บทที่ 226: อนาคตที่เปลี่ยนไป
ซือเนี่ยนมองภาพตรงหน้าแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ น้องชายตัวแสบทั้งสองคนของเธอกำลังร้องไห้ขี้มูกโป่ง ใบหน้าเล็กๆ เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาจนดูไม่ได้
แม้ในใจจะไม่ได้รู้สึกผูกพันอะไรกับเด็กสองคนนี้มากนัก เพราะแทบไม่มีโอกาสได้ใช้เวลาร่วมกันเลย แต่พอเห็นสภาพมอมแมมแบบนี้แล้วก็อดรู้สึกเห็นใจปนเอ็นดูไม่ได้ นี่อาจจะเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่เธอฉุกคิดถึงอนาคตของพวกเขาขึ้นมาอย่างจริงจัง
ความคิดนั้นทำให้ซือเนี่ยนรีบเค้นความทรงจำในหัวเกี่ยวกับเนื้อเรื่องในนิยายที่เธอหลุดเข้ามาทันที ตอนแรกเธอนึกว่าทั้งสองคนเป็นแค่ตัวประกอบจืดจางที่ไม่มีบทบาทสำคัญอะไรในเรื่อง แต่ใครจะไปคิดว่าพอได้ค้นลึกลงไปในความทรงจำแล้วกลับต้องตกใจจนตาตั้ง
เรื่องราวในช่วงแรกอาจจะไม่ได้พูดถึงสองพี่น้องนี่มากนัก แต่พอพวกเขาเติบโตขึ้น แต่ละคนกลับมีเส้นทางชีวิตที่ไม่ธรรมดาเลยแม้แต่น้อย
หลินเฟิง พี่ชายคนโตได้เป็นถึงนักวิจัยอนาคตไกล แต่โชคชะตากลับเล่นตลกให้เขากลายเป็นคู่แข่งคนสำคัญของโจวเจ๋อตง ลูกชายคนโตของเธอนั่นเอง
ในเนื้อเรื่องช่วงท้าย โจวเจ๋อตงถูกวางบทให้เป็นหนึ่งในตัวร้ายของเรื่อง ในขณะที่หลินเฟิงและหลินอวี่ซึ่งสนิทสนมและภักดีต่อหลินซือซือ ตัวเอกฝ่ายธรรมะ ย่อมมองโจวเจ๋อตงผู้มีเบื้องหลังอันดำมืดเป็นศัตรูตัวฉกาจ
ส่วนหลินอวี่คนน้องนั้นยิ่งไปไกลกว่าพี่ชายเสียอีก เขาเลือกเดินบนเส้นทางของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ กลายเป็นนายตำรวจหนุ่มไฟแรงที่มุ่งมั่นจะปราบปรามเหล่าร้ายให้หมดสิ้นไป และเป้าหมายหลักที่เขาไล่ล่าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันก็คือโจวเจ๋อหาน ลูกชายคนรองของเธอที่เติบโตไปเป็นเจ้าพ่อผู้ทรงอิทธิพลในโลกมืด เรียกได้ว่าทั้งคู่เป็นคู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อ เหมือนกับตอนนี้ไม่มีผิดเพี้ยนที่คอยเป็นไม้เบื่อไม้เมากันอยู่ตลอดเวลา
ซือเนี่ยนกุมขมับให้กับความจริงที่เพิ่งค้นพบ การที่เธออ่านนิยายมาแค่คร่าวๆ เฉพาะช่วงต้นเรื่องนั้นกำลังจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองเข้าแล้ว เธอให้ความสำคัญแค่กับเส้นเรื่องหลักของหลินซือซือจนกระทั่งนางเอกของเรื่องต้องเข้าไปชดใช้กรรมในคุก โดยไม่เคยคาดคิดเลยว่าการกระทำของเธอจะส่งผลกระทบต่อตัวละครอื่นๆ ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องอย่างน้องชายทั้งสองคนนี้
ความทรงจำเกี่ยวกับนิยายเล่มนี้ของเธอมันช่างขาดๆ หายๆ จะนึกเรื่องราวทั้งหมดออกได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุการณ์บางอย่างมาสะกิด หรือไม่ก็ต้องเพ่งสมาธินึกถึงใครสักคนเป็นพิเศษ ถึงจะพอปะติดปะต่อได้ว่าใครเป็นใครและมีบทบาทอย่างไรในเรื่อง
จังหวะนั้นเอง เรื่องที่พี่เฉินมาชักชวนเธอให้ไปเป็นครูเมื่อวันก่อนก็แวบเข้ามาในหัว สีหน้าของซือเนี่ยนพลันเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
โจวเยว่เซินที่คอยสังเกตอยู่ไม่ห่าง ขยับเข้ามาใกล้แล้วเอ่ยถาม “เนี่ยนเนี่ยน เป็นอะไรไป”
ซือเนี่ยนสะดุ้งเล็กน้อย เธอเหลือบไปมองหน้าน้องชายทั้งสองคนที่ยังคงจ้องเธอตาแป๋ว ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ “ฉันไม่เป็นไรค่ะ”
โจวเยว่เซินยังคงจ้องมองเธอด้วยความสงสัย คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เขาเห็นชัดเจนว่าเมื่อครู่แววตาของเธอวูบไหวอย่างรุนแรง มันต้องมีเรื่องอะไรอยู่ในใจแน่ๆ
ซือเนี่ยนยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ พลางลอบถอนหายใจให้ความปวดหัวที่ถาโถมเข้ามา ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามบทประพันธ์เดิม โอกาสทองในการเป็นครูครั้งนี้ควรจะตกเป็นของหลินซือซือ
ในนิยายต้นฉบับ หลินซือซือได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์และสร้างความประทับใจให้กับทุกคนจนเป็นที่กล่าวขานไปทั่ว เมื่อทางโรงเรียนทราบว่าเธอเป็นเด็กสาวจากชนบทที่ทั้งเก่งและมีความสามารถ ก็ยิ่งทวีความชื่นชมและมอบตำแหน่งครูสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนประถมชื่อดังที่สุดในเมืองให้เธอในเวลาต่อมา
จากเด็กสาวบ้านนอกที่เคยถูกคนในบ้านพักทหารดูแคลน หลินซือซือก็ได้ยกระดับตัวเองกลายเป็นคุณครูผู้น่าเคารพ นับเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ความสำเร็จอันรุ่งโรจน์ของเธอ และในฐานะที่เธอเป็นศูนย์กลางของความรักใคร่จากทั้งครอบครัวซือและครอบครัวหลิน เมื่อประสบความสำเร็จแล้วเธอก็ไม่เคยลืมที่จะดึงน้องๆ ขึ้นมาด้วย
เธอใช้เส้นสายของตัวเองฝากฝังน้องชายทั้งสองคนให้ได้เข้าเรียนในโรงเรียนชั้นนำแห่งนั้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมในอนาคตหลินเฟิงและหลินอวี่ถึงได้รักและเทิดทูนพี่สาวคนนี้ชนิดที่ว่ายอมถวายชีวิตให้ได้
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ซือเนี่ยนก็รู้สึกเหมือนตัวเองได้กลายเป็นวายร้ายตัวแม่ในนิยายเรื่องนี้ไปโดยสมบูรณ์ เพราะถ้าไม่ใช่เพราะการมีอยู่ของเธอ โอกาสทั้งหมดนี้ก็ควรจะเป็นของหลินซือซือและน้องชายทั้งสองคน
แม้ว่าในความเป็นจริงหลินซือซือจะไม่ได้ดีเลิศประเสริฐศรีเหมือนที่นิยายพรรณนาไว้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในท้ายที่สุด เธอก็เป็นคนนำพาครอบครัวทั้งสองไปสู่จุดสูงสุดของชีวิตได้จริงๆ
ภาพลักษณ์นางเอกผู้แสนดีของหลินซือซือช่างขัดแย้งกับความจริงที่เธอได้สัมผัส ซือเนี่ยนปวดหัวจนแทบระเบิด ตอนแรกเธอหวังว่าหลังจากที่หลินซือซือถูกตัดสินจำคุกแล้ว ทุกอย่างจะจบลงและเธอจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเสียที แต่ตอนนี้เธอกลับพบว่าการกระทำเพียงเล็กน้อยของเธอได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ผีเสื้อขยับปีกที่เปลี่ยนแปลงอนาคตของใครหลายคนไปอย่างสิ้นเชิง
แต่ในเมื่อเดินมาถึงจุดนี้แล้วก็คงต้องไปต่อให้สุดทาง จะให้เธอสละโอกาสของตัวเองเพื่อรักษาอนาคตตามต้นฉบับของเด็กสองคนนี้ก็คงเป็นไปไม่ได้ อย่างไรเสียในนิยายเดิมเธอก็ถูกตราหน้าว่าเป็นนางร้ายอยู่แล้ว จะร้ายขึ้นอีกนิดหน่อยคงไม่เป็นไร อย่างมากก็แค่หาทางส่งน้องชายทั้งสองคนเข้ามาเรียนหนังสือในเมืองให้ได้ก็แล้วกัน
อันที่จริงแล้ว ครอบครัวหลินเองก็ต้องเผชิญกับมรสุมชีวิตครั้งใหญ่เพราะหลินซือซือไม่ใช่หรือ พวกเขาถูกใส่ร้ายป้ายสีเรื่องเงินสามพันหยวนจนเสื่อมเสียชื่อเสียง
หลินเซียว พี่ชายคนโตต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำจนประสบอุบัติเหตุกลายเป็นคนพิการ ส่วนน้องชายทั้งสองคนก็ต้องหมดโอกาสทางการศึกษา แต่พวกเขากลับไม่เคยระแคะระคายเลยว่าต้นตอของโศกนาฏกรรมทั้งหมดมาจากน้ำมือของพี่สาวที่พวกเขารักใคร่บูชา พอหลินซือซือกลับมาในฐานะผู้ช่วยเหลือและมอบโอกาสให้เด็กทั้งสองได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ เธอก็กลายเป็นดั่งแสงสว่างที่เจิดจ้าที่สุดในใจของพวกเขาไปในทันที
สุดท้ายแล้ว หลินซือซือก็ยังคงเป็นผู้กุมชะตาชีวิตของทุกคนในครอบครัวหลินอยู่วันยังค่ำ
“พอแล้วๆ ไม่ต้องร้องไห้กันแล้ว รอให้ที่บ้านเรามีเงินเก็บมากกว่านี้อีกหน่อย เดี๋ยวจะให้พ่อกับแม่พาพวกเธอสองคนย้ายเข้ามาเรียนในเมืองด้วยกันดีไหม” ซือเนี่ยนลูบหัวน้องชายทั้งสองคนเบาๆ ตอนนี้ฐานะทางบ้านของครอบครัวหลินก็ดีขึ้นมากแล้ว การจะย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองจึงไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินฝัน
หลินอวี่รีบยกหลังมือขึ้นปาดน้ำมูกที่ไหลย้อยลงมาป้ายกับแขนเสื้ออย่างลวกๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถามด้วยดวงตาเป็นประกาย “พี่ครับ จริงเหรอครับ”
ซือเนี่ยนเห็นท่าทางนั้นแล้วก็อดขำไม่ได้ ในอนาคตเด็กคนนี้จะต้องเป็นถึงนายตำรวจผู้องอาจนะ ช่วยรักษาภาพลักษณ์หน่อยเถอะน้องชาย เธอพยักหน้ารับคำ
“จริงสิ แต่มีข้อแม้นะว่าเธอต้องตั้งใจเรียนให้มากๆ”
แววตาของหลินอวี่ฉายแววมุ่งมั่นขึ้นมาทันที “ผมสัญญา ผมจะตั้งใจเรียนให้ดีที่สุด ผมจะต้องไปอยู่ในเมืองให้ได้” เขาอยากจะเห็นกับตาตัวเองสักครั้งว่าเมืองที่พี่สาวทั้งสองคนใฝ่ฝันอยากจะไปนักหนามันจะวิเศษวิโสขนาดไหนกันเชียว
***
เมื่อกลับมาถึงบ้าน ซือเนี่ยนก็ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่แต่ในห้องเพื่อทบทวนและปะติดปะต่อเนื้อเรื่องในนิยายทั้งหมดที่เธอพอจะจำได้ ส่วนโจวเยว่เซินก็เริ่มวุ่นวายกับการวิ่งเต้นจัดการเรื่องต่างๆ ทั้งในเมืองและที่หมู่บ้าน เขาต้องหาทำเลที่เหมาะสมสำหรับฟาร์มเพาะเลี้ยงแห่งใหม่ จัดการเรื่องการโอนย้ายงาน และอีกสารพัดเรื่องจุกจิก
กิจการที่หมู่บ้านยังคงดำเนินต่อไปโดยมีคนสนิทที่ไว้ใจได้คอยดูแล ซึ่งเรื่องนี้เขาได้พูดคุยตกลงร่วมมือกับผู้ใหญ่บ้านฮั่วเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยความที่ผู้ใหญ่บ้านฮั่วเป็นคนเที่ยงตรงและไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน โจวเยว่เซินจึงสบายใจที่จะร่วมงานด้วย
เมื่อเด็กๆ รู้ข่าวว่าจะได้ย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง ต่างก็กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ แต่ความสุขนั้นอยู่ได้ไม่นาน โจวเจ๋อหานก็เริ่มนั่งซึมเศร้าอยู่คนเดียว เขายังไม่อยากจากคุณครูประจำชั้นที่แสนดี และยังไม่อยากห่างจากสือโถวเพื่อนรัก การต้องย้ายโรงเรียนอย่างกะทันหันทำให้เด็กน้อยปรับตัวปรับใจไม่ทัน
“พี่ครับ ผมไม่อยากย้ายโรงเรียนเลย ผมคิดถึงคุณครูประจำชั้น”
เด็กชายพึมพำเสียงอ่อย คุณครูอุตส่าห์สัญญากับเขาไว้แล้วว่าถ้าปีหน้าเขาสอบได้แปดสิบคะแนนเมื่อไหร่ จะแต่งตั้งให้เขาเป็นหัวหน้าห้อง เขายังไม่ทันได้ติดดอกไม้แดงอวดใครเลยก็ต้องย้ายไปเสียแล้ว
แถมยังได้ยินพวกน้าๆ เล่าว่าเด็กในเมืองเรียนเก่งกันทุกคน ขนาดอยู่ที่นี่เขายังสู้ใครไม่ค่อยได้ ถ้าต้องย้ายไปเรียนในเมืองจริงๆ การจะได้ดอกไม้แดงมาเชยชมคงเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก
โจวเจ๋อตงที่นั่งอยู่ข้างๆ ไม่ได้แสดงความเห็นใจใดๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย “ถ้านายไม่อยากย้ายก็ตามใจ งั้นก็อยู่ที่นี่เฝ้าบ้านไปคนเดียวแล้วกัน หัดทำกับข้าวเองซะบ้าง โตแล้วคงไม่ปล่อยให้ตัวเองอดตายหรอกนะ”
โจวเจ๋อหานถึงกับจุก หันขวับไปมองหน้าพี่ชายด้วยความโมโห เขารู้ทันหรอกน่า พี่ชายต้องอิจฉาที่เห็นคุณแม่รักและเอาใจเขามากกว่าแน่ๆ ถึงได้พูดจาผลักไสให้เขาอยู่ที่นี่คนเดียว ถ้าเขาไม่อยู่ พี่ชายก็จะได้ครอบครองความรักของคุณแม่ไว้แต่เพียงผู้เดียว ช่างเป็นความคิดที่ร้ายกาจที่สุด
เมื่อคิดได้ดังนั้น โจวเจ๋อหานก็รีบคว้ากระเป๋านักเรียนของตัวเองมาเปิดออกแล้วเริ่มยัดข้าวของลงไปอย่างรวดเร็ว
โจวเจ๋อตงเหลือบมองการกระทำนั้นด้วยหางตา “นายกำลังทำอะไร”
“เก็บของไง” โจวเจ๋อหานตอบกลับเสียงแข็ง
***
ณ บ้านตระกูลซือในตัวเมือง
“ว่าอะไรนะ เนี่ยนเนี่ยนกับครอบครัวจะย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองอย่างนั้นเหรอ”
[จบบท]