล้วก็เอาหมาตัวนั้นออกไปด้วยนะ ไม่รู้ว่ามีพยาธิเยอะแค่ไหน อี๋~ ทนไม่ไหวจริงๆ”
เด็กทั้งสองมองหน้ากัน แต่ก็ไม่มีใครลุกขึ้นทำตามคำสั่ง
ซือเนี่ยนที่เดินลงมาได้ยินพอดีก็เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม “อ้าว ไหนน้องสามีบอกว่าจะมาเป็นวัวเป็นควายเป็นควายให้ฉันไม่ใช่เหรอ ทำไมตอนนี้ถึงมาใช้งานเด็กๆ ซะแล้วล่ะ เสี่ยวตงกับเสี่ยวหานนานๆ จะได้หยุดพักสักที พวกเขาต้องพักผ่อนให้เต็มที่สิคะ ไม่อย่างนั้นจะเอาแรงที่ไหนไปเรียนหนังสือ”
ซือเนี่ยนส่งยิ้มหวานให้โจวถิงถิง “ไหนๆ น้องสาวก็อุตส่าห์ตั้งใจจะมาขอขมาถึงขั้นยอมคุกเข่าให้ ฉันในฐานะพี่สะใภ้ผู้ใจกว้างก็คงจะทำเป็นไม่เห็นไม่ได้
ในเมื่อเป็นอย่างนั้น ฉันก็จะให้โอกาสคุณได้แสดงความจริงใจก็แล้วกัน บ้านมันก็รกๆ อยู่พอดี...ช่วยกวาดบ้านถูบ้านให้สะอาดเอี่ยมเลยนะคะ
อ้อ! ใกล้จะปีใหม่แล้ว...หน้าต่างทุกบานก็ต้องเช็ดด้วย พอเสร็จแล้วก็ไปล้างจานในครัว ฟืนในบ้านก็ใกล้จะหมดแล้ว คุณว่างๆ อยู่ก็ไปเก็บฟืนมาเพิ่มหน่อยก็ดี
แล้ววันนี้แดดดีด้วย ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ช่วยเอาที่นอนของเจ้าต้าหวงไปซักให้หน่อยสิ มันจะได้มีที่นอนอุ่นๆ รับหน้าหนาว...”
[จบบท]