บทที่ 221: บทเรียนราคาแพง
ผู้ใหญ่บ้านหลินเป็นฝ่ายเอ่ยปากกับโจวเยว่เซินก่อนด้วยท่าทีที่รู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย “สหายโจว ผมไม่ได้จะขอให้คุณยกโทษให้พวกเขานะครับ แค่หวังว่าคุณจะไม่มองหมู่บ้านหลินของเราในแง่ร้ายเพราะคนไม่กี่คนนี้ จนถึงขั้นเลิกค้าขายกับพวกเราไปเลย เพราะคนอื่นๆ ในหมู่บ้านไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย”
ปกติแล้วเวลาที่ชาวบ้านจะซื้อเนื้อ ก็มักจะไปที่บ้านของตระกูลโจว เพราะนอกจากจะได้ราคาที่ถูกกว่าที่อื่นแล้ว ด้วยความที่เป็นหมู่บ้านฝั่งพ่อตาของโจวเยว่เซินซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน เวลาไปซื้อทีไร เขาก็มักจะใจดีแถมเนื้อให้เยอะกว่าเดิมเสมอ หากวันใดวันหนึ่งตระกูลโจวตัดสินใจเลิกทำธุรกิจกับหมู่บ้านหลินขึ้นมาจริงๆ การจะหาเนื้อดีๆ กินสักมื้อคงกลายเป็นเรื่องยุ่งยากน่าดู
โจวเยว่เซินให้คำตอบที่ชัดเจน “คุณลุงวางใจได้เลยครับ ผมแยกแยะได้และคงไม่เหมารวมว่าคนทั้งหมู่บ้านจะเป็นเหมือนพวกเขา แต่ถ้าจะให้ผมค้าขายกับคนกลุ่มนี้อีก คงต้องขอปฏิเสธจริงๆ ครับ”
สิ้นเสียงของเขา สายตาก็พลันกวาดมองไปยังกลุ่มคนที่ยืนหน้าเจื่อนอยู่ตรงนั้น
กลุ่มคนที่เมื่อไม่กี่นาทีก่อนยังปากดีปาวๆ ว่าชาตินี้จะไม่ขอเหยียบไปซื้อเนื้อที่บ้านของเขาอีก ตอนนี้กลับมีใบหน้าที่ซีดเผือดจนแทบจะไร้สีเลือด พวกเขาเพิ่งจะตระหนักได้ว่าการซื้อเนื้อจากบ้านตระกูลโจวนั้นสะดวกสบายและช่วยให้ประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้มากแค่ไหน แถมยังไม่ต้องถ่อไปถึงตัวอำเภออีกด้วย
ทุกวันนี้เนื้อที่สหกรณ์การค้าและการตลาดก็มีขายแบบจำกัดจำนวน ใครไปเร็วก็ได้ของดีไปครอง ถึงแม้ในตลาดสดจะมีวางขายอยู่บ้าง แต่ราคาก็สูงลิ่วจนน่าตกใจ การมีอยู่ของฟาร์มหมูตระกูลโจวทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นมาก ไม่ต้องแหกขี้ตาตื่นไปต่อคิวรอซื้อเนื้อตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง
ความคิดที่ว่าฟาร์มหมูของโจวเยว่เซินจะเจ๊งถ้าขาดลูกค้ากลุ่มใหญ่อย่างพวกเขาไป มันช่างเป็นความคิดที่โง่เขลาเสียจริง ตอนนี้พวกเขาถึงได้รู้ซึ้งแก่ใจแล้วว่าไม่ใช่ตระกูลโจวที่ขาดพวกเขาไม่ได้ แต่เป็นพวกเขาต่างหากที่ขาดตระกูลโจวไม่ได้เลย ไม่เพียงแต่ทำลายความตั้งใจดีของผู้ใหญ่บ้านจนหมดสิ้น แต่ยังพลอยทำให้ครอบครัวของตัวเองต้องเดือดร้อนไปด้วย สีหน้าของแต่ละคนในตอนนี้มันช่างดูไม่จืดเอาเสียเลย
“เอ่อ ท่านผู้จัดการโจวครับ ทั้งหมดมันเป็นเรื่องเข้าใจผิดนะครับ”
“พ่อหลินรอง คุณช่วยพูดกับลูกเขยคุณหน่อยสิ เขาเป็นถึงลูกเขยของคุณเลยนะ”
“พวกเราก็คนกันเองทั้งนั้น อย่าให้เรื่องมันต้องบานปลายเลยนะ”
พ่อหลินได้แต่กุมขมับ “ผมก็เตือนพวกคุณไปแล้วรอบหนึ่ง แต่ไม่มีใครยอมฟังกันเลย แถมยังพูดจาไม่ให้เกียรติกันอีก ผมว่าที่เสี่ยวโจวทำอยู่นี่ก็ถือว่าเกรงใจพวกคุณมากแล้วนะ”
คำพูดนั้นทำเอาทุกคนถึงกับหน้าถอดสี ผู้ใหญ่บ้านเองก็ไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกต่อไป เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะขอตัวกลับไปอย่างเงียบๆ
***
“เนี่ยนเนี่ยน แล้วเสี่ยวโจวเขาไม่โกรธใช่ไหมลูก” ซือเนี่ยนแกล้งทำเป็นหาเรื่องเข้าไปช่วยงานในครัว พอได้จังหวะแม่หลินก็กระซิบถามด้วยความเป็นห่วงทันที
เธอส่ายหน้าเบาๆ “ไม่หรอกค่ะแม่ แม่ไม่ต้องกังวลไปหรอก โจวเยว่เซินเขาไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยอะไรแบบนั้น”
ในฐานะเจ้าของกิจการ เขาผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะกว่านี้มาก เรื่องวุ่นวายที่เกิดจากคนไม่กี่คนแบบนี้ เขาไม่เก็บมาเป็นอารมณ์ให้รกสมองหรอก แต่ดูเหมือนว่าคนในบ้านของเธอจะกังวลใจกับเรื่องนี้มากกว่าเจ้าตัวเสียอีก
แม่หลินพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก “ถึงจะว่าอย่างนั้นก็เถอะ แต่ที่พวกเขาทำมันก็เกินไปจริงๆ เราไม่จำเป็นต้องรู้สึกไม่ดีเพราะเห็นแก่หน้าผู้ใหญ่บ้านเลยนะลูก” ซือเนี่ยนรับคำเบาๆ ไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นอีก
***
ภายในห้องนั่งเล่น เด็กๆ กำลังนั่งล้อมวงทำการบ้านกันอย่างขะมักเขม้น แต่เอาเข้าจริงแล้วทั้งหลินเฟิงและหลินอวี่ไม่ได้อยากจะทำมันเลยสักนิดเดียว ก่อนหน้านี้พวกเขากำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน แต่จู่ๆ โจวเจ๋อตงที่เล่นอยู่ด้วยกันก็ควักสมุดออกมานั่งเรียนเฉยเลย
พอผู้ใหญ่ผ่านมาเห็นภาพนั้นเข้า ก็เลยจัดการส่งตัวพวกเขาทั้งสองคนมานั่งเรียนเป็นเพื่อนหลานชายทันที เด็กๆ ได้แต่มองกองการบ้านตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่อยากจะลาโลกไปให้พ้นๆ
โจวเจ๋อหานฉวยโอกาสนี้อวดความรู้ใหม่ที่เพิ่งได้เรียนมา “พวกน้าไม่รู้ล่ะสิ คุณแม่บอกผมว่านี่เรียกว่า abcd ไม่ใช่ อา ปอ ซือ เตอ ถึงมันจะเป็นภาษาของต่างประเทศ แต่คุณแม่ก็บอกว่าถ้าเรียนเอาไว้ มันจะเป็นประโยชน์กับผมมากๆ เลยนะ”
สองพี่น้องตระกูลหลินหันไปมองโจวเจ๋อหานที่วันๆ เอาแต่พูดว่า “คุณแม่ของผมบอกว่า...” จนพวกเขารู้สึกว่าหลานชายคนนี้กำลังถูกพี่สาวของตัวเองล้างสมองอยู่
หลินเฟิงเหลือบตามองเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้น “ฉันรู้น่า นี่เขาเรียกว่าภาษาอังกฤษ เมื่อก่อนหลินซือซือก็เคยเรียน”
หลินอวี่เบิกตากว้าง “นี่มันเป็นวิชาที่ต้องเรียนตอนขึ้นมัธยมต้นไม่ใช่เหรอ”
โจวเจ๋อหานยืดอกเล็กๆ ของตัวเองขึ้นอย่างภูมิใจ “คุณแม่บอกว่า เราต้องเริ่มเรียนรู้แต่เนิ่นๆ แอบขยันเงียบๆ แล้วจากนั้นก็ทำให้ทุกคนทึ่งไปเลย”
สองพี่น้องหลิน “...”
[จบบท]