บทที่ 25: ยากจะเชื่อ
น้ำเสียงของซือเนี่ยนที่เอ่ยออกมานั้นเต็มไปด้วยความซาบซึ้งและขอบคุณอย่างสุดหัวใจ มันช่างสวนทางกับบรรยากาศมาคุที่คนในบ้านซือพร้อมจะสาดอารมณ์ใส่เธอเต็มที่ จนทุกคนที่กำลังโกรธจัดถึงกับนิ่งไปอย่างคาดไม่ถึง
“มะ เมื่อกี้ว่าไงนะ” พ่อของซือเนี่ยนถามตะกุกตะกัก
“ซือซือเล่าให้หนูฟังหมดแล้วค่ะ” ซือเนี่ยนยังคงตีหน้าซื่อ พูดด้วยแววตาใสกระจ่าง “เธอบอกว่าคุณพ่อคุณแม่เป็นห่วง กลัวว่าหนูจะทิ้งงานไปเฉยๆ เสียดายตำแหน่งดีๆ ก็เลยอาสาไปทำงานแทนให้ก่อน หนูได้ฟังแล้วก็ดีใจมากเลยค่ะที่ทุกคนเป็นห่วงกันขนาดนี้ แต่ไม่ต้องกังวลแล้วนะคะ ตอนนี้หนูจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ต่อไปจะได้ไม่ต้องลำบากทุกคนอีก หนูตกลงว่าจะขายตำแหน่งงานนี้ให้เชียนเชียนแล้วค่ะ”
ฟู่เชียนเชียนที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบพยักหน้าเสริมทัพทันที “ใช่ค่ะคุณลุง หนูตกลงกับซือเนี่ยนแล้วว่าจะซื้องานนี้เอง คุณลุงจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง”
คำพูดของทั้งสองคนเหมือนหมัดเด็ดที่ส่งตรงเข้ากลางใจพ่อของซือเนี่ยน จากที่เคยโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ตอนนี้กลับรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่จนหน้าชา ความโกรธมลายหายไป เหลือเพียงความกระอักกระอ่วนและรู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูก เพราะความจริงแล้วพวกเขาไม่ได้คิดอย่างที่ซือเนี่ยนพูดเลยสักนิด ที่ทำไปทั้งหมดก็เพราะความเสียดายล้วนๆ ตำแหน่งงานดีๆ จะปล่อยให้หลุดมือไปได้อย่างไร ในเมื่อหลินซือซือก็ว่างอยู่พอดี ก็ให้เธอไปทำแก้ขัดไปก่อน รอจนเธอได้ที่เรียนแล้วค่อยหาทางขายตำแหน่งนี้ทิ้งก็ยังไม่สาย
พวกเขาคิดวางแผนกันไว้อย่างดี แต่ใครจะไปคาดคิดว่าซือเนี่ยนจะโผล่กลับมาทำลายแผนการจนพังไม่เป็นท่า
“คุณลุงคะ เดี๋ยวฝ่ายบุคคลจะปิดทำการแล้วนะคะ รบกวนคุณลุงช่วยเอาทะเบียนบ้านให้ซือเนี่ยนหน่อยได้ไหมคะ หนูสองคนจะได้รีบไปทำเรื่องให้เสร็จ” ฟู่เชียนเชียนไม่เปิดโอกาสให้ใครได้ตั้งตัว เธอเร่งรัดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
หากเป็นเด็กคนอื่น พ่อของซือเนี่ยนคงหาข้ออ้างบ่ายเบี่ยงไปได้แล้ว แต่คนตรงหน้าคือฟู่เชียนเชียน ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของผู้มีอิทธิพลที่เขาไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงใส่
เขาอ้าปากพะงาบๆ พยายามหาคำพูดที่ดีที่สุด “เอ่อ เชียนเชียน หนูเป็นถึงคุณหนู จะให้มาทำงานหนักๆ แบบที่เนี่ยนเนี่ยนทำได้ยังไง มันไม่เหมาะกันหรอก”
ฟู่เชียนเชียนเกลียดคำพูดแบ่งชนชั้นแบบนี้ที่สุด ไม่ว่าเธอจะพยายามพิสูจน์ตัวเองมากแค่ไหน ในสายตาคนอื่นเธอก็เป็นได้แค่ ‘คุณหนู’ ที่ทุกอย่างถูกปูทางไว้ให้เสมอ พอได้ยินคำพูดดูแคลนเช่นนั้น ความไม่พอใจก็ฉายชัดขึ้นมาบนใบหน้า “คุณลุงอย่ามองหนูแบบนั้นสิคะ ในเมื่อซือเนี่ยนทำได้ หนูก็ต้องทำได้เหมือนกัน ไม่เห็นจะมีอะไรลำบากเลยนี่คะ”
พ่อของซือเนี่ยนถึงกับไปไม่เป็น ถูกเด็กสาวตอกกลับจนหน้าเสีย แต่ก็ทำได้เพียงหัวเราะกลบเกลื่อน “ฮ่าๆๆ จริงด้วยๆ ลุงพูดผิดไปเอง”
“ถ้างั้นคุณลุงรบกวนเร็วหน่อยได้ไหมคะ พอดีหนูแอบลาพักออกมา ต้องรีบกลับไปทำงานต่อแล้วค่ะ” ฟู่เชียนเชียนย้ำอีกครั้ง
เมื่อจนมุมและไม่กล้าต่อกรด้วย พ่อของซือเนี่ยนก็จำต้องยอมแพ้ เขากัดฟันตอบรับเสียงอ่อย “ได้ๆ รอแป๊บนะ เดี๋ยวลุงไปหยิบมาให้”
ทันทีที่ได้ทะเบียนบ้านมาอยู่ในมือ สองสาวก็ไม่รีรอ รีบเดินออกจากบ้านไป ทิ้งให้คนบ้านซือมองตามด้วยสีหน้าบูดบึ้งแต่ทำอะไรไม่ได้ โดยเฉพาะหลินซือซือที่กำหมัดแน่นด้วยความโกรธจนหน้าแทบจะเปลี่ยนเป็นสีเขียว
ฟู่เชียนเชียนกลับถึงบ้านก็ตรงไปหยิบทะเบียนบ้านของตัวเอง จากนั้นก็บุกไปถึงหน้าห้องหนังสือของพี่ชายเพื่อขอยืมเงิน
“พี่ชาย! ขอยืมเงิน 1,000 หยวนหน่อยสิ เงินเดือนออกเมื่อไหร่จะรีบคืนให้เลย” เธอโพล่งขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นสุดขีด
ฟู่หยางเงยหน้าจากกองเอกสาร ขมวดคิ้วเล็กน้อย “จะเอาเงินมากมายขนาดนั้นไปทำอะไร”
“ไปซื้องานไง! พี่ไม่รู้อะไร ซือเนี่ยนเขาจะเลิกทำงานแล้วนะ แล้วเขาก็ยอมขายตำแหน่งให้ฉันด้วย ตอนนี้เขารออยู่ข้างล่างบ้านเรานี่แหละ พี่รีบเอาเงินมาให้ฉันเร็วเข้า”
“เธอไม่ได้กลับไปแล้วหรือไง ทำไมถึงกลับมาอีก” แค่ได้ยินชื่อของซือเนี่ยน ใบหน้าหล่อเหลาของฟู่หยางก็ฉายแววรำคาญออกมาอย่างปิดไม่มิด
เขาไม่เคยเชื่อเลยว่าเธอจะยอมจากไปง่ายๆ หลังจากที่ความจริงเรื่องชาติกำเนิดถูกเปิดโปงเมื่อเดือนก่อน เธอก็ทั้งแกล้งป่วย อาละวาดสารพัดเพื่อที่จะได้อยู่ที่นี่ต่อ จนกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวไปทั่วทั้งย่านบ้านพักทหาร
ฟู่หยางไม่เคยชอบผู้หญิงแบบซือเนี่ยน ต่อให้เธอจะสวยหยาดเยิ้มแค่ไหน แต่ในสายตาเขา ผู้หญิงที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากหน้าตาก็ไม่ต่างอะไรกับแจกันราคาถูก ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเบื่อหน่ายเต็มทนกับท่าทีที่เธอคอยตามตอแยเขาไม่เลิก ทำตัวราวกับอยากจะป่าวประกาศให้โลกรู้ว่าเธอคือคู่หมั้นของเขา มันทำให้เขารู้สึกอึดอัดเหมือนถูกล่ามโซ่
เขาถึงกับถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อรู้ว่าเธอไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของบ้านซือ และเขาก็ไม่ต้องแต่งงานกับเธออีกต่อไป แต่ใครจะคิดว่าเพิ่งจากไปได้ไม่กี่วัน เธอก็กลับมาพร้อมกับแผนการตื้นๆ แบบนี้อีก
คิดว่าจะใช้เรื่องงานของน้องสาวมาทำให้เขาใจอ่อนแล้วมองเธอในแง่ดีขึ้นอย่างนั้นเหรอ ฝันไปเถอะ!
ไม่ว่าเธอจะมาไม้ไหน เขาก็ไม่มีวันเปลี่ยนใจ เรื่องแต่งงานระหว่างเขากับเธอ มันจบไปแล้ว ให้เธอตัดใจเสียเถอะ บางทีหลินซือซือคนนั้นอาจจะยังดูดีกว่าเธอด้วยซ้ำ
ฟู่หยางหยิบเงินส่งให้น้องสาวพลางเอ่ยปากไล่ “รีบจัดการให้เรียบร้อยแล้วให้เธอไปซะ อย่าให้มาป้วนเปี้ยนแถวบ้านเราอีก เดี๋ยวจะกลายเป็นขี้ปากชาวบ้าน”
คำพูดของพี่ชายทำเอาฟู่เชียนเชียนยืนงงไปชั่วครู่ “พี่พูดบ้าอะไรเนี่ย ใครมาป้วนเปี้ยน”
“ก็ซือเนี่ยนนะสิ อยู่ๆ มาขายงานให้เธอ ก็คงหวังจะให้บ้านเราติดหนี้บุญคุณ จะได้มีข้ออ้างแวะเวียนมาที่นี่บ่อยๆ มุกเก่าๆ แบบนี้พี่เห็นจนเบื่อแล้ว ไปบอกเธอด้วยนะว่าอย่าได้คิดมาวุ่นวายกับพี่อีก ไม่อย่างนั้นพี่จะไม่เกรงใจแล้ว”
ฟู่เชียนเชียนถึงกับเบ้ปากใส่ความคิดหลงตัวเองของพี่ชาย “โอ๊ยพี่ใหญ่! พี่คิดไปถึงไหนกัน เขาไม่ได้มาวุ่นวายกับพี่สักหน่อย ซือเนี่ยนเขากลับมาเอาทะเบียนบ้านเฉยๆ ฉันนี่แหละที่กลัวเขาจะเปลี่ยนใจเลยลากเขามาด้วยกัน ตอนชวนเข้าบ้านเขายังไม่ยอมเข้าเลย บอกว่ากลัวพี่จะคิดมาก ไม่นึกเลยนะว่าพี่จะคิดมากได้ขนาดนี้จริงๆ”
หญิงสาวทำหน้าเหมือนอยากจะอาเจียนกับความมั่นใจเกินเบอร์ของพี่ชาย
ใบหน้าของฟู่หยางพลันเปลี่ยนเป็นทะมึน “เมื่อกี้เธอว่าไงนะ”
“ก็บอกว่าเขาไม่ได้มาหาพี่! ฉันลากเขามาเองต่างหาก ถ้าเขาอยากจะเจอพี่จริงๆ ป่านนี้คงตามฉันขึ้นมาบนห้องแล้วสิ จะไปยืนรอข้างนอกทำไม”
ที่จริงแล้วฟู่เชียนเชียนเองก็แอบมีความหวังเล็กๆ อยู่ในใจ เธอไม่อยากได้หลินซือซือมาเป็นพี่สะใภ้จนแทบอยากจะตาย เลยลองเสี่ยงลากซือเนี่ยนมาที่บ้านด้วย เผื่อว่าการได้เจอหน้าพี่ชายอีกครั้งอาจจะทำให้ถ่านไฟเก่าคุขึ้นมาก็ได้ แต่ที่ไหนได้ ซือเนี่ยนกลับปฏิเสธเสียงแข็ง บอกว่าเธอมีสามีแล้ว จะขอซื่อสัตย์กับเขาเพียงคนเดียว ไม่อยากพบปะกับชายอื่นให้เกิดความเข้าใจผิด เล่นเอาเธออึ้งไปเลย
พูดจบเธอก็คว้าเงินในมือพี่ชายแล้ววิ่งลงบันไดไปทันที
ฟู่หยางยืนนิ่ง ความหงุดหงิดแล่นพล่านอยู่ในอก เขาไม่อยากจะเชื่อเลยสักนิดว่าซือเนี่ยนจะเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ ผู้หญิงที่เคยวิ่งตามเขาต้อยๆ มาตั้งแต่เด็ก ยอมทำทุกอย่างเพื่อจะได้แต่งงานกับเขา จะมาตัดใจกันง่ายๆ แบบไม่มีเหตุผลได้ยังไงกัน เรื่องแบบนี้เอาไว้หลอกเด็กอมมืออย่างน้องสาวเขาเถอะ เขาไม่มีวันเชื่อเด็ดขาด
แม้ในใจจะคัดค้านรุนแรง แต่ร่างกายกลับขยับไปที่หน้าต่างโดยอัตโนมัติ เขาเลิกม่านขึ้นเล็กน้อยเพื่อมองลงไปข้างล่าง เขาจะต้องเห็นกับตาตัวเองให้ได้ว่าซือเนี่ยนกำลังเล่นละครอะไรอยู่!
ทว่าภาพที่เห็นกลับทำให้คิ้วเข้มของเขาต้องขมวดเข้าหากันอย่างแรง
ภายใต้แสงแดดยามบ่าย หญิงสาวในชุดกระโปรงสีอ่อนยืนโดดเด่นอยู่กลางสวนกุหลาบที่กำลังเบ่งบานอวดสีสัน แต่ความงามของดอกไม้เหล่านั้นกลับต้องหมองลงเมื่อเทียบกับความงามของเธอ ยุคสมัยนี้ผู้คนเริ่มใส่ใจกับการแต่งตัวมากขึ้น เขาเคยพบเจอผู้หญิงสวยๆ มานับไม่ถ้วน แต่ไม่มีใครเลยที่จะงดงามจับตาได้เท่าซือเนี่ยนในตอนนี้ เธอเพียงแค่ยืนนิ่งๆ ก็ราวกับภาพวาดล้ำค่าที่หลุดออกมาจากพิพิธภัณฑ์ในยุโรป โดยเฉพาะยามที่แสงแดดตกกระทบลงบนผิวขาวผ่องของเธอ ยิ่งขับให้เธอดูสว่างไสวราวกับมีรัศมี จนดอกกุหลาบที่อยู่รายล้อมกลายเป็นเพียงไม้ประดับที่ไร้ความหมาย
แววตาที่เธอมองไปยังเด็กน้อยในอ้อมแขนนั้นช่างอ่อนโยนและผ่อนคลาย ไม่เหมือนแววตาประหม่าขวยเขินและเสแสร้งที่เคยมอบให้เขาในอดีต ซือเนี่ยนคนเก่าเกลียดเด็กเข้าไส้ แค่ได้ยินเสียงร้องก็ทำหน้าเบื่อหน่ายแล้ว แต่ซือเนี่ยนในตอนนี้กลับอุ้มเด็กน้อยไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม รอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้างดงามยิ่งกว่ามวลดอกไม้ใดๆ
ฟู่หยางเผลอไผลไปกับภาพนั้น แต่แล้วจู่ๆ ราวกับรับรู้ได้ถึงสายตาที่จับจ้องอยู่ ซือเนี่ยนก็เงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขาพอดิบพอดี
เขาชะงักงัน เตรียมจะเบือนหน้าหนีและปล่อยม่านลงทันทีด้วยกลัวว่าเธอจะคิดว่าเขายังมีเยื่อใยและฉวยโอกาสเข้ามาพัวพันอีก
แต่ก่อนที่เขาจะได้ทำอย่างที่คิด ซือเนี่ยนกลับเป็นฝ่ายละสายตาไปก่อนอย่างไม่ใส่ใจ สีหน้าของเธอยังคงเรียบนิ่ง ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ราวกับว่าเขาเป็นเพียงอากาศธาตุ หรือแค่คนแปลกหน้าที่ไม่สลักสำคัญอะไรเลย
ฟู่หยางแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น เขามองตามร่างระหงที่หันกลับไปให้ความสนใจกับเด็กน้อยอีกครั้งด้วยความรู้สึกที่ยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
[จบบท]