บทที่ 245: ของไหว้
ซือเนี่ยนเงยหน้าขึ้นสบตากับแม่เฒ่าเจี่ยงซึ่งยังคงไม่รู้เรื่องรู้ราว ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “คุณป้าเจี่ยงคะ แอปเปิ้ลพวกนี้ คุณป้ายังไม่ได้ทานใช่ไหมคะ”
แม่เฒ่าเจี่ยงพยักหน้ารับ “ยังเลยจ้ะ ตอนแรกเจ้าเจี่ยงจิวหลานชายตัวดีมันร้องจะกินให้ได้ แต่ป้าเห็นสภาพแล้วไม่น่าไว้ใจ กลัวว่าจะไม่สะอาด กินเข้าไปแล้วจะปวดท้อง เลยห้ามไว้ก่อน”
คำตอบนั้นทำให้ซือเนี่ยนถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ท่าทีของเธอทำให้แม่เฒ่าเจี่ยงเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ “มีอะไรเหรอจ๊ะ ถึงหน้าตามันจะดูไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ แต่ก็น่าจะยังไม่เสียนะ”
“ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกค่ะ” ซือเนี่ยนส่ายหน้าปฏิเสธ เธอมองตรงไปยังหญิงสูงวัยด้วยแววตาจริงจัง “คุณป้าเจี่ยงคะ ถึงสิ่งที่ฉันกำลังจะพูดอาจจะเป็นแค่การคาดเดา แต่ฉันอยากจะแนะนำจริงๆ ค่ะ ว่าคุณป้าไม่ควรทานผลไม้พวกนี้เด็ดขาด”
หัวใจของแม่เฒ่าเจี่ยงกระตุกวูบ ก่อนจะได้ยินซือเนี่ยนอธิบายต่อ “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่าในสมัยก่อนเกี่ยวกับพวกที่ชอบฉวยโอกาสทำธุรกิจสีเทา บางคนถึงกับไปรื้อค้นของใช้ หรือแม้กระทั่งเสื้อผ้าจากศพในสุสานเพื่อเอามาขายในราคาถูกๆ คนที่นำของเหล่านี้มาขายส่วนใหญ่มักจะเป็นคนแก่ คนที่ดูน่าสงสาร เพื่อให้คนทั่วไปตายใจและเกิดความเห็นใจได้ง่ายค่ะ”
เพียงแค่นั้น มือของแม่เฒ่าเจี่ยงก็เริ่มสั่นระริกจนแทบจะประคองถุงแอปเปิ้ลไว้ไม่อยู่
ซือเนี่ยนชี้ไปที่ผลไม้ “แอปเปิ้ลพวกนี้น่าจะถูกวางทิ้งไว้สักพักใหญ่แล้ว ตามร่องหลืบมีฝุ่นเกาะอยู่เต็มไปหมด แต่ที่มันน่าแปลกใจก็คือฝุ่นพวกนี้ มันไม่ใช่ฝุ่นดินธรรมดาทั่วไป”
สีหน้าของแม่เฒ่าเจี่ยงแปรเปลี่ยนเป็นหลายอารมณ์ “แล้วมันคือฝุ่นอะไรกัน”
“ขี้เถ้าธูปค่ะ” ซือเนี่ยนเฉลย “คุณป้าถูกหลอกเข้าแล้วล่ะค่ะ”
แม่เฒ่าเจี่ยงรีบควานหาแอปเปิ้ลลูกหนึ่งในถุงขึ้นมาพิจารณาใกล้ๆ ทันที
บริเวณขั้วผลทั้งด้านบนและด้านล่างมีคราบฝุ่นสีเทาอมดำเกาะอยู่เป็นปื้นอย่างเห็นได้ชัด
ลักษณะของขี้เถ้าธูปนั้นแตกต่างจากฝุ่นดินโดยสิ้นเชิง
ใบหน้าของเธอซีดเผือดลงในบัดดล มือไม้สั่นจนแทบจะปาแอปเปิ้ลในมือทิ้ง
“คนอะไรใจร้ายใจดำขนาดนี้ ฉันต้องไปเอาเรื่องให้ถึงที่สุด”
ความโกรธผลักดันให้แม่เฒ่าเจี่ยงคว้าถุงแอปเปิ้ลแล้วหันหลังกลับอย่างรวดเร็ว
ซือเนี่ยนพยายามจะเอ่ยปากทักท้วง แต่ก็รู้ดีว่าในยามที่อารมณ์กำลังเดือดพล่านคงไม่มีใครรับฟังเหตุผลใดๆ เธอจึงได้แต่รีบก้าวเท้าตามไปติดๆ
ในใจของแม่เฒ่าเจี่ยงตอนแรกยังเผื่อทางลงไว้ว่า หากหญิงชราคนนั้นยากจนข้นแค้นจนต้องไปขโมยผลไม้ไหว้เจ้ามาขายจริงๆ ถ้าเพียงแค่เอ่ยปากขอโทษอย่างจริงใจ เธอก็พร้อมจะให้อภัย
เพราะอย่างไรเสียอีกฝ่ายก็เป็นผู้สูงวัย การจะไปต่อว่าต่อขานรุนแรงก็ดูจะเป็นเรื่องที่ไม่สมควร
แต่ภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับทำให้ความใจเย็นของเธอขาดสะบั้น หญิงชราคนเดิมที่อ้างว่าแอปเปิ้ลถุงนั้นเป็นถุงสุดท้าย กำลังถือถุงใหม่อีกใบพร้อมกับป่าวประกาศด้วยประโยคเดิมๆ “ถุงสุดท้ายแล้วจ้า ขายถูกๆ เลย ใครสนใจมาทางนี้ได้เลยนะ ขายถูกๆ จ้า”
แม่เฒ่าเจี่ยงถึงกับอ้าปากค้าง!
ซือเนี่ยนที่ตามมาทันเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดพอดีก็ได้แต่ยกมือกุมขมับ
ให้มันได้อย่างนี้สิ
ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย เล่ห์เหลี่ยมกลโกงของผู้คนก็ยังคงเป็นแบบเดิมไม่เคยเปลี่ยน
แม่เฒ่าเจี่ยงปรี่เข้าไปเผชิญหน้าพร้อมกับตะโกนถามเสียงดังลั่น “แม่เฒ่าคะ ไหนบอกว่าที่ให้ฉันไปน่ะถุงสุดท้ายแล้ว แล้วที่อยู่ในมือนี่มันคืออะไรกันคะ”
หญิงชราคนนั้นพอเห็นหน้าแม่เฒ่าเจี่ยงก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ทิ้งถุงแอปเปิ้ลแล้วออกตัววิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
แม่เฒ่าเจี่ยงยืนนิ่งตะลึง “...โอ๊ย โกรธจนเลือดจะขึ้นหน้าอยู่แล้ว!”
ซือเนี่ยนได้แต่ส่ายศีรษะอย่างอ่อนใจกับภาพที่เกิดขึ้น
ระหว่างทางกลับบ้าน แม่เฒ่าเจี่ยงตัดสินใจนำผลไม้เจ้าปัญหานั้นไปทิ้งให้สิ้นเรื่องสิ้นราว
ของที่มาจากที่แบบนั้น ต่อให้เสียดายแค่ไหนเธอก็กินไม่ลงจริงๆ
หญิงสูงวัยยกมือขึ้นทาบหน้าอกด้วยอาการใจหายไม่หยุด “เนี่ยนเนี่ยนเอ๊ย วันนี้ต้องขอบใจหนูจริงๆ นะ ไม่อย่างนั้นป้าคงแย่แน่ๆ ของพรรค์นี้ถ้ากินเข้าไป มีหวังอายุสั้นลงไม่รู้ตัว”
หากไม่ได้ซือเนี่ยนมาทักท้วงไว้ก่อน ด้วยนิสัยเสียดายของ เธอคงจัดการทานแอปเปิ้ลพวกนั้นจนหมดเกลี้ยงไปแล้ว
ซือเนี่ยนส่ายหน้าเบาๆ “อย่าเกรงใจไปเลยค่ะคุณป้า พอดีฉันบังเอิญลูบไปโดนฝุ่นผงแปลกๆ แถมยังได้กลิ่นขี้เถ้าธูปโชยมาจางๆ ก็เลยเอะใจขึ้นมาเท่านั้นเองค่ะ”
เธอเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าในยุคสมัยนี้แล้ว จะยังมีคนกล้าทำธุรกิจที่ไร้ซึ่งคุณธรรมแบบนี้อยู่อีก
แม่เฒ่าเจี่ยงถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน “ยายแก่คนนั้นวิ่งเร็วขนาดนั้น ไม่รู้ว่าไปหลอกขายให้ใครต่อใครไปแล้วบ้าง”
ซือเนี่ยนให้ความเห็น “โดยปกติแล้ว คงไม่มีใครอยากซื้อผลไม้ที่สภาพดูไม่ค่อยดีแบบนี้หรอกค่ะ ที่คนพวกนี้ขายได้ก็เพราะอาศัยความใจอ่อนและความสงสารของคนอื่นเป็นเครื่องมือ”
คำพูดนั้นยิ่งราดน้ำมันลงบนกองไฟในใจของแม่เฒ่าเจี่ยง
“ไม่ได้การ จะปล่อยให้คนแบบนี้ลอยนวลไปสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นอีกไม่ได้!” เธอประกาศกร้าว “เดี๋ยวกลับถึงบ้านฉันจะให้คนมาคอยเฝ้าดูเลย ไม่เชื่อก็ให้มันรู้ไปสิว่าจะยังกล้าโผล่หน้ามาอีก!”
แม่เฒ่าเจี่ยงคาดว่าเมื่อถูกจับได้คาหนังคาเขาแบบนี้แล้ว หญิงชราคนนั้นคงจะเข็ดหลาบและไม่กล้ากลับมาอีก
แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น วันรุ่งขึ้น หญิงชราคนเดิมก็กลับมาตั้งแผงขายของที่เดิมอีกครั้ง
ความอดทนของแม่เฒ่าเจี่ยงสิ้นสุดลง!
เธอตัดสินใจโทรศัพท์แจ้งความทันที
เพียงไม่นาน เจ้าหน้าที่ตำรวจสองสามนายก็เดินทางมาถึงและควบคุมตัวหญิงชราคนนั้นไป
แม้ว่าการกระทำของเธอจะน่ารังเกียจ แต่ในยุคที่การค้าขายเป็นอิสระมากขึ้น การลักเล็กขโมยน้อยผลไม้ไหว้เจ้า โทษทัณฑ์ที่ได้รับคงเป็นเพียงการว่ากล่าวตักเตือนเท่านั้น
แต่ที่แน่ๆ คือเธอคงไม่กล้ากลับมาเหยียบย่างที่นี่อีกเป็นครั้งที่สาม
***
ณ บ้านตระกูลฟู่
ในวันหยุดพักผ่อนที่หาได้ยาก ฟู่หยางเดินลงมาจากห้องนอนชั้นบน เขาตรงเข้าไปในครัวเพื่อหาน้ำดื่มแก้กระหาย
ทันทีที่เปิดประตูตู้เย็นออก กลิ่นหอมหวานอ่อนๆ ก็ลอยมาแตะจมูก
กลิ่นนี้มันช่างคุ้นเคยเสียเหลือเกิน เขากวาดสายตามองเข้าไปด้านใน
แล้วก็พบกับกล่องขนมที่พร่องไปแล้วครึ่งหนึ่งวางอยู่
ฟู่หยางขมวดคิ้วมุ่น ขนมหน้าตาแบบนี้เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี
อ้อ ใช่แล้ว นี่มันขนมชนิดเดียวกับที่แม่เฒ่าเจี่ยงหยิบยื่นให้เขาลองชิมที่บ้านตระกูลเจี่ยงเมื่อวันก่อนนี่นา
แล้วมันมาอยู่ที่บ้านของเขาได้อย่างไร
ฟู่หยางเผลอหยิบขนมชิ้นหนึ่งขึ้นมาใส่ปากโดยไม่รู้ตัว และแน่นอนว่ารสชาติของมันเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว
ใบหน้าของเขาพลันมืดครึ้มลงทันที
เขายังจำได้ดีว่าวันนั้นซือเนี่ยนอวดอ้างกับแม่เฒ่าเจี่ยงว่าขนมเหล่านี้เป็นฝีมือของเธอเอง
คำพูดนั้นทำให้แม่เฒ่าเจี่ยงปลาบปลื้มเป็นอย่างมาก
ถึงแม้น้องสาวของเขาจะยืนกรานว่าการกระทำของซือเนี่ยนไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขา แต่ความจริงที่ว่าซือเนี่ยนกำลังพยายามเอาอกเอาใจคนบ้านตระกูลเจี่ยงนั้นเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้!
สีหน้าของเขายิ่งบึ้งตึงมากขึ้น
ทว่ารสชาติหอมหวานละมุนลิ้นที่แผ่ซ่านอยู่ในปาก กลับทำให้ชายหนุ่มผู้ซึ่งเบื่ออาหารมานานหลายปี อดใจไม่ไหว ยิ่งกินก็ยิ่งหยุดไม่ได้
ในที่สุดเขาก็ยกกล่องขนมออกมาจากตู้เย็น เดินพลางกินพลางออกมาด้านนอก
เมื่อเห็นคุณนายเจิ้งผู้เป็นแม่นั่งอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น เขาก็เอ่ยปากถามขึ้น “แม่ครับ ขนมถั่วเขียวนี่แม่ซื้อมาจากร้านไหนเหรอครับ”
ความคิดในหัวของเขาคือ พรุ่งนี้เขาจะไปกว้านซื้อมาสักสี่ห้ากล่อง แล้วนำไปมอบให้แม่เฒ่าเจี่ยงเพื่อเป็นการตบหน้าซือเนี่ยนฉาดใหญ่!
ปล่อยให้เธอเสแสร้งแกล้งทำเป็นคนดีอยู่ได้
ไม่แน่ว่าของกินต่างๆ ที่เธอเคยนำมาให้เขาในอดีต ก็คงไม่ต่างอะไรกับหลินซือซือ ที่แอบไปจ้างวานให้คนอื่นทำให้แล้วมาอ้างว่าเป็นฝีมือตัวเอง
มันก็สมเหตุสมผลดี ผู้หญิงที่ไม่เคยแตะต้องงานบ้านงานเรือนอย่างเธอ จะมีความสามารถในการทำของพวกนี้ได้อย่างไรกัน
ยิ่งคิดถึงความเป็นไปได้นี้ สีหน้าของฟู่หยางก็ยิ่งดำคล้ำลง
คุณนายเจิ้งหันมาตามเสียงเรียก พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นกล่องขนมถั่วเขียวที่ใกล้จะหมดเกลี้ยงในมือของลูกชาย รีโมตโทรทัศน์ที่ถืออยู่ก็ร่วงหล่นลงสู่พื้นเสียงดัง ‘แปะ’
ฟู่หยางมองหน้ามารดาด้วยความฉงน “เป็นอะไรไปครับแม่”
คุณนายเจิ้งอ้าปากพะงาบๆ ก่อนจะเค้นเสียงออกมาอย่างยากลำบาก “ลูก ลูกไปหยิบมาจากในตู้เย็นอย่างนั้นเหรอ”
ฟู่หยางพยักหน้ารับ
คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันแน่นขึ้น “มันหมายความว่ายังไงครับ ผมกินไม่ได้หรือไง”
คุณนายเจิ้งกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ “ขนมนั่นน่ะ น้องสาวลูกได้มาจากซือเนี่ยนเมื่อวันก่อน เป็นของขวัญตอบแทน แล้วน้องก็กำชับนักหนาว่าห้ามใครกินเด็ดขาด โดยเฉพาะลูก! น้องกลัวขนมจะเสียเลยเอาไปแช่ไว้ในตู้เย็น กะว่าจะค่อยๆ ทานวันละชิ้นเล็กๆ แต่นี่ ลูก... ลูกกินเข้าไปจนเกือบหมดเลยเหรอ”
มือของฟู่หยางสั่นเทา กล่องขนมในมือร่วงหล่นลงสู่พื้นตามรีโมตไปติดๆ
ฉิบหายแล้ว
...
วันที่ 13 เดือนกุมภาพันธ์ เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเปิดภาคเรียนแล้ว
พ่อซือถูกอีกฝ่ายกดดันอย่างหนักจนทนไม่ไหว ในที่สุดก็ต้องยอมให้คนไปสืบหาจนเจอที่อยู่ปัจจุบันของซือเนี่ยน เมื่อรู้ตำแหน่งแน่ชัดแล้ว เขาก็รีบบึ่งมาทันทีโดยไม่หยุดพัก
อีกฝ่ายที่มาด้วยกันก็กลัวว่าเขาจะจัดการเรื่องไม่สำเร็จ เลยขอติดรถตามมาดูให้เห็นกับตา
เมื่อทั้งสองมาถึงจุดหมายปลายทาง ถึงกับยืนตะลึงจ้องมองภาพตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
“พี่ใหญ่ นี่ซือเนี่ยนลูกสาวพี่พักอยู่ที่นี่เหรอ บ้านหลังเบ้อเริ่มเทิ่มขนาดนี้ ฟุ่มเฟือยไม่ใช่เล่นเลยนะเนี่ย” ชายที่มาด้วยกันเอ่ยขึ้น พลางกวาดสายตามองบ้านหลังใหญ่ด้วยความอิจฉา
แม้ว่าย่านนี้จะเป็นชุมชนเก่าแก่ แต่ใครๆ ที่อาศัยอยู่แถวนี้ต่างก็รู้ดีว่าถนนสายตะวันออกเก่าเส้นนี้เคยเป็นถิ่นที่อยู่ของบรรดาเศรษฐีมาก่อนในอดีต ถึงปัจจุบันบ้านเรือนหลายหลังจะทรุดโทรมไปตามกาลเวลา และผู้คนส่วนใหญ่จะนิยมย้ายไปอยู่ย่านเมืองใหม่ที่เจริญกว่า แต่ก็ยังมีผู้คนอาศัยอยู่ที่นี่อยู่ไม่น้อย
โดยเฉพาะบ้านที่ซือเนี่ยนอยู่นั้น ยิ่งดูโดดเด่นโอ่อ่ากว่าหลังไหนๆ ตัวบ้านเป็นอาคารสามชั้นที่มีสวนกว้างขวางล้อมรอบ
นี่ตระกูลซือไปถูกหวยรวยเบอร์มาจากไหนกัน
พ่อซือเองก็คาดไม่ถึงเช่นกัน เดิมทีเขาคิดว่าต่อให้ครอบครัวของโจวเยว่เซินจะพอมีเงินอยู่บ้าง อย่างมากก็คงเช่าได้แค่ห้องพักเล็กๆ สองห้องนอนเท่านั้น ไม่เคยจินตนาการเลยว่าพวกเขาจะสามารถเช่าบ้านได้ทั้งหลังใหญ่โตขนาดนี้
ความคิดที่ว่าลูกสาวบุญธรรมกลับมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าตนเอง แถมยังปิดบังไม่ยอมบอกกล่าวกันสักคำ ทำให้ความขุ่นเคืองในใจของเขายิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เขาต้องลำบากใช้เส้นสายมากมายขนาดไหนกว่าจะตามหาตัวพวกเขาจนพบ
แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าคนนอก พ่อซือก็ต้องรักษาหน้า จึงทำทีเป็นไม่รู้ไม่ชี้แล้วเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ “ก็งั้นๆ แหละครับ บ้านเก่าๆ ทั้งนั้น ถึงจะดูใหญ่โตแต่ก็ไม่มีราคาค่างวดอะไรหรอก”
ชายคนนั้นรีบกล่าวเสริมอย่างเอาใจ “นั่นสินะครับ”
ขณะนั้น ซือเนี่ยนกำลังง่วนอยู่กับการทำโจ๊กในครัว สองสามวันที่ผ่านมาเธอทานอาหารดีๆ ติดต่อกันหลายมื้อจนรู้สึกร้อนใน วันนี้จึงตั้งใจจะทำอาหารรสชาติอ่อนๆ ทานเพื่อปรับสมดุลร่างกายเสียหน่อย เด็กๆ เองก็ทานแต่เนื้อสัตว์มื้อใหญ่ทุกวัน ซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพในระยะยาว
เธอเพิ่งจะยกหม้อโจ๊กหอมกรุ่นเดินออกมาจากครัว เสียงกริ่งหน้าประตูก็ดังขึ้นพอดี
ซือเนี่ยนคิดว่าเป็นคนจากบ้านตระกูลเจี่ยง จึงเดินออกไปเปิดประตู แต่ภาพที่เห็นกลับเป็นพ่อซือที่ยืนอยู่คู่กับชายแปลกหน้าอีกคนหนึ่ง
หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจแต่อย่างใด
เธอรู้ดีว่าสายใยระหว่างเธอกับครอบครัวตระกูลซือคงไม่มีวันตัดขาดได้ง่ายๆ เพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็นผู้ที่เลี้ยงดูเธอมานานนับสิบปี ต่อให้เธอพยายามจะตีตัวออกห่างแค่ไหน พวกเขาก็คงจะหาหนทางเข้ามาพัวพันในชีวิตของเธอจนได้
มันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นวันนี้หรือวันหน้า ผลลัพธ์ก็คงไม่ต่างกัน
และถึงอย่างไร พ่อซือก็เคยเป็นคนที่ทุ่มเงินให้เธอใช้จ่ายอย่างไม่อั้นมาก่อน
ซือเนี่ยนแย้มยิ้มพลางเอ่ยทักทาย “คุณลุงซือ มาถึงนี่ได้ยังไงกันคะ”
คำเรียกที่แฝงไปด้วยความห่างเหินนั้นทำให้พ่อซือรู้สึกขัดใจอยู่ไม่น้อย
“ทำไม ฉันจะมาไม่ได้หรือยังไง” เขาถามกลับด้วยน้ำเสียงกระด้าง “ย้ายบ้านแล้วทำไมไม่บอกกันสักคำ กลัวฉันจะมาจับพวกเธอกินหรือไง”
“ไม่ใช่แบบนั้นหรอกค่ะ” ซือเนี่ยนก้มหน้าลงเล็กน้อย ตอบด้วยท่าทีนอบน้อม “ก็หลังจากที่ฉันกลับไปอยู่กับครอบครัวหลินแล้ว ตอนที่คุณลุงไล่ฉันออกจากบ้านก็เป็นคนพูดเองนี่คะว่าถ้าไม่มีธุระก็ไม่ต้องกลับไปอีก ฉันก็เลยไม่ได้แจ้งข่าวให้ทราบค่ะ”
คำตอบนั้นทำเอาพ่อซือถึงกับหน้าชา พูดอะไรไม่ออก “ช่างมันเถอะ เรื่องนั้นไม่ต้องพูดถึงแล้ว ฉันมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย ให้พวกเราเข้าไปข้างในก่อนได้ไหม”
ซือเนี่ยนครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเบี่ยงตัวหลีกทางให้
“แล้ว...คนที่นามสกุลโจวนั่นล่ะ ไม่อยู่บ้านเหรอ” พ่อซือถามพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ตัวบ้านและสวนที่ตกแต่งไว้อย่างสวยงามเป็นระเบียบ แม้จะพยายามปลอบใจตัวเองว่าเป็นแค่บ้านเช่า แต่ก็อดที่จะรู้สึกอิจฉาไม่ได้
ซือเนี่ยนขมวดคิ้วเล็กน้อย “เขาชื่อโจวเยว่เซินค่ะ”
พ่อซือแค่นเสียงในลำคอ แม้จะรู้ว่าโจวเยว่เซินมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้กำกับหลี่ แต่ท่าทีเย็นชาไร้เยื่อใยที่เคยได้รับในอดีตก็ยังคงทำให้เขารู้สึกไม่พอใจอยู่ลึกๆ
เมื่อก้าวเข้ามาในตัวบ้าน เขาก็พบว่าภายในตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ครบครัน ซึ่งแต่ละชิ้นล้วนดูมีราคาแพง
“บ้านหลังนี้ค่าเช่าคงจะหนักเอาการเลยสินะ” เขาเอ่ยปากถาม ถึงจะหมั่นไส้โจวเยว่เซินแค่ไหน แต่ก็ต้องยอมรับว่าผู้ชายคนนี้ดูเหมือนจะหาเงินเก่งไม่เบา
“ก็พอสมควรค่ะ แต่ของพวกนี้เป็นของเดิมที่มีอยู่แล้ว” พอได้ยินว่าไม่ได้ซื้อใหม่ พ่อซือก็แอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
สายตาของเขาเหลือบไปเห็นโจ๊กหม้อหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะอาหาร จึงขมวดคิ้วถาม
“ปกติพวกเธอกินกันแค่นี้เองเหรอ” เขารู้สึกเสียหน้าไม่น้อยที่ต้องมาเห็นภาพนี้ต่อหน้าแขกที่พามาด้วย
ซือเนี่ยนแสร้งทำหน้าประหลาดใจ “อ้าว ปกติที่บ้านคุณลุงไม่ทานของแบบนี้กันเหรอคะ”
“อ้อ จริงสิคะ ฉันย้ายออกมาได้ครึ่งปีแล้ว เกือบลืมไปเลยว่าที่บ้านเรากินดีอยู่ดีกันแค่ไหน ไม่เหมือนกับชีวิตของพวกเราเลย”
พ่อซือที่กำลังจะอ้าปากสั่งให้เธอไปทำอาหารดีๆ มาเลี้ยงแขก พอได้ยินประโยคเหน็บแนมนั้นเข้าก็ถึงกับพูดไม่ออก
แล้วเขาก็ได้ยินซือเนี่ยนถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง “พอต้องย้ายมาเช่าบ้านในเมือง เงินเก็บก็ร่อยหรอลงไปหมดแล้วค่ะ ไม่มีเงินเหลือพอจะซื้อของดีๆ กินหรอก ทุกวันนี้ก็ได้แต่อดทนกินของจืดชืดแบบนี้ไปวันๆ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ชีวิตจะดีขึ้นกับเขาสักที”
คำพูดตัดพ้อนั้นทำให้พ่อซือรู้สึกสงสารเธอขึ้นมาจับใจ
ที่แท้ชีวิตของเธอลำบากถึงขั้นต้องกินโจ๊กประทังชีวิตทุกวันนี่เอง เขายังนึกว่าเธอสุขสบายดีจนลืมเขาไปแล้วเสียอีก ที่ไหนได้กลับเป็นเพราะชีวิตย่ำแย่เกินกว่าจะกล้าบอกใคร
ความโกรธแค้นที่สุมอยู่ในอกมาตลอดทางพลันมลายหายไปสิ้น
เขาไอแก้เก้อ “เอาเถอะๆ ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว เรามาคุยธุระกันดีกว่า เสร็จแล้วจะได้รีบกลับ”
ซือเนี่ยนรู้ดีว่าคนบ้านนี้หากไม่มีเรื่องเดือดร้อนก็คงไม่มาหาถึงที่ จึงเอ่ยถาม “คุณลุงมีธุระอะไรกับฉันเหรอคะ หรือว่าซือซือจะได้ออกจากคุกแล้ว”
คำถามนั้นราวกับมีดที่กรีดลงบนแผลสดในใจของพ่อซือ สีหน้าของเขาพลันบึ้งตึงลงทันที “ไม่ใช่เรื่องนั้น”
ชายที่มาด้วยกันรีบแทรกขึ้น “เนี่ยนเนี่ยนเอ๊ย จำอาได้ไหม อาคืออาสามของหนูไง”
ซือเนี่ยนหันไปมองชายคนนั้น พ่อของเธอเป็นลูกคนเดียว จึงไม่น่าจะมีพี่น้องแท้ๆ คนคนนี้น่าจะเป็นเพียงญาติห่างๆ คนหนึ่งเท่านั้น
เธอละสายตากลับมา “อาสาม มีธุระอะไรกับฉันเหรอคะ”
ชายคนนั้นฉีกยิ้มกว้าง “อาก็ได้ยินจากพ่อของเธอน่ะสิว่าตอนนี้เธอได้ดิบได้ดี เป็นถึงคุณครูที่โรงเรียนประถมสอนภาษาต่างประเทศแล้วใช่ไหมล่ะ”
แววตาของซือเนี่ยนไหววูบ อ้อ ที่แท้ก็เป็นเรื่องนี้นี่เอง
ในเมื่อพวกเขารู้เรื่องแล้ว เธอก็ไม่คิดจะปิดบัง “ใช่ค่ะ แต่ยังไม่ได้เริ่มงานเลย”
“ถ้าเป็นเรื่องจริงก็วิเศษไปเลยสิ คืออย่างนี้นะ ลูกพี่ลูกน้องของเธอปีนี้ก็จะเข้าโรงเรียนประถมแล้ว อาได้ยินมาว่าครูที่โรงเรียนจะมีโควตาพิเศษให้ลูกหลานได้เข้าเรียน เธอช่วยดูหน่อยได้ไหมว่าจะหาโควตาให้น้องสักที่หนึ่งได้หรือเปล่า”
ซือเนี่ยนถึงกับต้องจิ๊ปากในใจ
ที่แท้ก็มาด้วยเรื่องนี้นี่เอง
เธอหันไปตักโจ๊กใส่ถ้วยให้ซีเหยา แล้วปล่อยให้หนูน้อยนั่งทานเองตามลำพัง
ขณะเดียวกัน เด็กชายทั้งสองที่ทำการบ้านอยู่ชั้นบนก็พากันเดินลงมาพอดี เมื่อเห็นว่ามีแขกแปลกหน้าอยู่ในบ้าน โจวเจ๋อหานที่กำลังยิ้มร่าก็รีบหุบปากฉับทันที
“เจ๋อตง เจ๋อหาน มากินข้าวลูก” ซือเนี่ยนเอ่ยเรียก
เมื่อเห็นว่าเธอทำทีเป็นไม่สนใจ ชายคนนั้นจึงกระทุ้งข้อศอกใส่พ่อซือเป็นเชิงเร่ง
พ่อซือซึ่งรับปากเขาไปแล้วจึงอดที่จะรู้สึกขุ่นเคืองไม่ได้ “เนี่ยนเนี่ยน นั่นคือน้องชายลูกพี่ลูกน้องของแกนะ ตอนนี้แกได้ดีมีอนาคตแล้ว ก็ควรจะช่วยเหลือคนในครอบครัวตัวเองบ้างสิ”
ซือเนี่ยนก้มหน้าลงเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับไปว่า “คุณลุงคะ คุณลุงไม่ใช่เหรอคะที่เป็นคนบอกว่าฉันเป็นคนของบ้านตระกูลหลินไปแล้ว แล้วฉันจะมีน้องชายลูกพี่ลูกน้องฝั่งตระกูลซือได้ยังไงกันคะ”
สีหน้าของพ่อซือเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงในบัดดล “เนี่ยนเนี่ยน!”
“คุณจะมาตะคอกใส่คุณแม่ของผมทำไม” โจวเจ๋อหานวิ่งลงมาจากบันไดแล้วมายืนจ้องหน้าพ่อซือเขม็ง
แววตาของพ่อซือเย็นชาลง “ผู้ใหญ่เขาคุยกัน เด็กอย่างแกอย่ามายุ่ง”
“พอได้แล้วค่ะ” ซือเนี่ยนปรามเขา “คุณลุงคะ นี่ลูกชายของฉันค่ะ”
ระหว่างคำว่า ‘ลูกชาย’ กับ ‘คุณลุง’ ใครใกล้ชิดและสำคัญกว่ากัน ย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดโดยไม่ต้องเอ่ยคำใดๆ เพิ่มเติม
ซือเนี่ยนเมินเฉยต่อสีหน้าบึ้งตึงของพ่อซือโดยสิ้นเชิง เธอหันไปบอกลูกชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เจ๋อหาน ไปทานข้าวกับน้องนะลูก ไม่ต้องสนใจทางนี้”
โจวเจ๋อหานเบะปาก ก่อนจะหันไปแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ชายแปลกหน้าทั้งสอง แล้วเดินจากไปอย่างไม่ไยดี
โจวเจ๋อตงยืนนิ่งสังเกตการณ์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเดินตามน้องชายไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ
พ่อซือโกรธจนตัวสั่น “เด็กคนนี้ช่างไร้มารยาทสิ้นดี” เขาแค่นเสียงลอดไรฟัน “สมกับเป็นเด็กบ้านนอกจริงๆ ไม่มีสมบัติผู้ดีเอาเสียเลย”
ซือเนี่ยนหัวเราะหยันในลำคอ “ใช่ค่ะ เขาเป็นเด็กบ้านนอกที่ไม่มีมารยาท แล้วคุณลุงที่ยอมลดตัวลงมาต่อล้อต่อเถียงกับเด็กที่ไม่มีมารยาทนี่ ไม่ยิ่งกว่าเหรอคะ”
พ่อซือทุบโต๊ะดังปัง “นี่แกจะบอกว่าฉันไม่มีมารยาทรึไง”
ซือเนี่ยนยักไหล่พลางระบายยิ้มบางๆ “ฉันก็แค่ล้อเล่นเองค่ะ ทำไมคุณลุงต้องใจน้อยขนาดนี้ด้วยคะ”
สายตาของพ่อซือแทบจะลุกเป็นไฟ
ชายอีกคนที่นั่งอยู่ด้วยกลัวว่าเรื่องของตัวเองจะพังไม่เป็นท่าหากพ่อลูกคู่นี้ทะเลาะกันไปมากกว่านี้ จึงรีบเข้ามาห้ามทัพ “พี่ใหญ่ครับ อย่าไปทะเลาะกับหลานเลยน่า เนี่ยนเนี่ยนก็พูดถูก พี่จะไปถือสาอะไรกับเด็ก”
จากนั้นเขาก็หันไปส่งยิ้มประจบประแจงให้ซือเนี่ยน “เนี่ยนเนี่ยนจ๊ะ เรื่องนั้นพอจะคุยกันได้ไหม”
“มันไม่มีอะไรต้องคุยกันให้มากความ” พ่อซือพูดแทรกขึ้นมาอย่างไม่สบอารมณ์ “แกเป็นครูอยู่ที่นั่น แค่พูดคำเดียวเรื่องก็จบแล้วไม่ใช่รึไง เรื่องนี้ตกลงตามนี้นะ ไปจัดการให้อาสามของแกให้เรียบร้อย เข้าใจไหม”
“ได้เลยค่ะ” ซือเนี่ยนพยักหน้ารับคำอย่างง่ายดาย “ไม่มีปัญหาอยู่แล้วค่ะ อาสาม อีกสองสามวันก็พาลูกชายมาได้เลยนะคะ”
“จริงเหรอ” อาสามถึงกับดีใจจนลุกขึ้นยืน ไม่คาดคิดว่าเรื่องราวจะราบรื่นขนาดนี้
เดิมทีเขาเตรียมใจไว้แล้วว่าซือเนี่ยนซึ่งเคยถูกไล่ออกจากบ้านอาจจะยังผูกใจเจ็บและไม่ยอมให้ความช่วยเหลือ
แต่ใครจะไปคิดว่าเธอจะตอบตกลงง่ายดายปานนี้
ซือเนี่ยนยืนยันอีกครั้ง “จริงสิคะ ขนาดเจ๋อตงกับเจ๋อหานลูกชายของฉันยังเข้าเรียนที่นั่นได้เลย จะโกหกคุณอาไปทำไมคะ เพียงแต่ว่า...อาจจะต้องทำข้อสอบนิดหน่อย”
“ทำข้อสอบ หมายความว่ายังไง” ชายคนนั้นทวนคำด้วยความงุนงง
“ก็ต้องทำแบบทดสอบวัดระดับน่ะค่ะ เพื่อดูว่าลูกชายของคุณอามีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเข้าเรียนหรือเปล่า”
สีหน้าของอาสามเปลี่ยนไปทันที “ทำไมถึงมีเรื่องแบบนี้ด้วยล่ะ ไม่เห็นเคยได้ยินมาก่อนเลย นึกว่าแค่เธอช่วยพูดให้คำเดียวก็เรียบร้อยแล้วเสียอีก”
“เรื่องนี้ฉันก็ไม่ค่อยแน่ใจรายละเอียดเหมือนกันค่ะ รู้แต่ว่าลูกชายทั้งสองคนของฉันก็ต้องผ่านการทดสอบเหมือนกันถึงจะเข้าไปได้ ถ้าอาสามไม่เชื่อก็ลองไปสอบถามจากคนอื่นดูก็ได้ค่ะ”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังคงมีสีหน้าลังเล ซือเนี่ยนจึงกล่าวเสริมต่อ “แต่คุณอาก็ไม่ต้องกังวลไปหรอกค่ะ ข้อสอบมันง่ายนิดเดียว ขนาดเจ๋อตงลูกชายคนโตของฉันยังทำแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว ง่ายจะตายไป หรือว่า...ลูกชายของคุณอาจะสู้ลูกชายของฉันไม่ได้เหรอคะ”
[จบบท]