บทที่ 21: น้องสาวของคู่หมั้นนายทหาร
"น้า... น้าก็จะกินด้วยเหรอครับ"
เสียงสั่นเครือของโจวเยว่ตงดังขึ้นในห้องครัวที่ยังคงมีเพียงแสงสลัวของยามเช้าส่องเข้ามา มือเล็กๆ ที่กำลังจะคีบมันเทศในกองเถ้าถ่านถึงกับชะงักงัน แววตาฉายแววหวาดระแวงและสับสนอย่างปิดไม่มิด เด็กชายกลัวเหลือเกินว่าจะทำอะไรให้ผู้หญิงคนนี้ไม่พอใจอีก "ถะ...ถ้างั้น ผมใส่เพิ่มให้สองหัวนะ"
ถึงจะพยายามทำตัวเป็นผู้ใหญ่เกินวัย แต่ที่สุดแล้วโจวเยว่ตงก็เป็นแค่เด็กชายอายุสิบขวบ แม้ความชิงชังต่อผู้หญิงแปลกหน้าจะฝังแน่นอยู่ในใจ แต่ความกลัวที่หยั่งรากลึกกลับมีอำนาจเหนือกว่า
เด็กชายมีโครงหน้าที่หล่อเหลาคมคาย เครื่องหน้าทุกส่วนล้วนโดดเด่นรับกันอย่างลงตัว โดยเฉพาะดวงตาที่กลมโตเป็นประกายเหมือนกับของเหยาเหยา เพียงแต่แววตาของเขาคมกว่าและฉายแววดื้อรั้นกว่า ทว่าในยามนี้ คิ้วเข้มได้รูปกลับลู่ตกลงอย่างน่าเวทนา ทำให้เขาดูไม่ต่างอะไรกับลูกสุนัขหลงทางที่น่าสงสารและสิ้นหวังไปพร้อมๆ กัน
ภาพของเด็กชายตัวโตที่พยายามทำตัวแข็งกระด้าง แต่กลับเผยความเปราะบางออกมาโดยไม่รู้ตัว ทำให้ซือเนี่ยนอดถอนหายใจไม่ได้
"ทำแบบนั้นมันไม่อร่อยหรอก มานี่ เดี๋ยวน้าสอนวิธีที่ดีกว่าให้"
เธอเหลือบมองเปลวไฟในเตา ก่อนจะเดินไปหยิบมันเทศหัวอวบใหญ่จากมุมห้องมาสองสามหัว แล้วโยนเข้าไปในกองเถ้าถ่านร้อนๆ อย่างชำนาญ
จากนั้นจึงหันไปจัดการกับมันเทศที่ต้มไว้ในหม้อซึ่งสุกได้ที่แล้ว เธอใช้ตะเกียบคีบมันร้อนๆ ออกมาวางบนจาน "ช่วยปอกเปลือกแล้วเอาใส่ชามบดให้ละเอียดทีนะ"
โจวเยว่ตงสะดุ้งเล็กน้อย เขาขยับตัวอย่างเก้ๆ กังๆ จนเกือบทำถ้วยชามร่วงหล่น เด็กชายลอบชำเลืองมองสีหน้าของหญิงสาวอย่างหวาดๆ เมื่อเห็นว่าเธอไม่ได้ให้ความสนใจกับท่าทีเงอะงะของตน ใบหน้าเล็กจึงขึ้นสีแดงระเรื่อ ก่อนจะรีบก้มหน้าก้มตาปอกเปลือกมันเทศอย่างรวดเร็ว
ซือเนี่ยนไม่ได้มองตรงๆ แต่เสียงกุกกักที่ดังขึ้นก็บอกให้รู้ว่าเด็กชายกำลังประหม่ามากแค่ไหน
เธอเหลือบมองแป้งสาลีที่เหลืออยู่ไม่มากนักในถุง ที่ซื้อมาเมื่อวานก็เอาไปทำบะหมี่จนเกือบหมดแล้ว ก็บ้านนี้มีแต่ผู้ชายตัวโตๆ ทั้งนั้นนี่นา แต่ละคนกินจุอย่างกับอะไรดี ซื้อของมาทีไรไม่เคยอยู่ได้เกินสองวันสักครั้ง
แป้งที่เหลืออยู่น้อยนิดนี้คงไม่พอจะทำบะหมี่ให้ทุกคนอิ่มท้อง แต่ถ้าดัดแปลงนิดหน่อยก็น่าจะพอทำแพนเค้กให้เด็กๆ พกไปกินที่โรงเรียนเป็นมื้อกลางวันได้
มันเทศต้มสุกนั้นนิ่มมาก แค่ใช้ช้อนกดเบาๆ ก็ยุบตัวกลายเป็นเนื้อเนียนละเอียด โจวเยว่ตงใช้เวลาไม่นานก็บดมันจนเสร็จแล้วยื่นชามส่งให้เธอ
ซือเนี่ยนรับชามมาแล้วเทเนื้อมันเทศสีเหลืองนวลลงในอ่างแป้ง ก่อนจะลงมือนวดส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน
โจวเยว่ตงไม่เคยเห็นใครทำอาหารแบบนี้มาก่อน เขาจึงยืนมองตาแป๋วด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ภาพตรงหน้าทำให้เด็กชายประหลาดใจ แป้งสีขาวนวลค่อยๆ ถูกนวดคลึงจนเข้ากับเนื้อมันเทศบดละเอียด เปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมส้มสวยงามน่ากิน กลิ่นหอมหวานอ่อนๆ ของแป้งสาลีผสานกับกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของมันเทศลอยฟุ้งไปทั่วห้องครัว กระตุ้นต่อมรับรสของเด็กชายจนท้องร้องโดยไม่รู้ตัว
ซือเนี่ยนทาน้ำมันบางๆ ลงบนกระทะเหล็กใบใหญ่ที่ตั้งไฟจนร้อนได้ที่ ก่อนจะปั้นแป้งมันเทศเป็นแผ่นกลมแบนแล้ววางลงนาบกับกระทะ เสียงแป้งร้อนๆ ที่กระทบกับหยาดน้ำมันในกระทะดังฉ่าเบาๆ
แป้งหนึ่งก้อนทำแพนเค้กแผ่นใหญ่ได้ถึง 5 แผ่น เธอยืนคุมไฟอยู่หน้าเตา คอยพลิกแป้งกลับไปกลับมาอย่างใจเย็น รอจนกระทั่งแพนเค้กทั้งสองด้านกลายเป็นสีเหลืองทองน่ารับประทาน และส่งกลิ่นหอมกรุ่นไปทั่วบริเวณ เธอจึงตักขึ้นจากกระทะ
จากนั้นเธอก็เทน้ำลงในหม้อเล็กน้อย แล้วตอกไข่ไก่สดๆ ลงไปต้มอีกสองสามฟอง
ในช่วงเวลาสั้นๆ นั้นเอง มันเทศที่ฝังไว้ในกองเถ้าถ่านก็สุกได้ที่พอดี
ซือเนี่ยนใช้ไม้เขี่ยมันเทศเผาร้อนๆ ออกมา วางพักไว้ให้คลายความร้อนเล็กน้อย แล้วจึงแบ่งแพนเค้กให้เด็กชายทั้งสองคนละสองแผ่น "มื้อเช้ากินมันเทศเผาก่อนนะ ส่วนแพนเค้กนี่เก็บไว้กินตอนกลางวัน ไม่อย่างนั้นถ้ามันเทศเย็นชืดแล้วจะฝืดคอ กินไม่อร่อย"
เธอพูดโดยไม่ได้หันไปมองสีหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อนของโจวเยว่ตง ก่อนจะยกจานแพนเค้กที่เหลือเดินออกจากห้องครัวไป
ซือเนี่ยนกัดแพนเค้กมันเทศร้อนๆ เข้าปาก รสหวานละมุนของมันเทศผสมกับความหอมของแป้งที่ทอดจนกรอบนอกนุ่มในแผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก เธอหลับตาพริ้มอย่างมีความสุข ช่างเป็นมื้อเช้าที่เรียบง่ายแต่สมบูรณ์แบบจริงๆ
โจวเยว่หานซึ่งนั่งรออยู่ก่อนแล้ว พอเห็นแพนเค้กสีเหลืองทองที่ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย ดวงตาก็ลุกวาวเป็นประกาย
ซือเนี่ยนกินไปได้ครู่หนึ่งจึงเอ่ยขึ้น "เดี๋ยวน้าจะพาเหยาเหยาเข้าเมืองนะ ไม่แน่ใจว่าจะกลับมาถึงตอนไหนตอนบ่าย ถ้าพวกเธอกลับมาจากโรงเรียนแล้วก็หาอะไรกินกันไปก่อนล่ะ"
คำพูดนั้นทำให้โจวเยว่หานเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก เขาไม่เหมือนโจวเยว่ตงที่คิดอะไรซับซ้อน พอได้ยินว่าจะพาน้องสาวไปที่อื่น ความกังวลก็ถาโถมเข้าใส่ทันที
ยุคสมัยนี้ข่าวเรื่องแก๊งลักเด็กชุกชุมเหลือเกิน โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงยิ่งเป็นเป้าหมายสำคัญ หลายครอบครัวที่ยากจนเลี้ยงลูกสาวไม่ไหว ก็มักจะขายต่อไปให้คนในหมู่บ้านห่างไกลเพื่อไปเป็นสะใภ้เด็ก เขายังเคยได้ยินมาว่าแม่ของเถี่ยตั้นในหมู่บ้านก็ถูกซื้อมา แถมยังถูกสามีทุบตีเป็นประจำอีกด้วย
ความคิดแง่ร้ายพรั่งพรูเข้ามาในหัวเป็นฉากๆ เขาหันขวับไปมองหน้าพี่ชายโดยสัญชาตญาณ หวังว่าคนที่เป็นที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียวจะเอ่ยปากคัดค้าน แต่สิ่งที่ได้ยินกลับเป็นเสียงเรียบๆ ของโจวเยว่ตง
"ได้ครับ"
โจวเยว่หานตกตะลึงจนแพนเค้กในมือแทบร่วงหล่น
พี่ใหญ่เป็นอะไรไป ปกติเขาเกลียดผู้หญิงแปลกหน้าที่เข้ามาในบ้านจะตายไปไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงยอมให้ผู้หญิงคนนี้พาน้องสาวสุดที่รักของพวกเขาไปได้ง่ายๆ แบบนี้
หรือว่า... พี่ใหญ่จะถูกผู้หญิงคนนี้ข่มขู่อยู่
ใบหน้าของโจวเยว่หานเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ในใจพลันเกิดความคิดที่ว่า บ้านหลังนี้คงเหลือแต่เขาที่ต้องปกป้องทุกคนแล้ว!
โจวเยว่ตงเหลือบมองท่าทางแตกตื่นราวกับกระต่ายของน้องชาย ก่อนจะหยิบแพนเค้กอีกชิ้นยัดเข้าไปในปากเล็กๆ นั่นเพื่อตัดรำคาญ
แม้จะยังตกใจไม่หาย แต่ทันทีที่แพนเค้กร้อนๆ หอมกรุ่นสัมผัสลิ้น ร่างกายก็ตอบสนองไปเอง ปากเล็กๆ เริ่มขยับเคี้ยวอย่างไม่รู้ตัว
โอ๊ย... หอมจังเลย อร่อยอะไรอย่างนี้!
ก่อนที่เด็กชายทั้งสองจะออกจากบ้านไปโรงเรียน ซือเนี่ยนก็ไม่ลืมที่จะยัดไข่ต้มใส่มือให้พวกเขาไปอีกคนละฟอง
**
ซือเนี่ยนจัดการอาบน้ำแต่งตัวให้เหยาเหยาจนสะอาดสะอ้าน ป้อนอาหารให้เรียบร้อย จากนั้นจึงแต่งตัวแล้วพาลูกสาวขึ้นรถโดยสารประจำทางมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมือง
เหยาเหยาไม่ค่อยมีโอกาสได้นั่งรถเท่าไหร่นัก นี่จึงเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นสำหรับเธอ หนูน้อยส่งเสียงอ้อแอ้ด้วยความดีใจตลอดเส้นทาง ดวงตากลมโตที่งดงามราวกับลูกแก้วกวาดมองสิ่งต่างๆ รอบตัวด้วยความสนอกสนใจใคร่รู้
สภาพถนนหนทางในยุคนี้ยังไม่ดีนัก พื้นผิวขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ ทำให้รถโดยสารโคลงเคลงไปมาจนซือเนี่ยนรู้สึกง่วงงุน แต่ดูเหมือนเจ้าตัวเล็กจะยังคงตื่นตัวเต็มที่ โชคดีที่เหยาเหยาเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย เธอไม่ได้ร้องไห้งอแงเลยสักนิด แต่นั่งนิ่งๆ บนตักของซือเนี่ยนอย่างเรียบร้อย จนผู้โดยสารคนอื่นๆ ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ อดเอ่ยปากชมไม่ได้ว่าไม่เคยเห็นเด็กคนไหนจะน่ารักและเชื่อฟังได้ขนาดนี้มาก่อน
ซือเนี่ยนยิ้มรับคำชม ก่อนจะก้มลงหอมแก้มยุ้ยๆ ของเหยาเหยาฟอดใหญ่ เมื่อรถเดินทางมาถึงสถานีในตัวเมือง เธอก็จูงมือลูกสาวตัวน้อยลงจากรถ
เธอไม่ได้มีความคิดที่จะกลับไปเหยียบบ้านสกุลซืออีก ดังนั้นเป้าหมายของเธอในวันนี้จึงเป็นที่สถานีวิทยุ
ทว่าทันทีที่เธอก้าวเท้าเข้าไปในอาคาร เสียงแหลมสูงและแฝงไปด้วยความไม่พอใจก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง "ซือเนี่ยน! เธอยังมีหน้ากลับมาที่นี่อีกเหรอ"
ซือเนี่ยนหันกลับไปมองตามเสียงเรียก
เบื้องหน้าเธอคือหญิงสาววัยราว 18-19 ปี เธออยู่ในชุดทำงานที่ดูทะมัดทะแมง ผมถูกซอยสั้นกุดรับกับใบหน้าที่แต่งแต้มเครื่องสำอางอย่างจัดจ้าน
เมื่อหญิงสาวคนนั้นเห็นว่าเป็นซือเนี่ยนจริงๆ แววตาของเธอก็ทอประกายแห่งความรังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบัง "ซือเนี่ยน ไม่ใช่ว่าเธอถูกไล่ออกจากบ้านสกุลซือ แล้วก็ถูกส่งไปอยู่บ้านนอกแล้วหรอกเหรอ ทำไมถึงโผล่หน้ากลับมาอีกล่ะ หรือว่า... ชีวิตในชนบทมันลำบากจนทนไม่ไหวแล้วล่ะสิ"
น้ำเสียงของเธอเจือไปด้วยความสะใจอย่างเห็นได้ชัด
ซือเนี่ยนขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะค้นลึกลงไปในซอกหลืบความทรงจำที่แทบจะถูกลืมเลือนของเจ้าของร่างเดิม ในที่สุดเธอก็ปะติดปะต่อเรื่องราวได้
หญิงสาวตรงหน้าคือ ฟู่เชียนเชียน น้องสาวแท้ๆ ของอดีตคู่หมั้นนายทหารของเธอนั่นเอง
ฟู่เชียนเชียนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับเธอ ทั้งสองเติบโตมาในบ้านพักข้าราชการด้วยกัน แต่ความสัมพันธ์กลับไม่เคยราบรื่น เหตุผลก็แสนจะธรรมดา เพราะซือเนี่ยนคนเดิมนั้นทั้งสวยและเรียนเก่ง ในขณะที่ฟู่เชียนเชียนซึ่งเป็นถึงลูกสาวของผู้บังคับบัญชาระดับสูงกลับด้อยกว่าในทุกๆ ด้าน เธอจึงมักจะถูกผู้คนนำไปเปรียบเทียบกับซือเนี่ยนอยู่เสมอ
เมื่อเวลาผ่านไป กำแพงแห่งความอิจฉาริษยาก็ยิ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะหลังจากที่ซือเนี่ยนได้หมั้นหมายกับพี่ชายของเธอ ฟู่เชียนเชียนก็ยิ่งรู้สึกเหมือนถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรี
ทั้งคู่เรียนจบเพียงชั้นมัธยมปลาย ซือเนี่ยนคนเดิมยอมทิ้งการเรียนเพราะวาดฝันถึงการแต่งงานเข้าตระกูลใหญ่ ส่วนฟู่เชียนเชียนนั้นแค่เบื่อหน่ายการเรียนหนังสือเท่านั้นเอง
โชคชะตาเล่นตลก เมื่อสถานีวิทยุเปิดรับสมัครผู้ประกาศข่าว ทั้งสองคนต่างก็มาสมัครในวันเดียวกัน
แต่ผลลัพธ์กลับต่างกันราวฟ้ากับเหว ซือเนี่ยนได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ประกาศข่าว ส่วนฟู่เชียนเชียนกลับถูกส่งไปทำงานธุรการอยู่หลังฉาก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเธอจะรู้สึกอัดอั้นตันใจมากแค่ไหน ปกติก็คอยหาเรื่องพูดจาแดกดันและก่อกวนซือเนี่ยนอยู่เป็นนิจ
เรียกได้ว่าเป็นศัตรูคู่แค้นกันตั้งแต่ยังไม่ได้เกี่ยวดองกันเลยด้วยซ้ำ
และในตอนนี้ เมื่อความจริงเปิดเผยว่าซือเนี่ยนไม่ใช่ลูกสาวที่แท้จริงของตระกูลซือ แต่เป็นเพียงเด็กสาวบ้านนอกที่ถูกเก็บมาเลี้ยง ความสะใจของฟู่เชียนเชียนคงพุ่งสูงจนทะลุเพดาน
ซือเนี่ยนในร่างใหม่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับหญิงสาวตรงหน้าแม้แต่น้อย ในเมื่อเธอตัดขาดความสัมพันธ์กับครอบครัวนั้นไปแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องอดทนกับคำพูดไร้สาระของฟู่เชียนเชียน เหมือนที่เจ้าของร่างเดิมเคยทำเพื่อเอาใจว่าที่สามีในอนาคต
เธอจึงทำเพียงแค่ปรายตามองอีกฝ่ายอย่างเย็นชา แล้วหันหลังกลับเตรียมจะเดินจากไป
ฟู่เชียนเชียนที่ถูกเมินถึงกับหน้าชา "นี่เธอ! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!"
เธอรีบวิ่งสืบเท้าไปดักหน้าซือเนี่ยนไว้ ดวงตาจ้องเขม็งอย่างเอาเรื่อง
"ฉันพูดกับเธออยู่ ไม่ได้ยินหรือไง!"
ซือเนี่ยนหยุดเดินแล้วหันกลับมามอง ร่างสูงโปร่งของเธอทำให้หญิงสาวที่ยืนขวางหน้าดูตัวเล็กลงไปถนัดตา เธอขมวดคิ้วจ้องมองเด็กสาวที่เตี้ยกว่าเธอเกือบครึ่งศีรษะ
สายตาที่มองลงมานั้น ราวกับกำลังมองสิ่งที่ไม่สลักสำคัญ ทำให้ฟู่เชียนเชียนรู้สึกเสียหน้าอย่างรุนแรง เธอเชิดคางขึ้นสูงโดยสัญชาตญาณ
ทั้งๆ ที่พื้นเพครอบครัวและเงื่อนไขทุกอย่างของเธอเหนือกว่าซือเนี่ยนมาโดยตลอด
แต่ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตา ส่วนสูง หรือผลการเรียน เธอกลับไม่เคยเอาชนะผู้หญิงคนนี้ได้เลย!
โดยเฉพาะเรื่องส่วนสูง! มันเป็นปมด้อยที่ฝังใจเธอมาตลอด เพียงเพราะเธอไม่สูงสง่าและมีบุคลิกที่ดีเท่าซือเนี่ยน สถานีวิทยุจึงเลือกซือเนี่ยนเป็นผู้ประกาศข่าว ส่วนเธอกลับถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า "เตี้ยเกินไป"!
ช่างน่าเจ็บใจนัก!
[จบบท]