บทที่ 198: เมื่อซือเนี่ยนสวมบทนางร้ายตัวแม่
โจวเยว่เซินยังคงนั่งนิ่งอยู่กับที่ ใบหน้าของเขาเรียบสนิทจนอ่านไม่ออกว่ากำลังรู้สึกอะไร
ส่วนซือเนี่ยนในตอนนี้ เรียกได้ว่าเข้าถึงจิตวิญญาณของป้าข้างบ้านปากตลาดได้อย่างสมบูรณ์แบบ เธอติติงอาหารบนโต๊ะทีละอย่างด้วยท่าทีสบายๆ “น้องสามี นี่ฉันไม่ได้อยากจะว่าอะไรหรอกนะ แต่ฝีมือทำครัวของคุณนี่มันต้องปรับปรุงจริงๆ ไก่จานนี้ก็จืดชืดเหมือนลืมใส่เกลือ ไข่เจียวก็แห้งผากขนาดนี้ จะไปมีสารอาหารอะไรให้เด็กๆ กินกันล่ะ เฮ้อ... แต่ก็เอาเถอะ ในเมื่อทำมาแล้ว ก็คงต้องทนๆ กินไป”
โจวถิงถิงอ้าปากค้าง ทำอะไรไม่ถูก
ที่น่าเจ็บใจกว่านั้นคือหลานๆ ตัวแสบดันพร้อมใจกันพยักหน้าสนับสนุนคำพูดของซือเนี่ยนเป็นเสียงเดียวกัน “ใช่ครับ มันจืดมากจริงๆ”
โจวถิงถิงอยากจะล้มโต๊ะให้รู้แล้วรู้รอด!
เธอไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าอาหารที่ตั้งใจทำสุดฝีมือจะถูกวิจารณ์เสียไม่มีชิ้นดี ถ้าคนที่พูดเป็นซือเนี่ยน เธอก็พอจะทำใจยอมรับได้ เพราะอีกฝ่ายเติบโตมาจากในเมือง แถมยังเคยเป็นลูกคุณหนูมาก่อน เรื่องเยอะหน่อยก็คงไม่แปลก
แต่ไอ้เด็กพวกนี้มันเป็นใครกัน ถึงกล้ามาวิจารณ์ฝีมือทำอาหารของเธอแบบนี้ มันน่าโมโหจนเลือดขึ้นหน้าจริงๆ
แค่มีอะไรให้กินก็บุญหัวเท่าไหร่แล้ว ยังจะมาทำตัวเป็นนักชิมอีก นี่ถ้ามีปีกคงบินขึ้นสวรรค์ไปแล้วกระมัง!
ความโกรธปะทุขึ้นจนควบคุมไม่อยู่ โจวถิงถิงหันขวับไปหาโจวเยว่เซินที่นั่งเงียบอยู่ข้างๆ เพื่อฟ้อง “พี่ใหญ่! พี่เห็นกับตาแล้วนะ ฉันอุตส่าห์เข้าครัวทำอาหารให้ตั้งมากมาย แต่ดูสิ่งที่พี่สะใภ้ทำสิ มีพี่สะใภ้ที่ไหนเขาทำตัวแบบนี้กันบ้าง!”
โจวเยว่เซินปรายตามองน้องสาวด้วยแววตาเย็นชา “ฉันว่า... คงเพราะมีน้องสามีแบบไหน ก็เลยต้องมีพี่สะใภ้แบบนั้นล่ะมั้ง แต่ถ้าจะให้เทียบกันจริงๆ เนี่ยนเนี่ยนคงสู้เธอไม่ได้หรอก เพราะเท่าที่ฉันได้ยินมา ตอนที่เธอแต่งงานเข้าบ้านตระกูลหลี่ใหม่ๆ เธอถึงขนาดไล่ลูกสาวแท้ๆ ของบ้านนั้นออกจากบ้านเลยไม่ใช่เหรอ”
คำพูดของพี่ชายแทงใจดำโจวถิงถิงอย่างจัง
เธอโกรธจนตัวสั่น ไม่ยอมกินข้าวเย็นมื้อนั้นอีกต่อไป แล้วเดินกระทืบเท้าปึงปังขึ้นไปบนชั้นสองของบ้านทันที
ก็แหงล่ะ โกรธซะจนจุกอกขนาดนี้ ใครมันจะไปกินอะไรลง
พอโจวถิงถิงเดินลับตาไป โจวเจ๋อหานก็หันไปพูดกับพ่อของเขาทันที “พ่อครับ ผมไม่ชอบอาเล็กเลย ผมไม่อยากให้เธอมาอยู่ที่บ้านเรา”
โจวเจ๋อตงที่นั่งเงียบอยู่นานก็เสริมขึ้นมาด้วยสีหน้าจริงจัง “พ่อครับ ผมก็ไม่ชอบเธอเหมือนกัน”
“เธอชอบหาเรื่องคุณแม่ตลอดเวลาเลย” เจ้าสองพูดเสริมพี่ชายด้วยความไม่พอใจจนกินข้าวต่อไม่ลง
โจวเยว่เซินเอื้อมมือไปลูบหัวลูกชายคนเล็กที่กำลังแสดงความไม่พอใจออกมาอย่างเต็มที่ ดวงตาสีนิลของเขาฉายแววเย็นเยียบออกมาวูบหนึ่ง
ที่เขายังไม่ไล่โจวถิงถิงออกจากบ้านไปในตอนนี้ ก็เพราะไม่อยากให้ซือเนี่ยนต้องกลายเป็นขี้ปากของชาวบ้านอีกครั้ง
การที่โจวถิงถิงอุตส่าห์บากหน้ามาถึงที่นี่ ทั้งร้องไห้ ทั้งคุกเข่าอ้อนวอนขนาดนั้น แสดงว่าเธอคงเตรียมใจมาอย่างดีแล้วว่าจะไม่ยอมไปไหนง่ายๆ
สำหรับตัวเขาเอง จะถูกนินทายังไงก็ช่าง แต่การกระทำของน้องสาวในครั้งนี้ หากชาวบ้านได้รับรู้เข้า จะต้องถูกนำไปตีความในแง่ลบอย่างแน่นอน
แค่เรื่องของคนบ้านหลิวกับบ้านหลี่ที่ผ่านมา ก็ทำให้ชาวบ้านแอบเอาไปซุบซิบนินทากันสนุกปากพอแล้ว เขาไม่อยากให้ชื่อเสียงของภรรยาต้องมาด่างพร้อยไปมากกว่านี้
แม้จะพยายามไม่ใส่ใจ แต่คำพูดของคนอื่นก็เหมือนไฟลามทุ่ง ยิ่งปล่อยไว้นานก็ยิ่งลุกลามไปไกล
ด้วยเหตุนี้ ตอนที่ซือเนี่ยนยอมให้น้องสามีอยู่ต่อ เขาจึงไม่ได้คัดค้านอะไร
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะปล่อยให้เธออยู่ที่นี่ต่อไปจริงๆ
เหตุผลที่เขาเคยคัดค้านการแต่งงานของโจวถิงถิงกับหลี่เจียหมิง ไม่ใช่เพราะว่าอีกฝ่ายเป็นคนในเมือง
แต่เป็นเพราะสันดานของหลี่เจียหมิงมันไม่น่าไว้วางใจต่างหาก
ถึงอย่างไรเธอก็เป็นน้องสาวแท้ๆ ของเขา มีหรือที่เขาจะยอมปล่อยให้เธอเดินลงนรกไปทั้งเป็นได้
ทว่าโจวถิงถิงในตอนนั้นกลับไม่ยอมรับฟังเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น หนำซ้ำยังเอาเรื่องการตัดขาดความสัมพันธ์มาข่มขู่เขาอีก
ความจริงแล้ว ความผูกพันระหว่างเขากับน้องสาวคนนี้มันช่างเบาบางเหลือเกิน เขาอายุห่างจากเธอถึง 10 ปีเต็ม แถมตอนที่เขาออกจากบ้านไป เธอยังเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ ที่ถูกส่งไปให้คนอื่นเลี้ยงดู ทำให้โอกาสที่จะได้ใช้เวลาร่วมกันแทบไม่มีเลย
หลังจากที่เขาไปเป็นทหาร ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ยิ่งห่างเหินมากขึ้นไปอีก
ก่อนที่พ่อแม่จะจากไป ท่านได้ฝากฝังให้เขาช่วยดูแลพี่สาวและน้องสาวให้ดี ด้วยเหตุนี้เขาจึงส่งเงินให้พวกเธอใช้ทุกเดือนไม่เคยขาด
น่าเสียดายที่ความหวังดีของเขากลับไม่เคยได้รับการตอบแทน
แต่ด้วยนิสัยเย็นชาเป็นทุนเดิม โจวเยว่เซินจึงไม่เคยเก็บเรื่องพวกนี้มาใส่ใจ
ดังนั้นเมื่อโจวถิงถิงไม่ยอมฟังคำทัดทาน เขาก็เลือกที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวอีกต่อไป
เธอจะทำอะไรก็เรื่องของเธอ แต่อย่าได้คิดจะมายุ่งวุ่นวายกับซือเนี่ยนเป็นอันขาด
โจวเยว่เซินคิดในใจพลางเงยหน้าขึ้นมองลูกชายที่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ก่อนจะเอ่ยปลอบใจ “ไม่ต้องห่วงนะ คืนนี้พ่อจะจัดการให้เธอกลับไปเอง”
โจวเจ๋อหานเบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ “จริงเหรอครับพ่อ แล้วเธอจะไม่กลับมาที่นี่อีกแล้วใช่ไหมครับ”
มุมปากของโจวเยว่เซินยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ดูแข็งกระด้าง “เธอน่าจะไม่มีเวลาว่างพอที่จะมาที่นี่อีกแล้วล่ะ”
หากทางบ้านตระกูลหลี่เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมาจริงๆ โจวถิงถิงก็คงไม่มีกะจิตกะใจจะมาหาเรื่องใครได้อีก
“กินข้าวกันต่อเถอะ”
เด็กทั้งสองคนเชื่อใจพ่อของพวกเขาเสมอ เมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงรู้สึกโล่งใจ
ถึงแม้ว่าอาหารมื้อนี้จะรสชาติไม่อร่อยเอาเสียเลย แต่พวกเขาก็ถูกสอนมาว่าไม่ควรทานทิ้งทานขว้าง
หลังจากทานอาหารเสร็จ โจวเยว่เซินก็ออกไปทำธุระข้างนอก
ช่วงบ่ายแก่ๆ เมื่อแสงแดดเริ่มอ่อนแรงลง
ก็มีชาวบ้านแวะเวียนมาที่บ้านของซือเนี่ยนเพื่อมอบของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ให้
พวกเขาบอกว่านี่เป็นสินน้ำใจเพื่อขอบคุณโจวเยว่เซินที่ใจดีลดราคาเนื้อหมูให้เป็นพิเศษเนื่องในวันขึ้นปีใหม่
ในมือของแต่ละคนมีทั้งไข่ไก่ ข้าวสาร และผักสดที่ปลูกเอง
ถึงแม้จะมีคนบางกลุ่มคอยพูดจาให้ร้ายซือเนี่ยนอยู่บ้าง แต่ก็ยังมีชาวบ้านอีกจำนวนไม่น้อยที่ชื่นชมและรู้สึกดีกับเธอ
ก็แน่นอนล่ะ เบื้องหลังของซือเนี่ยนคือโจวเยว่เซินผู้เป็นถึงหัวหน้าโรงงานใหญ่ ใครหน้าไหนจะกล้าหาเรื่องเธอได้ง่ายๆ
“เนี่ยนเนี่ยนเอ๊ย สามีของคุณนี่ช่างเป็นคนดีจริงๆ เลยนะ วันนี้เป็นวันหยุดแท้ๆ ยังอุตส่าห์ชั่งเนื้อแถมให้พวกเราตั้งเยอะ ลูกชายบ้านฉันกินจนพุงกางปากมันแผล็บไปเลย”
“นี่เป็นของเล็กๆ น้อยๆ ที่บ้านฉันปลูกเองนะ ไม่ได้มีราคาค่างวดอะไร หวังว่าคุณจะไม่รังเกียจ”
“ว่าแต่... ที่บ้านคุณยังพอมีขนมเหลืออยู่บ้างไหม ฉันอยากจะซื้อกลับไปฝากลูกๆ ที่บ้านหน่อย พวกเขากำลังติดใจขนมฝีมือคุณกันใหญ่เลย”
หญิงคนหนึ่งเอ่ยถามซือเนี่ยนด้วยท่าทีเกรงใจ
ซือเนี่ยนมองเห็นความจริงใจในแววตาของพวกเขา จึงพยักหน้าตอบรับ “แน่นอนค่ะ เชิญเข้ามาข้างในก่อนสิคะ”
โจวถิงถิงที่กำลังหิวจนแสบท้อง ตัดสินใจหน้าด้านลงมาจากชั้นบนเพื่อหาอะไรกิน
แต่ทันทีที่ก้าวลงมาถึงชั้นล่าง เธอก็เห็นซือเนี่ยนกำลังพาชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาในบ้านพอดี
ซือเนี่ยนที่ตอนแรกกำลังจะไปอาบน้ำให้เจ้าต้าหวง เมื่อเห็นแขกมาจึงเปลี่ยนใจ แล้วหันไปออกคำสั่งกับน้องสามีทันที “น้องสามี พอดีเลย คุณช่วยไปอาบน้ำให้ต้าหวงแทนฉันทีนะ อ้อ แล้วก็อย่าลืมล้างคอกของมันให้สะอาดด้วยล่ะ เมื่อเช้าคุณทำความสะอาดได้ไม่ดีพอ”
คำพูดของซือเนี่ยนทำให้ใบหน้าของโจวถิงถิงเปลี่ยนเป็นสีเขียวทันที
เธอจ้องมองซือเนี่ยนด้วยสายตาอาฆาตแค้น ราวกับอยากจะฉีกร่างของอีกฝ่ายออกเป็นชิ้นๆ
นังผู้หญิงสารเลวคนนี้! คิดว่าตัวเองเป็นใครถึงกล้ามาสั่งเธอแบบนี้!
ยังไม่ทันที่โจวถิงถิงจะได้เอ่ยปากด่า ซือเนี่ยนก็หันไปอธิบายให้บรรดาแขกที่กำลังยืนงงเป็นไก่ตาแตกฟังด้วยรอยยิ้ม “พอดีช่วงนี้น้องสามีของฉันกลับมาเยี่ยมบ้านน่ะค่ะ เธอเห็นว่าฉันงานยุ่ง เลยอาสามาช่วยแบ่งเบาภาระ ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้เธอจะเคยพาคนมาหาเรื่องพวกเราถึงที่บ้าน แถมยังลงไม้ลงมือทำร้ายกันอีก แต่ในเมื่อตอนนี้เธอสำนึกผิดแล้ว ฉันในฐานะพี่สะใภ้ก็คงจะใจร้ายปฏิเสธน้ำใจของเธอไม่ลง”
ซือเนี่ยนยังคงประดับรอยยิ้มไว้บนใบหน้า “น้องสามีคะ อาบน้ำให้ต้าหวงเสร็จแล้ว ก็อย่าลืมกวาดพื้นหน้าบ้านให้เรียบร้อยด้วยนะ”
พูดจบ เธอก็พาแขกเหรื่อเดินตรงไปยังห้องครัว ทิ้งให้โจวถิงถิงยืนแข็งทื่ออยู่ข้างหลัง
โจวถิงถิงรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนเคว้ง ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะความหิวหรือความโกรธที่กำลังคุกรุ่นอยู่ในอก
แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจเธอเลยสักคน ในตอนแรกบรรดาแขกก็ดูจะประหลาดใจอยู่ไม่น้อย
แต่พอได้ยินว่าโจวถิงถิงเคยมีเรื่องกับเจ้าของบ้านมาก่อน พวกเขาก็เปลี่ยนท่าทีทันที และมองว่าการที่เธอต้องมาทำงานรับใช้แบบนี้เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว
กว่าโจวถิงถิงจะทำงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จ ท้องฟ้าก็มืดสนิทไปแล้ว
เธอเหนื่อยจนแทบจะหมดสติล้มลงไปกองกับพื้น
แต่ยังไม่ทันที่จะได้ลากสังขารตัวเองเข้าไปหาอะไรกินในครัว เธอนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่เห็นพวกชาวบ้านหิ้วขนมกลับไปกันคนละถุงสองถุง ซึ่งน่าจะเป็นขนมชนิดเดียวกับที่ซือเนี่ยนเคยเอาไปขายที่บ้านแม่ของเธอ กลิ่นของมันหอมยั่วน้ำลายเสียจริง
โจวถิงถิงกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ ขณะที่กำลังจะก้าวเท้าเข้าไปในบ้าน ก็มีใครคนหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหาเธอเสียก่อน
[จบบท]