บทที่ 23: เปิดโปง
"ไม่จำเป็นหรอก" ซือเนี่ยนเอ่ยปฏิเสธด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ก่อนจะแสร้งเบิกตากว้างทำทีเป็นตกใจสุดขีด
"ตำแหน่งงานนี้ฉันได้มาด้วยความสามารถของตัวเองล้วนๆ จากการแข่งขันกับคนอื่นๆ อย่างขาวสะอาด ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับคุณพ่อคุณแม่เลยสักนิด คุณไม่เห็นจะต้องดึงท่านทั้งสองเข้ามาเกี่ยวในทุกเรื่องเลยนี่คะ พวกเราโตกันแล้วนะ ไม่ใช่เด็กสามขวบที่จะต้องให้พ่อแม่มาคอยตัดสินใจอะไรแทนให้ตลอดเวลา สิ่งเดียวที่ฉันรู้และมั่นใจก็คือ ฉันไม่เคยยกตำแหน่งงานนี้ให้ใคร"
ทุกถ้อยคำของซือเนี่ยนเปรียบเสมือนก้อนหินที่ปาลงกลางวงสนทนา ทำลายบรรยากาศที่หลินซือซือพยายามสร้างขึ้นจนหมดสิ้น เธอเมินเฉยต่อใบหน้าซีดเผือดของหญิงสาวผู้มาใหม่ ก่อนจะหันไปสบตากับพี่เฉินที่ยืนทำหน้างุนงงอย่างเต็มตา
"พี่เฉินคะ พี่ย่อมรู้ดีที่สุดว่าฉันเป็นคนมีความรับผิดชอบมากแค่ไหน ต่อให้ฉันมีความจำเป็นต้องสละตำแหน่งนี้ไปจริงๆ คนที่จะมาแทนก็ต้องเป็นคนที่มีความสามารถคู่ควร ไม่ใช่ใครก็ได้ที่ไม่รู้งานรู้การอะไรเลยแบบนี้ อีกอย่าง การโอนย้ายตำแหน่งมันต้องใช้ลายเซ็นของเจ้าตัวไม่ใช่เหรอคะ ฉันไม่เคยเดินทางมาที่นี่เลยสักครั้ง แล้วตำแหน่งนี้จะถูกโอนไปให้เธอได้อย่างไรกัน ฉันไม่เข้าใจจริงๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้วก็เพิ่งจะรู้เดี๋ยวนี้เองค่ะ ว่าหน่วยงานของเราสามารถยกตำแหน่งให้ใครก็ได้ตามใจชอบ โดยที่ไม่ต้องขอความเห็นชอบจากเจ้าของตำแหน่งก่อน"
"มันต้องไม่ใช่อย่างนั้นอยู่แล้ว!" พี่เฉินรีบปฏิเสธเสียงแข็ง ดวงตาที่มองมาทางซือเนี่ยนอ่อนลงเล็กน้อย แต่เมื่อตวัดไปทางหลินซือซือกลับแข็งกร้าวขึ้นมาทันที "ที่นี่คือหน่วยงานของรัฐที่ให้ความสำคัญกับความสามารถเป็นอันดับแรก ต่อให้มีเส้นสายใหญ่โตแค่ไหน แต่ถ้าไร้ความสามารถก็อยู่ได้ไม่นานหรอก!"
คำพูดนั้นชัดเจนว่าจงใจพูดกระทบหลินซือซือเต็มๆ
เดิมทีพี่เฉินก็รู้สึกขุ่นเคืองอยู่แล้วที่จู่ๆ ซือเนี่ยนก็ทิ้งงานไปอย่างไม่มีเหตุผล แล้วยกตำแหน่งสำคัญนี้ให้คนที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน แต่เมื่อความจริงปรากฏ เธอกลับพบว่าเรื่องราวมันซับซ้อนกว่าที่คิด หลินซือซือคนนี้ไม่ได้แค่เข้ามาทำงานแทน แต่ใช้วิธีการที่เธอรังเกียจที่สุดอย่างการใช้เส้นสาย แถมยังทำเรื่องทั้งหมดนี้โดยที่เจ้าของตำแหน่งอย่างซือเนี่ยนไม่เคยรับรู้ด้วยซ้ำ!
พี่เฉินเป็นใครกันล่ะ กว่าจะไต่เต้ามาถึงจุดนี้ได้ เธอต้องฝ่าฟันอุปสรรคมานับไม่ถ้วน ที่ผ่านมาเธอเห็นคนประเภทไร้ความสามารถแต่ชอบใช้เส้นสายมาก็เยอะ แต่ที่กล้าทำกันอย่างอุกอาจขนาดนี้เพิ่งจะเคยเจอเป็นครั้งแรก นี่มันต่างอะไรกับพวกมิจฉาชีพที่ขโมยผลการเรียนของคนอื่นเพื่อสวมรอยเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยกัน!
สายตาของพี่เฉินที่มองไปยังหลินซือซือจึงเต็มไปด้วยความดูแคลน
หลินซือซือถึงกับหายใจสะดุด คำพูดของพี่เฉินไม่ต่างอะไรกับการตบหน้าเธอฉาดใหญ่ เธอพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะเก็บสีหน้าเอาไว้ ท่ามกลางสายตากว่าหลายสิบคู่ที่จับจ้องมาอย่างเคลือบแคลงสงสัย ในที่สุดเธอก็ทำได้เพียงก้มหน้างุด กัดริมฝีปากจนห้อเลือด สวมบทบาทหญิงสาวผู้น่าสงสาร
"พี่ซือเนี่ยนคะ... ฉัน... ฉันไม่รู้อะไรเลยจริงๆ นะคะ ทุกอย่างคุณพ่อคุณแม่เป็นคนจัดการให้ทั้งหมด ท่านแค่บอกให้ฉันมาที่นี่เท่านั้นเอง"
ช่างเป็นนักแสดงที่ตีบทแตกกระจุยจริงๆ ซือเนี่ยนรู้ดีว่าพ่อแม่บุญธรรมของเธอเป็นพวกที่ชอบตัดสินคนจากภายนอกและเห็นแก่หน้าตาทางสังคมอยู่บ้าง แต่ก็ไม่น่าจะทำเรื่องที่มันผิดทำนองคลองธรรมขนาดนี้ ถ้าหลินซือซือไม่ได้เป็นคนชักใยอยู่เบื้องหลัง ต่อให้พูดจนปากฉีกถึงรูหูก็ไม่มีใครเชื่อ
ซือเนี่ยนแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ "เธอพูดถูกแล้วล่ะ ท่านก็แค่เป็นห่วงว่าฉันจะทิ้งงานไปนานแล้วกลับมาทำไม่ได้ แต่ตอนนี้ฉันกลับมาแล้วนี่ไง งั้นก็คงไม่ต้องรบกวนเธอแล้วสินะ เชิญเธอกลับไปได้แล้ว"
หลินซือซือยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป แล้วความเหนื่อยยากและความอดทนที่โดนคนในที่ทำงานเหน็บแนมมาตลอดหลายวันนี้มันคืออะไรกันเล่า! หญิงสาวกำหมัดแน่นด้วยความโกรธจนตัวสั่นเทา
ซือเนี่ยนไม่เสียเวลาต่อปากต่อคำกับเธออีก เธอหันกลับไปสนทนากับพี่เฉินด้วยท่าทีนอบน้อม "อันที่จริง ความกังวลของคุณพ่อคุณแม่ก็มีเหตุผลนะคะ ตอนนี้ฉันย้ายกลับไปอยู่ชนบทแล้ว การเดินทางมาทำงานทุกวันมันลำบากมากจริงๆ ฉันเองก็ไม่อยากปล่อยให้ตำแหน่งว่างนานเกินไปจนสร้างความเดือดร้อนให้พี่เฉิน วันนี้ก็เลยตั้งใจมาเพื่อจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยค่ะ"
พี่เฉินพยักหน้ารับรู้ เธอเองก็ทราบเรื่องราวชีวิตของซือเนี่ยนมาบ้าง เมื่อเห็นหญิงสาวอุ้มลูกน้อยมาด้วยแต่ยังคงมีความรับผิดชอบต่องาน ในใจก็พลันรู้สึกเห็นใจและใจอ่อนลงอย่างช่วยไม่ได้ "แล้ว... เธอคิดจะทำยังไงต่อไปล่ะ"
"จะปล่อยให้คนนอกวงการมานั่งทำงานแทนแบบนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่ค่ะ นอกจากจะสร้างภาระให้พี่แล้ว ฉันเองก็รู้สึกผิดด้วย"
คำพูดของซือเนี่ยนเหมือนมีดที่กรีดลงบนใบหน้าของหลินซือซือซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเขียวช้ำไปหมด แต่ที่นี่ไม่ใช่บ้านตระกูลซือที่เธอจะกรีดร้องอาละวาดได้ตามใจชอบ เธอจึงทำได้เพียงยืนนิ่งเป็นอากาศธาตุ
ซือเนี่ยนกล่าวต่อ "ฉันเลยตัดสินใจแล้วค่ะ ว่าจะขายตำแหน่งนี้ให้กับคนในหน่วยงานของเราที่มีความสามารถและรักในงานนี้จริงๆ ฉันเชื่อว่าคนที่ยอมลงทุนจ่ายเงินเพื่อให้ได้งานมา จะต้องเห็นคุณค่าและทุ่มเทให้กับมันอย่างเต็มที่แน่นอนค่ะ"
สิ้นเสียงของซือเนี่ยน ฟู่เชียนเชียนที่ยืนกอดอกชมละครฉากใหญ่อยู่ถึงกับหูผึ่ง ดวงตาเป็นประกายวาววับราวกับเจอขุมทรัพย์ จนแทบจะสลักคำว่า ‘ขาย-ให้-ฉัน’ ไว้บนหน้าผากอยู่แล้ว
ความฝันอันสูงสุดของเธอคือการได้เป็นผู้ประกาศข่าว และบัดนี้ ความฝันนั้นลอยมาอยู่ตรงหน้า รอเพียงแค่เธอเอื้อมมือไปคว้า!
หญิงสาวมองซือเนี่ยนด้วยสายตาวิงวอนปนกระวนกระวายใจ ในใจก็นึกเสียดายที่ก่อนหน้านี้ดันไปมีเรื่องกับอีกฝ่ายไว้ ถ้าเพียงแต่เธอญาติดีกับซือเนี่ยนไว้สักนิด ป่านนี้ตำแหน่งงานในฝันก็คงลอยมาอยู่ในมือเธอแล้ว
ฟู่เชียนเชียนร้อนรนจนใบหน้าแดงก่ำ
พี่เฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เห็นด้วยกับข้อเสนอ "งานชามเหล็กทองคำ" แบบนี้ ใครๆ ก็อยากได้ มีคนมากมายที่พร้อมจะจ่ายไม่อั้นแต่ก็ไม่มีโอกาส น้อยคนนักที่จะยอมขายตำแหน่งของตัวเองทิ้งไป เว้นเสียแต่ว่าจะมีเหตุจำเป็นจริงๆ
"แล้วเธอมีใครในใจที่อยากจะแนะนำเป็นพิเศษไหม" พี่เฉินเอ่ยถาม
"มีค่ะ" ซือเนี่ยนพยักหน้าโดยไม่ลังเล "ฉันคิดว่าฟู่เชียนเชียนเหมาะสมมากค่ะ น้ำเสียงของเธอมีพลัง ภาษาจีนกลางก็ชัดเจนได้มาตรฐาน ที่สำคัญคือเธอเคยมาสัมภาษณ์พร้อมกับฉัน ฝีมือของเธอไม่ได้ด้อยไปกว่าฉันเลยสักนิด"
ฟู่เชียนเชียนที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับตาโต "?!"
นี่เธอหูฝาดไปหรือเปล่า ซือเนี่ยนเนี่ยนะ แนะนำเธอ!
พี่เฉินเองก็รู้จักมักคุ้นกับฟู่เชียนเชียนเป็นอย่างดี เธอรู้ว่าคุณหนูตระกูลใหญ่คนนี้มีนิสัยเอาแต่ใจไปบ้าง แต่ก็ชื่นชมในความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมใช้เส้นสายของครอบครัว และเลือกที่จะต่อสู้ด้วยความสามารถของตัวเองเหมือนคนอื่นๆ
"งั้นเธอลองถามความสมัครใจของเจ้าตัวดูแล้วกัน....." พี่เฉินเหลือบมองไปยังฟู่เชียนเชียน ในใจก็รู้สึกเห็นใจอยู่ไม่น้อย เพราะส่วนสูงที่ไม่ถึงเกณฑ์ทำให้ฟู่เชียนเชียนพลาดโอกาสนี้ไปอย่างน่าเสียดาย หากเธอไม่ยอมก้มหัวให้ระบบเส้นสาย เธอก็คงไม่มีวันได้ทำตามความฝันของตัวเองไปตลอดชีวิต
"ฉันยอม! ฉันยอม!" ฟู่เชียนเชียนโพล่งขึ้นมาทันทีราวกับกลัวว่าซือเนี่ยนจะเปลี่ยนใจ
"เธอจะขายให้ฉันเท่าไหร่!" เธอปรี่เข้าไปจับมือซือเนี่ยนเขย่าเบาๆ
ซือเนี่ยนยิ้มบางๆ แล้วถามกลับ "แล้วเธอให้ฉันได้เท่าไหร่ล่ะ"
"2,000 หยวน! ขายให้ฉันนะ!" ฟู่เชียนเชียนเป็นคุณหนูที่เติบโตมาในครอบครัวที่ร่ำรวยและไม่เคยต้องลำบาก เธอจึงกล้าทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเพื่อแลกกับความฝัน นี่คืองานที่มั่นคงราวกับชามเหล็กทองคำเชียวนะ!
ซือเนี่ยนมองเห็นความซื่อและความตั้งใจจริงในแววตาของอีกฝ่าย ถึงแม้ฟู่เชียนเชียนจะไม่ชอบหน้าเจ้าของร่างเดิม แต่ก็ดูเป็นคนที่ไม่มีพิษมีภัยอะไร เธอจึงไม่คิดจะฉวยโอกาส "ตกลง ฉันขายให้เธอ"
"กรี๊ดดดด!!!!" ฟู่เชียนเชียนที่เดิมทีตั้งใจจะมาหาเรื่องกลับดีใจจนเนื้อเต้น "ไป! ไปทำเรื่องโอนย้ายกันเดี๋ยวนี้เลย!"
เธอกลัวว่าซือเนี่ยนจะกลับคำพูดแม้แต่วินาทีเดียว ต้องรีบจัดการเรื่องเอกสารให้เรียบร้อย พอทุกอย่างเสร็จสิ้นเมื่อไหร่ ค่อยปล่อยให้คนอื่นไปนั่งเสียใจทีหลัง!
หลินซือซือที่ถูกทุกคนลืมไปแล้วยืนมองภาพตรงหน้าราวกับถูกฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ เมื่อเห็นว่าตำแหน่งที่เธอหมายปองกำลังจะหลุดลอยไป เธอก็หมดความอดทน
"พี่ซือเนี่ยนคะ! เรื่องใหญ่ขนาดนี้พี่จะตัดสินใจปุบปับแบบนี้ไม่ได้นะคะ! คุณพ่อคุณแม่ท่านอนุญาตแล้วเหรอ!"
ทันทีที่พูดจบ สายตาอาฆาตแค้นของฟู่เชียนเชียนก็พุ่งตรงมาที่เธอทันที
ซือเนี่ยนแค่นหัวเราะ "ฉันโตแล้ว งานของฉัน ฉันมีสิทธิ์ตัดสินใจเองได้ และที่สำคัญ พ่อแม่ก็เจอลูกสาวตัวจริงของท่านแล้ว เพื่อเป็นการทดแทนบุญคุณสิบกว่าปีที่ผ่านมา ฉันยอมสละตัวเองไปใช้ชีวิตในชนบท แต่งงานแทนเธอ และรับผิดชอบเรื่องวุ่นวายที่เธอก่อไว้ ฉันไม่คิดว่าตัวเองยังติดหนี้บุญคุณอะไรพวกเธออีก"
"ในเมื่อท่านไม่ใช่พ่อแม่แท้ๆ ของฉัน ท่านก็ไม่มีสิทธิ์จะมากำหนดชีวิตฉันอีกต่อไป ไม่ต้องลำบากเธอมาเป็นห่วงแทนหรอกนะ" ซือเนี่ยนกล่าวทิ้งท้าย ก่อนจะอุ้มลูกเดินไปทำเรื่องโอนย้ายตำแหน่งกับฟู่เชียนเชียนอย่างไม่ไยดี
ฟู่เชียนเชียนรู้ดีว่าหลินซือซือยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เธอจึงเดินประกบซือเนี่ยนไม่ห่าง พร้อมกับบ่นอุบอิบออกมาอย่างอดไม่ได้
"เฮ้อ... ให้ยัยนี่มาเป็นพี่สะใภ้ฉันนะ สู้ให้เธอมาเป็นแทนยังจะดีซะกว่า!"
[จบบท]