บทที่ 210: เรื่องวุ่นวายของตระกูลหลี่
"พ่อ พ่อครับ"
เสียงเรียกขานนั้นราวกับสายฟ้าที่ฟาดเปรี้ยงลงมากลางกบาลของพี่เฉิง ทำเอาเขายืนตัวแข็งทื่อ สมองขาวโพลนไปชั่วขณะ
นี่เขาหูเพี้ยนไปแล้วหรืออย่างไร เด็กนั่นเรียกไอ้หนุ่มที่ขับรถหรูคันโก้นี่ว่าพ่อเต็มปากเต็มคำเลยนะ
ไหนจางเชี่ยนป้อนข้อมูลมาว่าผู้หญิงคนนี้ไปคว้าเอาสามีม่ายมือสองจากบ้านนอกคอกนามาไม่ใช่หรือไง แล้วไอ้หนุ่มบ้านนอกที่ว่านี่มันจะไปมีปัญญาหาเงินจากไหนมาซื้อรถหรูแบบนี้ขับได้
หรือว่าเดี๋ยวนี้เศรษฐกิจแถวชนบทมันเฟื่องฟูจนชาวบ้านร่ำรวยกันหมดแล้ว
ไม่ใช่แค่พี่เฉิงที่ยืนอึ้งเป็นตอไม้ แม้แต่จางเชี่ยนเองก็ยืนทำหน้าเหลอหลาไม่ต่างกัน
จริงอยู่ที่เธอพอจะรู้มาบ้างว่าฐานะทางบ้านของโจวเยว่เซินไม่ใช่ขี้ๆ เพราะตอนแต่งงานกับซือเนี่ยน ค่าสินสอดที่หอบไปขอก็กลายเป็นเรื่องทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่ชาวบ้านลือกันไปไกลถึงแปดหมู่บ้าน
ขนาดแม่ของเธอยังเก็บเอามาพร่ำบ่นอยู่หลายวันว่า รู้อย่างนี้น่าจะจับเธอคลุมถุงชนกับโจวเยว่เซินเสียตั้งแต่แรกก็ดี
แม้ตอนนั้นจางเชี่ยนจะแอบตาร้อนผ่าวๆ อยู่บ้าง แต่ก็ปลอบใจตัวเองว่ารวยไปก็เท่านั้น สุดท้ายก็ยังเป็นคนบ้านนอกปักหลักอยู่ในหมู่บ้านเหมือนเดิม ชีวิตคงไม่ได้วิเศษวิโสไปกว่ากันเท่าไร
พอได้ย่างเท้าเข้ามาสัมผัสแสงสีศิวิไลซ์ในเมืองใหญ่ หัวใจของเธอก็ลอยละล่องเตลิดเปิดเปิงไปไกลเกินจะกลับมามองคนบ้านนอกแล้ว
ทว่าภาพของโจวเยว่เซินที่ปรากฏกายตรงหน้า พร้อมกับรถคันหรูที่จอดเทียบอยู่ข้างๆ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายและรัศมีสูงส่งที่แผ่ออกมานั้น ช่างแตกต่างจากภาพจำของเธอลิบลับ และเมื่อหันกลับมามองผู้ชายชาวเมืองที่เธอเคยภาคภูมิใจนักหนาซึ่งยืนอยู่ข้างๆ มันกลับทำให้เขาดูจืดชืดไปถนัดตา
โจวเยว่เซินสังเกตเห็นสายตาของคนทั้งคู่ที่จ้องมองมาเป็นพิเศษ เขาจึงเหลือบมองกลับไปเพียงเล็กน้อย
จางเชี่ยนสะดุ้งเฮือก เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง แต่ร่างกายมันขยับไปเองโดยอัตโนมัติ เธอก้าวถอยหลังสองสามก้าวเพื่อทิ้งระยะห่างจากพี่เฉิงที่ยังคงยืนตะลึงตาค้างอยู่
สมัยก่อนเธอสนิทกับโจวถิงถิงมาก เลยแวะเวียนไปหาที่บ้านบ่อยๆ ถึงโจวเยว่เซินจะไม่ค่อยได้อยู่บ้าน แต่ก็ยังมีโอกาสได้เจอกันบ้างประปราย
เธอไม่ค่อยชอบหน้าเขาเท่าไร เพราะรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้หน้าตาดูเถื่อนๆ เหมือนพวกซาดิสม์ที่ชอบตบตีเมียยังไงยังงั้น ยิ่งตอนกลับมาจากการเป็นทหารใหม่ๆ ตัวก็ใหญ่โตอย่างกับยักษ์ปักหลั่น
แถมยังไม่เคยดูแลตัวเองเล้ย วันๆ เห็นใส่แต่เสื้อกล้ามเก่าๆ ขาดๆ ไม่เคยคิดจะเปลี่ยนตัวใหม่ ดูยังไงก็ไม่เหมือนคนมีอันจะกินเลยสักนิด
ดังนั้นเธอจึงไม่ได้ให้ความสนใจเขาอีก
แต่ในตอนนี้ เมื่อมีพี่เฉิงเป็นไม้บรรทัดวัดระดับ แถมโจวเยว่เซินยังดูดีมีภูมิฐานขึ้นเป็นกอง เธอก็พลันรู้สึกว่าเขาอาจจะไม่ได้แย่อย่างที่เธอเคยคิดก็ได้
พอเห็นเขามองมา เธอก็เกิดอาการประหม่าขึ้นมานิดๆ กำลังจะอ้าปากทักทาย แต่เขากลับเบือนหน้าหนีไปอย่างไม่ไยดี ราวกับว่าเธอเป็นเพียงอากาศธาตุที่ไม่มีตัวตน
คำพูดที่เตรียมไว้พลันติดอยู่ในลำคอ พูดไม่ออกบอกไม่ถูก
โจวเยว่เซินก้าวลงจากรถ ตรงไปหาซือเนี่ยนที่กำลังอุ้มลูกสาวตัวน้อยซึ่งหลับปุ๋ยอยู่ในอ้อมแขนท่ามกลางอากาศที่เริ่มเย็นลง ทำให้สองมือของเธอไม่ว่าง
คิ้วเข้มของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะก้าวฉับๆ เข้าไปประชิดตัวแล้วช้อนร่างเล็กๆ ของลูกสาวมาอุ้มไว้เอง "ส่งมาให้ผมดีกว่า คุณอุ้มมานานแล้วคงเหนื่อยแย่"
ซือเนี่ยนส่ายหน้าเบาๆ "เหยาเหยาเพิ่งหลับไปไม่นานเองค่ะ ฉันไม่เหนื่อยหรอก แต่ข้างนอกอากาศหนาว เรารีบกลับกันดีกว่า"
เธอพูดพลางเหลือบมองรถซานทานาคันงามที่จอดอยู่ด้วยสีหน้ากึ่งแปลกใจกึ่งสงสัย ก่อนจะหันไปถามโจวเยว่เซิน "แล้วรถคันนี้"
ซือเนี่ยนรู้สึกประหลาดใจเป็นที่สุด ก็เงินเก็บก้อนใหญ่ของเขายังอยู่ที่เธอทั้งหมดนี่นา เขาไม่เคยปริปากขอใช้เลยสักครั้ง แต่ไหนจะค่าสินสอดมหาศาล ไหนจะค่าจัดงานแต่งงาน แถมยังซื้อจักรยานอีก แค่นี้ก็ใช้เงินไปเยอะโขแล้ว
คุณสามีตัวดีไปเอาเงินที่ไหนมา หรือว่าแอบยักยอกเงินกองกลางไปซื้อรถหรูมาขับเล่นกันนะ
เธอรู้ดีว่าคนฉลาดอย่างโจวเยว่เซินย่อมต้องมีแผนสำรองหรือมีเงินเก็บส่วนตัวอยู่บ้าง แต่ช่วงที่ผ่านมาค่าใช้จ่ายมันเยอะจริงๆ
แล้วนี่ก็มาพร้อมกับรถหรูคันใหม่อีก ถึงเธอจะไม่ใช่เซียนรถ แต่ยี่ห้อดังอย่างซานทานานี่ใครๆ ก็รู้จัก ในยุคนี้มันคือสุดยอดรถหรูที่เศรษฐีเท่านั้นถึงจะมีปัญญาซื้อมาขับได้ ราคาของมันน่าจะพอๆ กับซื้อบ้านในเมืองได้หลายหลังเลยทีเดียว
ถึงจะคิดว่าตำแหน่งเจ้านายของเขา การมีรถดีๆ ไว้ประดับบารมีก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผล แต่เธอก็ยังรู้สึกว่าโจวเยว่เซินไม่ใช่คนประเภทที่จะทุ่มเงินซื้อของแพงๆ เพื่อเอาไว้อวดใคร
"ตอนนี้อากาศมันเย็นลงแล้ว ขี่จักรยานไปไหนมาไหนมันไม่สะดวก ผมเลยให้อวี๋ตงช่วยหาซื้อรถให้ ถึงจะเป็นรถมือสองแต่ก็ปรับปรุงใหม่หมดแล้ว สภาพเหมือนของใหม่เลยล่ะ"
โจวเยว่เซินอธิบายพลางลอบสังเกตสีหน้าของภรรยา เขากลัวว่าเธอจะไม่พอใจที่มันเป็นรถมือสอง
เพราะเขารู้ดีว่าซือเนี่ยนมาจากในเมือง คนเมืองมักจะให้ความสำคัญกับของใหม่แกะกล่อง ของแท้มีแบรนด์ เพราะมันคือหน้าตาทางสังคม แม้เขาจะไม่ค่อยได้คลุกคลีกับคนพวกนั้น แต่ก็พอจะเข้าใจธรรมเนียมปฏิบัติอยู่บ้าง
ซือเนี่ยนถึงกับไปไม่เป็น
เมื่อครึ่งปีก่อนตอนที่เธอย้ายมาอยู่ที่นี่ บ้านโจวยังไม่มีแม้แต่จักรยานสักคันเลยนะ แต่ตอนนี้สามีเธอกลับให้เหตุผลว่าอากาศหนาวเกินกว่าจะขี่จักรยาน ก็เลยตัดสินใจซื้อง่ายๆ แบบนี้เลยเนี่ยนะ
ตรรกะของคนรวยนี่มันช่างเรียบง่ายเสียจริง
เมื่อเห็นภรรยาเงียบไป โจวเยว่เซินก็รีบพูดเสริมขึ้นมาทันที "คุณอย่าเพิ่งไม่ชอบใจไปนะ วันหลังผมจะซื้อคันใหม่ให้"
ซือเนี่ยนได้แต่คิดในใจว่าเธอไปแสดงท่าทีไม่พอใจตอนไหนกัน
"พ่อครับ นี่รถของบ้านเราเหรอครับ" โจวเจ๋อหานวิ่งวนรอบรถคันใหม่ด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะวิ่งมาเกาะชายเสื้อของพ่อแล้วถามเสียงแจ๋ว "บ้านเรามีรถแล้วเหรอครับ"
โจวเยว่เซินก้มลงมองใบหน้าเล็กๆ ที่เปี่ยมไปด้วยความสุขของลูกชายคนรอง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ แล้วหันไปบอกลูกชายคนโตที่ยังยืนทำหน้าทึ่งไม่หาย "พวกเราขึ้นไปรอในรถก่อนนะ เดี๋ยวพ่อไปช่วยแม่ยกของที่ซื้อไว้แล้วเราจะได้กลับบ้านกัน"
"เย้ ได้นั่งรถกลับบ้านแล้ว"
โจวเจ๋อหานร้องอย่างดีใจแล้ววิ่งขึ้นรถไปทันที เขาสำรวจนู่นทีนี่ทีอย่างตื่นเต้น
โจวเยว่เซินเดินตามลูกชายคนโตเข้าไปในห้างสรรพสินค้าอีกครั้ง เพื่อช่วยกันหอบหิ้วข้าวของถุงใหญ่ถุงน้อยที่ซือเนี่ยนชอปปิงมาจนเต็มสองมือ โดยมีพนักงานของห้างอีกสองคนช่วยถือตามออกมาสมทบ
ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างพากันเหลียวมองครอบครัวนี้เป็นตาเดียว เมื่อเห็นปริมาณข้าวของที่ซื้อมาก็อดทึ่งไม่ได้ และเมื่อเห็นว่าทั้งหมดเดินตรงไปยังรถซานทานาคันหรูที่จอดเด่นเป็นสง่าอยู่ ทุกคนก็ถึงบางอ้อ
มิน่าล่ะถึงซื้อของเยอะขนาดนี้ ที่แท้ก็เป็นมหาเศรษฐีนี่เอง
พี่เฉิงและจางเชี่ยนที่ยังยืนอยู่ที่เดิมถึงกับพูดอะไรไม่ออก
เมื่อกี้นี้เองที่พวกเขายังหัวเราะเยาะซือเนี่ยนอยู่เลยว่าคงไม่มีปัญญาซื้อของในห้างหรูๆ แบบนี้ แต่ไม่กี่นาทีต่อมาเธอก็เดินออกมาพร้อมกับถุงชอปปิงมากมายจนล้นมือ
ถุงใบเล็กๆ สองใบในมือของจางเชี่ยนในตอนนี้ดูช่างน่าสมเพชและไร้ค่าสิ้นดี
แต่ก่อนที่ทั้งสองจะได้สติกลับคืนมา โจวเยว่เซินก็พาครอบครัวขึ้นรถ ปิดหน้าต่างตัดขาดจากโลกภายนอก ก่อนจะเลี้ยวรถแล้วขับจากไปอย่างรวดเร็ว
...
ขณะนั้นเป็นเวลาห้าโมงเย็น ซือเนี่ยนและโจวเยว่เซินวางแผนว่าจะขับรถกลับบ้านเลย
แต่ยังไม่ทันที่รถจะแล่นพ้นเขตเมือง ทั้งสองก็ได้รับข่าวร้ายว่าครอบครัวของโจวถิงถิงเกิดเรื่องขึ้น ทำให้ต้องเปลี่ยนแผนเดินทางไปสถานีตำรวจแทน
ข่าวที่ได้รับแจ้งมาคือ ครอบครัวของโจวถิงถิงเกิดอาการอาหารเป็นพิษจากการกินเนื้อตุ๋นพะโล้ และเพิ่งจะฟื้นขึ้นมาที่โรงพยาบาล
เนื่องจากพวกเขาทำเนื้อตุ๋นพะโล้ขาย จึงมีผู้เคราะห์ร้ายอีกหลายครอบครัว ทำให้ตอนนี้บรรดาญาติๆ ของผู้ป่วยกำลังรวมตัวกันประท้วงอย่างหนัก
เมื่อจนตรอก ครอบครัวนั้นจึงให้การกับตำรวจว่าสูตรเนื้อตุ๋นพะโล้นี้ได้มาจากบ้านโจว และกล่าวหาว่าครอบครัวโจวเป็นคนวางยาพวกเขา ตำรวจจึงต้องเชิญตัวทั้งสองคนมาให้ปากคำ
พอได้ยินว่าอาหญิงของตัวเองป่วยหนัก สีหน้าตื่นเต้นของโจวเจ๋อหานก็พลันซีดเผือดลง เขารีบหันไปมองพี่ชายที่นั่งอยู่ข้างๆ ทันที
โจวเจ๋อตงยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเบาะหลัง เขากอดน้องสาวไว้ในอ้อมแขนพลางก้มหน้าลง ดวงตาคมกริบคู่นั้นฉายแววเย็นชาเกินวัยอย่างน่าประหลาด
***
ณ โรงพยาบาลใจกลางเมือง
บรรยากาศบริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลเต็มไปด้วยความวุ่นวายและเสียงเอะอะโวยวาย
มีเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายกำลังพยายามเจรจาและควบคุมสถานการณ์กับกลุ่มญาติผู้ป่วยที่กำลังโกรธจัด
เมื่อซือเนี่ยนและโจวเยว่เซินพาลูกๆ เดินทางมาถึง พวกเขาก็ได้พบกับคนคุ้นเคย
ผู้กองหลี่นั่นเอง
ทันทีที่ผู้กองหลี่เห็นหน้าสองสามีภรรยา สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นซับซ้อนขึ้นมาทันที
ก็จะไม่ให้ซับซ้อนได้อย่างไร ในเมื่อปีนี้คดีส่วนใหญ่ที่เขารับผิดชอบล้วนแต่เกี่ยวข้องกับครอบครัวนี้ทั้งสิ้น ไล่มาตั้งแต่คดีของป้าหลิว คดีของตระกูลซือ คดีของตระกูลหลิน และล่าสุดก็มาถึงคดีของครอบครัวโจวถิงถิงนี่อีก
ราวกับว่าครอบครัวนี้เหมางานให้เขาทั้งปีเลยทีเดียว
"เกิดอะไรขึ้นครับ"
โจวเยว่เซินถามขึ้นด้วยความสงสัย เขาไม่เคยรู้เรื่องที่โจวถิงถิงทำเนื้อตุ๋นพะโล้ขายมาก่อนเลย การที่เธอต้องมาอาหารเป็นพิษจึงเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจสำหรับเขา
เขากับผู้กองหลี่รู้จักกันมานาน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงเปรียบเสมือนพี่น้องที่ไว้ใจกันได้
ผู้กองหลี่อธิบายสถานการณ์ด้วยความลำบากใจอยู่หน่อยๆ "ทางญาติคนป่วยเขาเล่าว่าแม่ของโจวถิงถิงไปรู้วิธีทำเนื้อตุ๋นพะโล้มาจากพวกคุณ ไม่กี่วันก่อนก็เลยลองทำเองดู กะว่าจะเปิดเป็นธุรกิจเล็กๆ เลยเชิญเพื่อนบ้านมาชิมเพื่อหวังให้ช่วยอุดหนุน แต่กลายเป็นว่าทุกคนที่กินเข้าไปเกิดอาการอาหารเป็นพิษกันถ้วนหน้า"
"ถึงอาการจะไม่หนักหนาสาหัสอะไร แต่ตอนนี้ญาติๆ ก็กำลังโวยวายกันยกใหญ่เลยครับ ยืนกรานว่าจะให้บ้านตระกูลหลี่รับผิดชอบ พอแม่สามีของโจวถิงถิงได้ยินว่าต้องจ่ายเงินเท่านั้นแหละ ก็โยนความผิดทั้งหมดมาให้โจวถิงถิงกับครอบครัวคุณเลย อ้างว่าพี่สะใภ้เป็นคนสอนเอง พวกคุณนั่นแหละที่เป็นต้นเหตุ"
เขาพูดจบก็เหลือบมองไปทางซือเนี่ยนเล็กน้อย
โจวเยว่เซินฟังจบสีหน้าก็เรียบตึงขึ้นมาทันที
ซือเนี่ยนเองก็ออกจะงงๆ เธอไปสอนโจวถิงถิงทำเนื้อตุ๋นพะโล้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ทำไมเธอถึงไม่เห็นรู้เรื่องเลยสักนิด พอคิดย้อนไปถึงช่วงก่อนหน้าที่โจวถิงถิงแวะไปที่บ้านตระกูลโจวพร้อมกับท่าทีประจบประแจงจนผิดสังเกต เธอก็เลิกคิ้วขึ้นมา หรือว่าเป้าหมายที่แท้จริงของโจวถิงถิงในวันนั้นก็คือสูตรเนื้อตุ๋นพะโล้นั่นเอง
แล้วก็เป็นไปตามที่คิด พอชาวบ้านที่มุงดูอยู่เห็นผู้กองหลี่เข้ามาคุยด้วย ก็พากันกรูเข้ามาล้อมวงทันที
"แกเป็นพี่ชายของโจวถิงถิงสินะ พวกแกนี่มันเลือดเย็นกันจริงๆ จะหาเงินถึงกับต้องทำร้ายคนอื่นเลยเหรอ ยายฉันเกือบตายเพราะฝีมือพวกแกแล้ว รีบจ่ายเงินมาเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นฉันจะไปแจ้งความ"
"ทำไมพวกคุณถึงใจดำอำมหิตกันได้ขนาดนี้ พ่อค้าแม่ค้าแบบนี้มันต้องเจอดีสักวัน"
โจวเยว่เซินกวาดตามองกลุ่มคนที่กำลังโกรธจัดจนหน้าดำหน้าแดง ก็พอจะเข้าใจได้อยู่หรอก แค่กินเนื้อไปไม่กี่ชิ้น ใครจะคิดว่ามันจะทำให้ตัวเองต้องมานอนโรงพยาบาลแบบนี้ เป็นใครก็ต้องโมโหเป็นธรรมดา
"เราไม่เคยสอนโจวถิงถิงทำเนื้อตุ๋นพะโล้"
"ยังจะมาปฏิเสธอีก โยนความผิดกันไปมาหน้าด้านๆ ยังมีความเป็นคนอยู่รึเปล่า"
ซือเนี่ยนเห็นท่าไม่ดีจึงก้าวออกมาข้างหน้า "เรื่องเนื้อตุ๋นพะโล้นี่ไม่เกี่ยวกับบ้านโจวเลยค่ะ เนื้อทั้งหมดฉันเป็นคนทำเอง โจวเยว่เซินทำไม่เป็นสักหน่อย แล้วเขาจะไปสอนโจวถิงถิงได้ยังไงคะ"
"โกหกน่า พวกเราไปสืบมาหมดแล้ว เนื้อตุ๋นพะโล้ที่วางขายในตลาดก็มาจากบ้านโจวของพวกคุณนั่นแหละ"
"ก็ใช่ค่ะ" ซือเนี่ยนยอมรับอย่างใจเย็น "แต่นั่นมันเป็นเนื้อที่โจวเยว่เซินช่วยเอาของที่บ้านแม่ฉันไปขายให้เฉยๆ อีกอย่าง ที่ผ่านมาพวกคุณเคยได้ยินข่าวว่ามีใครกินเนื้อที่พวกเราขายแล้วอาหารเป็นพิษบ้างไหมล่ะคะ"
คำพูดของเธอทำให้ทุกคนชะงักไปเล็กน้อย จริงอย่างที่เธอว่า พวกเขาไม่เคยได้ยินข่าวเสียหายเกี่ยวกับเนื้อตุ๋นของบ้านเธอเลย
แต่ถึงอย่างนั้น ความโกรธแค้นที่สุมอยู่ในอกก็ยังไม่จางหายไปไหน มีหรือจะยอมปล่อยพวกเขาไปง่ายๆ แค่เพราะคำพูดไม่กี่ประโยค
"แต่โจวถิงถิงยืนยันว่าเป็นพวกคุณสอน จะผิดได้ยังไง ก็นั่นมันน้องสาวแท้ๆ ของพวกคุณไม่ใช่เหรอ"
ซือเนี่ยนได้ยินแบบนั้นก็เผลอหัวเราะออกมา "เรื่องที่โจวถิงถิงยกโขยงบ้านสามีมาหาเรื่องทำร้ายพวกเราถึงที่บ้านเมื่อไม่กี่วันก่อน พวกคุณก็น่าจะรู้กันดีนี่คะ น้องสามีของเธอก็เพราะเรื่องนั้นแหละ ถึงได้ยังนอนในคุกอยู่จนป่านนี้ คุณลองคิดดูสิคะว่า ฉันจะไปสอนคนที่เคยคิดร้ายกับฉันทำอาหารทำไมกัน"
คราวนี้ทุกคนถึงกับพูดไม่ออกไปตามๆ กัน
ข่าวเรื่องนั้นมันดังกระฉ่อนไปทั่วจริงๆ ไม่ใช่แค่น้องสามีของโจวถิงถิงที่โดนจับ แต่แม่สามีของเธอก็ถูกร้องเรียนจนตกงานด้วย ทุกคนยังเคยนินทากันอยู่เลยว่าครอบครัวนี้ช่างไม่เจียมตัวเอาเสียเลยที่กล้าไปมีเรื่องกับบ้านตระกูลโจว
หรือว่าเรื่องทั้งหมดนี้จะไม่เกี่ยวกับสองคนนี้จริงๆ
"แล้วทำไมโจวถิงถิงถึงได้บอกว่าเป็นพวกคุณล่ะ"
"ก็ถ้าเธอไม่โยนความผิดมาให้พวกเรา เธอก็ต้องเป็นคนรับผิดชอบจ่ายค่าเสียหายเองน่ะสิคะ ใครจะอยากเสียเงินกัน"
แม้จะฟังเหตุผลแล้ว แต่หลายคนก็ยังคงลังเล
จังหวะนั้นเอง โจวเจ๋อตงที่ยืนเงียบๆ อยู่ก็พูดแทรกขึ้นมา "ผมรู้ครับ ผมเห็นอาแอบฟังตอนที่คุณแม่กับคุณยายทำเนื้อตุ๋น"
โจวเจ๋อหานรีบก้าวออกมายืนยันอีกเสียง "ใช่ครับ อายังสั่งไม่ให้ผมเอาเรื่องนี้ไปบอกคุณแม่ด้วย"
พอได้ยินคำพูดของเด็กๆ สีหน้าของทุกคนก็แปรเปลี่ยนเป็นบูดเบี้ยวอย่างน่ากลัว
ถ้าคำพูดของซือเนี่ยนเป็นแค่สิ่งที่ทำให้พวกเขาเริ่มเอะใจ คำพูดของเด็กทั้งสองก็เหมือนเป็นหลักฐานมัดตัวชั้นดีที่ทำให้ทุกอย่างกระจ่างแจ้ง
ภาพของเด็กสองคนนี้ยังคงติดอยู่ในความทรงจำของชาวบ้านบางคน ตอนที่แม่ของเด็กๆ เสียไปใหม่ๆ พวกเขาถูกส่งไปให้โจวถิงถิงช่วยดูแล แต่เธอกลับไล่หลานแท้ๆ ออกจากบ้านอย่างไม่ไยดี ตอนนั้นใครๆ ก็พากันสงสารเด็กๆ
แถมยังได้ยินมาอีกว่าเหตุผลที่พี่ชายของเธอต้องลาออกจากการเป็นทหารก็เพื่อกลับมาดูแลเด็กๆ นี่แหละ
ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครเห็นเธอกลับไปเยี่ยมบ้านเลย พอมีคนถามก็ตอบปัดๆ ไปว่าที่บ้านไม่มีใครแล้ว ตอนนี้คงเห็นว่าซือเนี่ยนสอนครอบครัวตัวเองทำเนื้อตุ๋นขายจนได้ดิบได้ดีเลยเกิดอิจฉา คิดจะลักไก่แอบจำสูตรไปทำเองบ้าง ไม่อย่างนั้นด้วยความสัมพันธ์ของสองพี่น้องที่ย่ำแย่ขนาดนั้น ซือเนี่ยนจะใจดีไปสอนเธอทำไมกัน
"นังโจวถิงถิงตัวดี คิดจะฆ่าพวกเรารึไง"
"บ้านตระกูลหลี่ก็หน้าด้านพอกัน ตอนนั้นยังมาโม้ว่าเสียเงินไปเรียนมา พอเกิดเรื่องกลับโยนขี้ให้คนอื่นหน้าตาเฉย"
"เรื่องนี้ถ้ามันไม่จ่ายละก็ ฉันจะตบมันให้คว่ำเลย"
เมื่อเรื่องราวทั้งหมดคลี่คลาย กลุ่มคนก็ไม่ได้ไร้เหตุผลพอที่จะหาเรื่องซือเนี่ยนกับโจวเยว่เซินต่อ โจวถิงถิงแต่งออกไปเป็นสะใภ้บ้านอื่นตั้งหลายปีแล้ว ก็เหมือนกับน้ำที่สาดออกจากบ้านไปแล้ว เรื่องก็เกิดที่บ้านตระกูลหลี่ จะให้มาโทษบ้านตระกูลโจวก็คงไม่ถูก
ว่าแล้วกลุ่มคนก็เปลี่ยนเป้าหมาย พากันกรูเข้าไปในห้องผู้ป่วย กระชากผมโจวถิงถิงกับแม่สามีที่นอนอ่อนแรงอยู่บนเตียงขึ้นมาด่าทออย่างสาดเสียเทเสีย
"สารเลว คิดจะชิ่งไม่จ่ายเงินเหรอ"
"พี่สะใภ้แกบอกหมดแล้วว่าแกเคยพาคนไปรุมทำร้ายเขา แล้วเขาจะมาสอนแกทำเนื้อตุ๋นได้ยังไง"
"ฉันว่าแล้วว่าพวกแกมันไม่อยากจ่ายเงิน เลยโบ้ยความผิดไปทั่ว แกนี่มันเลวจริงๆ"
"สมน้ำหน้าแล้วที่ผัวแกจะขอหย่า"
โจวถิงถิงกับแม่สามีเพิ่งจะลืมตาตื่นจากอาการอาหารเป็นพิษได้ไม่นาน ร่างกายยังอ่อนเพลียไม่มีแรง พอโดนผู้หญิงกลุ่มใหญ่รุมทึ้งก็ไม่มีปัญญาขัดขืน ได้แต่งงเป็นไก่ตาแตก
"พวกคุณพูดเรื่องอะไรกัน พี่สะใภ้ฉันเป็นคนสอนฉันจริงๆ นะ ฉันไม่ได้โกหก"
"ถุย ยังจะปากแข็งอีก หลานชายแกเป็นคนบอกเองว่าเห็นแกไปแอบดูเขาทำ แถมยังขู่ไม่ให้เด็กๆ เอาไปบอกใครอีก"
สิ้นคำพูดนั้น ใบหน้าของโจวถิงถิงก็ซีดเผือดเป็นกระดาษ
แม่สามีที่นอนอยู่ข้างๆ ก็ถึงกับอึ้งไปเหมือนกัน เดิมทีเธอวางแผนไว้ว่าถ้าเรื่องมันบานปลายจนแก้ไขไม่ได้ ก็จะโยนความผิดทั้งหมดไปให้บ้านตระกูลโจว พวกนั้นร่ำรวยจะตายไป จ่ายค่าเสียหายแค่นี้ขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอก เธอนึกว่าเป็นเพราะบ้านโจวเจ็บแค้นจากเรื่องคราวก่อน เลยจงใจให้สูตรปลอมๆ มาเพื่อแก้แค้นพวกเขา เธอยังคิดอยู่เลยว่าจะต้องไปเอาเรื่องให้ถึงที่สุด ใครจะไปคาดคิดว่าความจริงแล้วอีกฝ่ายไม่ได้สอนอะไรพวกเขาเลยสักนิดเดียว
แต่เป็นโจวถิงถิงเองที่ไปแอบลักจำมา
พอคิดได้แบบนั้น แม่สามีก็แทบจะเดือดจนล้มทั้งยืน
นังลูกสะใภ้โง่เง่าคนนี้ คิดจะทำลายตระกูลหลี่ให้พินาศไปเลยรึไง
***
หลังจากให้การกับตำรวจเสร็จ ซือเนี่ยนกับโจวเยว่เซินก็พากันกลับ โดยไม่คิดจะสนใจชะตากรรมของครอบครัวโจวถิงถิงอีกต่อไป
พอขึ้นมาบนรถ ซือเนี่ยนก็หันไปมองโจวเจ๋อตงเป็นพิเศษ "พวกเราเห็นอาโจวถิงถิงแอบเรียนรู้จริงๆ เหรอ"
โจวถิงถิงไม่เคยมาค้างคืนที่บ้านพวกเขาเลยสักครั้ง จะมีโอกาสมาแอบดูตอนไหนกัน
โจวเจ๋อหานพอได้ยินแม่ถามก็มีสีหน้าลุกลี้ลุกลนขึ้นมาทันที
ทว่าโจวเจ๋อตงกลับตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ดวงตาใสซื่อจ้องมองผู้เป็นแม่ "ครับคุณแม่ ผมเห็นจริงๆ ครับ"
ซือเนี่ยนนิ่งไปชั่วครู่ เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาของลูกชายที่ดูจริงใจไม่ต่างจากปกติ แต่ไม่รู้ทำไมเธอถึงรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งแขน
ถ้าไม่ใช่เพราะเธอรู้ดีว่านิสัยที่แท้จริงของลูกชายคนโตเป็นอย่างไร ป่านนี้เธอคงเชื่อคำพูดของเขาไปแล้วสนิทใจ
[จบบท]