บทที่ 253: คำเชิญที่ไม่ต้องการ
ข่าวที่ว่าสะพัดไปทั่วห้องพักครูราวกับไฟลามทุ่ง เสียงพูดคุยจอแจค่อยๆ เงียบลงไปทีละนิด บรรยากาศที่เคยคึกคักกลับกลายเป็นความอึดอัดเข้ามาแทนที่
บรรดาคุณครูที่ก่อนหน้านี้แอบนินทาซือเนี่ยนอย่างสนุกปาก พลางคาดหวังว่าตัวเองอาจจะได้เสียบตำแหน่งแทน ตอนนี้กลับนั่งหน้าเจื่อนกันเป็นแถว ไม่มีใครกล้าสบตาใคร ยิ่งได้ยินว่าคุณครูอู๋เหรินอ้ายยังช่วยพูดปกป้องเธอด้วยแล้ว ทุกคนก็ยิ่งเข้าใจสถานการณ์ได้ชัดเจนขึ้น
มิน่าล่ะ...ซือเนี่ยนถึงได้กล้าทำตัวโดดเด่นตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงาน กล้าที่จะเมินเฉยต่อหัวหน้าหลี่ แถมยังเดินออกจากโรงเรียนไปแบบไม่ใยดี
เรื่องที่เธอท้าทายอำนาจของหัวหน้าแผนกแล้วยังลอยนวลอยู่ได้ แถมหัวหน้าหลี่ยังต้องบากหน้าไปเชิญเธอกลับมาด้วยตัวเอง หากทำไม่สำเร็จก็ต้องเป็นฝ่ายเก็บของออกไปเสียเอง เรื่องทั้งหมดนี้มันบ่งบอกได้อย่างเดียวว่าเบื้องหลังของซือเนี่ยนต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ความรู้สึกเสียดายเกาะกุมหัวใจของหลายคน พวกเขาไม่น่าพลาดโอกาสที่จะผูกมิตรกับเธอไว้ตั้งแต่แรกเลย
...
ซือเนี่ยนประคองร่างเล็กป้อมของลูกสาวที่เริ่มสัปหงกกลับมาถึงบ้านตอนที่พระอาทิตย์เกือบจะตรงศีรษะ เธอถอดรองเท้าส้นสูงออกทันทีที่ก้าวเข้าบ้าน ความรู้สึกปวดหนึบแล่นไปทั่วฝ่าเท้า เธอไม่ได้แตะต้องมันมานานมากแล้ว เพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็ทำเอาเธอแทบเดินไม่ไหว
หลังจากจัดการมื้อกลางวันแบบง่ายๆ เธอก็ปล่อยให้ความง่วงเข้าครอบงำ และล้มตัวลงนอนข้างๆ เหยาเหยา ไม่นานนัก เด็กชายทั้งสองก็กลับมาจากโรงเรียนพร้อมกับชุดนักเรียนและหนังสือเรียนชุดใหม่
โจวเจ๋อหานไม่รอช้า รีบแกะห่อชุดนักเรียนออกมาสวมทันที เขาวิ่งส่องกระจกซ้ายทีขวาทีด้วยความเห่อ
นี่เป็นนิสัยประจำของเขาไปแล้ว ตั้งแต่สมัยที่ยังอยู่บ้านนอก ทุกครั้งที่คุณแม่ซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้ เขาจะต้องใส่ออกไปวิ่งโชว์รอบหมู่บ้าน ผ่านหน้าประตูบ้านตัวเองกี่รอบก็ไม่ยอมเข้า ใครทักว่าได้ชุดใหม่เหรอ เขาก็จะยืดอกตอบอย่างภาคภูมิใจว่า "รู้ได้ไงว่าคุณแม่ซื้อให้ผม" จนคนทั้งหมู่บ้านรับรู้โดยทั่วกันว่าซือเนี่ยนดูแลพวกเขาสองพี่น้องดีแค่ไหน และนั่นก็เป็นเหตุผลให้เด็กคนอื่นๆ ต่างพากันอิจฉา
เมื่อสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองจนพอใจแล้ว โจวเจ๋อหานก็วิ่งไปหาเจี่ยงจิวที่บ้านข้างๆ ทันที เจี่ยงจิวแม้จะยังงงๆ แต่พอเห็นเพื่อนรักใส่ชุดใหม่ เขาก็รีบกลับไปเปลี่ยนชุดของตัวเองออกมาบ้าง แล้วเด็กชายทั้งสองก็จูงมือกันออกไปเดินสำรวจรอบๆ อย่างร่าเริง
ส่วนโจวเจ๋อตงผู้เป็นพี่ชายกลับตรงกันข้าม เขาไม่ชอบความวุ่นวาย ไม่โปรดปรานการออกไปพบปะผู้คน และไม่เคยเข้าร่วมวงเล่นสนุกของน้องชายกับเจี่ยงจิวเลยสักครั้ง ทันทีที่ได้หนังสือเรียนชุดใหม่ เขาก็เก็บตัวอยู่ในห้องหนังสือ เปิดอ่านเนื้อหาอย่างใจจดใจจ่อ
เวลาผ่านไปไม่นาน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นจากชั้นล่าง
ซือเนี่ยนยังคงหลับอยู่ โจวเจ๋อตงจึงเป็นคนลงไปดู เขาแง้มประตูออกเล็กน้อย พอให้เห็นว่าใครมาเยือน ที่หน้าประตูมีผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งยืนอยู่ เธอสวมชุดสูทพอดีตัว แต่ใบหน้ากลับบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัด
"สวัสดีครับ ไม่ทราบว่ามาหาใครครับ" เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ แต่ก็เว้นระยะห่างไว้อย่างชัดเจน
หลี่เฟิ่งหัวมองเด็กชายตรงหน้าด้วยความสงสัย เธอไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับซือเนี่ยนมากนัก นอกจากเรื่องที่เคยขึ้นไปพูดบนเวทีจนเข้าตาผู้บริหารโรงเรียน แต่ดูจากหน้าตาแล้วซือเนี่ยนก็ยังดูเด็กมาก เด็กคนนี้อาจจะเป็นน้องชายของเธอก็ได้ คิดได้ดังนั้นเธอก็เชิดคางขึ้นเล็กน้อย
"ฉันมาพบพี่สาวเธอ ไปบอกให้เธอออกมาพบฉันหน่อย"
โจวเจ๋อตงเหลือบมองผู้หญิงแปลกหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า ท่าทางเอาเรื่องและชุดสูทที่ดูเป็นทางการทำให้เขารู้สึกไม่ไว้วางใจ
"คงจะผิดคนแล้วล่ะครับ ผมไม่มีพี่สาว"
หลี่เฟิ่งหัวถึงกับชะงัก หรือว่าโรงเรียนจะให้ที่อยู่ผิดมา เธอกำลังจะอ้าปากถามต่อ แต่เด็กชายก็ปิดประตูใส่หน้าเธอไปเรียบร้อยแล้ว
"เด็กไม่มีมารยาท" เธอบ่นอุบอิบพร้อมกระทืบเท้าด้วยความขัดใจ ก่อนจะหันหลังเดินหาบ้านหลังอื่นต่อไป
ย่านเมืองเก่าแห่งนี้กว้างใหญ่กว่าที่คิด แม้จะมีบ้านหลายหลังที่เจ้าของย้ายออกไปแล้ว แต่การจะเดินหาบ้านสักหลังโดยไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หลี่เฟิ่งหัวเดินจนเหงื่อท่วมตัวแต่ก็ยังไม่พบวี่แวว สุดท้ายจึงต้องยอมแพ้กลับไปตั้งหลักที่โรงเรียน พร้อมกับโวยวายว่าที่อยู่ที่ได้มาต้องผิดพลาดแน่นอน
รองหัวหน้าแผนกมองเธอด้วยสายตาที่ยากจะอธิบาย "คุณไปถามหาพี่สาวจากลูกเลี้ยงของอาจารย์ซือ เขาก็ต้องตอบว่าไม่มีสิ"
คำพูดนั้นทำให้หลี่เฟิ่งหัวรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าฉาดใหญ่ เธอโกรธจนหน้ามืดตาลาย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากกัดฟันกรอดแล้วมุ่งหน้ากลับไปที่บ้านหลังเดิมอีกครั้ง
และก็เป็นโจวเจ๋อตงคนเดิมที่ออกมาเปิดประตู คราวนี้แววตาของเขาฉายแววรำคาญอย่างชัดเจน แต่ก็ยังคงรักษามารยาทไว้ "คุณกลับมาอีกทำไมครับ"
มุมปากของหลี่เฟิ่งหัวกระตุกไม่หยุด ในที่สุดเธอก็รู้แล้วว่าทำไมถึงรู้สึกไม่ถูกชะตากับเด็กคนนี้นัก ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นจริงๆ ไม่มีสัมมาคารวะเหมือนกันไม่มีผิด แต่เพื่อภารกิจที่ต้องทำให้สำเร็จ เธอจึงสะกดอารมณ์เอาไว้
"ฉันมาพบคุณแม่ของเธอ อาจารย์ซือเนี่ยน ช่วยไปตามเธอออกมาหน่อย"
โจวเจ๋อตงหรี่ตามองเธอ สายตาของเด็กชายที่จ้องมองมานั้นนิ่งและลึกเกินวัย มันทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกมองทะลุปรุโปร่งจนรู้สึกขนลุก เด็กอายุแค่สิบขวบทำไมถึงมีสายตาแบบนี้ได้ น่าขนลุกชะมัด
"คุณแม่กำลังพักผ่อนอยู่ ถ้ามีธุระด่วนก็มาใหม่พรุ่งนี้นะครับ" พูดจบเขาก็เตรียมจะปิดประตูอีกครั้ง
หลี่เฟิ่งหัวถึงกับสติหลุด เธออยู่ในตำแหน่งหัวหน้ามานาน ไม่เคยมีใครกล้าทำกับเธอแบบนี้มาก่อน การที่เธอยอมลดตัวมาง้อถึงที่นี่ก็ถือว่ามากเกินพอแล้ว แต่อีกฝ่ายกลับไม่เห็นหัวเธอเลยแม้แต่น้อย มันน่าโมโหนัก
ความโกรธพุ่งขึ้นมาจนจุกอก เธออยากจะกรีดร้องออกมาให้รู้แล้วรู้รอด แต่ยังไม่ทันจะได้ทำอะไร ประตูตรงหน้าก็ปิดลงอีกครั้ง
"กรี๊ดดด" หลี่เฟิ่งหัวกรีดร้องออกมาอย่างสุดจะทน "ฉันจะบ้าตายอยู่แล้ว"
เธอแทบจะยกเท้าขึ้นมาถีบประตูให้พัง แต่ก็ยังยั้งตัวเองไว้ได้ทัน เธอรู้ดีว่าการใช้กำลังมีแต่จะทำให้เรื่องแย่ลง และคนที่ซวยที่สุดก็คือตัวเธอเอง หลี่เฟิ่งหัวสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามระงับอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปด้วยความแค้นใจ
เมื่อไปถึงโรงเรียน รองหัวหน้าก็ส่งสายตาเย้ยหยันมาให้ทันทีที่เห็นว่าเธอกลับมามือเปล่า "พรุ่งนี้อาจารย์ซือมีสอนภาษาอังกฤษตอนเช้าตั้งสองคาบนะ ถ้าคืนนี้ยังเชิญตัวกลับมาไม่ได้ล่ะก็ ไม่รู้เหมือนกันว่าใครจะต้องเป็นคนรับผิดชอบเรื่องที่เกิดขึ้น"
คำพูดเสียดแทงนั้นทำให้ความโกรธของหลี่เฟิ่งหัวปะทุขึ้นมาอีกครั้ง เธอสะบัดหน้าเดินออกมาจากโรงเรียน มุ่งตรงไปยังบ้านของซือเนี่ยนเป็นครั้งที่สาม
ระหว่างทาง เธอเห็นโจวเจ๋อหานกำลังเดินกลับบ้านมากับเจี่ยงจิวพอดีจึงรีบตะโกนเรียกไว้ เด็กชายหันมามองด้วยความแปลกใจ เมื่อเห็นว่าเป็นหญิงแปลกหน้าท่าทางดุร้าย แววตาแบบนี้เขาจำได้ดี สายตาที่เต็มไปด้วยความไม่เป็นมิตร เหมือนกับที่ป้าหลิวและอาหญิงเคยใช้มองพวกเขาสองคนพี่น้อง เขาจึงถอยกรูดไปสองก้าวอย่างระแวดระวัง "เรียกผมมีอะไร"
หลี่เฟิ่งหัวเห็นหน้าตาของเด็กคนนี้ก็เดาได้ทันทีว่าเป็นน้องชายของคนเมื่อครู่ จึงปรับน้ำเสียงให้อ่อนลงเล็กน้อย "ซือเนี่ยนคือคุณแม่ของหนูใช่ไหมจ๊ะ ช่วยไปเรียกเธอออกมาหน่อยได้ไหม พอดีป้ามีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย"
โจวเจ๋อหานยิ่งตั้งการ์ดสูงขึ้นไปอีก น้ำเสียงแบบนี้มันเหมือนกับตอนที่ญาติๆ มาหาเรื่องไม่มีผิด "ใช่ เธอเป็นแม่ผม แล้วทำไมผมต้องเชื่อคุณด้วยล่ะ หน้าตาก็เหมือนแม่มดใจร้ายในนิทานขนาดนี้ ผมไม่ยอมให้แม่มาเจอคนน่ากลัวแบบคุณหรอก"
"นี่แก!" หลี่เฟิ่งหัวแทบจะสำลักความโกรธออกมา เธอไม่เคยเจอเด็กปากกล้าขนาดนี้มาก่อนในชีวิต
เธอพยายามข่มใจ บอกตัวเองให้ใจเย็นๆ รอให้ซือเนี่ยนกลับไปทำงานเมื่อไหร่ เธอจะหาทางเอาคืนให้สาสมเลยคอยดู เธอฝืนฉีกยิ้มจนแก้มปริ
"โอ๋ๆ หนูน้อยพูดอะไรแบบนั้น ป้าก็หน้าตาเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เกิดแล้ว ถึงจะดูดุไปบ้าง แต่ป้าใจดีนะ"
โจวเจ๋อหานเบิกตากว้าง "โห งั้นคุณก็น่าสงสารมากเลยสิครับ เกิดมาก็หน้าตาไม่ดีแล้วแบบนี้ ต้องหาเพื่อนไม่ได้แน่ๆ เลย"
หลี่เฟิ่งหัว: "..."
"ถ้าป้าน่าสงสารขนาดนี้แล้ว หนูน้อยคนดีจะยอมทำตามที่ป้าขอบ้างได้ไหม ไปเรียกคุณแม่ให้ป้าหน่อยนะ แล้วเดี๋ยวป้าจะให้ลูกอมเป็นรางวัล"
"ไม่เอาเด็ดขาด" โจวเจ๋อหานปฏิเสธเสียงแข็ง "คุณมันพวกสิบแปดมงกุฎ"
"ว่าอะไรนะ" หลี่เฟิ่งหัวจ้องเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ "แกพูดบ้าอะไรของแก ฉันจะไปเป็นคนหลอกลวงได้ยังไง"
"ก็คุณเป็นจริงๆ นี่ อายุอานามก็รุ่นคุณยายแล้ว ยังจะมาเรียกตัวเองว่าป้าอีก ไม่อายปากตัวเองบ้างเหรอ" โจวเจ๋อหานแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ ก่อนจะหันหลังกลับไปอย่างรวดเร็ว แล้วตบก้นตัวเองแปะๆ เป็นการส่งท้าย "ผมน่ะฉลาดนะ ไม่โง่ให้ใครมาหลอกด้วยลูกอมไม่กี่เม็ดหรอก"
"แก...แกกลับมานี่เดี๋ยวนะ ไอ้เด็กเปรต ฉันจะฆ่าแก อ๊ากกก"
[จบบท]