บทที่ 225: ข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้
ท่ามกลางความวุ่นวายและเสียงพูดคุยจอแจของผู้คนที่มารวมตัวกันอยู่หน้าบ้านตระกูลหลิน จู่ๆ เสียงเครื่องยนต์ของรถยนต์ที่ไม่มีใครคุ้นเคยก็ดังแทรกขึ้นมา ทุกสายตาจึงหันไปมองเป็นทางเดียวกัน
ภาพที่เห็นคือรถเก๋งสีขาวสะอาดจอดสนิทอยู่ตรงทางเข้าประตูบ้าน ก่อนที่ร่างของหญิงวัยกลางคนในชุดสูทสีเข้มเข้ารูปจะก้าวลงมา เธอดูดีมีภูมิฐาน สวมแว่นตากรอบสีแดงที่ขับให้ใบหน้าดูโดดเด่น ท่าทางการเดินบนรองเท้าส้นสูงของเธอมั่นคงและสง่างาม ในมือยังหอบหิ้วของขวัญที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นของราคาแพง บ่งบอกถึงสถานะที่ไม่ธรรมดาของผู้มาเยือน
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ต่างพากันซุบซิบ ไม่มีใครเคยเห็นรถยนต์มาจอดถึงหน้าบ้านหลังนี้มาก่อน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงแขกที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากในเมืองใหญ่ ทุกคนจึงหันไปมองแม่หลินเป็นตาเดียว ราวกับจะถามว่าไปมีญาติที่ดูร่ำรวยขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่
แม่หลินเองก็ยืนงงไม่ต่างจากคนอื่น เธอไล่เรียงรายชื่อญาติพี่น้องทั้งหมดในหัว แต่ก็ไม่มีใครสักคนที่ตรงกับภาพของผู้หญิงคนนี้เลย แต่เมื่อหญิงแปลกหน้าเอ่ยถามหาบ้านของซือเนี่ยน เธอก็พอจะเดาได้ว่าคงเป็นคนรู้จักของลูกสาวตัวเอง
“สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่ามาหาเนี่ยนเนี่ยนเหรอคะ?” แม่หลินเดินเข้าไปทักทายอย่างนอบน้อม พลางลอบสำรวจผู้มาเยือนอย่างละเอียด อายุอานามน่าจะไล่เลี่ยกับเธอ แต่กลับดูแตกต่างกันราวกับอยู่คนละโลก
“ใช่ค่ะ ดิฉันมาหาซือเนี่ยน คุณคงเป็นคุณแม่สินะคะ” พี่เฉินเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่เป็นมิตร เธอเหลือบมองใบหน้าของแม่หลินที่ดูคล้ายกับซือเนี่ยนไม่น้อย การที่อีกฝ่ายใช้คำพูดที่สุภาพและให้เกียรติ ทำให้แม่หลินรู้สึกโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง อย่างน้อยก็คงไม่ได้มาหาเรื่องอย่างแน่นอน เธอจึงรีบผายมือเชิญแขกให้เข้ามาในบ้าน
ซือเนี่ยนที่ได้ยินเสียงเอะอะอยู่ด้านนอกก็เดินออกมาดูพอดี พอเห็นว่าเป็นใครเธอก็อดแปลกใจไม่ได้ “พี่เฉิน! ลมอะไรหอบพี่มาถึงที่นี่ได้คะเนี่ย?”
พี่เฉินส่งยิ้มกว้างให้ “พี่มีข่าวดีมาบอกน่ะสิ”
“ข่าวดีเหรอคะ? เรื่องอะไรกัน” ซือเนี่ยนถามด้วยความฉงน
“เธอยังจำวันที่ไปพูดสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษแทนฟู่เชียนเชียนที่ในเมืองได้ใช่ไหม? พอดีว่าหัวหน้าของโรงเรียนที่จัดงานวันนั้นเขาประทับใจในตัวเธอมาก เลยอยากจะเชิญเธอไปเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนน่ะ”
คำพูดของพี่เฉินทำให้ซือเนี่ยนถึงกับนิ่งไปชั่วครู่
“เป็นครูเหรอคะ?” ไม่ใช่แค่เธอ แต่ทุกคนที่ได้ยินต่างก็อุทานออกมาเป็นเสียงเดียวกัน
“ถูกต้อง” พี่เฉินพยักหน้ารับ “โรงเรียนเขามีครูลาคลอดไปคนหนึ่ง ตั้งครึ่งปีแน่ะ ตอนนี้เลยขาดครูสอนภาษาอังกฤษอย่างหนัก เขาก็เลยอยากให้เธอไปช่วยสอนหน่อย”
นี่เป็นโอกาสที่มาแบบไม่ทันตั้งตัว และเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่ง เพราะโรงเรียนที่ว่านั้นคือโรงเรียนสอนภาษาต่างประเทศอันดับหนึ่งของเมืองเลยทีเดียว ถ้าไม่ใช่เพราะการแสดงความสามารถในวันนั้นของซือเนี่ยนที่โดดเด่นจนเข้าตาผู้บริหาร โอกาสดีๆ แบบนี้คงไม่มีทางหลุดมาถึงเธอแน่ๆ เพราะใครๆ ก็รู้ว่าบุคลากรที่นั่นมีแต่ระดับหัวกะทิ ไม่จบปริญญาตรีก็เป็นพวกเรียนจบนอกกันทั้งนั้น
แน่นอนว่าทั้งหมดเป็นเพราะทักษะการพูดภาษาอังกฤษของซือเนี่ยนที่ไร้ที่ติ บวกกับบุคลิกที่ดูดีและหน้าตาที่สะสวยของเธอ ทำให้เธอเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด
ซือเนี่ยนเริ่มครุ่นคิด เธอไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินก็จริง แต่...
พี่เฉินเห็นซือเนี่ยนเงียบไปจึงรีบพูดต่อ “เรื่องเงินเดือนไม่ต้องห่วงเลยนะ หัวหน้าเขาบอกว่าให้เธอเดือนละ 90 หยวนเลย สวัสดิการทุกอย่างเหมือนครูประจำ แถมยังมีโบนัสให้อีกต่างหาก”
สิ้นเสียงของพี่เฉิน เสียงฮือฮาก็ดังกระหึ่มขึ้นมาจากกลุ่มชาวบ้านที่แอบฟังอยู่
“อะไรนะ! ตั้ง 90 หยวน! ครูที่ไหนเงินเดือนเยอะขนาดนี้?”
“ครูโรงเรียนประถมในหมู่บ้านเรายังได้แค่เดือนละ 30 หยวนเองนะ!”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังเซ็งแซ่ พวกเขาทั้งปีเก็บเงินได้ร้อยสองร้อยหยวนก็ถือว่าเก่งแล้ว แต่นี่ซือเนี่ยนจะได้เงินเดือนเกือบหนึ่งร้อยหยวนต่อเดือน มันเป็นตัวเลขที่พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึง สายตาหลายคู่มองมาที่ซือเนี่ยนด้วยความอิจฉาอย่างปิดไม่มิด
พี่เฉินอธิบายเสริม “โรงเรียนนี้อยู่ในเมือง แล้วก็เป็นโรงเรียนสอนภาษาโดยเฉพาะ สวัสดิการเลยดีกว่าโรงเรียนทั่วไปมาก ขนาดพวกพี่ที่เป็นผู้ประกาศข่าว เดือนๆ นึงยังได้แค่ 40-50 สิบหยวนเอง ที่โรงเรียนกล้าให้เธอถึง 90 หยวนเพราะทักษะของเธอถึงจริงๆ เธอคู่ควรกับค่าตอบแทนระดับนี้”
พี่เฉินยอมขับรถมาไกลขนาดนี้ก็เพื่อแจ้งข่าวนี้ด้วยตัวเอง ถือเป็นการตอบแทนน้ำใจที่ซือเนี่ยนเคยช่วยกู้วิกฤตบนเวทีในครั้งนั้น
ซือเนี่ยนเองก็ตกใจไม่น้อย เงินเดือน 90 หยวนในยุคนี้ถือว่าสูงลิ่ว แม้เธอจะมีเงินเก็บอยู่แล้ว แต่ใครบ้างจะไม่อยากได้เงินเพิ่ม ที่สำคัญคือปีหน้าเธอมีแผนจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย การได้ทำงานเป็นครูในช่วงครึ่งปีนี้ก็เหมือนเป็นช่วงเวลาพักและเตรียมตัวไปในคราวเดียวกัน มันช่างลงตัวพอดี
“เงินเดือนสูงขนาดนี้ คาบสอนคงไม่เยอะหรอกใช่ไหมคะ?” เธอถามอย่างมีเหตุผล เพราะรู้ดีว่าของฟรีไม่มีในโลก
“สบายใจได้ พี่ถามมาให้หมดแล้ว ถึงจะเป็นโรงเรียนสอนภาษา แต่ก็ไม่ได้เรียนกันทั้งวัน เธอรับผิดชอบสอนเด็ก 3 ห้องเรียน วันละ 3 คาบเท่านั้นเอง พี่บอกทางโรงเรียนไปแล้วว่าเธอแต่งงานมีครอบครัวแล้ว เขาก็เข้าใจดี จะไม่จัดตารางสอนให้แน่นเกินไป พอสอนเสร็จเธอก็กลับบ้านได้เลย”
ข้อเสนอนี้ช่างน่าดึงดูดใจจนซือเนี่ยนแทบจะพยักหน้าตอบตกลง แต่เธอก็ยั้งตัวเองไว้ได้ทัน “เดี๋ยวก่อนนะคะพี่เฉิน เรื่องสำคัญขนาดนี้ ฉันคงต้องขอปรึกษากับที่บ้านก่อน ยังให้คำตอบพี่ตอนนี้ไม่ได้จริงๆ ต้องขอโทษด้วยนะคะ”
“ไม่เป็นไรจ้ะ ไม่ต้องรีบ” พี่เฉินเข้าใจดี “อีกพักใหญ่ๆ กว่าจะเปิดเทอม เธอตัดสินใจได้เมื่อไหร่ก็โทรมาบอกพี่แล้วกันนะ นี่เบอร์ติดต่อ”
ซือเนี่ยนพยายามรั้งให้พี่เฉินอยู่ทานข้าวเย็นด้วยกัน แต่ก็ถูกปฏิเสธอย่างสุภาพ “เสียดายจัง พอดีพี่มีงานด่วนต้องรีบกลับเข้าไปที่บริษัท ไว้โอกาสหน้าเราค่อยนัดทานข้าวกันใหม่นะ”
เมื่อรู้ว่าพี่เฉินเป็นเวิร์กกิงวูแมนตัวยง ซือเนี่ยนจึงไม่เซ้าซี้ต่อและเดินไปส่งเธอที่รถ
ก่อนจะก้าวขึ้นรถ พี่เฉินเหมือนนึกอะไรขึ้นได้จึงหันกลับมาพูดทิ้งท้ายไว้ว่า “อ้อ! จริงสิ เกือบลืมบอกไป หัวหน้าฝากมาบอกด้วยนะว่า ถ้าเธอตกลงไปเป็นครูที่นั่น ลูกของเธอหรือลูกหลานในบ้านก็จะได้สิทธิ์เข้าเรียนที่โรงเรียนเป็นกรณีพิเศษเลยนะ แถมค่าเทอมก็มีส่วนลดให้ด้วย ลองเก็บไปคิดดูนะ”
พี่เฉินรู้ว่าเด็กๆ ไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของซือเนี่ยน แต่จากที่เห็นความรักความเอาใจใส่ที่เธอมีให้เด็กๆ แล้ว ข้อเสนอนี้น่าจะมีน้ำหนักต่อการตัดสินใจของเธอไม่น้อย
พูดจบเธอก็ขับรถจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ทุกคนที่ได้ยินถึงกับยืนนิ่งอึ้งเป็นหิน
สิทธิ์ในการเข้าเรียนโรงเรียนประถมชั้นนำในเมือง! นี่มันยิ่งกว่าถูกหวยรางวัลที่หนึ่งเสียอีก! ใครๆ ก็รู้ว่าการจะส่งลูกหลานเข้าไปเรียนในเมืองนั้นมันยากแสนยากขนาดไหน บางคนพยายามหาเส้นสายจนหมดตัว สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้พาลูกกลับมาเรียนที่หมู่บ้านเหมือนเดิม
เงื่อนไขสุดพิเศษนี้ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะหลินฟางกับแม่สามีของเธอที่ก่อนหน้านี้ยังแสดงท่าทีไม่พอใจอยู่เลย ตอนนี้กลับมีสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดข้อเสนอที่มาพร้อมกับเงินเดือนก้อนโตและโอกาสทางการศึกษาชั้นเลิศในเมืองใหญ่ ปลุกความโลภในใจของใครบางคนให้ลุกโชนขึ้นมาทันที
“พี่สะใภ้คะ นี่มันโอกาสทองชัดๆ เลยนะ ได้เป็นครูในเมืองเชียวนะ! แถมยังได้ยินมาว่าโรงเรียนในเมืองเขาสอนดีมากๆ อีกด้วย” หลินฟางปรี่เข้ามาหาแม่หลินด้วยท่าทีกระตือรือร้นผิดปกติ “ว่าแต่... เด็กๆ บ้านพี่ก็ยังเล็กอยู่เลย กว่าจะโตทันใช้สิทธิ์เข้าเรียนนี่ก็อีกตั้งหลายปี ไม่แน่ว่าถึงตอนนั้นเขาจะยังให้โอกาสนี้อยู่รึเปล่า สู้ยกโควต้านี้ให้เสี่ยวเฉียงลูกชายฉันก่อนดีไหมคะ ปีหน้าเขาก็จะขึ้น ป.5 แล้ว ได้ย้ายไปเรียนที่นั่นพอดีเลย”
แม่หลินที่ยังมึนๆ กับเรื่องราวที่เกิดขึ้น พอได้ฟังคำพูดเห็นแก่ตัวของน้องสาวสามีก็ถึงกับหน้าชา “น้องฟาง! เธอกำลังพูดอะไรอยู่ นี่เป็นสิทธิ์ที่เขาให้มาเพื่อลูกๆ ของเนี่ยนเนี่ยนนะ จะไปตกถึงมือคนอื่นได้ยังไง”
รอยยิ้มกระตือรือร้นบนใบหน้าของหลินฟางพลันเลือนหายไปทันที “อ้าว พี่สะใภ้ พูดจาแบบนี้ได้ยังไงกัน เด็กสองคนนั้นก็ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขแท้ๆ ของซือเนี่ยนสักหน่อย จะเอาของดีๆ ไปประเคนให้ทำไมกัน สู้เก็บไว้ให้คนในครอบครัวเราจริงๆ ไม่ดีกว่าเหรอ”
“หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ!” แม่หลินตวาดเสียงดังลั่น จนทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นหันมามองเป็นตาเดียว “ถ้ายังจะพูดจาแบบนี้อีก ก็เชิญออกไปจากบ้านฉันได้เลย!”
“นี่พี่กล้าไล่ฉันเหรอ!”
แม่หลินสะบัดหน้าหนี ไม่คิดจะต่อปากต่อคำด้วยอีก เธอเหนื่อยใจกับความละโมบของญาติฝ่ายสามีเต็มทนแล้ว ไม่เคยคิดเลยว่าแม้แต่เรื่องของเด็กๆ ก็ยังจะเอามาเป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวได้ลงคอ
“เชอะ! ทำเป็นหยิ่งไปเถอะ!” หลินฟางกระฟัดกระเฟียดกระทืบเท้าปึงปังด้วยความโกรธ ก่อนจะเดินสะบัดหน้าจากไป ในใจก็นึกเจ็บแค้น สมัยก่อนบ้านพี่รองไม่เคยกล้าขัดใจเธอเลยสักครั้ง แต่ตอนนี้พอได้ลูกสาวแต่งงานกับคนมีเงินเข้าหน่อย ก็ทำเป็นปีกกล้าขาแข็ง ไม่เห็นหัวเธอกันแล้วใช่ไหม โอกาสดีๆ ที่หลุดลอยไปต่อหน้าต่อตา ทำให้เธอได้แต่สาปแช่งในใจว่าคนบ้านนี้มันโง่เง่าสิ้นดี
ซือเนี่ยนเลือกที่จะไม่ใส่ใจกับเรื่องวุ่นวายภายนอก เธอเดินกลับเข้ามาในตัวบ้าน ที่ลานบ้านเหล่าเด็กน้อยกำลังวิ่งเล่นไล่จับกับเจ้าต้าหวงอย่างสนุกสนาน เมื่อเห็นเธอเดินเข้ามา เด็กๆ ก็พากันวิ่งกรูเข้ามาหา ดวงตาแต่ละคู่ทอประกายแห่งความชื่นชมอย่างปิดไม่มิด
“คุณแม่ครับ คุณแม่จะได้เป็นคุณครูจริงๆ เหรอครับ”
“คุณแม่เหนื่อยไหมครับ เดี๋ยวผมไปยกเก้าอี้มาให้”
“พี่เก่งที่สุดในโลกเลย!”
“พี่ครับ ผมก็อยากเรียนภาษาอังกฤษกับพี่บ้าง”
เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กๆ ทำให้หัวใจของซือเนี่ยนพองโต เธอไล่ลูบหัวเจ้าตัวเล็กแต่ละคนเบาๆ “ตอนนี้ไปวิ่งเล่นกันก่อนนะเด็กๆ ไว้เรากลับถึงบ้านกันเมื่อไหร่ แล้วแม่จะเล่าให้ฟังทุกเรื่องเลย”
หลังจากที่ทุกคนเหนื่อยกันมาทั้งวัน งานเลี้ยงเล็กๆ ที่บ้านตระกูลหลินก็จบลงด้วยดี เมื่อแขกเหรื่อทยอยกลับกันไปหมดแล้ว ซือเนี่ยนจึงได้มีโอกาสเล่าเรื่องข้อเสนอทั้งหมดให้โจวเยว่เซินฟังอย่างละเอียด
แม่หลินที่นั่งฟังอยู่ด้วยก็อดแสดงความกังวลออกมาไม่ได้ “เสี่ยวโจว แม่รู้ว่านี่เป็นโอกาสที่ดีมากๆ สำหรับเนี่ยนเนี่ยน แต่ถ้ามันจะทำให้เธอต้องลำบากใจ ก็ไม่ต้องฝืนนะลูก โดยเฉพาะเรื่องเหยาเหยาที่ยังเล็กมาก ต้องการคนดูแลใกล้ชิด”
เธอรู้สึกว่าครอบครัวของโจวเยว่เซินได้ช่วยเหลือครอบครัวของเธอมามากเกินพอแล้ว เธอไม่อยากให้โอกาสในครั้งนี้กลายเป็นชนวนที่สร้างความร้าวฉานให้กับชีวิตคู่ของคนทั้งสอง
โจวเยว่เซินส่ายหน้าเบาๆ “คุณแม่ครับ คุณแม่อย่าเข้าใจผิด ผมไม่ได้คิดมากเรื่องนั้นเลยครับ ตรงกันข้าม ผมสนับสนุนให้เนี่ยนเนี่ยนไปเป็นครูอย่างเต็มที่” การได้เป็นครูในยุคสมัยนี้ถือเป็นอาชีพที่มีเกียรติและได้รับการยอมรับนับถืออย่างสูง ไหนจะเงินเดือนที่สูงถึง 90 หยวนต่อเดือนอีก มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะปฏิเสธโอกาสดีๆ แบบนี้
เขาเหลือบมองซือเนี่ยนที่ทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่กล้า เขาก็พอจะเดาได้ว่าลึกๆ แล้วในใจเธอก็คงอยากจะรับงานนี้เช่นกัน
“ความจริงผมก็กำลังมีแผนจะย้ายฐานการผลิตเข้าไปในเมืองอยู่แล้วครับ พอดีเลยจะได้ย้ายบ้านไปอยู่ด้วยกันที่นั่นทีเดียว จะได้ไม่ต้องลำบากเดินทาง” น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาเอ่ยขึ้น “การทำธุรกิจอยู่ในชนบทแบบนี้มันมีข้อจำกัดหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องระยะทางที่ทำให้เสียเวลาไปมาก การย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองจะช่วยแก้ปัญหาพวกนี้ได้เยอะ แถมลูกๆ ของเรายังจะได้มีโอกาสเข้าเรียนในโรงเรียนดีๆ อีกด้วย”
ซือเนี่ยนที่กำลังปอกกล้วยป้อนให้ลูกสาวตัวน้อยในอ้อมแขนถึงกับชะงักไปเล็กน้อย เธอแปลกใจที่ความคิดของเขากับเธอช่างตรงกันอย่างน่าประหลาด แต่ก็เป็นความแปลกใจที่มาพร้อมกับความโล่งใจ เพราะในเนื้อเรื่องเดิม โจวเยว่เซินก็ไม่ได้ปักหลักทำธุรกิจอยู่ที่นี่ไปตลอดอยู่แล้ว
“ตายจริง! ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าเจ้าใหญ่กับเจ้ารองก็จะได้เข้าเรียนที่โรงเรียนนั้นเลยน่ะสิ! ฟังจากที่ผู้จัดการคนนั้นเขาพูด เหมือนว่าจะเป็นโรงเรียนที่ดีมากๆ เลยใช่ไหม” แม่หลินถามขึ้นอย่างตื่นเต้น
ซือเนี่ยนพยักหน้ารับ “ใช่ค่ะคุณแม่ โรงเรียนนั้นถือเป็นโรงเรียนอันดับต้นๆ ของเมืองเลย สมัยเด็กๆ หนูก็เคยเรียนอยู่ที่นั่นค่ะ” เธอเว้นช่วงไปเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “แต่ก็มีเรื่องที่ต้องคิดอยู่เหมือนกัน เพราะเด็กส่วนใหญ่ที่เรียนที่นั่นมักจะเป็นลูกหลานของคนมีฐานะหรือมีอำนาจ แน่นอนว่าพวกที่พ่อแม่ยอมทุ่มเงินส่งลูกไปเรียนเพื่อรักษาหน้าตาก็มีอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน”
คำพูดของเธอทำให้หลินเฟิงกับหลินอวี่หันมามองหน้ากันทันที ‘มิน่าล่ะ พี่สาวถึงได้เก่งภาษาอังกฤษขนาดนี้ ที่แท้ก็เรียนโรงเรียนดีๆ แบบนี้มาตั้งแต่เด็กนี่เอง’
โจวเจ๋อตงเองก็เงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นแม่ ‘โรงเรียนที่คุณแม่เคยเรียนอย่างนั้นเหรอ’ เขาเม้มริมฝีปากแน่น
“แล้วถึงแม้ว่าเราจะได้สิทธิ์เข้าเรียนก่อนใคร แต่ทางโรงเรียนก็ยังคงพิจารณาเรื่องผลการเรียนอย่างเข้มงวดอยู่ดีค่ะ” ซือเนี่ยนกล่าวสรุป
โจวเยว่เซินพยักหน้าเข้าใจในสิ่งที่เธอต้องการจะสื่อ
“คุณแม่ครับ แล้วผมจะได้ไปเรียนที่นั่นไหมครับ ผมอยากไปเรียนที่โรงเรียนเดียวกับคุณแม่” โจวเจ๋อหานที่ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ซับซ้อนทั้งหมดเอ่ยถามขึ้นมาด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง
ซือเนี่ยนยิ้มกว้างพลางลูบหัวลูกชายคนรองอย่างเอ็นดู “ได้สิจ๊ะลูก”
ถึงแม้ว่าการเข้าไปอยู่ในสังคมแบบนั้นจะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ถ้ามีโอกาสได้เรียนในสถานศึกษาที่ดีกว่า ใครบ้างล่ะจะไม่อยากคว้าไว้ โจวเจ๋อหานยังเด็กนัก ยังมีเวลาให้ปรับตัวและพัฒนาตัวเองอีกมาก
…
เมื่อทุกอย่างลงตัว ครอบครัวของซือเนี่ยนก็ถึงเวลาต้องเดินทางกลับ การจากลาในครั้งนี้ช่างแตกต่างจากทุกครั้ง เพราะมันหมายถึงการย้ายไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในเมืองใหญ่ ทำให้น้องชายฝาแฝดของเธออดที่จะรู้สึกใจหายไม่ได้
“พี่ครับ พี่เขย คราวหน้ามาเที่ยวบ้านเราอีกนะ!”
“คราวหน้าพาแค่เหยาเหยามาก็พอ สองคนนั้นไม่ต้องมาก็ได้นะพี่!”
คำพูดทีเล่นทีจริงของหลินอวี่ทำให้บรรยากาศที่กำลังจะเศร้าดูผ่อนคลายลง แต่ลึกๆ แล้วเขาก็แอบใจหายไม่น้อย ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เด็กๆ ได้ใช้เวลาร่วมกันจนสนิทสนมกลมเกลียว เขาต้องขอยอมรับเลยว่าโจวเจ๋อตงกับโจวเจ๋อหานเป็นเด็กดีกว่าที่คิดไว้เยอะ ไม่เพียงแต่จะใจดีแบ่งของเล่นให้ แต่ยังช่วยสอนการบ้านอีกด้วย
หลินอวี่มองตามรถที่ค่อยๆ แล่นห่างออกไปจนลับสายตา ริมฝีปากบางสั่นระริก น้ำตาเริ่มคลอหน่วย “ฉันอยากไปกับพวกเขาด้วยจังเลย ทำไมฉันต้องเกิดมาเป็นน้องชายของพี่ด้วยนะ ทำไมฉันไม่ได้เกิดมาเป็นลูกของพี่แทน”
พ่อหลินกับแม่หลินที่กำลังซาบซึ้งกับบรรยากาศการร่ำลา พอได้ยินคำพูดตัดพ้อของลูกชายตัวเองก็ถึงกับหน้าตึงขึ้นมาทันที ‘นี่ยังไม่ทันจะรังเกียจแกเลยนะ แกกลับมาชิงรังเกียจพ่อกับแม่ก่อนซะแล้วเหรอ ไอ้ลูกคนนี้!’
[จบบท]