บทที่ 236: บังเอิญหรือจงใจ
ฟู่หยางเพิ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่ง การไปเยี่ยมเยียนอดีตผู้บังคับบัญชาจึงเป็นเรื่องที่สมควรทำอย่างยิ่ง ท่านผู้เฒ่าเจี่ยงเกษียณอายุราชการไปแล้ว ได้ยินมาว่าใช้ชีวิตหลังเกษียณอยู่ที่บ้านอย่างสบายใจ ตัวเขาเองก็ห่างหายจากการไปมาหาสู่เสียนาน
เมื่อความคิดมาถึงตรงนี้ ฟู่หยางก็หันไปสั่งทหารคนสนิทข้างกาย “ไปหาซื้อของขวัญมาหน่อยสิ เดี๋ยวผมจะเข้าไปเยี่ยมท่านผู้เฒ่าเจี่ยงด้วยตัวเอง”
ทหารคนสนิทรับคำสั่งอย่างแข็งขัน “ครับผม”
ณ บ้านของตระกูลเจี่ยงในเวลาเดียวกัน เจี่ยงจิวกำลังนั่งเขี่ยข้าวในชามตัวเองไปมาอย่างเบื่อหน่าย ขาสั้นป้อมของแกว่งไปมาใต้โต๊ะอาหาร บ่งบอกว่าเจ้าตัวไม่มีสมาธิอยู่กับมื้อเย็นตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย
“ย่าครับ วันนี้บ้านพี่รองเขากินอะไรกันเหรอครับ ทำไมมันหอมฟุ้งมาถึงบ้านเราเลยล่ะครับเนี่ย ตอนนี้ผมยังได้กลิ่นอยู่เลย”
“ย่าครับ แล้วถ้าผมกินข้าวเย็นเสร็จแล้ว ผมไปเล่นกับพี่รองได้ไหมครับ”
แม่เฒ่าเจี่ยงซึ่งกำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่ ละสายตาจากจอแล้วหันมามองหลานชาย “นี่มันจะกี่โมงกี่ยามแล้ว ป่านนี้บ้านนู้นเขากินข้าวเสร็จก็คงเตรียมตัวเข้านอนกันหมดแล้ว หลานก็รีบๆ กินข้าวแล้วไปนอนได้แล้ว ไปรบกวนเขาตอนดึกๆ มันเสียมารยาท”
ชายชราในชุดจงซานที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บนโซฟา ขยับแว่นตาที่คาดอยู่บนจมูกเล็กน้อยแล้วเอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัย “พี่รองเหรอ พี่รองที่ไหนกัน”
“คุณปู่ครับ คือคุณปู่ไม่รู้...” เจี่ยงจิวกำลังจะอ้าปากเล่าวีรกรรมการสาบานเป็นพี่น้องกับเพื่อนใหม่ให้คุณปู่ฟัง แต่เสียงกริ่งหน้าประตูก็ดังขัดขึ้นมาเสียก่อน
เด็กชายเบะปากอย่างขัดใจที่ถูกขัดจังหวะ
แม่เฒ่าเจี่ยงลุกไปเปิดประตู ก่อนจะเบิกตาขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ “อ้าว นี่เสี่ยวหยางนี่เอง มาได้ยังไงล่ะเรา”
ฟู่หยางทักทายอย่างนอบน้อมตามมารยาท “สวัสดีครับแม่เฒ่าเจี่ยง ท่านผู้เฒ่าเจี่ยงอยู่บ้านไหมครับ”
“อยู่สิ ตาเฒ่า! เขามาหาคุณน่ะ” แม่เฒ่าเจี่ยงตอบรับแล้วหันไปตะโกนบอกสามีในบ้าน
ฟู่หยางได้แต่กระตุกมุมปากเบาๆ ก่อนจะถือของขวัญในมือเดินตามเข้าไปข้างใน ผู้เฒ่าเจี่ยงที่นั่งอยู่ถึงกับแปลกใจเมื่อเห็นหน้าผู้มาเยือน
“เสี่ยวหยาง! มาได้ยังไงกัน”
ฟู่หยางอธิบาย “ผมเพิ่งเสร็จจากภารกิจแล้วกำลังจะกลับครับ พอดีผ่านมาทางนี้เลยนึกขึ้นได้ว่าท่านพักอยู่ที่นี่ เลยอยากแวะเข้ามาเยี่ยมเยียนสักหน่อย ช่วงนี้ท่านสบายดีนะครับ”
ผู้เฒ่าเจี่ยงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “ก็เรื่อยๆ น่ะ ว่าแต่นายเถอะ ได้ยินว่าเพิ่งได้เลื่อนตำแหน่งใช่ไหม ยินดีด้วยนะเสี่ยวหยาง”
“ท่านเกรงใจเกินไปแล้วครับ” ฟู่หยางตอบอย่างถ่อมตน
เจี่ยงจิวที่โดนขัดจังหวะไปก่อนหน้านี้ยังคงไม่พอใจอยู่ลึกๆ เด็กชายถือชามข้าวของตัวเองเดินกระทืบเท้าปึงปังเข้าไปหาคุณปู่แล้วพูดแทรกขึ้นมา “คุณปู่ครับ คุณปู่! ผมยังเล่าไม่จบเลยนะครับ”
ผู้เฒ่าเจี่ยงหัวเราะอย่างเอ็นดู “โอ๋ๆ ใช่ๆ เสี่ยวจิวจิวของปู่เมื่อกี้กำลังจะเล่าอะไรให้ปู่ฟังนะ”
เจี่ยงจิวทำแก้มป่อง “เฮอะ! ต่อไปนี้ห้ามเรียกผมว่าเสี่ยวจิวจิวแล้วนะครับ มันไม่เท่เลย ต้องเรียกว่าเสี่ยวเหล่าซาน”
ผู้เฒ่าเจี่ยงทำหน้างง “อ้าว ทำไมอย่างนั้นล่ะหลานรัก”
เด็กชายเจี่ยงจิวอธิบายอย่างภาคภูมิใจ “ก็วันนี้ผมเพิ่งไปสาบานเป็นพี่น้องกับเพื่อนมาไงครับ ในกลุ่มมีพี่ใหญ่กับพี่รอง ส่วนผมน่ะเป็นน้องสาม เพราะฉะนั้นต้องเรียกผมว่าเสี่ยวเหล่าซานสิครับถึงจะถูก”
แม่เฒ่าเจี่ยงที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ ถึงกับกุมขมับ เธอจึงเล่าเรื่องเพื่อนบ้านใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้ามาให้สามีฟังคร่าวๆ
ผู้เฒ่าเจี่ยงแม้จะแปลกใจอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ รีบหันไปพูดคุยกับฟู่หยางต่อ
ฟู่หยางใช้เวลาพูดคุยกับอดีตผู้บังคับบัญชาที่ห้องหนังสือบนชั้นสองอยู่พักใหญ่ เมื่อเห็นว่าเวลาล่วงเลยมาพอสมควรแล้วจึงขอตัวกลับ
ตอนที่เขาเดินออกมาจากห้องหนังสือนั่นเอง สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นแสงไฟสว่างลอดออกมาจากบ้านข้างๆ ซึ่งปกติแล้วจะมืดสนิท บ้านสองหลังปลูกอยู่ใกล้กันมาก การที่บ้านอีกหลังเปิดไฟสว่างโร่ไปทั้งหลังจึงเป็นเรื่องที่สังเกตเห็นได้ไม่ยาก เขาจำได้ว่าทุกครั้งที่มาบ้านตระกูลเจี่ยง บ้านหลังนี้จะถูกล็อกไว้เสมอ เหมือนกับว่าเจ้าของย้ายออกไปนานหลายปีแล้ว
เมื่อนึกถึงคำพูดของแม่เฒ่าเจี่ยงที่ว่ามีเพื่อนบ้านใหม่ย้ายเข้ามา เขาก็ไม่ได้ติดใจอะไรมากนัก
ทว่าในตอนที่กำลังจะก้าวเท้าเดินต่อ เขากลับต้องหยุดชะงัก เมื่อสายตาพลันเหลือบไปเห็นร่างที่คุ้นเคยเดินออกมาจากประตูบ้านหลังนั้น
ฟู่หยางหรี่ตามอง เขานึกว่าตัวเองตาลายไปชั่วขณะ
แต่ไม่นาน ร่างนั้นก็ถืออะไรบางอย่างอยู่ในมือแล้วเดินตรงมาทางนี้ ยิ่งเข้ามาใกล้ ภาพก็ยิ่งชัดเจนขึ้นจนทำให้ฟู่หยางต้องเบิกตากว้าง
ผู้หญิงที่ยืนอยู่หน้าประตูบ้านตระกูลเจี่ยงจะเป็นใครไปไม่ได้เลยนอกจากซือเนี่ยน!
เขานึกว่าตัวเองมองผิดไปเสียอีก ช่วงนี้ไม่รู้เป็นอะไร เขามักจะฝันถึงเรื่องเก่าๆ ระหว่างเขากับซือเนี่ยนอยู่บ่อยครั้ง บางทีก็เผลอคิดถึงเธอขึ้นมาลอยๆ หรืออาจเป็นเพราะเหตุนี้กันนะ เขาถึงได้เห็นภาพหลอนไปเอง ก็ซือเนี่ยนแต่งงานย้ายไปอยู่บ้านนอกแล้วนี่นา จะมาโผล่อยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน
ฟู่หยางส่ายหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านแล้วเตรียมจะก้าวเดินต่อ แต่แล้วเสียงหวานที่คุ้นเคยก็ดังแว่วมาจากชั้นล่าง
“ป้าเจี่ยงคะ พอดีฉันทำขนมมานิดหน่อยค่ะ เลยเอามาให้ลองชิม เด็กๆ ที่บ้านฉันชอบทานกันมากเลยค่ะ ฉันว่าเจี่ยงจิวก็น่าจะชอบเหมือนกัน”
ฝีเท้าของฟู่หยางหยุดกึกทันที!
เขาขยับเข้าไปชิดระเบียงอีกสองสามก้าวแล้วก้มลงมอง ก็เห็นซือเนี่ยนกำลังยืนคุยอยู่กับแม่เฒ่าเจี่ยงที่หน้าประตูจริงๆ ในมือของเธอยังมีกล่องขนมที่ส่งให้แม่เฒ่าเจี่ยงอีกด้วย ทั้งสองคนพูดคุยกันอย่างสนิทสนมและมีเสียงหัวเราะดังมาเป็นระยะ
ภาพตรงหน้าทำให้ฟู่หยางแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
ถึงเรื่องระหว่างเขากับซือเนี่ยนจะเคยเป็นที่รู้กันไปทั่ว แต่บ้านของตระกูลเจี่ยงก็อยู่ห่างจากบ้านพักทหารพอสมควร ต่อให้จะเคยได้ยินเรื่องของพวกเขามาบ้าง ก็ไม่น่าจะสนิทสนมกับซือเนี่ยนได้ถึงขนาดนี้ ยิ่งตระกูลซือ ยิ่งไม่มีทางเกี่ยวข้องอะไรกับครอบครัวของผู้เฒ่าเจี่ยงได้เลย
แล้วซือเนี่ยนไปรู้จักกับแม่เฒ่าเจี่ยงได้อย่างไรกัน? แล้วเธอมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่? บ้านแบบนี้...ต่อให้เป็นตระกูลซือก็ไม่มีปัญญาซื้อได้ แล้วเธอเข้ามาอยู่ได้อย่างไร? แถมยังบังเอิญมาอยู่ข้างบ้านของตระกูลเจี่ยงอีก
สมัยที่เขายังทำงานอยู่ใต้บังคับบัญชาของผู้เฒ่าเจี่ยง เขามักจะแวะเวียนมาที่นี่อยู่บ่อยๆ ซึ่งซือเนี่ยนเองก็น่าจะรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขากับตระกูลเจี่ยงดี
หรือว่านี่จะเป็นเหตุผลที่เธอเลือกที่จะมาอยู่ที่นี่?
ชั่วขณะหนึ่ง ฟู่หยางก็รู้สึกว่าเขาตามผู้หญิงคนนี้ไม่ทันอีกแล้ว
เวลาอยู่ต่อหน้าเขาทีไร เธอมักจะทำท่าทีเหมือนตัดใจได้แล้วอย่างสมบูรณ์แบบ แต่พอลับหลังกลับพยายามหาทางเข้ามาวนเวียนอยู่ใกล้ๆ เขาตลอดเวลา
หรือว่าเธอจงใจทำแบบนี้ แกล้งมาปรากฏตัวในที่ที่เขาจะเห็น เพื่อทำให้เขารู้สึกเสียดายอย่างนั้นเหรอ?
ถ้าลองคิดในแง่นี้ การที่เธอกับผู้ชายคนนั้นจงใจแสดงความรักต่อหน้าเขาในครั้งก่อนๆ ก็ดูจะมีเหตุผลขึ้นมาทันที
ฟู่หยางแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ
ก็เพราะผู้หญิงชอบมีลูกไม้เยอะแบบนี้ยังไงล่ะ เขาถึงได้ไม่ชอบ เสียแรงที่อุตส่าห์คิดว่าเธอคงจะคิดได้แล้วจริงๆ ที่ไหนได้...ดูเหมือนเขาจะประเมินเธอสูงเกินไปเสียแล้ว
ที่แท้การกระทำทั้งหมดที่ผ่านมาที่ทำให้เขาขุ่นเคืองใจ ก็เป็นเพียงแผนการแก้แค้นของเธออย่างนั้นสินะ
ซือเนี่ยน...เธอช่างร้ายกาจจริงๆ!
ฟู่หยางยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชารอจนกระทั่งซือเนี่ยนเดินลับตาไปแล้ว เขาจึงเดินลงบันไดไป
จังหวะนั้นพอดีกับที่แม่เฒ่าเจี่ยงกำลังถือกล่องขนมเดินกลับเข้ามาในบ้านด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“อ้าว เสี่ยวหยาง จะกลับแล้วเหรอ ดึกป่านนี้แล้ว ค้างที่นี่สักคืนก่อนสิแล้วพรุ่งนี้ค่อยกลับ”
“มาๆ พอดีเลย หนูเนี่ยนเขาเอาขนมมาให้เยอะแยะเลย บอกว่าเป็นฝีมือตัวเองทั้งนั้น ลองชิมดูสิ”
แม่เฒ่าเจี่ยงคิดไปก็อดถอนหายใจไม่ได้ ผู้หญิงหน้าตาสะสวยขนาดนี้แต่ดันแต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว ช่างน่าเสียดายจริงๆ ไม่อย่างนั้นเธอก็อยากจะลองแนะนำให้ฟู่หยางได้รู้จักดูสักครั้ง
เด็กคนนี้เส้นทางความรักช่างไม่ราบรื่นเอาเสียเลย ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวว่ามีคู่หมั้น แต่กลับกลายเป็นว่าไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของบ้านนั้น ต่อมาเปลี่ยนคู่หมั้นใหม่ ก็ดันมีปัญหาด้านความประพฤติจนต้องติดคุกติดตะรางไปอีกคน งานแต่งก็เลยล่มไม่เป็นท่า ช่างเป็นชีวิตที่พลิกผันเสียจริง
เนื่องจากข่าวการจดทะเบียนสมรสระหว่างฟู่หยางกับหลินซือซือไม่ได้ถูกประกาศออกไปในวงกว้าง แม่เฒ่าเจี่ยงจึงยังไม่รู้เรื่องนี้ และยังเข้าใจว่าฟู่หยางยังเป็นโสดอยู่
อันที่จริง ฟู่หยางเองก็ไม่ได้มีความคิดที่จะใช้ชีวิตร่วมกับหลินซือซือเลยแม้แต่น้อย แต่เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่เขากำลังจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งพอดี ประกอบกับที่หลินซือซือติดคุกไปแล้ว หากเขายื่นเรื่องขอหย่าในตอนนี้ ก็อาจจะมีคนเอาไปพูดในทางเสียหายได้ เขาจึงต้องทนสถานภาพนี้ไปก่อน
แม้ว่าระหว่างเขากับหลินซือซือจะไม่เคยมีอะไรเกินเลยกัน แต่แค่คิดว่าผู้หญิงที่มีปัญหาด้านความประพฤติแบบนั้นมีชื่อว่าเป็นภรรยาของเขา มันก็ทำให้เขารู้สึกขยะแขยงเหมือนกับกลืนแมลงวันเข้าไปทั้งตัว
หลังจากที่หลินซือซือติดคุก เขาก็ไม่เคยไปเยี่ยมเธอเลยแม้แต่ครั้งเดียว ถ้าไม่ใช่เพราะระยะเวลาการแต่งงานที่ยังไม่นาน และมีผู้ใหญ่คอยกดดันอยู่ล่ะก็ เขาคงยื่นเรื่องขอหย่าไปตั้งนานแล้ว
ฟู่หยางตั้งใจจะปฏิเสธ แต่พอได้ยินแม่เฒ่าเจี่ยงบอกว่าเป็นขนมฝีมือของซือเนี่ยน เขาก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจยื่นมือไปหยิบขนมชิ้นเล็กๆ ขึ้นมาลองชิมดูชิ้นหนึ่ง
[จบบท]