บทที่ 243: ชีวิตที่เหลืออยู่
“ดูจากความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับผู้พันโจวแล้ว ไม่น่าจะผิดตัวนะครับ” นายทหารคนสนิทที่ยืนอยู่ด้านข้างรายงานขึ้น
“ผู้พันหยางครับ ทำไมเราต้องมาตรวจสอบภรรยาของผู้พันโจวด้วยล่ะครับ หรือว่าเธอมีปัญหาอะไร”
นายทหารคนสนิทคนนี้เพิ่งย้ายมาประจำการได้ไม่นาน เขาจึงไม่ค่อยรู้เรื่องราวในอดีตระหว่างโจวเยว่เซินกับผู้บังคับบัญชาหญิงตรงหน้ามากนัก
เขาได้แต่สงสัยว่าทำไมต้องมารื้อฟื้นเรื่องของคนที่ออกจากกองทัพไปนานหลายปีแล้ว ต่อให้ภรรยาของอดีตนายทหารคนนั้นจะมีปัญหาจริงๆ ก็ไม่น่าจะใช่หน้าที่ของพวกเขาที่ต้องมาสืบสวนสอบสวน
เขารู้เพียงแค่ว่านับตั้งแต่ที่รองผู้พันหลิวกลับจากการไปพบโจวเยว่เซินที่หมู่บ้านครั้งก่อน ผู้พันหยางก็ดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน และครั้งนี้เธอก็ยังอาสามาปฏิบัติภารกิจที่นี่ด้วยตัวเองอีก
หยางอวี้เจี๋ย ผู้พันหญิงในชุดเครื่องแบบทหารที่ตัดเย็บอย่างประณีต ขับเน้นเรือนร่างสูงโปร่งให้ดูสง่างาม ใบหน้าของเธอแม้จะงดงามหมดจด แต่ก็ฉายแววเฉียบขาด เธอเหลือบมองนายทหารคนสนิทอย่างไม่พอใจนัก “ลืมไปแล้วหรือไงว่าฉันเคยสั่งอะไรไว้”
“พูดให้น้อย ทำให้มาก!”
“ผมผิดไปแล้วครับผู้พัน” นายทหารคนนั้นรีบยืนตัวตรงทำความเคารพ
หยางอวี้เจี๋ยไม่ได้สนใจเขาอีก เธอมองตามภาพครอบครัวสี่คนที่กำลังเดินจากไปจนลับสายตา ภาพแผ่นหลังกว้างที่คุ้นเคย สูงใหญ่ และเต็มไปด้วยความรู้สึกปลอดภัยอย่างน่าประหลาด ภาพที่เคยวนเวียนอยู่ในความฝันของเธอมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ในความเป็นจริงตอนนี้ ข้างกายของเขากลับมีร่างเล็กบางของผู้หญิงอีกคนหนึ่งยืนอยู่เคียงข้าง ซึ่งเป็นภาพที่ดูไม่เข้ากันเลยแม้แต่น้อยในสายตาของเธอ
ผู้ชายอย่างเขา ไปหาผู้หญิงที่ไม่คู่ควรกันแบบนั้นมาเป็นภรรยาได้อย่างไร เธอไม่เข้าใจเลยสักนิด
คนอื่นอาจไม่รู้เหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมโจวเยว่เซินถึงตัดสินใจลาออกจากกองทัพ แต่เธอรู้ดี และเธอก็เชื่อเสมอว่าเขาจะต้องกลับมา ขอเพียงมีคำสั่งจากเบื้องบน ผู้ชายที่ยอมอุทิศทั้งชีวิตเพื่อชาติอย่างเขา ย่อมต้องทิ้งทุกอย่างเพื่อกลับสู่สนามรบอย่างแน่นอน
นั่นคือเหตุผลที่เธอต่อสู้ดิ้นรนอย่างหนัก ปฏิเสธผู้ชายทุกคนที่พยายามเข้ามาในชีวิต เพื่อที่จะได้ก้าวขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งนี้ ตำแหน่งที่จะทำให้เธอได้ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับเขา ไม่ต้องคอยแหงนหน้ามองแผ่นหลังของเขาอีกต่อไป
หลังจากที่พยายามมาอย่างยาวนานจนเกือบจะสิ้นหวัง เธอก็มาถึงจุดที่ตั้งใจไว้ได้สำเร็จ แต่สิ่งที่รอคอยเธอกลับเป็นเพียงจดหมายปฏิเสธการกลับเข้าประจำการที่ไร้เยื่อใยฉบับหนึ่ง และเหตุผลที่เขาให้มาก็ช่างน่าหัวเราะ
‘ครึ่งชีวิตแรกผมมอบให้กองทัพไปแล้ว ครึ่งชีวิตหลังที่เหลืออยู่ ผมอยากจะใช้มันกับครอบครัว’
มันน่าขันสิ้นดี ผู้ชายที่แข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้าอย่างโจวเยว่เซิน จะยอมทิ้งอุดมการณ์ของตัวเองด้วยเหตุผลง่ายๆ แบบนี้ได้อย่างไร เธอไม่มีวันยอมรับเหตุผลที่เห็นแก่ตัวแบบนั้น มันไม่ใช่สิ่งที่คนอย่างเขาจะเขียนออกมาได้ ใช่แล้ว ต้องมีใครบางคนปลอมแปลงจดหมายฉบับนั้นขึ้นมาแน่ๆ
อย่างน้อยที่สุด นั่นคือสิ่งที่หยางอวี้เจี๋ยพยายามบอกตัวเองมาตลอด จนกระทั่งวันนี้
วันที่เธอได้เห็นผู้ชายคนเดียวกับที่เคยยืนอยู่ท่ามกลางสมรภูมิเลือดโดยไม่กะพริบตา กลับมีสีหน้าเปลี่ยนไปเพียงเพราะเห็นผู้ชายอีกคนเข้าใกล้ภรรยาของเขา วินาทีนั้นเอง ความฝันที่เธอเฝ้าถนอมมาตลอดหลายปี ที่คอยเป็นเครื่องนำทางให้เธอก้าวเดินมาจนถึงจุดนี้ มันได้พังทลายลงไม่มีชิ้นดี
เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่าผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าไม่เคยสนใจผู้หญิงคนไหนในกองทัพ จะสูญเสียการควบคุมตัวเองเพราะผู้หญิงเพียงคนเดียว แถมยังแสดงท่าทีรักใคร่หวงแหนภรรยาและลูกๆ อย่างออกนอกหน้า
หัวใจของหยางอวี้เจี๋ยบีบรัดอย่างรุนแรง เธอไม่รู้เลยว่าช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นกับเขาบ้าง อะไรที่สามารถหลอมละลายความแข็งกร้าวของเขาให้หายไปได้ และผู้หญิงคนนั้นมีดีอะไรกันแน่
สายตาของเธอมองไปยังแผ่นหลังอรชรของซือเนี่ยนอีกครั้ง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผู้หญิงคนนั้นสวยและมีเสน่ห์ดึงดูดมาก แต่โจวเยว่เซินที่เธอรู้จักไม่ใช่คนที่จะหวั่นไหวกับรูปลักษณ์ภายนอกของใคร มันต้องมีอะไรมากกว่านั้น อะไรบางอย่างที่เธอยังไม่รู้
เธอกำมือแน่นจนเล็บจิกลงไปในฝ่ามือ ก่อนจะหันไปมองอาคารเรียนที่โอ่อ่าหรูหราซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกล แม้จะอยู่ในเมืองที่เจริญแล้ว โรงเรียนแห่งนี้ก็ยังดูโดดเด่นเป็นพิเศษ “โรงเรียนนั่น คงไม่ใช่โรงเรียนธรรมดาสินะ”
“ผู้บังคับบัญชาหยางครับ ท่านอาจจะยังไม่ทราบ โรงเรียนประถมแห่งนั้นเป็นโรงเรียนที่ดีที่สุดในภูมิภาคนี้เลยนะครับ และยังเป็นโรงเรียนประถมเพียงแห่งเดียวที่เปิดสอนหลักสูตรภาษาต่างประเทศด้วย”
โรงเรียนสอนภาษาต่างประเทศ? คนอย่างโจวเยว่เซินถึงแม้จะหาเงินได้ไม่น้อย แต่ก็ไม่ใช่คนที่จะใช้จ่ายฟุ่มเฟือยไปกับการส่งลูกเข้าเรียนในโรงเรียนค่าเทอมแพงแบบนั้น ถ้าอย่างนั้นก็คงเป็นความคิดของผู้หญิงคนนั้นสินะ
และด้วยระดับของโรงเรียน ประกอบกับที่ทั้งสองคนเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองได้ไม่นาน มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะพาลูกๆ เข้าเรียนที่นี่ได้ง่ายๆ
หยางอวี้เจี๋ยหรี่ตาครุ่นคิด ขณะที่กำลังจะเอ่ยปากสั่งการ ก็มีคนวิ่งเข้ามารายงานพอดี “ผู้พันหยางครับ เอกสารที่คุณต้องการ ผมหามาให้แล้ว”
เธอรับเอกสารมาเปิดอ่านอย่างรวดเร็ว บรรทัดแรกสุดปรากฏชื่อ: ซือเนี่ยน, เพศหญิง, อายุ 18 ปี
เธอยืนนิ่งอ่านข้อมูลในกระดาษนานเกือบสิบนาที จนกระดาษในมือถูกขยำจนยับยู่ยี่ นายทหารที่อยู่รอบข้างต่างพากันตกใจกับสีหน้าเคร่งเครียดของผู้บังคับบัญชาหญิงคนใหม่ พวกเขาได้ยินมาว่าเธอคือหัวหน้าคณะทำงานด้านวัฒนธรรมที่อายุน้อยที่สุดในเขตทหารตะวันตกเฉียงเหนือ และยังเป็นถึงลูกสาวของผู้บัญชาการกองพล เรียกได้ว่ามีทั้งอำนาจและเส้นสายที่ไม่ธรรมดา
คุณหนูตัวปลอม... คู่หมั้น... แต่งงานแทน... ครูสอนภาษาต่างประเทศ?
ชีวิตของซือเนี่ยนนี่มันช่างน่าสนใจอะไรขนาดนี้! แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นคือคู่หมั้นของเธอคนนี้ มีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
ตระกูลฟู่... ฟู่หยาง?
นั่นมันผู้พันหนุ่มที่เพิ่งมารับตำแหน่งใหม่ และเป็นคนเดียวกับที่มารับเธอในวันนี้ไม่ใช่หรือ
เธอโยนแฟ้มเอกสารในมือให้กับนายทหารคนสนิท เจ้าหน้าที่หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ชะโงกหน้ามองแล้วอุทานออกมา “เก่งจังเลยนะ อายุแค่นี้ก็ได้เป็นครูในโรงเรียนของพี่สาวฉันแล้ว”
“หืม?” หยางอวี้เจี๋ยตวัดสายตามองเธอทันที
เจ้าหน้าที่หญิงคนนั้นสะดุ้ง รีบเปลี่ยนคำพูดใหม่ “เอ่อ... อายุน้อยขนาดนี้ ต้องมีเส้นสายแน่ๆ ค่ะ ไม่อย่างนั้นไม่มีทางเป็นไปได้เลย อายุเท่านี้ยังเรียนไม่จบด้วยซ้ำนี่นา”
ก็จริง ผู้หญิงคนนี้อายุแค่ 18 ปี ซึ่งไม่ตรงตามคุณสมบัติการรับสมัครของโรงเรียนเลยแม้แต่น้อย พี่สาวของเธอเองกว่าจะได้รับการบรรจุเป็นครูที่นั่นก็ต้องรออยู่เป็นปีหลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย มันเป็นโรงเรียนที่มีมาตรฐานสูงและเข้มงวดมาก การที่ซือเนี่ยนได้เข้าไปทำงานที่นั่นด้วยอายุเท่านี้ มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
“เธอบอกว่าพี่สาวของเธอทำงานอยู่ที่โรงเรียนนี้งั้นเหรอ”
เจ้าหน้าที่หญิงรีบตอบรับ “ใช่ค่ะ! พี่สาวฉันสอนอยู่ที่นั่นมาเจ็ดแปดปีแล้วค่ะ ตอนนี้ก็ได้เป็นถึงหัวหน้าแผนกแล้วด้วย”
หยางอวี้เจี๋ยเหลือบมองท่าทางประจบสอพลอของอีกฝ่าย ก่อนจะเบือนหน้าหนีแล้วเอ่ยขึ้นหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง “งั้นเหรอ เธอชื่ออะไร”
ดวงตาของเจ้าหน้าที่หญิงเป็นประกายขึ้นมาทันที “ผู้พันหยางคะ ฉันชื่อ หลี่ซิ่วหัว ค่ะ มีอะไรให้รับใช้บอกได้เลยนะคะ”
“หัวหน้าหลี่ ฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องสำคัญต้องหารือกับผู้พันฟู่ คุณน่าจะรู้ใช่ไหมว่าบ้านพักของเขาอยู่ที่ไหน”
หลี่ซิ่วหัวรีบพยักหน้ารับคำ “แน่นอนค่ะ บ้านของฉันกับบ้านของผู้พันฟู่อยู่ในละแวกเดียวกันเลยค่ะ!”
...
ที่บ้านตระกูลฟู่ วันนี้เป็นวันหยุดของฟู่เชียนเชียน เธอนั่งฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีพลางแกะห่อของที่ซื้อมาใหม่ทีละชิ้น แล้วนำไปใส่ในถุงใบเก่าอีกที
คุณนายเจิ้งที่มองอยู่ทนไม่ไหว “จะให้ของเขาทั้งทีจะแกะห่อทำไมกันลูก คนอื่นเขาไม่รู้จะพาลเข้าใจผิดว่าเราจงใจเอาของเก่าไปให้ เป็นการดูถูกกันเปล่าๆ”
ฟู่เชียนเชียนเชิดหน้าขึ้น “เชอะ ก็ต้องให้เธอคิดแบบนั้นสิคะ ไม่อย่างนั้นพอเห็นว่าหนูซื้อของไปให้ตั้งมากมาย เดี๋ยวเธอก็ได้ใจใหญ่กันพอดี”
พอคิดถึงท่าทีของซือเนี่ยนครั้งก่อนที่ทำเหมือนกับว่า ‘ดูปุ๊บก็รู้ว่าเธอซื้อมาให้’ ฟู่เชียนเชียนก็รู้สึกขัดใจขึ้นมาทันที
เธออยากจะให้ของใครมันก็เป็นสิทธิ์ของเธอ แต่เธอทนไม่ได้ถ้าซือเนี่ยนจะมาทำท่าทีเหมือนว่าตัวเองสำคัญนักหนา มันน่าหัวเราะสิ้นดี
จริงๆ แล้วเธอแค่บังเอิญนึกขึ้นได้ว่าพี่ชายเพิ่งได้เลื่อนตำแหน่ง แล้วก็คิดว่าซือเนี่ยนย้ายมาอยู่เมืองนี้ตัวคนเดียวน่าสงสาร คงจะยังไม่มีข้าวของเครื่องใช้อะไร เธอถึงได้อุตส่าห์ไปหาซื้อของมาให้ เพราะขนาดเธอเองยังรู้ข่าวนี้ ถ้าเกิดเธอไม่ไปเยี่ยมเลย คนอื่นก็จะมองว่าเธอเป็นคนแล้งน้ำใจ ที่ทำไปทั้งหมดนี่ก็เพื่อรักษาชื่อเสียงของตัวเองต่างหาก
ฟู่เชียนเชียนหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองจนพอใจแล้วก็ก้มหน้าก้มตาแกะของต่อไป
คุณนายเจิ้งที่นั่งมองอยู่ข้างๆ ได้แต่ส่ายหัวอย่างระอาใจ ไม่เข้าใจความคิดของลูกสาวตัวเองเลยจริงๆ
[จบบท]